BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

top
Erectile Dysfunction (ED)
ปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
ของเพศชาย 
การไม่แข็งตัวของอวัยวะเพศ

 กว่าจะใช้การได้
 สาเหตุ และวิธีแก้ไข
 ปัญหาหลั่งเร็ว
 
ความใคร่ในกาม
 
กล้ารับความจริง

Erectile dysfunction (ED)
-
Causes
- Diagnostic
- Medical Treatment



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์




 
  Erectile Dysfunction/ปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของเพศชาย      

ถ้าปัญหาของคุณอยู่ที่การไม่ยอมแข็งตัวของอวัยวะเพศ หรือแข็งตัวได้ไม่นานพอ ภาษาแพทย์เรียกปัญหา
นี้ว่า Erectile Dysfunction หรือ เรียกย่อๆว่า ED ซึ่งในภาษาไทยจะเรียกว่าภาวะหย่อนสมรรถภาพ
ทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากถึง 30 % ของหนุ่มอเมริกันทั้งหมด ส่วนหนุ่มไทยเราก็ไม่น้อยหน้า 
มีการประมาณกันว่าประมาณครึ่งหนึ่ง ของชายที่อายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัว
โดยมีถึงสองในสาม ที่มีปัญหาในระดับปานกลางถึงรุนแรง ประมาณว่าในบ้านเรา มีผู้กำลังเผชิญกับโรค
ED มากกว่า 3 ล้านคน

กว่าจะใช้การได้
การที่อวัยวะเพศชายจะแข็งตัวขึ้นได้นั้น ต้องมีหลายระบบทำงานร่วมประสานกัน เริ่มจากการมี
สิ่งเร้ามากระตุ้นให้เกิดความรู้สึกทางเพศก่อน แล้วสมองก็จะส่งสัญญานไปยังอวัยวะเพศผ่านทางระบบ
ประสาททำให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อควบคุมการไหลเวียนของเลือดเข้าอวัยวะเพศชาย ในขณะเดียวกัน
หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศจะขยายตัวขึ้นเป็นสองเท่า ทำให้เลือดไหลมาคั่งอยู่ภายในอวัยวะเพศ
และเลือดก็ถูกกักไว้โดยเนื้อเยื่อรอบ ๆ เป็นผลให้มีการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ถ้ามีอะไรก็ตามที่มาขัดขวาง
ขบวนการเหล่านี้ จะส่งผลให้เกิด ED ได้ทั้งสิ้น 

สาเหตุ และวิธีแก้ไข
ถ้าคุณมีปัญหานี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือไปหาหมอใกล้บ้านของคุณ หรือถ้าจะให้ดีก็หมอเฉพาะทาง
ของระบบทางเดินปัสสาวะ (Urologist) ทั้งนี้เพื่อค้นหาว่าอะไรที่เป็นต้นตอของปัญหาของคุณ แล้วจึง
เริ่มแก้ปัญหาไปตามลำดับขั้น โดยเริ่มจากวิธีที่สะดวก ง่าย และปลอดภัย ไปสู่วิธีที่ยาก และซับซ้อนขึ้นตามลำดับ

ผลจากการสำรวจชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไปที่มีปัญหา(ED) การไม่แข็งตัว
ของอวัยวะเพศเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้แก่

 โรคเบาหวาน-Diabetes มีโอกาสเกิด (ED) 70-75%
 โรคเบาหวานร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง
 Hypertension
มีโอกาสเกิด (ED) 80-85%
 โรคเบาหวานร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง
 และโรคหัวใจ Cardiovascular disease
มีโอกาสเกิด (ED) 95-100%


เนื่องจากสาเหตุของ ED มีมากมาย ตั้งแต่โรคของร่างกาย โรคของจิตใจ หรือแม้แต่ผลจากยา
บางชนิด หมอจึงต้องถามประวัติทางการแพทย์ของคุณอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติส่วนที่เกี่ยวข้อง
กับการมีเพศสัมพันธ์ของคุณ คำถามจะเจาะลึกมากจนคุณอาจจะต้องพาภรรยาของคุณมาด้วยเพื่อช่วยตอบ
เพื่อให้ได้รายละเอียดมาก และแม่นยำที่สุด พ้นจากการซักถามประวัติ หมอจะตรวจร่างกายของคุณ โดย
จะมีการตรวจอวัยวะเพศ และตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก มีการเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ และอุจจาระ
หรืออาจต้องมีการตรวจเพิ่มเติมอย่างอื่นเพื่อค้นหาสาเหตุเป็นพิเศษเฉพาะรายไป


ถ้าหากตรวจพบว่าคุณป่วยเป็นโรคทางกาย หมอจะรักษาโรคที่คุณป่วยนั้นก่อน ไม่ว่าจะเป็นโรค
เบาหวานที่คุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี การดื่มเหล้ามากเกินไป การกินยาลดความดันบางชนิด ซึ่งเมื่อหมอได้
แก้ไขปัญหาเหล่านี้แล้ว ปัญหาเรื่องการแข็งตัวของคุณก็น่าจะหมดไป แต่ถ้าไอ้จู๋มันยังคงฟุบอยู่อย่างนั้น
คุณคงต้องเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปแล้ว


การดำเนินการขั้นต่อไปจะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ ว่าวิธีใดเหมาะสมกับคุณ จะใช้ยา
หรือวิธีการบำบัดต่างๆ การใช้ยา อาจจะจำเป็นในบางราย แต่ที่แน่ๆ ไม่ควรจะวินิจฉัยตัวเอง และซื้อยา
มาใช้เองเป็นอย่างยิ่ง แต่คุณก็ควรรู้จักยาที่คุณหมอส่วนใหญ่เลือกใช้รักษาไว้บ้าง เช่น 
ยา Sildenafil citrate ยานี้ออกฤทธิ์ที่กล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะเพศ ทำให้มีเลือดมาเลี้ยงที่ภายใน
อวัยวะเพศมากขึ้นเมื่อมีสิ่งเร้าทางเพศ ส่งผลให้มันแข็งตัวได้ อาการข้างเคียงของยาก็พบได้หลายอย่าง 
เช่น หน้าแดง ปวดท้อง คัดจมูก ปวดหัวปวดกล้ามเนื้อ หรือแม้แต่อวัยวะเพศแข็งตัวนานเกินไปก็มี 
ห้ามซื้อยากินเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องระวังมากในคนที่เป็นโรคหัวใจ…

ยา Alprostadil เป็นยาที่ไปเปิดหลอดเลือดให้เลือดมาเลี้ยงอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น วิธีใช้ยาตัวนี้แปลกกว่า
ยาอื่นๆ คือต้องใช้โดยการฉีดเข้าไปในท่อปัสสาวะโดยตรง ผ่านท่อพลาสติกเล็กๆ ยานี้ใช้ได้ผลดีในผู้ที่
เป็นเบาหวาน และผู้ที่มีปัญหา ED จากการผ่าตัดในช่องเชิงกราน หรืออุบัติเหตุของไขสันหลัง อาการ
ข้างเคียงที่พบได้แก่ ความดันโลหิตลดต่ำเกินไป มึนศีรษะ เป็นลม อวัยวะเพศแข็งตัวนานเกินไป และอาจ
มีการระคายเคืองที่ช่องคลอดของหญิงได้ด้วย โดยจะมีอาการแสบๆ คันๆ ภายในช่องคลอด ยานี้ห้ามใช้
ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มในหลอดเลือด ยานี้มีมาในรูปครีมด้วย โดยใช้ทาลงบนปลายอวัยวะเพศ
ซึ่งให้ผลในลักษณะเดียวกับวิธีฉีดเข้าท่อปัสสาวะ

ฮอร์โมน มีการใช้ฮอร์โมนเพศเสริมในผู้ที่พบว่าปัญหา ED เกิดจากระดับฮอร์โมนเพศชายที่ต่ำเกินไป 
ฮอร์โมนเพศชายมีฤทธิ์เพิ่มความใคร่ในกามด้วย

อุปกรณ์สูญญากาศ เป็นท่อพลาสติกสำหรับใช้สวมอวัยวะเพศที่อ่อนตัว แล้วค่อยๆ ดูดลมออกทำให้ภายใน
ท่อเป็นสูญญากาศ ส่งผลให้มีเลือดไหลมายังอวัยวะเพศมากขึ้น จนอวัยวะเพศแข็งตัว เมื่อแข็งได้ที่แล้วก็ใช้
ห่วงยางรัดไว้ที่โคนของอวัยวะเพศไม่ให้เลือดไหลออก แล้วถอดท่อพลาสติกออกก็เป็นอันพร้อมใช้การได้
ทันที

อวัยวะเพศแบบฝัง ถ้าวิธีข้างต้นไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ การฝังอวัยวะเพศเทียมก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่ง
แก้ปัญหาได้ แต่รายละเอียดเจาะลึกคงต้องไปคุยกับศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะแล้วล่ะครับ

ศัลยกรรมหลอดเลือด การผ่าตัดแก้ไขปัญหาของหลอดเลือดดำ และหลอดเลือดแดงที่มาเลี้ยงอวัยวะเพศ
สามารถแก้ปัญหา ED ได้เช่นกัน แต่มีน้อยและจะใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้เท่านั้น

ปัญหาหลั่งเร็ว
สำหรับคุณที่มีปัญหาหลั่งเร็วก็อย่าเพิ่งท้อ เพราะที่ว่าเร็วนั้น อาจเป็นเพราะคุณไปเอาหนังเอ็กซ์
มาเป็นมาตรฐาน ซึ่งดูเหมือนว่าพวกนั้นจะแสดงบทรักได้อึดจริงๆ ส่วนหนึ่งของปัญหาจึงอยู่ที่การตั้ง
มาตรฐานไว้สูงเกินจริง อีกสาเหตุหนึ่งคือขาดการฝึกฝนการร่วมรัก ลองปรึกษาหมอของคุณดู อย่างน้อย
ก็จะได้ผ่อนคลายความกังวล หรือหมออาจแนะนำให้คุณฝึกอะไรบางอย่างซึ่งจะช่วยให้คุณร่วมรักได้นานขึ้น


นอกจากนี้การทายาชาที่ปลายอวัยวะเพศแล้วสวมถุงยางทับอาจจะช่วยได้ดีทีเดียว แต่ข้อเสียคือ
ถ้าทามากอาจจะทำให้ชาจนหมดรส หรือจู๋ไปเลย และนอกจากนี้ยังมียาบางตัวที่มีฤทธิ์ชะลอการหลั่งน้ำกาม
ของฝ่ายชายได้ด้วย ซึ่งก็มีการนำมาใช้กันเพื่อช่วยผู้ที่มีปัญหานี้ 


สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรจะรู้ไว้ประดับไอคิวเพศ คือว่า การแสดงความรักให้ฝ่ายหญิงเกิดความ
พึงพอใจจนถึงบางออร์ (กาสซึ่ม)ไม่จำเป็นต้องสอดใส่มากมาย อาจจะใช้อวัยวะอื่นเช่นลิ้น หรือนิ้วจุ่มน้ำลาย
ก็ได้ วิธีนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงการหลั่งเร็วได้ดี แถมยังทำให้ฝ่ายตรงข้ามถึงบางออร์ (ที่ชายภูมิใจ) ได้หลายครั้ง
ด้วยถ้าจะทำ


ความใคร่ในกาม
ปัญหาทางเพศที่กล่าวถึงกันน้อยที่สุด คือ ปัญหาความต้องการทางเพศน้อยเกินไป ทั้งๆ ที่การจะมีเพศ
สัมพันธ์กันได้ต้องเริ่มจากการมีความต้องการทางเพศก่อน แล้วจึงเกิดการขันของน้องชายตามมาถ้า
อวัยวะเพศของคุณยังแข็งตัวได้แต่กลับไม่ได้มีความต้องการทางเพศมากนัก คุณควรคำนึงถึงปัญหาต่างๆ
ต่อไปนี้

ปัญหาสุขภาพทั่วไป โรคทุกชนิด ไม่ว่าเฉียบพลัน หรือเรื้อรังจะทำให้ความต้องการทางเพศลดลงได้ 
ไม่ว่าจะเป็นเพียงไข้หวัดเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงการป่วยหนักๆ เช่น เป็นโรคหัวใจหรือมะเร็ง ในทางกลับกัน 
ถ้าคุณทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่ว่าจะด้วยการออกกำลังและกินอาหารอย่างเหมาะสม ตลอดจนกินยา 
อย่างถูกต้องตามเวลา (ในกรณีที่คุณมีโรคประจำตัว) คุณย่อมจะมีความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น 
ฤทธิ์ของยา ไม่ว่าจะเป็นยาลดความดัน ยาคลายเครียด ยารักษาภาวะซึมเศร้า ล้วนแต่ลดความต้องการ 
ทางเพศได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ยาเสพติดไม่ว่าจะเป็น เฮโรอีน โคเคน หรือกัญชา ก็ลดความต้องการทางเพศ 
เช่นกัน ถ้าปัญหาของคุณมีสาเหตุมาจากยา ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนหรือปรับยาให้เหมาะสม แต่คุณ 
คงต้องกล้าบอกหมอของคุณก่อนนะครับ 
ความเครียด ไม่ว่าจะมาจากเรื่องใด เรื่องแฟน เรื่องงาน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องเศรษฐกิจ ก็ล้วนแต่ 
่ลดความต้องการทางเพศของคุณลงได้ทั้งสิ้น แต่เมื่อคุณสามารถแก้ปัญหาที่มากวนใจเหล่านี้ได้ 
ความต้องการทางเพศก็จะกลับมาดีเหมือนเดิม ถ้าคุณไม่สามารถแก้ปัญหาได้เอง ก็อาจลองพึ่งจิตแพทย์ 
ดูก็ดีนะครับ 
ความจำเจกับของเก่า ๆ ก็อาจจะเป็นสาเหตุของอย่างหนึ่ง ถ้าคุณเป็นอย่างนั้น ก็อาจจะใช้วิธีเปลี่ยน 
บรรยากาศ ใช้การกระตุ้นทางจักษุวิญญาณ เช่น การดูหนังโป๊เข้าช่วย สำหรับคนที่มีวุฒิภาวะทางเพศ 
เต็มที่แล้วหนังโป๊เป็นยาชูตัณหาชั้นเอก ไม่มีผลเสียข้างเคียง ดีกว่าความนาบชิดสนิทแนบกับคนใหม่ 
ที่เราอยากจะแอบอกอุ่น (ที่อาจจะมีผลข้างเคียงได้มาก ) 

กล้ารับความจริง
มีบ้างไหมที่คุณไม่ได้รู้สึกอยากเลย ไม่คิดที่จะมีอะไรๆ กับภรรยาของคุณเลย จะร่วมรักสักที
ก็แสนจะอึดอัด สับสน กังวลไปหมด ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่เห็นจะมีปัญหาอย่างนี้เลย ถ้าเป็นอย่างนั้น ขั้นแรก
เลยที่คุณต้องทำคือยอมรับความจริงว่ามันเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้า
แล้วเดินหน้าไปปรึกษาหมอของคุณ ปัญหาของชายชาตรี ต้องแก้กันด้วยวิธีของชายชาตรี นั่นคือ แก้ที่ต้นตอ
ของปัญหา ก็มีแต่คุณ ภรรยาคุณ และหมอเท่านั้น ที่ช่วยกันแก้ปัญหานี้ได้ 

 

Erectile dysfunction (ED)
Erectile dysfunction (ED) is the inability of a man to achieve or maintain an erection sufficient for his sexual needs or the needs of his partner. Most men experience this inability at some point in their lives, usually by age 40, and are not psychologically affected by it. Some men experience chronic, complete erectile dysfunction (impotence), and others achieve partial or brief erections. Frequent erectile dysfunction can cause emotional and relationship problems, and often leads to diminished self-esteem. It has many causes, most of which are treatable, and is not an inevitable consequence of aging.

Incidence and Prevalence
An estimated 30 million men in the United States—10% of the male population—experience chronic erectile dysfunction, although as few as 5% seek treatment. It may affect 50% of men between the ages of 40 and 70. Transient lost or inadequate erection affects men of all ages.

Anatomy of the Penis
The internal structure of the penis consists of two cylinder-shaped vascular tissue bodies (corpora cavernosa) that run throughout the penis; the urethra (tube for expelling urine and ejaculate); erectile tissue surrounding the urethra; two main arteries; and several veins and nerves. The longest part of the penis is the shaft, at the end of which is the head, or glans penis. The opening at the tip of the glans, which allows for urination and ejaculation, is the meatus.

Physiology of Erection
The physiological process of erection begins in the brain and involves the nervous and vascular systems. Neurotransmitters in the brain (e.g., epinephrine, acetylcholine, nitric oxide) are some of the chemicals that initiate it. Physical or psychological stimulation (arousal) causes nerves to send messages to the vascular system, which results in significant blood flow to the penis. Two arteries in the penis supply blood to erectile tissue and the corpora cavernosa, which become engorged and expand as a result of increased blood flow and pressure. Because blood must stay in the penis to maintain rigidity, erectile tissue is enclosed by fibrous elastic sheathes (tunicae) that cinch to prevent blood from leaving the penis during erection. When stimulation ends, or following ejaculation, pressure in the penis decreases, blood is released, and the penis resumes its normal shape.

Causes
Causes of erectile dysfunction are physiological and psychological. Reduced blood flow to the penis and nerve damage are the most common causes. Underlying causes include the following:
Vascular Disease
Arteriosclerosis, the hardening and narrowing of the arteries, causes a reduction in blood flow throughout the body and can lead to impotence. It is associated with age and accounts for 50% to 60% of impotence in men over 60. Risk factors for arteriosclerosis include:
  • Diabetes mellitus
  • High blood pressure
  • High cholesterol
Smoking, which can lead to any of the above risk factors, is perhaps the most significant risk factor for impotence related to arteriosclerosis.

Diabetes Mellitus
High levels of blood sugar associated with diabetes mellitus often damage small blood vessels and nerves throughout the body, which can impair nerve impulses and blood flow necessary for erection. About 60% of men with diabetes experience impotence.

Drugs
There are over 200 prescription drugs that may cause or contribute to impotence, including drugs for high blood pressure, heart medications, antidepressants, tranquilizers, and sedatives. A number of over-the-counter medications also can lead to impotence. Long-term use of alcohol and illicit drugs may affect the vascular and nervous systems and is associated with erectile dysfunction.

Hormone Imbalances
Hormone disorders account for fewer than 5% of cases of impotence. Testosterone deficiency, which occurs rarely, can result in a loss of libido (sexual desire) and loss of erection. Among other conditions, an excess of the hormone prolactin, caused by pituitary gland tumor, reduces levels of testosterone. Hormonal imbalances can also occur as a result of kidney or liver disease.

Back to top

Neurologic Causes
Spinal cord and brain injuries (e.g., paraplegia and stroke) can cause impotence when they interrupt the transfer of nerve impulses from the brain to the penis. Other nerve disorders, such as multiple sclerosis, Parkinson's disease, and Alzheimer's disease, may also result in impotence.

Pelvic Trauma and Surgery
Trauma to the pelvic region or spinal cord can damage veins and nerves needed for erection. Surgery of the colon, prostate, bladder, or rectum may damage the nerves and blood vessels involved in erection. Cancer surgery, in particular, often requires removing extra tissue and nerves surrounding the affected area, which increases the chances for impotence. Removal of the prostate or bladder often results in impotence. New nerve-sparing techniques aimed at lowering the incidence of impotence to 40% to 60% are now being developed and used in these surgeries. Temporary impotence is also associated with these procedures, even those in which nerve-sparing techniques were used. It can take as long as 6 to 18 months for full erections to return, though partial erections may be possible earlier.

Radical cystectomy (for bladder cancer) and prostatectomy (for prostate cancer) require cutting or removing the nerves that control penile blood flow. These nerves can also be permanently damaged in men who have undergone radiation therapy for prostate or bladder cancer. These nerves do not control sensation in the penis and are not responsible for orgasms; only erectile ability is affected by these procedures.

Peyronie's Disease
Peyronie's disease is a rare inflammatory condition that causes scarring of erectile tissue. This scarring produces a curvature of the penis that can interfere with sexual function and cause painful erections.

Click here for additional information on Peyronie's Disease.

Back to top

Venous Leak
If the veins in the penis cannot prevent blood from leaving the penis during erection, erection cannot be maintained. Venous leak can be a result of injury, disease, or damage to the veins in the penis.

Psychological Causes
Depression, guilt, worry, stress, and anxiety all contribute to loss of libido and erectile dysfunction. If a man experiences loss of erection, he may worry that it will happen again. This can produce anxiety associated with performance and may lead to chronic problems during sex. If the cycle is inescapable, it can result in impotence. Psychological factors in impotence are often secondary to physical causes and they magnify their significance.

Diagnostic
A medical examination may indicate neurological, vascular, or hormonal disease, or Peyronie's disease. History of illness, smoking, drug use, and hypertension can be ascertained with a thorough examination of health history. Laboratory tests are performed to identify the underlying cause.

Blood Tests and Urinalysis
Blood tests can indicate conditions that may interfere with normal erectile function. These tests measure hormone levels, cholesterol, blood sugar, liver and kidney function, and thyroid function. Excess prolactin (hyperprolactinemea) can lower testosterone levels, which can diminish libido. Both of these levels are measured, as well as levels of other sex hormones. If they are persistently low, an endocrinologist (hormone specialist) should be consulted.

CBC Complete blood count (CBC) of red cells and white cells is used to evaluate the presence of anemia. A low level of red cells limits the body's utilization of oxygen and can lead to fatigue and general malaise. The level of blood lipids (fats) such as cholesterol and triglycerides may indicate arteriosclerosis, which can reduce blood flow to the penis.

Liver and Kidney Function Tests Liver and kidney disease can create horomonal imbalances. Blood tests for liver function involves analysis of enzyme and serum creatinine levels, which are indicators of kidney efficiency.

Thyroid Function Tests Thyroid hormones regulate metabolism and the production of sex hormones; a deficiency may contribute to impotence.

Urinalysis Urine is analyzed for protein (albumin), sugar (glucose), and hormone (testosterone) levels that may indicate diabetes mellitus, testosterone deficiency, and kidney dysfunction.

Erectile Function Tests
The following tests assess erectile function by examining the blood vessels, nerves, muscles, and other tissues of the penis and pelvic region.

Back to Top

Duplex Ultrasound Duplex ultrasound is used to evaluate blood flow, venous leak, signs of artherosclerosis, and scarring or calcification of erectile tissue. Erection is induced by injecting prostaglandin, a hormone-like stimulator produced in the body. Ultrasound is then used to see vascular dilation and measure penile blood pressure (which may also be measured with a special cuff). Measurements are compared to those taken when the penis is flaccid.

Prostate Examination An enlarged prostate, which can be detected with a digital rectal examination (DRE), can interfere with blood flow and nerve impulses in the penis.

Penile Nerve Function Tests such as the bulbocavernosus reflex test are used to determine if there is sufficient nerve sensation in the penis. The physician squeezes the glans (head) of the penis, which immediately causes the anus to contract if nerve function is normal. A physician measures the latency between squeeze and contraction by observing the anal sphincter or by feeling it with a gloved finger inserted past the anus. Specific nerve tests are used in patients with suspected nerve damage as a result of diabetes or nerve disease.

Nocturnal Penile Tumescence (NPT) It is normal for a man to have five to six erections during sleep, especially during rapid eye movement (REM). These erections occur about every 90 minutes and last for about 30 minutes. Their absence may indicate a problem with nerve function or blood supply in the penis. Changes in penile rigidity and circumference during nocturnal erection can be measured using two methods. Snap gauge involves wrapping three plastic bands of varying strength around the penis. Erectile function is assessed according to which bands break. Strain gauge involves placing special elastic bands at the base and tip of the penis. These bands stretch during erection and register changes in penis circumference.

Penile Biothesiometry This test uses electromagnetic vibration to evaluate sensitivity and nerve function in the glands and shaft of the penis. A decreased perception of vibration may indicate nerve damage in the pelvic area, which can lead to impotence.

Vasoactive Injection When injected into the penis, certain solutions cause erection by dilating blood vessels in erectile tissue. Normally, these injections produce an erection lasting about 20 minutes. During this procedure, penile pressure is measured and x-rays may be taken of the penile blood vessels using a special dye (contrast agent).

Sex Therapy
A significant number of men develop impotence from psychological causes that can be overcome. When a physiological cause is treated, subsequent self-esteem problems may continue to impair normal function and performance. Qualified therapists (e.g., sex counselors, psychotherapists) work with couples to reduce tension, improve sexual communication, and create realistic expectations for sex, all of which can improve erectile function.

Psychological therapy may be effective in conjunction with medical or surgical treatment. Sex therapists emphasize the need for men and their partners to be motivated and willing to adapt to psychological and behavioral modifications, including those that result from medical or surgical treatment.

Medical Treatment
Oral Medication
Two common oral medications used to treat erectile dysfunction are sildenafil (Viagraฎ) and yohimbine (Yohimbineฎ, Yoconฎ).

Viagra improves partial erections by inhibiting the enzyme that facilitates their reduction. It increases levels of cyclic guanosine monophosphate (cGMP; a chemical factor in metabolism), which causes the smooth muscles of the penis to relax, enabling blood to flow into the corpora cavernosa. Sildenafil is absorbed and processed rapidly by the body and is usually taken 30 minutes to 1 hour before intercourse.

Results vary depending on the cause of erectile dysfunction, but studies have shown that Viagra is effective in 75% of cases. It helps men with erectile dysfunction associated with diabetes mellitus (57%), spinal cord injuries (83%), and radical prostatectomy (43%). Common side effects include headache, flushing, and indigestion. Viagra should not be taken more than once a day and is not suitable for men using nitrites, medications taken for chest pains, or high blood pressure medications.

Yohimbine improves erections for a small percentage of men. It stimulates the parasympathetic nervous system, which is linked to erection, and may increase libido. It is necessary to take the medication for 6 to 8 weeks before determining whether it will work or not.

Yohimbine has a stimulatory effect and side effects include elevated heart rate and blood pressure, mild dizziness, nervousness, and irritability. Yohimbine's effects have not been studied thoroughly, but some studies suggest that 10% to 20% of men respond to treatment with the drug.

Ease of administration makes oral medication advantageous. Some drugs, however, are suitable for only a relatively small group of men, and in many cases, oral medications may by less effective than other treatments.

Back to Top

Self-Injection
Self-injection involves using a short needle to inject medication through the side of the penis directly into the corpus cavernosum, which produces an erection that lasts from 30 minutes to several hours. Prostaglandin (alprostadil, Caverjectฎ, Edexฎ), and phentolamine (Regitineฎ) produce results similar to Viagra but are localized in the penis after injection. They cause vascular dilation and a relaxation of smooth muscle. Prostaglandin is the only substance currently approved for erectile dysfunction treatment. Phentolamine is a heart medication with similar effects used by some physicians to treat impotence.

These drugs have been shown to produce erections in 80% of men who inject them. Some men claim that they produce erections that feel natural and improve sex. The injections are relatively painless and create an erection that begins about 5 to 15 minutes after the injection. It is recommended that self-injection be performed no more than once every 4 to 7 days. Side effects include infection, bleeding, and bruising at the injection site, dizziness, heart palpitations, and flushing. There is a small risk for priapism (an erection that lasts for more than 6 hours and requires medical relief). Repeated injection may cause scarring of erectile tissue, which can further impair erection.

Urethral suppositories containing prostaglandin (aprostadil), like Museฎ (Medicated Urethral System for Erections), may be an alternative to injection. Using a hand-held delivery device, a man inserts a prostaglandin pellet through the meatus (penis opening) into the urethra. Prostaglandin is absorbed through the urethral mucosa and into the surrounding erectile tissue. It is available with a prescription, is well tolerated, and may improve erections in 60% of men who use it.

In addition to the side effects associated with injecting aprostadil, pain in the penis and perineum (area between scrotum and rectum) may occur with suppository use.

Vacuum Devices
Vacuum devices work by manually creating an erection. The penis is inserted into a plastic tube, which is pressed against the body to form a seal. A hand pump attached to the tube is used to create a vacuum that draws blood into the penis, causing the penis to become engorged. After 1 to 3 minutes in the vacuum, an adequate erection is created. The penis is removed from the tube and a soft rubber O-ring is placed around the base of the penis to trap blood and maintain the erection until removed. The ring can be left in place for 25 to 30 minutes.

Vacuum devices work best in men who are able to achieve partial erections on their own. They are easy to use at home, require no other procedure, and typically improve erections regardless of the cause of impotence. Some men experience a numbing feeling after placing the O-ring. Since the penis is flaccid between the ring and the body, the erection may be somewhat floppy.

Back to Top

Surgical Penile Implants
Penile implants involve surgical insertion of malleable or inflatable rods or tubes into the penis. A semi-rigid prosthesis is a silicon-covered flexible metal rod. Once inserted, it provides the rigidity necessary for intercourse and can be curved slightly for concealment. It requires the simplest surgical procedure of all the prostheses. Its main disadvantage is that concealment can be difficult with certain types of clothing.

An inflatable penile prosthesis consists of two soft silicone or bioflex (plastic) tubes inserted in the penis, a small reservoir implanted in the abdomen, and a small pump implanted in the scrotum. To produce an erection, a man pumps sterile liquid from the reservoir into the tubes by squeezing the pump in the scrotum. The tubes act as erectile tissue and expand to form an erection. When the erection is no longer desired, a valve allows the fluid to return to the reservoir. Inflatable prostheses are the most natural feeling of the penile implants and they allow for control of rigidity and size.

The surgical procedure to implant the inflatable prosthesis is slightly more complicated than for a semi-rigid implant. Also, because there are more mechanical parts, there is a higher risk for mechanical failure requiring repair or adjustment.

A self-contained inflatable prosthesis is similar but has fewer parts. It consists of a pair of inflatable tubes in the penis with a pump attached directly to the end of the implant. The reservoir is also located in the shaft of the penis. Its compact design allows for simpler implantation, but because it takes up more space in the penis, there is less room for expansion.

Vascular Reconstructive Surgery
A small percentage of men undergo vascular reconstructive surgery to improve blood flow to the penis. Revascularization involves bypassing blocked veins or arteries by transferring a vein from the leg and attaching it so that it creates a path to the penis that bypasses the area of blockage. Young men with only local arterial blockage are the best candidates for this procedure. It may restore function in 50% to 75% of men. Venous ligation is performed to prevent venous leak. Problematic veins are bound (ligated) or removed, which allows an adequate amount of blood to remain in the penis. It may improve function in 40% to 50% of men, but some men may experience problems over the long term.

Vascular surgery for erectile dysfunction is rarely performed and is generally considered experimental. Risks include nerve damage and the creation of scar tissue, both of which are causes of impotence. Surgeons experienced with these procedures may be difficult to find.