BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top

ซิฟิลิส  
    Syphilis

หนองใน 
    Gonorrhea
หนองในเทียม 
    Non-gonococcal 
    urethritis

แผลริมอ่อน 
    Chancroid

ฝีมะม่วง 
    LGV

ปวดประจำเดือน
    Dysmenorrhea

ภาวะประจำเดือนมาก
    ผิดปกติ
    DysfunctionUterine
    Bleeding 

ประจำเดือนไม่มา
    Amenorrhea


ต่อมลูกหมากโต 
    BPH

หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ
    ไม่เปิด
    Phimosis

ช่องคลอดอักเสบ 
    Vaginitis

มดลูกอักเสบ
    Endometritis

การตั้งครรภ์นอกมดลูก
    Ectopic Pregnancy

ครรภ์ไข่ปลาอุก 
    MolarPregnancy

แท้งบุตร  
    Abortion

การทำ กิฟท์ (GIFT)  
    สำหรับผู้มีบุตรยาก ที่
    อยากมีบุตร

ไวกร้า(Viagra)  
    ยาช่วยในการแข็งตัว
    อวัยวะเพศชาย

วิธีการใช้ยาคุมกำเนิด
    ให้มั่นใจ/ปลอดภัย




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์


 

   ซิฟิลิส - Syphilis

ลักษณะทั่วไป
ซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้มากกว่า โรคติดต่อ
ทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ และมีระยะแฝงตัวของโรคที่ค่อนข้างยาวนาน ซึ่งสามารถแพร่ให้คู่สมรส
และบุตรได้ พบได้ประมาณ 10-15% ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด

สาเหตุ
เกิดจาก เชื้อซิฟิลิส ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เทรโพนีมาพัลลิดัม (Treponema pallidum) ติดต่อ
โดยการร่วมเพศ เชื้อจะเข้าทางรอยถลอกหรือบาดแผลเล็กน้อย หรืออาจไชเข้าเยื่อบุผิวของท่อปัสสาวะ
ทวารหนัก ช่องคลอด หรือ ช่องปาก

อาการ
โรคนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 เป็นแผล หลังจากติดเชื้อประมาณ 10-90 วัน จะมีตุ่มเล็ก ๆ เท่าหัวเข็มหมุดเกิดขึ้นที่อวัยวะ
เพศ (อาจเกิดขึ้นที่หัวหน่าว ขาหนีบ ทวาร หรือ ริมฝีปาก ก็ได้ สุดแล้วแต่ว่าตำแหน่งที่เชื้อเข้า) ซึ่งต่อ
มาจะแตก แล้วกลายเป็นแผลกว้าง ขอบแผลเรียบและแข็ง เรียกว่า แผลริมแข็ง (Chancre) มักมีแผล
เดียว รูปกลม หรือวงไข่ อาจมี 2 แผล ซึ่งจะชนชิดกัน แผลไม่เจ็บไม่คัน พื้นแผลสีแดง และดูสะอาด
ประมาณ 1 สัปดาห์ หลังมีตุ่มขึ้น จะพบต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตทั้ง 2 ข้าง มีลักษณะแข็ง แยกจาก
กัน และสีของผิวหนังบริเวณต่อมน้ำเหลืองไม่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ไม่เจ็บ แม้ไม่ได้รักษา แผลอาจหาย
ได้เอง ใน 3-10 สัปดาห์ แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย การเจาะเลือดหาวีดีอาร์แอล จะพบเลือดบวกหลัง
จากมีแผล 1-2 สัปดาห์

ระยะที่ 2 เข้าข้อ ออกดอก พบหลังระยะแรก ประมาณ 4-8 สัปดาห์ (อาจเกิดหลังมีแผลเพียง 2-3 วัน
หรือนานหลายเดือน
ก็ได้) เชื้อจะเข้าต่อมน้ำเหลือง และอยู่ในเลือด กระจายไปทั่วร่างกาย มีผื่นขึ้นทั้งตัว และที่ฝ่ามือ ฝ่า
เท้าด้วย (ซึ่งต่างจากผื่นของโรคอื่น ๆ ที่มักไม่ขึ้นที่ฝ่ามือฝ่าเท้า) ผื่นเหล่านี้จะไม่คัน ซึ่งเรียกกันว่า
"ออกดอก" นอกจากนี้ยังอาจพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีไข้ต่ำ ๆ เป็นครั้งคราว ปวดศีรษะ
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เจ็บคอ เสียงแหบ ปวดหลัง ปวดตามกระดูก ต่อมน้ำเหลืองโต ผม
ร่วงทั่วศรีษะ หรือเป็นหย่อม ในระยะนี้ ถ้าตรวจเลือดหาวีดีอาร์แอลจะพบเลือดบวก ผื่นและอาการ
ต่าง ๆ จะหายได้เองแม้ไม่ได้รักษา แต่เชื้อจะแฝงตัวเป็นปี ๆ (อาจเป็น 5 ปี 10 ปี) แล้วก็เข้าสู่ระยะที่ 3

ระยะที่ 3 ระยะทำลาย เกิดจากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่ถูกวิธี เช่น ซื้อยากินเอง ทำให้เข้า
สู่ระยะร้ายแรงของโรค อาจทำให้ตาบอด หูหนวก สติปัญญาเสื่อม เชื้ออาจเข้าสู่สมองและไขสันหลัง
ทำให้เป็นอัมพาต และอาจเสียสติได้ เชื้ออาจเข้าสู่หัวใจ ทำให้เป็นโรคหัวใจรั่ว หลอดเลือดแดงใหญ่
อักเสบ หรือโป่งพอง ผู้ที่เป็นซิฟิลิส อาจไม่มีแผลให้เห็นในระยะที่ 1 หรือ มีอาการเข้าข้อ ออกดอกใน
ระยที่ 2 แต่จะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในร่างกาย รอเข้าสู่ระยะที่ 3 เลยก็ได้
ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ถ้าติดเชื้อซิฟิลิส (อาจเป็นโดยไม่รู้ตัว หรือไม่มีอาการแสดงชัดเจน) แล้วไม่ได้รับการ
รักษา เชื้ออาจถ่ายทอด ไปยังทารกในครรภ์ โดยผ่านเข้าไปทางรก ทำให้ทารกตายในครรภ์ หรือตาย
หลังคลอด หรือไม่ก็อาจเกิดความพิการไปตลอดชีวิต เราเรียกซิฟิลิสที่เกิดในทารกในลักษณะนี้ว่า
"ซิฟิลิสโดยกำเนิด (Congenital syphilis)" ซึ่งจะมีอาการแสดงภายใน 6 สัปดาห์หลังคลอด โดย
เด็กจะมีอาการเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูก เป็นหนอง หรือช้ำเลือดช้ำหนอง มีผื่นขึ้น หนังลอก
น่าเกลียด ซีด เหลือง บวม ตับโต ม้ามโต และถ้าไม่ได้รับการรักษาเด็กจะมีความพิการต่าง ๆ เกิดขึ้น
เช่น จมูกบี้หรือยุบ (พูดไม่ชัด), เพดานโหว่, กระจกตาอักเสบ (อาจกลายเป็นแผลที่กระจกตา ตาบอด
ได้) ,หูหนวก, ฟันพิการ, หน้าตาพิการ เป็นต้น

การรักษา
หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล หรือศูนย์ควบคุมกามโรค เพื่อตรวจเลือดหาวีดีอาร์แอล (เลือดบวก)
ตรวจเชื้อจากน้ำเหลืองที่แผล หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ
การรักษา
1. สำหรับซิฟิลิสในระยะที่ 1 และ 2 ฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลินขนาด 2.4 ล้านยูนิต เข้ากล้ามเพียงครั้ง
เดียว (สำหรับระยะที่ 2 แพทย์บางคนอาจให้ฉีดซ้ำอีกครั้งในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา) ถ้าแพ้ยานี้ อาจให้
เตตราไซคลีน   ครั้งละ 500 มิลลิกรัม (2 แคปซูล) วันละ 4 ครั้ง หรือ ดอกซีไซคลีน   ครั้งละ 100 มก.
วันละ 2 ครั้ง นาน 15 วัน   ถ้ากินเตตราไซคลีนไม่ได้ ให้ใช้อีริโทรไมซิน   แทนขนาดเดียวกัน นาน 15 วัน
2. สำหรับซิฟิลิสในระยะแฝง (เป็นมานานกว่า 2 ปี ตั้งแต่เริ่มเป็นแผลริมแข็ง) หรือแผลซิฟิลิสเรื้อรัง
หรือซิฟิลิสเข้าสู่ระบบหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular syphilis) ฉีดเบนซาทีนเพนนิซิลลินครั้งละ
2.4 ล้านยูนิต เข้ากล้าม เป็นจำนวน 3 ครั้ง ห่างกันทุก 1 สัปดาห์ ถ้าแพ้ยานี้ ให้เตตราไซคลีน ดอกซี
ไซคลีน หรืออีริโทรไมซินในขนาดดังกล่าวข้างต้น นาน 30 วัน
3. ในรายที่มีเชื้อเข้าระบบประสาท (neurosyphilis) รักษาโดยการฉีดเพนิซิลลินจี 2-4 ล้านยูนิต เข้า
หลอดเลือดดำ ทุก 4 ชั่วโมง นาน 14 วัน ถ้าแพ้ยานี้ ให้ดอกซีไซคลีน กินครั้งละ 200 มก. วันละ 2 ครั้ง
นาน 30 วัน
4. สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ให้รักษาตามระยะของโรคเหมือนผู้ป่วยทั่วไป ถ้าแพ้เพนิซิลลิน ให้อีริโทรไมซิน
กินครั้งละ 500 มก.วันละ 4 ครั้ง นาน 30 วัน
5. ซิฟิลิสแต่กำเนิด ฉีดเพนิซิลลินจี 50,000 ยูนิตต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน แบ่งให้ 2 ครั้ง นาน
10 วัน

ข้อแนะนำ
1. หลังการรักษา ควรตรวจเลือดหาวีดีอาร์แอล เดือนละครั้งใน 3 เดือนแรก ต่อไปตรวจทุก 3 เดือน
จนครบ 2 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าโรคหายขาด โดยทั่วไป ผลเลือดจะเป็นปกติภายใน 2 ปี แต่ถ้ายังมีเลือด
บวกอยู่เกิน 2 ปี ควรตรวจ น้ำไขสันหลัง ควรตรวจหาเชื้อเอชไอวี พร้อม ๆ กันไปด้วย
2. การวิจฉัยซิฟิลิส ต้องอาศัยการตรวจ วีดีอาร์แอล (เลือดบวก) เป็นสำคัญ จะดูจากอาการเพียงอย่าง
เดียวไม่ได้ ดังนั้น ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าชนิดใดก็ตาม ควรตรวจเลือดทุกราย
เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นซิฟิลิส หรือถ้าเป็นจะได้ให้การรักษา ตั้งแต่ระยะแรกก่อนที่
จะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมา
3. ผู้หญิงบางคน อาจติดเชื้อซิฟิลิสจากสามีที่ชอบเที่ยว โดยไม่มีอาการแสดงให้ทราบ และอาจติดให้
ลูกในครรภ์ได้ เช่นเดียวกับการติดเชื้อเอชไอวี ดังนั้น ในการฝากครรภ์ ควรเจาะเลือดเพื่อตรวจหา
วีดีอาร์แอล และควรตรวจหาเชื้อเอชไอวีพร้อม ๆ กันไปทุกราย ถ้าเลือดบวกต้องแนะนำไปรักษาที่
โรงพยาบาล เพื่อป้องกันมิให้แพร่เชื้อให้ทารกในครรภ์

การป้องกัน
1. ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการป้องกันหนองใน
2. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยซิฟิลิสในระยะ 3 เดือนแรก ควรได้รับการรักษาแบบซิฟิลิสระยะแรก

 

 

 

 

 

หนองใน - Gonorrhea

ลักษณะทั่วไป
หนองใน (โกโนเรีย ก็เรียก) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (กามโรค) ที่พบได้มากเป็นอันดับแรกสุด
คือพบได้ประมาณ 40%-50% ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบมากในหญิงโสเภณี และผู้ชายที่
ชอบเที่ยวกลางคืน

สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อหนองใน หรือจีซี ซึ่งเป็นแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า โกโนค็อกคัส (Gonococcus/Neisseria
gonorrheae) ติดต่อโดยทางเพศสัมพันธ์ ระยะฟักตัว 2-10 วัน (โดยทั่วไป ภายใน 5 วัน)

อาการ
ในผู้ชาย หลังจากได้รับเชื้อ (หลังเที่ยว) ประมาณ 2-10 วัน จะมีอาการแสบในลำกล้องเวลาถ่ายปัสสาวะ
หรือถ่ายปัสสาวะขัด และมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ ในระยะแรกอาจไหลซึมเป็นมูกใส ๆ เล็กน้อย
ภายใน 12 ชั่วโมง ต่อมาจะกลายเป็นหนอง (สีเหลือง) ข้น และออกมากคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว ประมาณ
10% ของผู้ชายที่ติดเชื้อหนองใน อาจไม่มีอาการแสดงอะไรเลยก็ได้ แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้
ในผู้หญิง ระยะแรกมักไม่มีอาการ ต่อมาจะมี อาการตกขาวเป็นหนองสีเหลือง มีกลิ่นเหม็น ไม่คัน มี
อาการขัดเบา และแสบร้อนเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น ถ้ามีการอักเสบของปีกมดลูก จะมีไข้สูง หนาวสั่น
ปวด และกดเจ็บตรงท้องน้อยแบบปีกมดลูกอักเสบ ผู้หญิงที่ติดเชื้อหนองในประมาณครึ่งหนึ่ง อาจไม่มี
อาการแสดงอะไรเลยก็ได้ แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ทั้งสองเพศ นอกจากอาการดังกล่าวแล้ว อาจ
มีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ (ไขดัน) บวมและเจ็บด้วย

อาการแทรกซ้อน
ในผู้ชาย ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจมีหนองไหลอยู่ 3-4 เดือน และเชื้อหนองในอาจลุกลามไปยังบริเวณ
ใกล้เคียง ทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบ ซึ่งอาจทำให้ท่อปัสสาวะตีบตัน ได้ อาจทำให้ต่อมลูกหมากอักเสบหรือ
เป็นฝีที่ผนังของท่อปัสสาวะ ในบางรายอาจทำให้อัณฑะอักเสบ (อัณฑะปวดบวม และเป็นหนอง) ซึ่งอาจ
ทำให้กลายเป็นหมันได้
ในผู้หญิง เชื้ออาจลุกลามทำให้ต่อมบาร์โทลิน (Bartholin gland) ที่แคมใหญ่เกิดการอักเสบ หรือเป็นฝี
บวมโต หรืออาจทำให้มดลูกอักเสบ หรือปีกมดลูกอักเสบ   ซึ่งถ้าอักเสบรุนแรงเมื่อหายแล้ว อาจทำให้
ท่อรังไข่ตีบตัน กลายเป็นหมัน หรือทำให้ตั้งครรภ์นอกมดลูก ได้ ทั้งสองเพศ เชื้ออาจเข้ากระแสเลือดไป
ที่ข้อ (หนองในเข้าข้อ) ทำให้ข้ออักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมาก ข้อที่พบได้
บ่อย คือ ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อมือ นอกจากนี้ยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่พบได้น้อยมาก เช่น เยื่อหุ้ม
สมองอักเสบ , เยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis) ซึ่งอาจทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว ทำให้หัวใจวายตายได้

การรักษา
1. หากสงสัย ควรตรวจยืนยันด้วยการนำหนองไปย้อมสี และส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือนำไปเพาะ
เชื้อ ถ้าเป็นจริง ควรให้ยาขนานใดขนานหนึ่ง ดังต่อต่อไปนี้
-อะม็อกซีซิลลิน  3 กรัม กินครั้งเดียว จะให้โพรเบเนซิด (Probenecid) 1 กรัม ร่วมด้วยก็ได้
1.1 นอร์ฟล็อกซาซิน  800 มก. กินครั้งเดียว
1.2 โอฟล็อกซาซิน(Ofloxacin) 400 มก. กินครั้งเดียว
1.3 ไซโพรฟล็อกซาซิน(Ciprofloxacin) 500 มก. กินครั้งเดียว
1.4 เซฟทริอะโซน(Ceftriaxone) 250 มก. ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียว
1.5 สเปกติโนไมซิน(Spectinomycin) 2 กรัม ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียว
สำหรับหญิงตั้งครรภ์ควรใช้ ยาขนานที่ 1.4 หรือ 1.5
2. ในผู้หญิงที่มีอาการหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ ร่วมกับมีไข้สูง ปวดท้องน้อย ขัดเบา ตกขาว
อาจเป็นปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน   ควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง

ข้อแนะนำ
1. ในบ้านเราพบเชื้อหนองในที่ดื้อต่อกลุ่มยาเพนิซิลลิน เรียกว่าเชื้อ PPNG ซึ่งย่อมาจาก Penicillinase
Producing Neisseria Gonorrhea ชาวบ้านเรียกว่า ซูเปอร์โกโนเรีย ซึ่งจะรักษาด้วยยาฉีดโปรเคน
เพนิซิลลิน ที่เคยใช้ในสมัยก่อนไม่ค่อยได้ผล ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นแทน
2. ระหว่างที่รักษา ห้ามหลับนอนกับภรรยา เป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ และงดดื่มเหล้า 1 เดือน เพราะเหล้า
อาจทำให้หนองไหลมากขึ้น
3. ควรแนะนำให้ผู้สัมผัสโรค เช่น หญิงที่มีสามีเป็นหนองใน หรือผู้ที่หลับนอนกับคน ที่เป็นหนองในไป
ตรวจรักษาโรคนี้พร้อม ๆ กันไปด้วย เพื่อป้องกันมิให้เกิดการแพร่เชื้อแก่กันอีก
4. ผู้ที่เป็นหนองใน ควรเจาะเลือดตรวจ วีดีอาร์แอล (VDRL ซึ่งย่อมาจาก Venereal Disease 
ReserchLaboratory) เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีการติดเชื้อซิฟิลิสร่วมด้วย ถ้าพบวีดีอาร์แอลเป็นผลบวก 
หรือเรียกว่าเลือดบวก ก็แสดงว่าเป็น ซิฟิลิส ควรตรวจครั้งแรกเมื่อก่อนให้การรักษาและอีก 3 เดือน ต่อมา
ตรวจซ้ำอีกครั้งนอกจากนี้ ควรตรวจหาเชื้อเอชไอวี พร้อมกันไปด้วย
5. หญิงตั้งครรภ์ถ้าเป็นหนองใน ควรรีบรักษาให้หายขาด มิฉะนั้น ลูกอาจติดเชื้อระหว่างคลอด ทำให้ตา
อักเสบรุนแรงและอาจทำให้ตาบอดได้
6. หนองในติดต่อโดยการร่วมเพศเป็นสำคัญ ถ้ามีการร่วมเพศในลักษณะแปลกไปจากปกติ ก็อาจทำ
ให้เป็นหนองในลำคอ หรือทวารหนักได้
ส่วนการติดต่อโดยทางอื่นพบได้น้อยมาก ที่อาจพบได้ คือ การใช้ผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนถูกหนองในสด ๆ
เช็ดตา เชื้ออาจเข้าตา ทำให้ตาอักเสบรุนแรงได้ จึงควรหลีกเลี่ยงจากการใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกับคนที่เป็น
โรคเชื้อหนองในไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในสระว่ายน้ำ หรือโถส้วม ดังนั้นโอกาสที่จะติดเชื้อจากสระว่ายน้ำ
หรือโถส้วมจึงเป็นไปไม่ได้
7. ความเชื่อเรื่องของแสลงสำหรับโรคนี้ เช่น สาเก หน่อไม้ หูฉลาม อาหารทะเล เป็นต้น ทางวงการ
แพทย์ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด แต่ที่แน่นอน คือ ต้องงดเหล้า เบียร์ ทุกชนิด เป็นเวลา 1 เดือน เพราะ
อาจทำให้หนองไหลมากขึ้น ส่วนอาหารอื่น ถ้ากินแล้วทำให้หนองไหลมากขึ้นหรือกำเริบใหม่ ก็ควรจะงด
8. หนองในและหนองในเทียม บางครั้งอาจแยกอาการกันไม่ออก ถ้าใช้ยารักษาหนองใน (โดยไม่ได้
ตรวจเชื้อก่อน ) อย่างเต็มที่แล้วไม่ได้ผล อาจเป็นเพราะเชื้อดื้อยา หรืออาจหนองในเทียม ก็ได้

การป้องกัน
ควรหลีกเลี่ยงการเที่ยว หรือการสำส่อนทางเพศ และถ้าจะหลับนอนกับคนที่สงสัยว่า เป็นหนองในควรใช้
ถุงยางอนามัย ซึ่งจะช่วยป้องกันได้เกือบ 100% (ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆอาจได้ผลไม่
เต็มที่ และ มีโอกาสติดเชื้อได้บ้าง)การดื่มน้ำก่อนร่วมเพศ และถ่ายปัสสาวะทันทีหลังร่วมเพศ หรือการ
ฟอกล้างสบู่ทันทีหลังร่วมเพศ อาจช่วยลดการติดเชื้อลงได้บ้าง แต่ไม่ใช่จะได้ผลทุกรายส่วนการกิน
 "ยาล้างลำกล้อง" ซึ่งเป็นยาระงับเชื้อ (Antiseptic) ไม่ใช่ทำลายเชื้อ ไม่ได้ผลในการป้องกันยานี้กิน
แล้วทำให้ปัสสาวะเป็นสีแปลก ๆ เช่น สีแดง สีเขียว การกินยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคภายหลังร่วมเพศ
อาจได้ผลบ้าง แต่ต้องใช้ยาชนิดและขนาดเดียวกับที่ใช้รักษา ซึ่งดูแล้วไม่คุ้ม สู้รอให้มีอาการแสดง 
ค่อยรักษาไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังไม่อาจป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นได้

 

 

 

 

 

 

 

หนองในเทียม Non-gonococcal urethritis NGU


หนองในเทียม เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยรองจากหนองใน (ประมาณ 30-40%
ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด) โดยจะมีอาการคล้ายหนองใน แต่ไม่ได้เกิดจากเชื้อ
หนองใน (โกโนเรีย)

สาเหตุ
เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคหนองในเทียม มีได้หลายชนิด อาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว 
หรือเชื้อราก็ได้ ประมาณ 50% ของผู้ป่วยโรคนี้ยังไม่ทราบเชื้อที่เป็นสาเหตุแน่ชัด ประมาณ 40% 
เกิดจากคลามีเดียทราโคมาติส (Chlamydia trachomatis)    ซึ่งเป็นเชื้อกึ่งไวรัสกึ่งแบคทีเรีย 
(เชื้อนี้มีพันธุ์ย่อยอีกหลายชนิด ซึ่งบางชนิดทำให้เป็นฝีมะม่วง)  อีก 10 % อาจเกิดจากเชื้ออื่น ๆ 
เช่น เชื้อโปรโตซัว ที่มีชื่อว่า ทริโคโมแนสวาจินาลิส (Trichomanas vaginalis)  เชื้อไวรัสเริม 
เป็นต้น

อาการ
ในผู้ชาย อาการมักเกิดหลังติดเชื้อประมาณ 1-4 สัปดาห์ (ระยะฟักตัว)    โดยมีอาการแสบที่ปลายท่อ
ปัสสาวะ ปัสสาวะขัดและมีหนองไหล ซึ่งลักษณะเป็นมูกใสหรือมูกขุ่น ๆ ไม่เป็นหนองข้นแบบหนองใน 
และออกซึมเพียงเล็กน้อย ไม่ออกมากแบบหนองใน 
บางคนในระยะแรกอาจสังเกตมีอาการแสบที่ท่อปัสสาวะ และมีมูกออกเล็กน้อยเฉพาะในช่วงเช้าเท่า
นั้น  ถ้าให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะลงในแก้วใส แล้วใช้ไฟฉายส่องดู จะเห็นเส้นขาว ๆ คล้ายเส้นด้ายลอยอยู่
ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาการอาจเรื้อรังเป็นแรมเดือนแรมปี
ในผู้หญิง ส่วนมากมักไม่มีอาการแสดง ส่วนน้อยอาจมีอาการตกขาว

อาการแทรกซ้อน
ในผู้ชาย อาจทำให้ท่อปัสสาวะตีบ , ต่อมลูกหมากอักเสบ , อัณฑะอักเสบ
ในผู้หญิง อาจทำให้มดลูกอักเสบ ปีกมดลูกอักเสบ เป็นหมัน
นอกจากนี้ ทั้งสองเพศอาจทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เยื่อบุหัวใจอักเสบได้ แต่พบได้น้อยมาก

การรักษา
1. หากสงสัย ควรตรวจยืนยันด้วยการนำหนองไปย้อมสี และส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือนำไปเพาะเชื้อ  
    ถ้าเป็นจริง ควรให้ยาขนานใดขนานหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1.1 ดอกซีไซคลีน  กินครั้งละ 100 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 14 วัน
1.2 เตตราไซคลีน  กินครั้งละ 500 มก. วันละ 4 ครั้ง นาน 14 วัน
1.3 อีริโทรไมซิน  กินครั้งละ 500 มก. วันละ 4 ครั้งนาน 14 วัน
1.4 ไมโนไมซิน (Minomycin ซึ่งเป็นยาในกลุ่มเตตราไซคลีน) กินครั้งละ 100 มก. วันละครั้ง นาน 14 วัน
1.5 ร็อกซิโทรไมซิน(Roxithromycin ซึ่งเป็นยาในกลุ่มเดียวกับอีริโทรไมซิน) กินครั้งละ 150 มก. วันละ 
      2 ครั้ง นาน 14 วัน
สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ควรให้ ยาขนานที่ 1.3

ข้อแนะนำ
1. ควรแนะนำให้ผู้ป่วยงดเหล้า และงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหาย
2. ผู้ป่วยควรเจาะเลือดตรวจวีดีอาร์เอล และเชื้อเอชไอวี (เลือดบวก) ตั้งแต่ก่อนรักษาครั้งหนึ่ง และอีก 3 เดือน
    ต่อมาตรวจอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ติดโรคซิฟิลิส หรือเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย
3. โรคหนองในเทียม อาจเป็นเรื้อรังและรักษายากกว่าหนองใน เนื่องจากส่วนใหญ่จะตรวจไม่พบเชื้อที่
    เป็นสาเหตุ       แต่โรคหนองในเทียมที่เกิดจากเชื้อคลามีเดีย มีทางรักษาให้หายขาดได้ภายใน 14 วัน 
   ในรายที่ไม่ได้รับการรักษา 20-30% อาจหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ และ 60% จะหายได้ภายใน 8 
   สัปดาห์
4. ทารกที่เกิดจากแม่ที่เป็นหนองในเทียมจากเชื้อคลามีเดีย   อาจได้รับเชื้อระหว่างคลอด     ทำให้เกิด 
   อาการตาอักเสบหลังคลอด ประมาณ 5-14 วัน แต่อาการมักจะรุนแรงน้อยกว่าตาอักเสบจากเชื้อหนองใน 
   การรักษาให้ใช้ยาป้ายตาเตตราไซคลีน ป้ายวันละ 4 ครั้ง และให้อีริโทรไมซิน  ในขนาด 30 มิลลิกรัมต่อ 
   น้ำหนักตัว 1 กก.ต่อวันนาน 21 วัน
5. ควรแนะนำให้ผู้สัมผัสโรคไปตรวจรักษาโรคนี้ พร้อม ๆ กันไปด้วย

ข้อแนะนำ
ปฏิบัติเช่นเดียวกับการป้องกัน โรคหนองใน


Clinical Manifestations
The chlamydiae are a small group of nonmotile coccoid bacteria that are obligate intracellular parasites of eukaryotic cells. Chlamydial cells are unable to carry out energy metabolism and lack many biosynthetic pathways; therefore they are entirely dependent on the host cell to supply them with ATP and other intermediates. Because of their dependence on host biosynthetic machinery, the chlamydiae were originally thought to be viruses; however, they have a cell wall and contain DNA, RNA, and ribosomes and therefore are now classified as bacteria. The group consists of a single genus, Chlamydia (order Chlamydiales, class Chlamydiaceae). This genus contains the species C trachomatis and C psittaci, as well as a new organism, the TWAR organism, which has recently been proposed as a third species (C pneumoniae). All three species cause disease in humans. Chlamydia psittaci infects a wide variety of birds and a number of mammals, whereas C trachomatis is limited largely to humans. Chlamydia pneumoniae (TWAR organism) has been found only in humans

Ocular Infections: Chlamydia trachomatis causes trachoma and inclusion conjunctivitis. Trachoma is characterized by the development of follicles and inflamed conjunctivae. The cornea may become cloudy and vascularized; repeated infections are a common cause of blindness. Inclusion conjunctivitis is a milder inflammatory conjunctival infection with purulent discharge.

Genital Infections: Some C trachomatis strains cause genital infections, including nongonococcal urethritis in men and acute salpingitis and cervicitis in women. Other strains cause lymphogranuloma venereum, a venereal disease with genital lesions and regional lymph node involvement (buboes).

Respiratory Infections: Chlamydia psittaci usually causes an influenzalike illness called psittacosis. Chlamydia pneumoniae (TWAR organism) causes atypical pneumonitis in humans

  • What is chlamydia?
  • What are the symptoms of chlamydia?
  • How is chlamydia spread?
  • How many people have chlamydia?
  • Is chlamydia dangerous?
  • Reiter's Syndrome
  • How does chlamydia affect pregnancy?
  • How is chlamydia diagnosed?
  • Is there a cure for chlamydia?
  • Who is most likely to get chlamydia?
  • How can I avoid getting chlamydia?
  • Does using birth control increase my risk of getting chlamydia?
  • Where can I get tested and treated for chlamydia?

    What is chlamydia?
    Chlamydia (klah-MIH-dee-ah) is the most common sexually transmitted bacterial infection in the U.S. Its full name is chlamydia trachomatis (trah-ko-MAH-tis). It is a kind of bacteria that can infect the penis, vagina, cervix, anus, urethra, or eye.

    Chlamydia is the name of several types of bacteria. Chlamydia trachoma, for example, has been a major cause of blindness for centuries. Chlamydia trachomatis is sexually transmitted. One strain occurs primarily in the tropics and causes lymphogranuloma venereum — symptoms include skin lesions and swelling of certain glands in the genital area. The other, we simply call "chlamydia," a very common infection in the U.S.

    What are the symptoms of chlamydia?
    Usually, chlamydia has no symptoms. Up to 85 percent of women and 40 percent of men with chlamydia have no symptoms. Most people are not aware that they have the infection.

    When symptoms do occur, they may begin in as little as 5-10 days after infection.

    When women have symptoms, they may experience:


    • bleeding between menstrual periods
    • vaginal bleeding after intercourse
    • abdominal pain
    • painful intercourse
    • low-grade fever
    • painful urination
    • the urge to urinate more than usual
    • cervical inflammation
    • abnormal vaginal discharge
    • mucopurulent cervicitis (MPC) — a yellowish discharge from the cervix that may have a foul odor

    When men have symptoms, they may experience:

    • pus or watery or milky discharge from the penis
    • pain or burning feeling while urinating
    • swollen or tender testicles

    These symptoms are like the symptoms of gonorrhea. They are called nongonococcal urethritis (NGU). Men often don't take these symptoms seriously because the symptoms may appear only early in the day and can be very mild.

    In women and men, chlamydia may cause the rectum to itch and bleed. It can also result in a discharge and diarrhea. If it infects the eyes, chlamydia may cause redness, itching, and a discharge.

    How is chlamydia spread?
    Chlamydia is spread by vaginal and anal intercourse. It can also spread from a woman to her fetus during birth.

    How many people have chlamydia?
    Three million American women and men become infected with chlamydia every year. Chlamydia is:

    • four times as common as gonorrhea
    • more than 30 times as common as syphilis
    • most common among women and men under 25
    For every person with herpes, there are six with chlamydia.

    Is chlamydia dangerous?
    Chlamydia is a serious health threat, especially for women.
    In women, the infection usually begins on the cervix. It can spread to the fallopian tubes or ovaries. It may cause PID, pelvic inflammatory disease. Chlamydia results in 250,000 to 500,000 cases of PID every year in the U.S.

    PID can scar and block the fallopian tubes. That can make a woman sterile and unable to get pregnant. Fertilized eggs may not reach the uterus because tubes are blocked. If they develop in the tubes, this is called an ectopic pregnancy. A woman may die if a pregnancy develops outside her uterus. She usually needs emergency surgery. Women with PID of the fallopian tubes are 7-10 times more likely than other women to have ectopic pregnancies.

    The symptoms of PID include:

    • longer and/or heavier periods
    • more cramping during periods
    • abnormal mucus discharges
    • pain in lower abdomen
    • tiredness, weakness
    • fever
    • vomiting
    • pain during vaginal intercourse
    • pain during pelvic exam

    Chlamydia also makes men sterile. It can spread from the urethra to the testicles. Then it can result in a condition called epididymitis. Epididymitis can cause sterility. Chlamydia causes more than 250,000 cases of acute epididymitis in the U.S. every year. Symptoms include fever as well as swelling and extreme pain in the scrotum.

    Chlamydia may cause Reiter's syndrome — usually in young men. Symptoms usually appear in this order:

    • urethritis
    • lesions that form hard crusts on the penis
    • ulcers in the mouth or throat
    • conjunctivitis
    • arthritis
    Arthritis becomes a disability for about one out of three men who develop Reiter's syndrome.

    Reiter's Syndrome

    Chlamydia does not only affect women. It also poses serious health risks for men.

    Of the estimated one and a half million men in the U.S. who get chlamydia each year one percent — 15,000 — may develop Reiter's syndrome. Perhaps one-third of these men — 5,000 — will become permanently disabled each year ome women may be affected by Reiter's syndrome.

    How does chlamydia affect pregnancy?
    Between 20 and 50 percent of children born to women with chlamydia will be infected. Every year more than 180,000 babies are born with eye infections or pneumonia. Chlamydia is the leading cause of neonatal conjunctivitis — an eye infection that can cause blindness. Symptoms usually begin within four weeks of birth.

    These children can also develop chlamydia pneumonia, a kind of pneumonia that can be fatal. This infection is harder to treat in infants than adults.

    Chlamydia also may cause heavy bleeding before delivery. It might cause membranes to break early, resulting in premature delivery. It also may be connected to miscarriage, stillbirth, or low birthweight.

    Fortunately, treatment of chlamydia is successful in nine out of ten pregnant women.

    How is chlamydia diagnosed?

    • examination of the cervix and cervical discharge
    • laboratory tests of cells from the penis, cervix, urethra, or anus
    • examination of urine samples

    Pap tests sometimes suggest that chlamydia tests are needed. They should not be relied upon as a check for chlamydia.

    Gonorrhea and chlamydia may have similar symptoms. It is important to tell them apart. Certain medications can kill gonorrhea but don't work for chlamydia. Other sexually transmitted infections may hide the symptoms of chlamydia.

    Is there a cure for chlamydia?
    Yes. Chlamydia is easy to treat. Both partners must be treated at the same time. Antibiotics kill chlamydia bacteria. Doxycycline or azithromycin are the preferred treatments. Azithromycin is taken in one dose. Although doxycycline costs less, it must be taken for seven days.

    Ofloxacin, erythromycin, and erythromycin ethylsuccinate are also prescribed to cure chlamydia. Erythromycin is often prescribed for pregnant women and other people who cannot take tetracycline. It is also used to treat infants with eye infections or pneumonia caused by chlamydia. Your clinician can help you decide which is the best treatment.

    PID is usually treated with medicine. Surgery may be needed as well. But sterility caused by chlamydia is often permanent.

    If you are treated for chlamydia, or any other sexually transmitted infection, remember:

    • Take all the prescribed medicine. Even if the symptoms go away, the infection may still be in your body.
    • Schedule follow-up visits to make sure you've been cured before you have sex again.
    • Make sure your partner is treated at the same time so you don't reinfect each other.
    • Do not share your medicine with anyone.

    Who is most likely to get chlamydia?

    • people who have a number of different sex partners
    • people whose sex partners have a number of different sex partners
    • people who don't use condoms
    • people with a history of other sexually transmitted infections
    • sexually abused children
    Young adults have the highest rates of chlamydia.

    How can people with chlamydia avoid spreading it?

    • Inform sex partners of the infection.
    • Have no sex until treatment is complete.
    • Be sure sex partners are screened and treated at the same time.
    • Use female or male condoms every time.

    Anyone with a sex partner who has NGU, MPC, or acute PID should be checked for chlamydia and other sexually transmitted infections. Since chlamydia infection often has no symptoms, women at risk should ask to be checked for sexually transmitted infections every 6-12 months.

    Any woman who thinks that she or her partner has chlamydia should tell her clinician immediately. This is especially important for pregnant women.

    How can I avoid getting chlamydia?

    • Use a female or male condom every time.
    • Have routine checkups for sexually transmitted infections.
    • Abstain from sexual intercourse.

    Does using birth control increase my risk of getting chlamydia?
    There is some evidence that hormones in the birth control pill may change the cervix in ways that make it more open to chlamydia infections. However, women who take the Pill have a lower risk of developing PID from chlamydia than women who don't. Nonetheless, women on the Pill should also use a condom with partners who may have sexually transmitted infections.

    Only female and male condoms offer good protection. Spermicides used with diaphragms, cervical caps, contraceptive foams, gels, and suppositories may offer some protection.

    Women who contract chlamydia while using the IUD are at higher risk of developing PID. That is why only women in stable, monogamous relationships are advised to use the IUD.

    Where can I get tested and treated for chlamydia?
    Planned Parenthood or other health centers, doctors, and health departments offer testing, treatment, and counseling.

     


    Planned Parenthood® Federation of America is the world's oldest and largest voluntary family planning organization. We believe that everyone has the right to choose when or whether to have a child — and that every child should be wanted and loved.
    Planned Parenthood.® America's most trusted name in women's health.

    Written by Jon Knowles, Director, Public Information, PPFA Revised by Jennifer Tierney, Senior Health Writer


 

 

 

 

 

 


ลักษณะทั่วไป
แผลริมอ่อน (ซิฟิลิสเทียม ก็เรียก) พบได้ประมาณ 2-5% ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด


สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ฮีโมฟิลุสดูเครย์ (Hemophilus ducreyi)

อาการ
หลังได้รับเชื้อ 2-7 วัน จะมีแผลเล็ก ๆ ที่ปลายอวัยวะเพศ ลักษณะคล้ายแผลเปื่อย ขอบไม่แข็งและ
ไม่เรียบ เรียกว่า แผลริมอ่อน เวลาแตะถูกมักมีเลือดซิบ ๆ และรู้สึกเจ็บ มักมีหลายแผล ต่อมาจะพบ
ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวมโตติดกันเป็นพืดและเจ็บ ลักษณะเป็นสีแดงคล้ำและนุ่ม อาจแตกเป็น
หนองได้ ส่วนมากโตเพียงข้างเดียว บางคนอาจมีไข้ หนาวสั่น เบื่ออาหารร่วมด้วย ถ้าไม่ได้รับการ
รักษาที่ถูกต้อง แผลจะลุกลามไปมาก บางคนอาจเป็นมากจนอวัยวะเพศแหว่งหายได้ คนไทยเรา
เรียกว่า โรคฮวบ

อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้เป็นแผลดึงรั้งจนเกิดภาวะหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายไม่เปิด
ในรายที่เป็นรุนแรง อาจทำให้อวัยวะแหว่งหาย (โรคฮวบ)

การรักษา
1. ให้อีริโทรไมซิน ครั้งละ 500 มิลลิกรัม (2 แคปซูล) วันละ 4 ครั้ง นาน 7 วันหรือให้โคไตรม็อกซาโซล
  ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน
2. ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรส่งโรงพยาบาลหรือศูนย์ควบคุมกามโรค เพื่อทำการย้อมหาเชื้อจาก หนองที่
แผล ถ้าเป็นแผลริมอ่อน ก็ให้การรักษา ด้วยยาขนานใด ขนาดหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- โอฟล็อกซาซิน 400 มก. กินครั้งเดียว
- ไซโพรฟล็อกซาซิน 500 มก. กินครั้งเดียว
- เซฟทริอะโซน 250 มก. ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียว

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้บางครั้งอาจแยกออกจากซิฟิลิส   ไม่ชัดเจน ถ้ารักษาแล้วไม่ดีขึ้นหรือสงสัยเป็นซิฟิลิส ควร
แนะนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาล
2. แม้ว่าอาการจะหายดีแล้ว ผู้ป่วยก็ควรเจาะเลือดตรวจวีดีอาร์แอล และเชื้อเอชไอวี เพื่อให้แน่ใจว่า
ไม่ได้เป็นซิฟิลิส หรือติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย
3. ควรรักษาแผลเฉพาะที่โดยใช้น้ำเกลือชะล้าง ไม่ต้องใส่ยาอะไรทั้งสิ้น ไม่ควรใช้เพนิซิลลิน หรือ
ซัลฟา ใส่แผล เพราะอาจทำให้แพ้ได้ง่าย

การป้องกัน
ปฏิบัติเช่นเดียวกับการป้องกันโรคหนองใน และควรฟอกล้างด้วยสบู่หลังการร่วมเพศทันที


 

 

 

 

 

ฝีมะม่วง - Lymphogranuloma venereum

ลักษณะทั่วไป
ฝีมะม่วง พบได้ประมาณ 2-5% ของผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด

สาเหตุ
เกิดจาก เชื้อคลามีเดียทราโคมาติส ติดต่อโดยการร่วมเพศหรือ สัมผัสถูกหนองของฝีมะม่วงโดยตรง
ระยะฟักตัว 3-30 ตัว (เฉลี่ย 1-2 สัปดาห์)

อาการ
เริ่มแรกจะมีตุ่มนูน ตุ่มใส หรือแผลขนาดเล็กเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ และหายไปเองภายใน 2-3 วัน โดยที่
ผู้ป่วยไม่ทันได้สังเกตพบ ต่อมาต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวมโต ติดกันเป็นก้อนฝีขนาดใหญ่ และ เจ็บ
มาก ตรงกลางเป็นร่องของพังผืด คล้ายร่องของมะม่วงอกร่อง จึงเรียกว่า "ฝีมะม่วง"    ซึ่งอาจเป็นเพียง
ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ ผิวหนังบริเวณที่เป็นฝีจะมีอาการอักเสบ  มีลักษณะบวมแดงร้อนร่วมด้วย
บางคนอาจปวดฝีมากจนเดินไม่ถนัด บางคนอาจมีอาการไข้  ปวดศีรษะ  อ่อนเพลีย  เบื่ออาหาร  ปวดข้อ
ตาอักเสบ ผื่นขึ้นตามตัว ฝีมะม่วงมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง     เพราะในผู้หญิงน้ำเหลืองจากอวัยวะ
สืบพันธุ์ จะระบายไปที่ต่อมน้ำเหลืองในช่องเชิงกรานมากกว่ามาที่ขาหนีบถ้าไม่ได้รักษาฝีอาจยุบหายได้
เองภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือเป็นเดือน แต่บางรายฝีอาจแตกเป็นรู หลายรู  และมีหนองไหล   กลายเป็น
แผลเรื้อรังโรคนี้อาจลุกลาม ทำให้มีการอักเสบของช่องทวารหนักจนตีบตัน ถ่ายอุจจาระไม่ออก มักพบ
ใน ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้มีการอุดกั้นของทางเดินน้ำเหลือง ในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์ ภายนอกมี
อาการบวมได้ (เช่น ปากช่องคลอดบวม อัณฑะบวม)
บางคนอาจเกิดแผลเป็นขนาดใหญ่ ที่สำคัญ คือ การตีบตันของช่องทวารหนัก ซึ่งอาจต้องแก้ไขด้วย
การผ่าตัด

การรักษา
1. ให้ยาแก้ปวด   ใช้น้ำอุ่นจัด ๆ ประคบ และให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เตตราไซคลีน  หรืออีริโทรไมซิน  
ครั้งละ 500 มก. วันละ 4 ครั้ง หรือดอกซีไซคลีน  ครั้งละ 100 มก. วันละ 2 ครั้ง ควรกินยาติดต่อกัน
นาน 14 วัน
2. ถ้าฝีไม่ยุบและมีลักษณะนุ่ม ควรใช้เข็มเบอร์ 16-18 ต่อเข้ากับกระบอกฉีดยา แล้วเจาะดูดเอาหนอง
ออก ไม่ควรผ่า เพราะจะทำให้แผลหายช้า และอาจทำให้ มีการอุดกั้นของทางเดินน้ำเหลืองในบริเวณ
นั้นได้

ข้อแนะนำ
1. ควรตรวจเลือดหาวิดีอาร์แอลและเชื้อเอชไอวี เช่นเดียวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น
2. ความเชื่อเกี่ยวกับของแสลง ให้ปฎิบัติเช่นเดียวกับโรคหนองใน

การป้องกัน
ปฏิบัติเช่นเดียวกับ แผลริมอ่อน

ระยะฟักตัว 3-30 ตัว (เฉลี่ย 1-2 สัปดาห์)

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.