BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ


  
top
 
เทคนิคการเพิ่มโอกาสการ
  มีบุตร

 
มูกไข่ตกช่วงนี้สำคัญเชียว
ยุ่งกันถี่ใครว่าจะมีลูกง่าย ๆ
ยุ่งกันบ่อยแค่ไหนมีสิทธิ์ 
   ติดลูก

ตรวจรับผลงาน
ถ้าอย่างนี้ก็มีลูกง่าย 

เทคนิคในการช่วยเหลือ 
  การเจริญพันธุ์/ ART
 
ASSISTED
  REPRODUCTIVE 
  TECHNOLOGY 

วิธีการทำการทดสอบ
   การตั้งครรภ์

   HCG Preganacy test
วิธีการทดสอบหาวันไข่ตก
   สำหรับผู้มีบุตรยาก

   LH Ovulation test

 



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 




  เทคนิคการเพิ่มโอกาสการมีบุตร      
อยากมีลูก…ทำยังไงให้ท้อง 
น.พ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์
--------------------------------------------------------------------------------

ก่อนหน้านี้เคยเขียนมาเล่าสู่กันเรื่องทำยังไงถึงไม่ท้อง ก็เรื่องราวของการคุมกำเนิด ด้วยวิธีต่าง ๆ นั่นแหละ แต่ทว่าผู้อ่านอีกหลาย ๆ คนที่กำลังคิดจะมีลูกก็มีปัญหาว่า "ทำยังไงถึงจะท้องซะที" วันนี้จะว่ากันถึงเรื่อง
จังหวะเวลา / การปฏิบัติ / ความถี่ ที่จะทำให้มีโอกาสตั้งท้องได้สูงสุดกัน

ตั้งท้องยุคนี้ดูสวนกระแสเหมือนกันนะครับ เพราะใคร ๆ ต่างก็แห้งเหี่ยวไปตาม ๆ กัน แต่การมีลูกเป็นการลงทุน
ระยะยาว บางคนอาจจะคิดว่าอายุก็มากแล้ว รอไปอีกก็ไม่เห็นอนาคต ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเป็นยุคทองของไทยอีก ปล่อย
ให้ท้องซะตอนนี้หมดเรื่องหมดราว

บางคนมีลูกมาแล้วก็อยากมีไปที่เดียวเลย เลี้ยงโตขึ้นมาด้วยกัน ใช้ของร่วมกันได้ ถือเป็นการประหยัดอีกด้วย เหนื่อยทีเดียวจบกันไปเลย มีลูกห่างเกินไปก็ไม่ดี ปกติแล้วควรมีลูกห่างกันประมาณ 2-3 ปีกำลังดี ถ้าห่างไปกว่านี้
ลูกจะต่างวัยกัน มากเกินไป ลูกคนโตจะเริ่มติดเพื่อนมากกว่าที่จะสนใจน้องซะแล้ว ก็เลยอาจทำให้พี่กับน้องไม่ค่อย
สนิทกันก็ได้

เอาล่ะจะยังไง ถือว่าตอนนี้ตัดสินใจจะมีลูกอีกคนก็แล้วกัน ต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้างล่ะ ก่อนที่เราจะมีลูกอีกคน
ก็ต้องคิดกันก่อนว่าจะเลี้ยงไหวหรือเปล่า มีเวลาเลี้ยงหรือเปล่า มีเงินเพียงพอที่จะเลี้ยงดูได้ดีหรือเปล่า เดี๋ยวนี้นะแค่
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปยี่ห้อฝรั่ง ไทยใช้ ห่อหนึ่งก็ตั้งห้าร้อยกว่าบาทแล้ว เลี้ยงลูกอย่างเดียวเงินเดือนก็หมดซะแล้ว คงต้อง
เก็บหอมรอมริบไว้ล่วงหน้าสักหน่อยนะครับ 

ก่อนจะเริ่มตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่ต้องมีสุขภาพที่ดีด้วย จึงควรไปพบคุณหมอ แล้วบอกคุณหมอไปตามตรงเลยนะว่า 
ตอนนี้อยากมีลูกแล้ว คุณหมอจะให้คำแนะนำ แล้วก็ตรวจร่างกายคุณแม่ว่ามีอะไรผิดปกติ ที่สำคัญก็ต้องตรวจภายใน
เช็กมะเร็ง ปากมดลูก ตรวจดูปีกมดลูกว่ามีก้อนเนื้อหรือซีสต์อะไรผิดปกติหรือเปล่า หากมีอะไรไม่ชอบมาพากล ก็จะ
ได้รีบรักษาให้หายเสียก่อน ดีกว่ามาเจอความผิดปกติ เอาตอนท้อง ซึ่งก็จะทำให้รักษายากเพราะต้องคำนึงถึงผล
กระทบต่อเด็กในท้องอีกคนด้วย ที่สำคัญและลืมไม่ได้ก็คือ ต้องตรวจเลือดด้วย เพื่อหาโรคเอดส์ ซิฟิลิส ไวรัสตับ
อักเสบบี หัดเยอรมัน ตอนนี้ไว้ใจใครได้ง่าย ๆ ซะเมื่อไหร่ล่ะ

เอาเป็ว่าตอนนี้ก็พร้อมเต็มที่ ทุนทรัพย์พร้อม ร่างกายพร้อม มดลูกพร้อม สามีพร้อม ตอนนี้ก็ถึงภาคปฏิบัติทำให้
ท้องซะที


มูกไข่ตก…ช่วงนี้สำคัญเชียวล่ะ
เมื่อเราตั้งใจจะมีลูก ควรให้ความสนใจกับรอบเดือนของตนเองมาก ๆ หน่อย ต้องคอยจดไว้ว่าประจำเดือนมา
เมื่อไหร่ หมดเมื่อไหร่ มาสม่ำเสมอดีหรือเปล่า  ที่ต้องให้จด เพื่อจะได้รู้ว่าไข่จะตกเมื่อไหร่นั่นเองครับ

ในผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาทุก 28 วัน ถ้านับว่าประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ของรอบ ไข่ก็จะตกในวันที่ 14 
แต่สำหรับผู้หญิงบางคนประจำเดือนอาจมาทุก 30 วัน ไข่ก็จะตกในวันที่ 16 ของรอบ หรือประจำเดือนมาทุก 32 วัน 
ก็จะตกไข่ในวันที่ 18 ของรอบ คือเกิน 28 วันไปเท่าไรก็บวกกับวันที่ไข่ตกไปเท่านั้น

ช่วงที่มีไข่ตกจะสังเกตว่ามีตกขาวเป็นมูกใส ๆ ลื่น ๆ เฉอะแฉะออกมาเยอะ อย่างนี้เรียกว่า "มูกไข่ตก" ถ้าลองใช้มือ
จับเอามูกนี้ติดมือออกมาก็จะพบว่ามันใส ลื่น แล้วก็สามารถจับยืดได้กว่า 10 เซนติเมตรโดยไม่ขาดจากกัน แตกต่าง
จากมูก ตอนช่วงอื่น ๆ ที่เหนียว ข้น แล้วก็ไม่สามารถจับยืดได้มากนัก ถ้าเจอมูกอย่างนี้จัดการได้เลยครับ

แต่สำหรับผู้หญิงบางคนประจำเดือนอาจมาไม่ค่อยสม่ำเสมอเป็นปกตินัก บางทีก็ 30 วัน 35 วัน บางทีหายไป 
2 เดือนเลยก็มี กรณีนี้การนับวันก็คงจะลำบากนิดหน่อย นอกจากการใช้วิธีสังเกตมูกไข่ตกช่วยด้วยแล้วอาจต้อง
ใช้ชุดทดสอบหาวันไข่ตก ( LH Ovvlation test )ช่วยเสริม

ในช่วงที่มีไข่ตกนี้ บางคนก็อาจมีอาการปวดถ่วง ๆ ระบมในท้องน้อย ปวดร้าวออกไป ข้างหลัง อาการนี้ก็เกิดจาก
รังไข่เป่งบวม มีไข่ตกแตกทะลุออกมา บางทีก็มีเลือดไหล ซึมออกมาจากรังไข่ไปขังอยู่ในอุ้งเชิงกราน  ก็ทำให้เกิด
การปวดท้องน้อยได้ ผู้หญิงบางคนก็มีอาการนี้นาน ๆ ที บางคนก็เป็นบ่อย ส่วนมากแล้วอาการปวดท้องน้อยนี้ จะ
หายได้เองใน 1-2 วัน ผู้หญิงบางคนพอมีอาการระบมในท้องน้อยอย่างนี้ ก็ไม่อยากที่จะมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้ 
เลยไม่ท้องซะที


ยุ่งกันถี่…ใครว่าจะมีลูกง่าย ๆ 
นอกจากนี้แล้วก็เป็นหน้าที่ของผู้ชายบางล่ะ ผู้ชายก็ต้องทำหน้าที่ของตัวให้ตรงช่วงกับที่มีไข่ตก  แต่บางคนกลับ
ขยันเกินไป ช่วงสัปดาห์ที่มีไข่ตกก็จัดการทำการบ้านทุกวัน วันละหลาย ๆ นัด เรียกว่าถล่มปูพรมกะให้ติดให้ได้ 
ระบมอย่างนี้ไม่ได้เกิดจากไข่ตกนะครับ กลายเป็นยุ่งกันมากจนระบมมากกว่า สุดท้ายก็ไม่ติดครับ 

การมีอะไรกันถี่มากเกินไปก็ทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์น้อยลง หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่ายิ่งยุ่งกันถี่ ๆ ยิ่ง
มีโอกาสท้องได้ง่ายขึ้น ถ้าคุณผู้ชายรู้จักตัวอสุจิลูกหลานของคุณเองก็จะเข้าใจเองนะครับ

ตัวอสุจิสร้างออกมาจากลูกอัณฑะทั้งสองข้าง โดยค่อย ๆ เติบโตจากตัวอ่อนเบบี้จนโตเต็มที่เป็นหนุ่มใหญ่วัยผสมพันธ์
ใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมงหรือ 2 วัน หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ แก่ตัวลง หมดเรี่ยวหมดแรงไปในที่สุด

ดังนั้นหากมีการปล่อยตัวอสุจิออกไปทำหน้าที่ถี่ ๆ ทุกวันทุกคืน ตัวอสุจิที่ออกไป ยังโตไม่ทันเป็นแค่ตัวอ่อนเบบี้ ยังทำ
อะไรไม่เป็นก็เหมือนเกณฑ์เด็กไปเป็นทหาร มันก็ไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุดหรอกครับ


ยุ่งกันบ่อย…แค่ไหนมีสิทธิ์ "ติดลูก"
อัตราการมีเพศสัมพันธ์ที่กำลังดีคือ วันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ซึ่งตัวอสุจิ ที่ปล่อยออกไปจะเป็นตัวที่โตเต็มที่ 
แข็งแรงแหวกว่ายเข้าไปได้จนถึงปลายทาง ปกติแล้วตัวอสุจิจะใช้เวลาเดินทางแค่ไม่ถึง 5 นาที นับตั้งแต่ปล่อยออก
มาเข้าไปใน ปากมดลูก ผ่านตัวมดลูก แล้วแบ่งกันวิ่งเลี้ยวเข้าไปในปีกมดลูก จนวิ่งเข้าไปเจอไข่ ที่ล่องลอยอยู่ใน
ปีกมดลูก แต่มีแค่ตัวเดียวที่สามารถเจาะไข่แดงเข้าไปได้

จริง ๆ แล้ว ตัวอสุจิมันไม่รู้หรอกครับว่า ต้องวิ่งเข้าไปยังไง ตรงไป เลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา ไม่มีป้ายคอยบอกทาง 
ไม่มีแผนที่ดูเอาไว้ก่อน แต่เพราะตัวอสุจิที่ปล่อยออกมา มีจำนวนมากมาย ปล่อยออกมาที่หนึ่งก็เป็นหลายร้อยล้านตัว
แต่ละตัวต่างวิ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ บางตัววิ่งออกมาข้างนอก บางตัวก็วิ่งวนไปวนมา มีบางตัววิ่งเข้าไปในปากมดลูก
ได้สำเร็จ และมีแค่ประมาณ 5 พันตัวเท่านั้นเอง ที่สามารถวิ่งไปถึงไข่ แต่ก็มีหนึ่งในห้าพันนี้เท่านั้น ที่เจาะเข้าไป
ในไข่ เกิดการปฏิสนธิได้สำเร็จ

ผู้หญิงบางคนพอมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว ก็รีบล้างออกทันทีจนหมด ถ้าอยากมีลูกไม่ควรล้างออกนะครับให้นอนหงาย
นิ่ง ๆ อย่างน้อย 5 นาที เพื่อไม่ให้น้ำอสุจิไหลออกมาข้างนอกหมดเสียก่อน ถ้าอยากมีลูกแล้ว น้ำอสุจิมีค่าทุกหยาด
หยดเลยนะครับ

น้ำอสุจิของผู้ชายเราไม่ใช่เป็นของที่สกปรก แต่ที่จริงแล้วมันสะอาดปราศจากเชื้อโรค ใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นในกรณีที่
ผู้ชายคนนั้นเป็นกามโรคนะครับ ดังนั้นหากมันตกค้าง อยู่ภายในช่องคลอดชั่วข้ามคืนก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียใดๆ
ตามมาหรอกครับ

ตรวจรับผลงาน
คราวนี้ก็ต้องรอดูผลงาน เมื่อถึงครบกำหนดที่ต้องมีประจำเดือนมา แต่กลับเงียบจ้อย หายไปเฉย ๆ ก็ส่อแววว่า
จะตั้งครรภ์แล้ว ก็ให้ตรวจครรภ์ด้วยตนเองก่อน หาซื้ออุปกรณ์สำหรับตรวจได้จากร้านขายยาทั่วไป รายละเอียด 
ปัสสาวะที่ใช้ตรวจก็ควรเป็น ปัสสาวะในตอนเช้า เพราะว่ามันจะมีปริมาณฮอร์โมนออกมาค่อนข้างเยอะ ตรวจเจอ
ง่ายกว่า สายๆ บ่าย ๆ กินโน่นกินนี่ ปัสสาวะอาจจะเจือจางลงแล้ว ตรวจไม่เจอก็ได้  ถ้าตรวจครรภ์แล้วปรากฏว่า 
"ท้อง" ก็ถือว่าสำเร็จตามหลักสูตร

ถ้าตรวจดูแล้ว "ไม่ท้อง" ให้รออีกหน่อยรออีก 7 วัน ประจำเดือนยังไม่มา ก็ให้ตรวจปัสสาวะซ้ำอีกครั้ง บางคนมา
ตรวจเจอเอาครั้งหลังก็มีเหมือนกัน ต้องลุ้นกันหน่อยครับ

สำหรับบางคู่ เพียรพยายามมาครบทุกสูตรแล้วก็ยังไม่ท้อง มีเพศสัมพันธ์กันตามปกติ ไม่ได้ว่างเว้น แล้วก็ไม่ได้
คุมกำเนิดด้วยวิธีใด ๆ ด้วย หากเกิน 1 ปีไปแล้ว ก็ให้ปรึกษา คุณหมอได้เลยครับ คุณหมอสูติฯ ที่รักษาเกี่ยวกับการ
มีบุตรยากนั่นแหละครับ

คนที่อยากมีลูกก็ขอให้ประสบความสำเร็จนะครับ จะได้เป็นแฟน "ดวงใจพ่อแม่" กันไปนาน ๆ 


ถ้าอย่างนี้ก็มีลูกง่าย 
ข้อมูลตรงนี้อาจช่วยให้แผนการมีลูกประสบความสำเร็จได้มากขึ้น 
- โอกาสที่จะเกิดลูกได้ง่ายที่สุดคือช่วง 6-12 ชั่วโมงหลังการตกไข่ รู้ว่าตกไข่เมื่อไร อย่ารอช้านะครับ
- อายุ 24 ปี ของทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงเป็นวัยนาทีทอง ที่มีโอกาสติดลูกมากที่สุด
- 1 ใน 4 ของคู่แต่งงานที่ไม่ได้คุมกำเนิด จะตั้งครรภ์ตั้งแต่เดือนแรก และ 60 เปอร์เซ็นต์ 
   จะตั้งครรภ์ในช่วง 6 เดือนแรก  และ 9 ใน 10 คนจะตั้งครรภ์ในช่วง 18 เดือน หลังแต่งงาน 

 เทคนิคในการช่วยเหลือ การเจริญพันธุ์/ ART
 
ASSISTED REPRODUCTIVE TECHNOLOGY 
     

ธรรมชาติคือชีวิต ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่กำเนิดมาจากธรรมชาติ วิถีทางแห่งการมีบุตรนั้น เป็นวิถีทาง
แห่งธรรมชาติ เป็นวิถีทางที่ธรรมชาติเลือกสรรแล้วว่า เหมาะสมในการก่อให้เกิดชีวิตใหม่ บางคู่ก็สมหวัง บางคู่ก็
ผิดหวัง รอคอยแล้วรอคอยเล่า บุตรก็ไม่มาเกิดสักที 

เมื่อวิถีธรรมชาติคงจะไม่สามารถช่วยให้มีบุตรได้แล้ว... วิถีทางที่เหนือธรรมชาติมีบ้างไหม? 
13 ปีที่แล้ว ก็มีการช่วยการปฏิสนธิ โดยการเอาไข่ของฝ่ายหญิงและตัวอสุจิของฝ่ายชายมาผสม แล้วใส่กลับเข้าไป
ให้ผสมกันเองต่อในท่อนำไข่ เป็นกระบวนการที่เรียกว่า กิฟท์ หลังจากนั้นก็มีการพัฒนา ต่อเนื่องกันมาโดยตลอด 
รวมกันแล้วเทคนิคในการช่วยเหลือ การเจริญพันธุ์ดังกล่าวจึงเรียกว่า ART ซึ่งเป็นคำย่อที่มาจากคำเต็มๆ ใน
ภาษาอังกฤษว่า ASSISTED REPRODUCTIVE TECHNOLOGY อันเป็นกระบวนการต่างๆ นานา
ที่จะช่วยเหลือ การเจริญพันธุ์ของมนุษยชาติที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป 

แต่ไม่ว่าจะทำอะไรทุกวิธีแล้ว อย่างมากที่สุด ที่มนุษย์เราจะทำได้ก็คือ การปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนนอกร่างกาย และ
พยายามเลี้ยงไปให้นานที่สุด ที่เรียกว่า การเพาะเลี้ยงบลาสโตซิส หรือ BLASTOCYST CULTURE ซึ่ง
เลี้ยงจนตัวอ่อน ที่เกิดจากการผสมของไข่จากฝ่ายหญิงและตัวอสุจิจากฝ่ายชาย เจริญเติบโตต่อเนื่องกันไปได้ถึง 
5 วัน ก่อนจะนำกลับมาใส่ เข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตต่อไป 

นี่แหละครับ ปราการด่านสุดท้าย หรือ THE LAST PRONTIER ที่มนุษย์จะต้องฝ่าฟันเพื่อให้ได้ทายาท 
เพราะไม่ใช่ว่า เมื่อใส่ตัวอ่อนที่ได้จากการปฏิสนธินอกร่างกายเข้าไปแล้ว จะเกิดการตั้งครรภ์ทุกรายไป สมหวังน่ะ
สมหวังอยู่ แต่ไม่ทุกราย บางครั้งที่สมหวังน้อยกว่าที่ผิดหวังเสียอีก 

เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสงวนไว้ ไม่ให้ใครกระทำการอะไรที่เหนือธรรมชาติมากไป ขืนทำได้ แพทย์และ
นักวิทยาศาสตร์จะกลายเป็นพระเจ้าไปหมด คนคำนวณจึงมิสู้ ฟ้าลิขิต ด้วยประการฉะนี้ 

ดังนั้น ก่อนที่จะไปรับบริการการรักษาให้มีบุตร โดยวิธีช่วยเหลือธรรมชาติและเหนือธรรมชาติเหล่านั้น จะต้อง
เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า 

การใช้เทคนิคช่วยเหลือการเจริญพันธุ์ต่างๆ นั้น ทุกวิธีไม่มีวิธีใดได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ และผลที่ได้รับในแต่ละคู่สมรส 
ก็ไม่เท่ากัน เพราะปัจจัยและสาเหตุในการมีบุตรยากแตกต่างกัน ก่อนที่จะยอมให้แพทย์ทำการรักษา จึงควรจะ
สอบถามให้เข้าใจ ในกระบวนการที่จะทำ ค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสีย ประสิทธิภาพของแต่ละวิธี เมื่อนำมาใช้กับคู่ของตน 
ข้อเด่นข้อด้อยของแต่ละวิธี รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย 

เทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ที่ก้าวหน้ากว่า ไม่ได้หมายความว่า จะได้ผลดีกว่าเสมอไป บางครั้งเทคโนโลยีที่เรียบง่าย 
สะดวก ผู้รับบริการไม่เครียด อาจจะได้ผลมากกว่าเทคโนโลยีที่ยุ่งยากซับซ้อน 

การผ่อนคลายไม่เครียด มีความจำเป็นมากในการที่จะเกิดการตั้งครรภ์ ในสภาวะที่ฝ่ายหญิงเกิดความเครียดนั้น 
ระบบต่างๆ ของร่างกายจะผิดปกติ หรือเพี้ยนไปจากเดิม 

เมื่อได้รับการรักษาแล้ว ถ้าไม่ประสบผลสำเร็จ ควรหยุดพักร่างกายและจิตใจก่อนสักระยะหนึ่ง อย่าฝืนใจรับการ
รักษาต่อ เพราะถึงทำก็ไม่ได้ผลดี แต่ถ้าหยุดไปสักระยะแล้วมีกำลังใจ กลับมารักษาใหม่ ผลที่ได้จะดีขึ้น เพราะใจ
เป็นนาย กายเป็นบ่าว กำลังใจที่ดี ย่อมทำให้ผลลัพธ์ในการกระทำทั้งหลายดีด้วย กระบวนการในการช่วยเหลือ
การเจริญพันธุ์ ประกอบด้วย 

- การคัดเชื้อและฉีดเชื้ออสุจิที่ผ่านการคัดแยกเอาตัวอสุจิ ที่สมบูรณ์พร้อมที่จะเกิดการปฏิสนธิกับไข่ เข้าไปภายใน
  โพรงมดลูก และ/หรือ ท่อนำไข่ ในวันที่มีการตกไข่ตามธรรมชาติ 
- การกระตุ้นให้ไข่ตกหลายฟองร่วมกับการฉีดเชื้อสุจิ ที่ผ่านการคัดแยกในวันที่มีการตกไข่เข้าไปในโพรงมดลูก 
  และ/หรือ ท่อนำไข่ 
- การทำกิฟท์ : GIFT โดยการดูดเอาไข่ที่ถูกกระตุ้นออกมาจากรังไข่ และใส่รวมกับตัวอสุจิที่ผ่านการคัดแยกแล้ว
  พร้อมกันกลับเข้าไปสู่ท่อนำไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติ 
- การทำซิฟท์ : ZIFT ขั้นตอนคล้ายการทำกิฟท์ แต่รอให้เกิดการปฏิสนธิระหว่างไข่กับตัวอสุจิก่อนระยะหนึ่ง แล้ว
  ใส่กลับเข้าท่อนำไข่ เพื่อให้เจริญเติบโต และเดินทางต่อตามท่อนำไข่เพื่อไปฝังตัวยังโพรงมดลูก เป็นวิธีการที่
  แน่ใจได้ว่ามีการผสมกันระหว่างไข่กับตัวอสุจิ ส่วนจะแบ่งตัวต่อไปเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์หรือไม่นั้น ปล่อยให้เป็นไป
  ตามธรรมชาติในร่างกายส่วนระบบการเจริญพันธุ์ 

การทำเด็กหลอดแก้ว หรือ ไอวีเอฟ ซึ่งย่อมาจาก IN VITRO FERTILIZATION เป็นการทำให้เกิดการผสมกัน 
ของไข่และอสุจิภายในหลอดแก้ว จนเกิดเป็นตัวอ่อน เลี้ยงตัวอ่อนสักระยะหนึ่งแล้วจึงใส่กลับเข้าโพรงมดลูก เพื่อให้
เจริญเติบโตต่อไป ปัจจุบัน สามารถเพาะเลี้ยงได้จนถึง 5 วัน เป็นระยะบลาสโตซิส ซึ่งง่ายต่อการฝังตัวในโพรงมดลูก 
นอกจากนี้ ในระหว่างที่มีการแบ่งตัว ยังสามารถแบ่งแยกบางหน่วยเซลล์ตัวอ่อนนำมาตรวจทางกรรมพันธุ์ เพื่อคัด
แยกตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์ออกไป และเพาะเลี้ยง เฉพาะตัวอ่อนที่สมบูรณ์ให้เจริญเติบโต พร้อมที่จะใส่กลับเข้าไป 
ฝังตัวต่อไปในโพรงมดลูก และถ้าแม้นว่าตัวอสุจิของฝ่ายชาย ไม่มีความสามารถพอที่จะไชเข้าไปในไข่ของฝ่ายหญิง 
เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิแล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถที่จะช่วยให้ อสุจิเพียงตัวเดียวไชเข้าไปในไข่ได้สำเร็จด้วย
กระบวนการที่เรียกว่า ICSI หรือ INTRACYTOPLASMIC SPERM INSEMINATION 

วิธีการอื่นๆ ในกรณีที่ท่อน้ำเชื้ออสุจิอุดตัน แพทย์ก็สามารถที่จะผ่าตัดเข้าไปในลูกอัณฑะของฝ่ายชาย เพื่อที่จะเอา
ตัวอสุจิอ่อนที่อยู่ภายในลูกอัณฑะในส่วนที่มีการสร้างตัวอสุจิ หรือนำเพียงส่วนหัวของตัวอสุจิที่มีหน่วยถ่ายทอด
สายพันธุ์ นำมาฉีดผสมกับไข่ในห้องปฏิบัติการได้จนเป็นตัวอ่อน แล้วนำกลับไปใส่ในโพรงมดลูกต่อไป 
นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการแช่แข็งตัวอสุจิไว้ใช้ แช่แข็งตัวอ่อนที่เหลือจากการนำไปใส่โพรงมดลูก เพื่อนำกลับมา
ใช้ในภายหลัง รวมทั้งการฝากคนอื่นตั้งครรภ์ ฯลฯ 

การยอมรับของธรรมชาตินั้น เป็นการยอมรับทั้งกายและใจ ใจที่สงบนิ่งมีความสุข ไม่กังวล ไม่อยากได้มากไป 
ไม่เสียใจมากไปเมื่อผิดหวัง จะทำให้เจ้าของร่างกาย มีสภาพพร้อมที่จะเกิดการตั้งครรภ์ได้มากกว่า 

ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เซ็กซ์ตามธรรมชาติ ไม่ได้ช่วยให้สมหวังในการมีบุตร และจำต้องพึ่งวิธีการต่างๆ อันทันสมัยแล้ว เตรียมใจไว้ก่อนจะเป็นการดีที่สุด 

 

    

 Assisted Reproductive Technology. ART      

ART stands for Assisted Reproductive Technology. ART procedures include IVF, GIFT, ZIFT, and ICSI. ART procedures generally involve taking the egg out of the female body in order to assist the process of fertilization. The simplest ART procedure, In Vitro fertilization -IVF
has been around for over 20 years and is perhaps the most commonly recognized ART of all procedures. I have developed a seperate section on IVF and will focus our discussion here on GIFT, ZIFT, and ICSI. -Anna 


ZIFT
Depending on your diagnosis, your doctor may discuss the option of performing zygote intrafallopian transfer (ZIFT) instead of conventional IVF. ZIFT may be recommended if the husband has severe male factor infertility or if there has been difficulty confirming fertilization with past procedures. ZIFT has the advantages of allowing fertilization to be confirmed and it has demonstrated higher success rates than IVF when used for the appropriate indications. 

ZIFT nothing more than a variation of traditional IVF. With ZIFT, the fertilized egg that is transferred back into the woman is allowed to divide only to the 2-cell stage, instead of the 4 or 8 cell stage as with conventional IVF.This fertilized egg at the 2-cell stage is called
a "zygote". 


Like IVF, ZIFT involves ovarian stimulation, monitoring, and egg retrieval, followed by sperm processing and fertilization in the laboratory. Another slight difference between IVF and ZIFT (besides the stage of the transferred embryo) is the location where the embryos are placed in the woman's body. With IVF, the embryos are placed directly in the uterus. With ZIFT, however, the zygotes are placed directly into the fallopian tube. Therefore, a criterion for performing ZIFT is that the female partner has at least one open and functioning fallopian tube. 

One disadvantage with ZIFT is that the transfer of the zygote must be performed through a laparoscope. This involves a surgical incision, whereas with IVF, the fertilized eggs are transferred through the vagina without the need for any incisions. Although laparoscopy is a minor surgical procedure, it still adds to the complexity, risk, and cost of the entire process. 


GIFT
Gamete intrafallopian transfer (GIFT) was developing in 1984 as a variation of in vitro fertilization (IVF). Your doctor may recommend GIFT if your diagnosis is unexplained infertility infertility due to 
immunological factors endometriosis selected cases of male infertility tubal infertility 
A requirement for the procedure is that the female partner having at least one open (patent) fallopian tube. GIFT is sometimes selected based on a couple's religious beliefs that prohibit conception outside the body. 
GIFT is not much different than IVF. The main difference is that with GIFT, fertilization occurs naturally within the female partner's body instead of in the laboratory as with IVF. GIFT involves ovarian stimulation, and egg retrieval like IVF, but with GIFT, sperm and eggs are placed directly into the woman's fallopian tubes to foster fertilization. The following steps outline what you can expect when undergoing GIFT: 

Step 1: Ovarian Stimulation and Monitoring 
This step is exactly the same as in IVF. In order to maximize the chances of success, the physician will prescribe fertility medications (such us Humegon? or Fertinex?) to stimulate the woman to produce more than one follicle and egg. HCG (Profasi? or Novarel?) is then typically given to stimulate the release of the eggs from the follicles and time the egg retrieval step. 

Step 2: Egg Retrieval and Sperm Processing 
This step also mirrors the process in IVF. The eggs are removed from the woman and examined under a microscope to evaluate maturity before they are combined with sperm. The male semen sample has been collected, evaluated, and sperm processing performed prior to the next step. 

Step 3: Gamete Transfer 
Once the physician has determined the eggs are ready for transfer, the selected sperm and eggs are placed together in a catheter. These sperm and eggs are called gametes. In IVF, these gametes would be united in the laboratory by an experienced embryologist, however this does NOT happen with GIFT. With GIFT, the gametes are injected into the fallopian tube using a special catheter (laparoscope). Within the fallopian tube, fertilization will hopefully occur naturally. Unlike IVF in which actual fertilization is observed and confirmed in the laboratory, GIFT does not allow visual confirmation of fertilization. If fertilization occurs, the developing embryos remain in the fallopian tube and then move to the uterus for the natural implantation process. 

For selected cases of infertility, GIFT may have a higher success rate than IVF. This may be due to the fact that GIFT more closely mimics natural conception as compared to IVF. Specifically, the egg is fertilized in the fallopian tube rather than in the laboratory. In some cases, however, GIFT may not offer additional advantages to IVF, but may in fact add to the cost of therapy. Therefore, discuss with your specialist if you are a good candidate for this procedure. 

 


Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI) 
Intracytoplasmic sperm injection, or ICSI, was developed to treat couples who previously had a very poor probability of achieving fertilization due to the male partner's extremely low numbers of viable sperm. This treatment, when combined with in vitro fertilization, allows these couples a more favorable probability of achieving conception. ICSI has replaced the two previously developed micromanipulation techniques of partial zona dissection, or PZD, and subzonal insertion, or SUZI, because of the overall higher fertilization rates achieved with ICSI. ICSI has revolutionized treatment for severe male factor infertility because the procedure requires only one healthy sperm to potentially achieve fertilization. 

A variety of sperm problems can account for male infertility. Sperm can be completely absent in the ejaculate, a condition known as azoospermia. Men with low concentrations of sperm in the ejaculate have a condition known as oligospermia. Poor motility, or a condition called asthenospermia, occurs when the sperm do not have the forward swimming motion sufficient to make the journey from the ejaculation site in the female's vagina, though the reproductive tract, to unite with the egg in the fallopian tube. Men whose sperm have an increased percentage of abnormal shapes and forms have a diagnosis of teratospermia. Other sperm problems that prevent fertilization are abnormalities in the series of steps required for fertilization, such as the sperm's ability to bind and penetrate the cytoplasm of the egg. 

Male factor infertility may be caused by blockages, varicoceles, or abnormalities of the ejaculatory ducts causing low or no sperm in the ejaculate. Men who have had a severe injury to their male reproductive organs, some neurological disorders, or surgery (including vasectomy), may have an absence of sperm in the ejaculate. Men who have had radiation and chemotherapy treatments for cancer, may have low or no sperm present in the ejaculate. Men who have provided semen samples prior to undergoing cancer treatments and major surgeries of their reproductive organs are candidates for ICSI due to the limited number of sperm available to achieve conception with ART procedures. 

ICSI may be a recommended treatment option for all of these infertile men. 

Steps One: Ovulation Stimulation and Monitoring
The same process used in the other ART procedures to induce ovulation is used with ICSI. 

Step Two: Sperm Extraction
Semen samples can be obtained through masturbation. If any viable sperm can be obtained from this type of semen sample, procedures to extract sperm will not be used. The sperm sample will be evaluated and processed to select only the healthy, viable sperm for the fertilization procedure. 

When there is an absence of sperm in the ejaculate, surgical extraction procedures are performed. 

One procedure called microsurgical epididymal sperm aspiration, or MESA, is used when sperm are unable to move through the genital tract due to uncorrectable blockage, congenital absence of the vas deferens or seminal vesicles. Aspiration is accomplished with MESA, usually performed as an outpatient procedure, when sperm are extracted directly from the epididymis. Epididymal sperm are typically not fully motile, which means they cannot swim through the female tract to reach the egg for fertilization. These sperm do contain the right genetic material, nucleus and chromosomes, to produce normal babies. These sperm can be used with IVF or ZIFT, assisted reproductive technology procedures that place the sperm in direct contact with the egg. 

Sperm can also be aspirated from the testicles in a surgical procedure called testicular sperm aspiration, or TESA. These sperm are also typically not motile and mature, but do contain the normal genetic material to produce normal babies.. 

Step Three: Egg Retrieval 
This step is the same as in the other ART procedures. 


Step Four: Micromanipulation and Fertilization with ICSI

Specially trained embryologists and andrologists use micromani-
pulation techniques with the aid of microscopic instruments to enhance the chances for fertilization. In the laboratory, extra steps are taken with the eggs to remove the cumulus cells that support the surrounding oocyte, or egg. This allows they embryologist and/or physician to visualize the oocyte's maturity and suitability to undergo the ICSI procedure. 

The semen sample is prepared, yielding as many viable sperm as possible. The goal is to locate as many viable, healthy sperm as the number of selected eggs. While transfer of multiple successfully fertilized eggs increases the probability of success, ICSI has been proven successful with only one viable sperm and one viable egg that are able to fertilize. 

Once an embryo is fertilized, it is transferred back into the woman by injection into the uterus, as with IVF. 

Success Rates 
Definitive statistics have not yet been published by the Registry of Assisted Reproductive Technology. Preliminary success rates reported by various practices that offer ICSI range from 15% to 35% deliveries per egg retrieval. 

The American Society of Reproductive Medicine Fact Sheet on ICSI published in December of 1996 states expected egg fertilization rates of 50% and cleavage rates of 80% or more, but only 15% to 20% of egg retrievals produce a delivery in well selected couples. This Fact Sheet also states that perinatal outcomes studies in Europe suggest that although multiple pregnancies are common in ICSI, there is to date no evidence of increased incidence of birth defects with this procedure. 



Your Guide: Anna Peris, PharmD. -Stadtlanders' Fertility Specialist 



   


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.