BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top
ช่องคลอดอักเสบ 
   Vaginitis
 - อาการตกขาว/Leukorhea
 - การตรวจภายใน
   Pelvic examination

 - การตรวจ Pap smear

มดลูกอักเสบ
   Endometritis


การตั้งครรภ์นอกมดลูก
   Ectopic Pregnancy

ครรภ์ไข่ปลาอุก 
   MolarPregnancy

แท้งบุตร  
   Abortion

การทำ กิฟท์ (GIFT) 
   สำหรับผู้มีบุตรยาก
   ที่อยากมีบุตร

ไวกร้า(Viagra)
   ยาช่วยในการแข็งตัว
   อวัยวะเพศชาย

วิธีการใช้ยาคุมกำเนิด
   ให้มั่นใจ/ปลอดภัย

 

ซิฟิลิส  
   Syphilis

หนองใน 
   Gonorrhea
หนองในเทียม 
   Non-gonococcal 
   urethritis

แผลริมอ่อน 
   Chancroid

ฝีมะม่วง 
   LGV

 

ปวดประจำเดือน
   Dysmenorrhea

ภาวะประจำเดือนมาก
   ผิดปกติ
   DysfunctionUterine
   Bleeding 

ประจำเดือนไม่มา
   Amenorrhea


ต่อมลูกหมากโต 
   BPH

หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ
   ไม่เปิด
   Phimosis





Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์


ลักษณะทั่วไป
ช่องคลอดอักเสบ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วไป ซึ่งอาจมีสาเหตุ อาการ และการรักษา
ที่แตกต่างกัน ในที่นี้จะขอกล่าวถึงช่องคลอดอักเสบที่พบบ่อย ได้แก ่ช่องคลอดอักเสบจาก
เชื้อราและจากเชื้อพยาธิทริโคโมแนส

สาเหตุ
1. ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา
เกิดจากเชื้อราที่ชื่อว่า แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ซึ่งเป็นเชื้อราชนิดเดียวกับ
ที่ทำให้ลิ้นเป็นฝ้าขาว ผู้หญิงจำนวนไม่น้อย จะมีเชื้อราชนิดนี้อยู่ในช่องคลอด แต่จะไม่แสดง
อาการอักเสบแต่อย่างไร เนื่องจากแบคทีเรียที่ไม่มีพิษภัยในช่องคลอดคอยสร้างกรด ช่วยควบ
คุมไม่ให้เชื้อราเจริญงอกงาม แต่ถ้าหากมีภาวะบางอย่าง ที่ทำให้แบคทีเรียเหล่านี้ถูกทำลาย
เช่น การกินยาปฏิชีวนะ (เช่น เตตราไซคลีน อะม็อกซีซิลลิน เป็นต้น) นาน ๆ หรือการสวนล้าง
ช่องคลอด เป็นต้น  จะทำให้เชื้อราเจริญได้ นอกจากนี้การกินยาคุมกำเนิด หรือการตั้งครรภ์ 
ก็อาจเปลี่ยนแปลงสภาพภายในช่องคลอด ทำให้เชื้อราเจริญงอกงามได้เช่นกัน

2. ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อราทริโคโมแนส
เกิดจากเชื้อโปรโตชัว (สัตว์เซลล์เดียว) ซึ่งเป็นพยาธิขนาดเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า ทริโคโมแนส 
วาจินาลิส (Trichomonas vaginalis) ติดต่อโดยการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคนี้ ถือเป็น
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (กามโรค) ชนิดหนึ่ง

อาการ
ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา
ผู้ป่วยจะมีอาการคันในช่องคลอด หรือรอบ ๆ ปากช่องคลอดอย่างมาก และมีตกขาวลักษณะ
ข้นขาวคล้ายแป้งเปียก หรือคราบนม อาจมีความรู้สึกเจ็บขณะร่วมเพศ หรือมีอาการปัสสาวะ
บ่อย และปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย บางคนอาจมีผื่นแดงรอบ ๆ ปากช่องคลอดหรือบริเวณ
ขาหนีบ

ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อทริโคโมแนส
ผู้ป่วยจะมีอาการคันในช่องคลอดมาก บางครั้งอาจมีอาการขัดเบา หรือปวดแสบปวดร้อนเวลา
ปัสสาวะ และมีอาการตกขาว ออกเป็นสีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นเหม็น มักออกเป็นจำนวนมาก
และมีลักษณะเป็นฟอง ๆ

การรักษา
ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา
หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องตรวจภายในช่องคลอด และนำตกขาวไปตรวจส่องด้วย
กล้องจุลทรรศน์ จะพบเชื้อราที่เป็นสาเหตุ การรักษา ให้ยาเหน็บช่องคลอด ซึ่งเข้ายาฆ่าเชื้อรา 
เช่น ยาเหน็บช่องคลอดนิสแตติน (Nystatin) ขนาด 100,000 ยูนิต หรือยาเหน็บช่องคลอด
ไมโคสแตติน (Mycostatin) เหน็บเช้าเม็ด และก่อนนอนอีกเม็ด เหน็บทุกวันติดต่อกัน 14 วัน
หรือใช้ยาเหน็บโคลไตรมาโซล (Clotrimazole) ขนาด 500 มก. เหน็บครั้งเดียว ก่อนนอน 
หรือใช้ขนาด 100 มก. เหน็บวันละครั้ง ก่อนนอน ทุกคืนติดต่อกัน 6 วัน หรือกินยาคีโตโคนาโซล
 400 มก. วันละครั้ง นาน 5 วัน ถ้าจะหลับนอนกับสามี ควรให้สามีสวมถุงยางอนามัย เพื่อป้อง
กันการติดเชื้อ

ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อทริโคโมแนส
หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องตรวจภายในช่องคลอด และนำตกขาวไปตรวจส่องด้วย
กล้องจุลทรรศน์ จะพบเชื้อทริโคโนแนส การรักษาให้ยาฆ่าเชื้อ ได้แก่ เมโทรไนดาโซล  2 กรัม 
(ขนาด 200 มก. 10 เม็ด) ครั้งเดียว หรือให้ครั้งละ 500 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน และควรให้
ฝ่ายชายกินยานี้พร้อม ๆ กันไปด้วย เพื่อป้องกันมิให้ฝ่ายหญิงรับเชื้อราซ้ำอีก   ในหญิงตั้งครรภ์
3 เดือนแรก ไม่ควรกินยานี้ ควรใช้ยาเหน็บโคไตรมาโซล (Clotrimazole)  ขนาด 500 มก.
เหน็บครั้งเดียว ก่อนนอน หรือขนาด 100 มก. เหน็บวันละครั้ง ก่อนนอน ติดต่อกัน 6 วัน

แนะนำ
ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา
1. โรคนี้ไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แต่ทำให้มีอาการคันในช่องคลอดรุนแรง จน
บางครั้งทำให้เสียบุคลิกภาพ
2. ในกรณีที่ไม่สามารถให้แพทย์ตรวจภายในช่องคลอด ถ้ามีประวัติอาการชัดเจน เช่น มี
อาการหลังกินยาปฏิชีวนะ ก็อาจให้ยาหน็บช่องคลอดไปได้เลย ถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ 
จึงค่อยแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาล
3. ผู้หญิงที่กินยาเม็ดคุมกำเนิด ถ้ามีอาการของโรคนี้ เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ควรเลิกกินยาคุม
กำเนิดและหันไปคุมกำเนิดโดยวิธีอื่นแทน
4. อาการช่องคลอดอักเสบ (ตกขาวและคัน) อาจเป็นอาการแสดงของโรคเบาหวานได้ หาก
สงสัยควรตรวจน้ำตาลในปัสสาวะหรือในเลือด

ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อทริโคโมแนส
1. โรคนี้ไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แต่จะมีอาการคันมากจนเป็นที่น่ารำคาญ หรือ
เสียบุคลิกภาพ
2. ผู้ชายที่ติดเชื้อตัวนี้ อาจไม่แสดงอาการอะไรก็ได้ แต่สามารถแพร่เชื้อให้ฝ่ายหญิง ทางที่ดี 
ถ้าพบว่าฝ่ายหญิงเป็นโรคนี้ ควรให้ฝ่ายชายกินยารักษาพร้อม ๆ กันไปด้วย

การป้องกัน
การป้องกัน ให้หลีกเลี่ยงการสวมใส่กางเกงในที่ทำจากไนล่อน หรือใยสังเคราะห์ เพราะทำ
ให้อับชื้นซึ่งเชื้อราอาจเจริญง่าย อย่าสวนล้างช่องคลอดโดยไม่จำเป็น และอย่ากินยาปฏิชีวนะ 
(มักมีอยู่ในยาชุด) โดยไม่จำเป็น

รายละเอียด
ควรรักษาหญิงที่ตกขาวจาก เชื้อทริโคโมแนสพร้อมกับสามี

การตกขาวแบบธรรมดา
ผู้หญิง บางคนอาจมีอาการตกขาวได้บ้างเล็กน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงกึ่งกลางระหว่าง
รอบเดือน ซึ่งเป็นระยะที่มีการตกไข่ นอกจากนี้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด ก็อาจมี
อาการตกขาวเป็นปกติธรรมดาได้อาการตกขาวที่เป็นธรรมดา จะมีลักษณะเป็นมูกใส   หรือ
คล้ายแป้งเปียก แต่ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี และไม่คันโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องให้การรักษาแต่อย่าง
ไร แต่ถ้าเป็นติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือสงสัยว่าอาจมีสาเหตุที่ผิดปกติ   ก็ควรแนะนำ
ผู้ป่วยไปโรงพยาบาล เพื่อทำการตรวจภายในช่องคลอด    และให้การรักษาถ้าพบมีสาเหตุที่
ผิดปกติในเด็กผู้หญิง ที่ใส่กางกางในใยสังเคราะห์   บางครั้งอาจไม่รู้จักรักษาความสะอาด 
และปล่อยให้อบ ก็อาจมีน้ำเมือกจากช่องคลอดออกมาเปื้อนกางกางใน ซึ่งจะไม่มีกลิ่น และ
ไม่คัน ให้รักษาความสะอาดด้วยการใช้น้ำสะอาดชะล้าง และเปลี่ยนมาใช้กางกางในผ้าฝ้าย
แทน

 

 

 

 

  ปีกมดลูกอักเสบ(Salpingitis)   มดลูกอักเสบ(Endometritis)

ลักษณะทั่วไป
ปีกมดลูกอักเสบ (Salpingitis) หมายถึง การอักเสบของท่อรังไข่
มดลูกอักเสบ (Endometritis) หมายถึง การอักเสบของเยื่อบุภายในโพรงมดลูกทั้ง 2 โรค
นี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยในหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผ่าน
ช่องคลอดเข้าไปทางปากมดลูก ขึ้นไปในโพรงมดลูก (ทำให้มดลูกอักเสบ) และถ้าหากลุก
ลามต่อไปในท่อรังไข่ ก็ทำให้กลายเป็นปีกมดลูกอักเสบ ทั้ง 2 โรคนี้บางครั้งจึงอาจพบร่วม
กันจนแยกจากกันไม่ออก และมักจะเรียกรวม ๆ กันว่า "อุ้งเชิงกรานอักเสบ"
(Pelvic inflammatory disease/PID) ซึ่งครอบคลุมถึงการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก 
ท่อรังไข่ รังไข่ และเยื่อบุช่องท้องภายในอุ้งเชิงกราน โรคนี้พบบ่อยในผู้หญิงที่มีสามีชอบ
เที่ยว หรือมีเพศสัมพันธ์เสรี ภายหลังคลอดบุตร แท้งบุตร ขูดมดลูก ใส่ห่วงคุมกำเนิด หรือ
ชอบสวนล้างช่องคลอด

สาเหตุ
1. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบบ่อยก็คือ หนองใน (208) ที่ติดจากสามี หรือผู้ชายที่มี
ประวัติชอบเที่ยว หรือมีเพศสัมพันธ์เสรี (สำส่อนทางเพศ) บางครั้งก็อาจเกิดจากเชื้อ
คลามีเดียทราโคมาติส (Chlamydia trachomatis)
2. การติดเชื้อหลังคลอด (Puerperal infection) อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่เป็นปกต
ิวิสัยในช่องคลอด (เช่น เชื้อสเตรปโตค็อกคัส, สแตฟฟีโลค็อกคัส) ระหว่างคลอดมีปัจจัย (เช่น
ภาวะโลหิตจาง, ภาวะถุงน้ำแตกรั่วอยู่นาน, การคลอดยาก, การบาดเจ็บ, ภาวะตกเลือดหลัง
คลอด, เศษรกค้าง, ภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น) กระตุ้นให้เชื้อเหล่านี้เจริญขึ้นจนเป็นโรค 
หรือไม่ก็อาจแปดเปื้อนเชื้อจากภายนอกช่องคลอด เข้าไปในช่องคลอดและมดลูก ทำให้เกิด
มดลูกอักเสบได้ มักเกิดมีอาการหลังคลอด 24 ชั่วโมง
3. การทำแท้ง หากไม่สะอาดมักทำให้มีเชื้อโรคเข้าในมดลูก เกิดการอักเสบขึ้นได้ เรียกว่า
“การแท้งติดเชื้อ” (Septic abortion)

อาการ
มักมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้องน้อย ตกขาวออกเป็นหนอง มีกลิ่นเหม็น อาจมีอาการปวด
หลัง คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีประจำเดือนออกมาก และมีกลิ่นเหม็น
ในรายที่เกิดจากการติดเชื้อหนองใน อาจมีอาการขัดเบา ปัสสาวะปวดแสบขัดร่วมด้วย
ถ้าเป็นการติดเชื้อหลังคลอด มักเกิดหลังคลอด 24 ชั่วโมง น้ำคาวปลาอาจออกน้อย หรืออาจ
ออกมากและมีกลิ่นเหม็น ถ้าเกิดจากการทำแท้ง จะมีอาการแบบแท้งบุตรร่วมด้วย คือ ปวด
บิดท้องเป็นพัก ๆ และมีเลือดออกจากช่องคลอดร่วมด้วย

สิ่งตรวจพบ
ไข้สูง กดเจ็บมากตรงบริเวณท้องน้อยทั้ง 2 ข้าง (บางรายอาจเจ็บข้างเดียว) อาจได้กลิ่นของ
ตกขาว เลือดประจำเดือน หรือน้ำคาวปลา อาจพบอาการซีด หรือภาวะช็อก

อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้เกิดเป็นฝีในรังไข่ หรือท่อรังไข่ ซึ่งจะทำให้เป็นแผลเป็นจนกลายเป็นหมันได้ และ
มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก  มากกว่าปกติ บางคนอาจมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง 
และเจ็บปวดเวลาร่วมเพศนอกจากนี้ในบางรายเชื้อโรคอาจลุกลาม จนทำให้เกิดเยื่อบุช่อง
ท้องอักเสบ   ถ้ารุนแรงอาจกลายเป็นโลหิตเป็นพิษ ถึงตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเกิดจาก
การทำแท้ง

การรักษา
ผู้หญิงที่มีไข้สูง ปวดและกดเจ็บตรงท้องน้อย ควรส่งโรงพยาบาลด่วน เพื่อตรวจหาสาเหตุด้วย
การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ, นำหนองในช่องคลอดไปตรวจหาเชื้อ รวมทั้งอาจทำการตรวจ
พิเศษอื่น ๆ(เช่น อัลตราซาวนด์) การรักษา ผู้ป่วยอาจต้องพักรักษาในโรงพยาบาล ให้การ
รักษาตามอาการ (เช่นให้น้ำเกลือ ให้เลือดถ้าซีด) และให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อที่ก่อโรคในราย
ที่เป็นปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน จะให้ยาปฏิชีวนะที่สามารถครอบคลุมเชื้อหนองใน และเชื้อ
คลามีเดีย ดังนี้
1. ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาล อาจให้ยาขนานใดขนานหนึ่งดังนี้
- ฉีด เซฟ็อกซิทิน(Cefoxitin) 2 กรัม เข้าหลอดเลือดดำ ทุก 6 ชั่วโมง ร่วมกับ ฉีดหรือกิน
ดอกซีไซคลีน 100 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 48 ชั่วโมง แล้วจึงให้กินดอกซีโซคลีน จนครบ 
14 วัน
- ฉีด คลินดาไมซิน(Clindamycin) 900 มก. เข้าหลอดเลือดดำ ทุก 8 ชั่วโมง ร่วมกับ 
เจนตาไมซิน (Gentamicin) ครั้งแรก 2 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แล้วตามด้วย ขนาด
1.5 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 48 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้กิน
ดอกซีโซคลีน 100 มก. วันละ 2 ครั้งจนครบ 14 วัน
2. ในกรณีที่ไม่ต้องพักในโรงพยาบาล ให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยให้ยาขนานใดขนาน
หนึ่ง ดังนี้
- ฉีด เซฟ็อกซิทิน 2 กรัม หรือ เซฟทริอะโซน (Ceftriaxone) 250 มก. เข้ากล้าม ครั้งเดียว 
ร่วมกับ กินดอกซีโซคลีน 100 มก. วันละ 2 ครั้ง หรือ เตตราไซคลีน  500 มก. วันละ 4 ครั้ง
หรือ อีริโทรไมซิน  500 มก. วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 14 วัน
- กินโอฟล็อกซาซิน (Ofloxacin) 400 มก. วันละ 2 ครั้งนาน 14 วัน ร่วมกับ คลินดาไมซิน 
450 มก. วันละ 4 ครั้ง หรือ เมโทรไนดาโซล 500 มก. วันละ 2 ครั้งนาน 14 วัน

ข้อแนะนำ
1. ผู้ป่วยควรงดการร่วมเพศนาน 3-4 สัปดาห์
2. ผู้ป่วยที่ใส่ห่วงคุมกำเนิด ควรเอาห่วงออก และแนะนำให้คุมกำเนิดโดยวิธีอื่นแทน
3. ถ้าเกิดจากเชื้อหนองใน ต้องรักษาสามีพร้อมกันไปด้วย
4. โรคนี้อาจแสดงอาการภายหลังการมีประจำเดือน ซึ่งอาการมีไข้หลังมีประจำเดือน ชาว
บ้านนิยมเรียกว่า "ไข้ทับระะดู" (ถ้ามีประจำเดือนหลังไข้ เรียกว่า "ระดูทับไข้") และมีความ
เชื่อว่า ห้ามฉีดยามิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายได้
ความจริงแล้ว อาการ "ไข้ทับระดู" หรือ "ระดูทับไข้" นั้นมีสาเหตุจากไข้อะไรก็ได้ (เช่น 
ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ มาลาเรีย ไทฟอยด์ เป็นต้น) แต่บังเอิญมาประจวบเหมาะกับการมีประ
จำเดือนเข้า โดยไม่จำเป็นต้องมี สาเหตุเกี่ยวข้องกับประจำเดือนแต่อย่างไร แต่ที่อาจ
เกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือน ก็ได้แก่ ปีกมดลูกอักเสบ เข้าใจว่าคงเคยมีคนที่เป็นโรคนี้
ไปฉีดยาประเภทเพนิซิลลิน แล้วบังเอิญเกิดการแพ้ยาถึงตายขึ้นมาก็ได้

การป้องกัน
การป้องกัน อาจทำได้โดย
1. ควรงดการร่วมเพศ หรือสวนล้างช่องคลอดเป็นเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ภายหลังการคลอด
บุตรแท้งบุตร หรือ การขูดมดลูก
2. สำหรับผู้ที่ไม่อยากได้บุตรในครรภ์ ไม่ควรทำแท้งกันเอง หรือใช้เครื่องมือสกปรกในการ
ทำแท้ง เพราะ อาจติดเชื้อรุนแรงถึงตายได้ ทางที่ดีควรขอคำแนะนำจากแพทย์โดยตรง
3. ถ้าสงสัยว่าติดเชื้อหนองในจากสามี ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว ก่อนที่จะลุกลามเป็นปีก
มดลูกอักเสบ

รายละเอียด
ปีกมดลูกอักเสบ อาจทำให้เป็นหมัน หรือตั้งครรภ์นอกมดลูกได้


 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.