BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top

ปวดประจำเดือน
   Dysmenorrhea
ภาวะประจำเดือนมากผิดปกติ
   DysfunctionUterine
   Bleeding 

ประจำเดือนไม่มา
   Amenorrhea


ต่อมลูกหมากโต  BPH
หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ
   ไม่เปิด
   Phimosis

ช่องคลอดอักเสบ 
   Vaginitis
มดลูกอักเสบ
   Endometritis

การตั้งครรภ์นอกมดลูก
   Ectopic Pregnancy
ครรภ์ไข่ปลาอุก 
   MolarPregnancy
แท้งบุตร   Abortion

การทำ กิฟท์ (GIFT)   
    สำหรับผู้มีบุตรยาก
    ที่อยากมีบุตร

ไวกร้า(Viagra)   
    ยาช่วยในการแข็งตัว
    อวัยวะเพศชาย

วิธีการใช้ยาคุมกำเนิด
   ให้มั่นใจ/ปลอดภัย

 

ซิฟิลิส  
   Syphilis
หนองใน 
   Gonorrhea
หนองในเทียม 
   Non-gonococcal 
   urethritis

แผลริมอ่อน 
   Chancroid

ฝีมะม่วง  LGV

 



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์


ลักษณะทั่วไป
ปวดประจำเดือน หมายถึง อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน พบได้ประมาณ 70 % ของผู้หญิง
ในวัยที่มีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะปวดไม่มากและสามารถทำงานได้ตามปกติ ส่วนน้อยเท่านั้น
ที่อาจปวดรุนแรงจนต้องพักงานอาการปวดประจำเดือนแบ่งได้เป็น ชนิดธรรมดา (ปฐมภูมิ) ซึ่ง
พบเป็นส่วนมาก กับ ชนิดผิดปกติ (ทุติยภูมิ) ซึ่งพบเป็นส่วนน้อย ปวดประจำเดือนชนิดธรรมดา
หรือปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea) จะพบในเด็กสาว ส่วนมากจะเริ่มมีอาการตั้งแต่มีประ
จำเดือนครั้งแรก หรือไม่ก็เกิดขึ้นภายใน 3 ปี หลังมีประจำเดือนครั้งแรก จะมีอาการมากที่สุด
ในช่วงอายุ 15-25 ปี หลังจากวัยนี้อาการจะค่อย ๆ ลดลง บางคนอาจหายปวดหลังแต่งงาน โดย
เฉพาะอย่างยิ่งหลังมีบุตรแล้ว จะมีส่วนน้อยที่ยังอาจมีอาการตลอดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน
การปวดประจำเดือนชนิดนี้ จะไม่มีความผิดปกติของมดลูกและรังไข่แต่อย่างใด ปัจจุบันนี้เชื่อ
ว่า มีสาเหตุมาจากเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ระหว่างมีประจำเดือน และมีการหลั่งสารพรอส
ตาแกลนดิน (Prostaglandins) มากผิดปกติ ทำให้มดลูกมีการบีบเกร็งตัว เกิดอาการปวดที่
บริเวณท้องน้อย

ปวดประจำเดือนชนิดผิดปกติหรือทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea) จะมีอาการปวดครั้ง
แรกเมื่อมีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนเลย มักมี
ความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ เช่น เนื้องอกของมดลูกเยื่อบุมดลูกงอกผิดที่ มดลูกย้อยไป
ด้านหลังมาก ปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น เชื่อว่าอารมณ์มีส่วนเสริมความรุนแรงของการปวด 
ประจำเดือนทั้ง 2 ชนิด เช่น พบว่าคนที่อารมณ์อ่อนไหวง่าย หรือมีความเครียดจะมีอาการปวด
รุนแรง กว่าคนที่มีอารมณ์ดี

อาการ
จะเริ่มมีอาการก่อนมีประจำเดือนไม่กี่ชั่วโมง และเป็นอยู่ตลอดช่วง 2-3 วันแรกของประจำ
เดือน โดยมีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ ที่บริเวณท้องน้อย บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ 
อาเจียน ท้องเดิน ใจคอหงุดหงิดร่วมด้วย ถ้าปวดรุนแรงอาจมีอาการเหงื่อออกตัวเย็น มือเท้า
เย็นได้

การรักษา
1. ถ้าปวดไม่มาก ให้กินยาแก้ปวด   เช่น แอสไพริน หรือ พาราเซตามอล ครั้งละ 2 เม็ด เวลา
ปวดซ้ำได้ทุก 4-6 ชม.
2. ถ้าปวดมาก ให้นอนพัก ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบหน้าท้อง และให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่
สเตอรอยด์ เช่น อินโดเมทาซิน ,ไอบูโพรเฟน  ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ควรกินก่อนมี
ประจำเดือน 48 ชั่วโมง และกินทุกวัน จนเลือดประจำเดือนหยุดออก หรือให้ยาแอนติสปาส
โมดิก  เช่น อะโทรพีน, ไฮออสซีน ครั้งละ 1-2 เม็ด บรรเทาปวด ซ้ำได้ทุก 6 ชม.
3. ถ้าปวดจนมีอาการเหงื่ออกตัวเย็น ให้ฉีดแอนติสปาสโมดิก เช่น อะโทรพีน หรือไฮออสซีน
1/2-1 หลอด เข้ากล้ามหรือเข้าหลอดเลือดดำ
4. ในรายที่เป็นอยู่ประจำ อาจให้กินยาคุมกำเนิด (กินแบบเดียวกับใช้ยาคุมกำเนิด คือวันละ 
1 เม็ด ทุกวัน) เพื่อมิให้มีการตกไข่ จะช่วยไม่ให้ปวดได้ชั่วระยะหนึ่ง อาจให้ติดต่อกันนาน 3-4
เดือน แล้วลองหยุดยา ถ้าหากมีอาการกำเริบใหม่ ก็ควรให้กินยาคุมกำเนิดต่อไปอีกสักระยะ
หนึ่งจนกว่า เมื่อหยุดยาแล้ว อาการปวดประจำเดือนทุเลาไป
5. ถ้าพบว่าอาการปวดประจำเดือนเริ่มเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในผู้หญิงอายุมากกว่า 25 ขึ้นไป 
หรือยังมีอาการปวดมากหลังแต่งงาน หรือมีเลือดประจำเดือนออกมากกว่าปกติ ควรแนะนำ
ไปโรงพยาบาลอาจต้องตรวจภายใน ค้นหาสาเหตุให้แน่นอน

ข้อแนะนำ
ควรให้ความมั่นใจแก่เด็กสาวที่เริ่มมีอาการปวดประจำเดือนว่าโรคนี้ไม่มีอันตรายร้ายแรง
แต่อย่างใด และส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นอาจทุเลา หรือหายได้เอง ตลอดจนให้ความรู้ที่
ถูกต้องเกี่ยวกับประจำเดือน

รายละเอียด
เมื่อมีอาการปวดประจำเดือน ควรกินยาแก้ปวด และประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อน
 


 

  ดี ยู บี  Dysfunction Uterine Bleeding (DUB)

ดียูบี เป็นภาวะที่มีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกที่ไม่เกี่ยวกับเนื้องอก หรือการอักเสบของ
มดลูกหรือการตั้งครรภ์        พบได้ในผู้หญิงทุกวัย แต่จะพบมากในระยะเข้าสู่วัยสาวขณะที่มี
ประจำเดือนครั้งแรกและในระยะวัยกลางคน เมื่อใกล้จะหมดประจำเดือนอย่างถาวร 
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของภาวะมี เลือดออกทางช่องคลอดมาก หรือนานผิดปกติ


สาเหตุ
เกิดจากการเสียสมดุล ระหว่างฮอร์โมนเพศหญิง ได้แก่ เอสโตรเจน (Estrogen) และโพรเจส
เตอโรน (Progesterone) โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ทำให้มีเอสโตรเจนในร่างกายสูง ซึ่ง
จะทำให้เยื่อบุมดลูกหนาขึ้น ในที่สุด ทำให้มีเลือดออกจากโพรงมดลูกผิดปกติ

อาการ
ผู้ป่วยจะมีเลือดคล้ายเลือดประจำเดือนออกมาก หรือกะปริดกะปรอยนานเป็นสัปดาห์ ๆ โดยมาก
จะไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย เลือดอาจออกมากจนผู้ป่วยซีด อ่อนเพลีย บางคนอาจมีประวัติ
ประจำเดือนขาด นำมาก่อนสัก 2-3 เดือน

อาการแทรกซ้อน
อาจมีเลือดออกมากจนเกิดภาวะซีดได้

การรักษา
หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจภายในช่องคลอด ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด หรือตรวจ
พิเศษอื่นๆ อาจทำการขูดมดลูก นำเยื่อบุมดลูกไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์
การรักษา ควรให้รักษาตามอาการ เช่น ถ้าซีดมาก อาจต้องให้เลือด หรือให้ยาบำรุงโลหิต
ส่วนอาการตกเลือดอาจรักษาด้วยการขูดมดลูกแล้วให้ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน หรือ เอสโตรเจน
เพื่อให้เลือดหยุด 

ในหญิงสาววัยรุ่น ที่ยังไม่ได้แต่งงาน อาจลองให้ฮอร์โมนรักษา ให้เลือดหยุดโดยไม่ต้องขูด
มดลูกก่อนก็ได้ อาจเลือกให้ขนานใดขนานหนึ่ง ดังนี้
1. ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เช่น โพรลูตอน (Proluton) หรือ ไพรโมซิสตอน (primosiston)
ฉีดเข้ากล้ามในขนาด 250 มิลลิกรัมเพียงครั้งเดียว, หรือให้กินยาเม็ดนอร์เอทิสเตอโรน 
(Norethisterone) ขนาด 5 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง นาน 4-5 วัน
2. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดผสมฮอร์โมนเอสโตรเจนและโพรเจสเตอโรน ซึ่งเป็นยี่ห้อใดก็ได้ 
ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 4 ครั้ง นาน 5 วัน
ในบางรายอาจให้ยากดการทำงานของรังไข่ เช่น ดานาซอล (Danazol) กินครั้งละ 200 มก. 
วันละ 4 ครั้ง หรือฉีด Depot leuprolide 3.75 มก.เข้ากล้าม เดือนละครั้ง นาน 6 เดือน
เลือดมักจะหยุดภายใน 2-3 วัน (บางคนอาจหยุดภายใน 24 ชั่วโมง) หลังให้ยา
ผู้ป่วยควรรับยาต่อไปจนครบขนาดดังกล่าว แต่เมื่อหยุดยาได้ 1-2 สัปดาห์ อาจมีเลือดออกใหม่
ได้อีกควรให้ผู้ป่วยกินยาเม็ดคุมกำเนิด แบบเดียวกับการคุมกำเนิด (กิน 21 วัน เว้น 7 วัน) 
ติดต่อกันเป็นเวลา 3-6 เดือน โดยเริ่มกินยาเม็ดแรกในวันที่ 5 หลังมีเลือดออกครั้งใหม่ 
เพื่อปรับประจำเดือนให้คืนสู่วงจรที่ปกติ
แต่ถ้าให้ยาแล้วเลือดไม่หยุดไหล หรือ พบในผู้ป่วยอายุมากกว่า 35 ปี ควรทำการขูดมดลูก 
เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสาเหตุร้ายแรง (เช่น มะเร็งปากมดลูก)

รายละเอียด
ผู้หญิงที่มีเลือดออกทางช่องคลอดนานเกิน 7 วัน ควรปรึกษาแพทย์ อาจมีสาเหตุร้ายแรงได้

 

 

 

 

 

 

ลักษณะทั่วไป
ประจำเดือนไม่มา หรือประจำเดือนขาด เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วไป ปกติผู้หญิงจะ
เริ่มมีประจำเดือนมาครั้งแรกระหว่างอายุ 11-14 ปี ถ้าเลยช่วงอายุนี้ไปแล้ว ยังไม่มีประจำเดือน
มาก็ถือว่าผิดปกติ ในที่นี้ขอให้เรียกว่า ภาวะประจำเดือนไม่เคยมา (Primary amenorrhea) 
ผู้หญิง บางคนเคยมีประจำเดือนมาเป็นประจำ แล้วอยู่ ๆ ก็ไม่มาหรือขาดหายไป ด้วยสาเหตุ
ต่าง ๆ ในที่นี้ ขอเรียกว่า ภาวะประจำเดือนขาด (Secondary amenorrhea) ซึ่งเป็นอาการ
ที่พบได้บ่อยกว่าภาวะประจำเดือนไม่เคยมา

สาเหตุ
ภาวะประจำเดือนไม่เคยมาอาจมีสาเหตุเกี่ยวกับความผิดปกติของรังไข่ หรือฮอร์โมนในร่างกาย 
หรืออาจมีความผิดปกติทางโครงสร้าง (กายวิภาค) ของมดลูก หรือช่องคลอด เช่น เยื่อพรหม
จรรย์ไม่เปิด ไม่มีมดลูก หรือรังไข่ หรือช่องคลอดโดยกำเนิด เป็นต้น แต่ส่วนมากจะมีสาเหตุ
จากการเจริญเติบโตเป็นสาว(แตกเนื้อสาว) ช้าโดยธรรมชาติ โดยไม่มีความผิดปกติใด ๆ เกิด
ขึ้น และมักจะมีประจำเดือนมาก่อนอายุครบ 16 ปี ถ้าเลยจากนี้ไปแล้ว ก็น่าจะมีสาเหตุที่ผิด
ปกติต่างๆ

ภาวะประจำเดือนขาด
ที่พบได้บ่อย ก็คือ การตั้งครรภ์ การฉีดยาคุมกำเนิด หลังคลอดบุตร หรือให้นมบุตร ความเครียด
ทางจิตใจ เป็นต้น ส่วนน้อยอาจมีสาเหตุจากเนื้องอกของต่อมใต้สมอง หรือต่อมหมวกไต หรือ
รังไข่, โรคชีแฮน , การผ่าตัดมดลูก หรือรังไข่ทั้งสองข้าง เป็นต้น


อาการ
1. ภาวะประจำเดือนไม่เคยมา
บิดามารดาหรือตัวผู้ป่วยเอง สังเกตว่าประจำเดือนครั้งแรกยังไม่มา ทั้ง ๆ ที่เลยอายุควรจะมี
ประจำเดือน (เลยอายุ 14 ปี) โดยทั่วไปมักจะไม่มีความผิดปกติอื่น ๆ นอกจากมีสาเหตุจากความผิดปกติเกี่ยวกับรังไข่  หรือฮอร์โมน ก็อาจไม่มีการเจริญเติบโต
ทางเพศ เช่น หน้าอกแฟบเหมือนผู้ชาย ไม่มีขนรักแร้ หรือขนที่อวัยวะเพศ เป็นต้น
ในรายที่เกิดจากเยื่อพรหมจรรย์ไม่เปิด ผู้ป่วยมักมีเลือดประจำเดือนออกทุกเดือน แต่จะคั่ง
อยู่ในช่องคลอดเพราะเยื่อพรหมจรรย์ปิดกั้นไว้ ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดท้องเป็นประจำทุกเดือน 
และอาจตรวจพบเยื่อพรหมจรรย์โป่งพองขึ้น เนื่องจากมีก้อนเลือดที่คั่งในช่องคลอดคอยดันเยื่อ
นี้ให้โป่งออก

2. ภาวะประจำเดือนขาด
ผู้ป่วยซึ่งปกติเคยมีประจำเดือนมาเป็นประจำทุกเดือนอยู่ ๆ ก็ไม่มีประจำเดือนมา ส่วนมากจะ
ไม่มีความผิดปกติอื่น ๆ นอกจากในรายที่เกิดจากการตั้งครรภ์ อาจมีอาการแพ้ท้อง
ในรายที่เกิดจากเนื้องอกของรังไข่ ต่อมหมวกไต หรือต่อมใต้สมอง อาจมีอาการผิดปกติ เช่น 
ปวดศีรษะเรื้อรัง ตามืดมัวลงเรื่อย ๆ มีหนวดและขนขึ้นผิดธรรมชาติ น้ำนมออกผิดธรรมชาติ 
เป็นต้น
ในรายที่เป็นโรคชีแฮน   ก็อาจมีอาการอ่อนเพลียเฉื่อยเนือย เต้านมแฟบ ขนรักแร้ และขนที่
อวัยวะเพศร่วง ในรายที่เกิดจากโรคกังวล หรือซึมเศร้า ก็มักมีความวิตกกังวล นอนไม่หลับ 
เบื่อหน่าย ท้อแท้สิ้นหวัง

การรักษา
1. ภาวะประจำเดือนไม่เคยมา ถ้ามีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย ก็ควรแนะนำผู้ป่วยไปโรง
พยาบาล เพื่อตรวจหาสาเหตุ อาจต้องตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และตรวจพิเศษอื่น ๆ แล้วให้
การรักษาตาม

สาเหตุที่พบ ในรายที่เกิดจากเยื่อพรหมจรรย์ไม่เปิด อาจต้องผ่าตัดเปิดให้มีทางระบายของ
เลือดประจำเดือน ในรายที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตตามปกติ (เช่น มีการเจริญของเต้านม 
มีขนรักแร้และขนอวัยวะเพศขึ้นตามปกติ) และไม่มีอาการปวดท้อง หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ
อาจรอดูจนอายุเกิน 16 ปี ถ้ายังไม่มีประจำเดือนมา  ก็ควรจะแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาล
2. ภาวะประจำเดือนขาด ถ้ามีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย   หรือสงสัยว่ามีสาเหตุที่ร้ายแรง 
ควรแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาล   เพื่อตรวจภายในช่องคลอด  ตรวจเลือด   ตรวจปัสสาวะ 
เอกซเรย์ หรือ ตรวจพิเศษอื่น ๆ แล้วให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ  ถ้าเกิดจากการตั้งครรภ์
หรือโรคกังวลใจ ก็ให้การรักษาตามสาเหตุ ในรายที่ไม่มีสาเหตุแน่ชัด และร่างกายเป็นปกติ
ดีทุกอย่าง อาจรอดูสัก 6 เดือน ถ้ายังไม่มีประจำเดือนมาก็ควรแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาล

รายละเอียด
ผู้หญิงที่ประจำเดือนขาดไม่ทราบสาเหตุ ถ้าเป็นนานกว่า 6 เดือน ควรปรึกษาแพทย์


 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.