BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

top


การโคลนตัวอ่อนมนุษย์เพื่อ
    การศึกษารูปแบบการนำเอา
    เซลต้นแบบมาใช้ในการรักษา
    ทางการแพทย์
    Using cloned human 
    embryos for research

     

การศึกษาทดลองการโคลน
    ตัวอ่อนมนุษย์เป็นครั้งแรก

   The first human  
   cloned embryo
 




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์






  เซลต้นกำเนิด Stem Cells: A Primer

   MSNBC.com  แหล่งข้อมูลเรื่องเซลต้นกำเนิด การพยายามโคลนตัวอ่อน
ของมนุษย์เพื่อศึกษาการนำเอาเซลต้นกำเนิดมาใช้ช่วยในการศึกษาและรักษาโรคทาง
การแพทย์

กรรมวิธีของการทำโคลนนิ่ง (cloning) ที่ทำสำเร็จครั้งแรก ที่สกอตแลนด์โดย นายเอียน 
เวลมุต และคณะ
นั้นเขาทำโดย เอาไข่ที่มาจากสัตว์ตัวเมีย มาดูดเอานิวเคลียส (ที่มีโครโมโซม ของ
สัตว์ตัวเมียนั้น) ออกทิ้งไปเสร็จแล้วจึงเอาเซลล์ร่างกาย (ที่มีโครโมโซมครบ 46) จากสัตว์ (จะเป็นตัวผู้
หรือตัวเมียก็ได้) ที่ต้องการโคลนมาทำให้มันหยุดการแบ่งตัวอยู่นิ่งๆ แล้ววาง ให้ชิดกับเซลล์ไข่ (ที่
ปราศจากนิวเคลียสนั้น) เสร็จแล้ว เขาก็เอาเซลล์นั้นไปผ่านกระแสไฟฟ้า (electriacl pulse) ที่ทำให้
เกิดการเชื่อมหรือหลอมรวมกันของเซลล์ทั้งสอง (fusion) แล้วเอาเข้าตู้อบ จนเซลล์นั้นเกิดการแบ่งตัว 
เมื่อแบ่งตัวได้ประมาณ 6 วันได้หลายเซลล์แล้ว เขาไปก็ไปใส่ไว้ในมดลูกของสัตว์ตัวเมีย อีกตัวหนึ่ง 
(surrogate mother) หรือแม่อุ้มบุญ สัตว์ตัวเมียนั้นก็จะตั้งครรภ์ เซลล์นั้นก็จะแบ่งตัวเจริญเป็น
ตัวอ่อนจนครรภ์ครบกำหนด แล้วจึงคลอดออกมาเป็นตัวลูก ซึ่งมีโครโมโซมหรือสารพันธุกรรมทุกอย่าง 
เหมือนกับสัตว์ตัวต้นตอที่เราต้องการโคลน
วิธีทำโคลนนิ่งแบบข้างต้น ที่ใช้กระแสไฟฟ้าเชื่อมเซลล์นี้ มีความสำเร็จน้อย เขาทำ 277 ครั้ง
ได้ลูกแกะตัวเดียว ปัจจุบันนี้ มีเทคนิคใหม่ คือ แทนที่จะเอาเซลล์มาเชื่อมกันโดยใช้กระแสไฟฟ้า 
เขาใช้หลอดขนาดเล็กมากดูดเอานิวเคลียสออกจากไข่ตัวเมีย 
แล้วดูดนิวเคลียสจากเซลล์ต้นตอที่ต้องการโคลนใส่เข้าไปในเซลล์ไข่ (ที่ไม่มีนิวเคลียส) 
วิธีนี้ทำได้ง่ายขึ้น เมื่อเดือนกรกฎาคม ศกนี้
นักวิทยาศาสตร์ที่ฮาไว ได้ทำการโคลนหนูด้วยวิธีนี้สำเร็จหลายตัว 
และต่อมาที่ญี่ปุ่นก็ใช้วิธีนี้ทำการโคลนวัวได้สำเร็จหลายตัวเช่นกัน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 
นี้นี่เอง นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นได้รายงานว่า ได้ย้ายเอานิวเคลียสจากเซลล์วัว 127 
นิวเคลียสเข้าไปใส่ในไข่ ที่ดูดนิวเคลียสออกแล้ว ปรากฏว่ามีไข่ 38 ฟองสามารถฟักเป็นตัวอ่อน
ได้ แล้วเขาได้คัดเอาตัวอ่อนนั้น 10 ตัวไปใส่เข้าในมดลูกแม่วัวอุ้มบุญ 5 ตัว ปรากฏว่าแม่วัว
อุ้มบุญทั้ง 5 ตัวตั้งท้อง จาก 10 ตัวอ่อนที่เขาใช้ มี 8 ตัว ที่เจริญครบกำหนดคลอด และใน
บรรดานั้นมี 4 ตัวที่รอดชีวิต เติบโตขึ้นมาได้ ส่วนอีก 4 ตัวที่ตายไปก็ไม่ได้ตายเนื่องจาก ความ
ผิดปกติของพันธุกรรม แต่ตายจากสาเหตุอื่น เช่น เป็นปอดบวม จมน้ำคร่ำและคลอดช้า
การทดลองโคลนนิ่งหนูและวัวได้สำเร็จ เป็นจำนวนมากนี้ นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันบ่งชี้ว่าการโคลนสัตว์ ที่โตเต็มที่แล้ว คุณสมบัติทุกอย่าง แล้วอย่างเช่น ดอลลี่ 
ไม่ใช่เรื่องฟลุค แต่เป็นเรื่อง ที่ทำได้ไม่ยาก และจากการโคลนสัตว์อย่างหนูจนถึงสัตว์ใหญ่
อย่างวัวได้นี้ แสดงว่าต่อไปการโคลนมนุษย์ก็ย่อมจะทำได้ นอกจากนี้ การโคลนโดย
วิธีใช้หลอดเล็กๆ ดูดเคลื่อนนิวเคลียสแล้วประสบผลสำเร็จ ในอัตราสูงนี้แสดงว่าต่อไปการ
โคลนนิ่งมนุษย์คงเกิดขึ้นแน่ๆ แล้วเนื่องจากเทคโนโลยีในการใช้หลอดแก้วเล็กๆ ดูดเคลื่อนย้าย 
นิวเคลียสของเซลล์ได้ มีใช้ให้บริการอยู่แล้วเพียบพร้อมตามคลินิกผสมเทียม สำหรับผู้มี
บุตรยากที่เขาทำการฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่ เทคนิคนี้ เรียกว่า อิ๊กซี่ (ICSI ย่อมาจาก 
intracytoplasmic sperm injection)
การโคลนนิ่งนี้สามารถทำได้จากเซลล์ของผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ได้ จะโคลนคนที่แต่งงานแล้วหรือ
ยังไม่แต่งก็ได้ จะโคลนเกย์ ตุ๊ด กระเทย หรือเลสเบี้ยนก็ทำได้ทั้งนั้น ถ้าทำจากเซลล์ของใคร
ลูกที่ออกมา ก็จะเหมือนคนนั้นทั้งลักษณะหน้าตา ท่าทาง ใหญ่ ย่อม เพศ ผิวพรรณ จึงคงจะ
ทำให้มีคนที่ต้องการโคลนลูกกันมาก เพราะใครๆ ก็มี อัตตุปาทานคิดว่ากูแน่ทั้งนั้น 
อีกไม่นานคงจะมีคลินิกมากมาย ที่แอบให้บริการผู้มีบุตรยาก โดยการโคลนนิ่งกันมากมายทั่วโลก 
คงไม่มีใครห้ามไว้อยู่ เพราะการอยากมีลูกของคนที่ไม่มีลูก เป็นภวตัณหามีที่แรงมากๆ 
โดยเฉพาะถ้าเป็นคนมีเงินมากมาย แต่ไม่มีทายาทสืบสกุลด้วยแล้ว เสียเงินเท่าไหร่เป็นเท่ากัน 
อาชีพหมอที่จะรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในศตวรรษหน้าก็คงจะไม่พ้นหมอทำท้อง 
ตอนนี้ก็มีข่าวว่านักลงทุนอเมริกันกำลังจะเปิดคลินิกที่ชายแดน ประเทศเม็กซิโก ติดสหรัฐฯ 
(หลบกฎหมาย) เพื่อบริการคนไร้บุตร ชาวสหรัฐคาดว่า คงจะทำกำไรได้มหาศาล







 

Advanced Cell Technology’s (ACT) cell therapy programs are built upon a new class of cells able to form virtually every cell type in the body.  This technology platform therefore has unusually broad applications in medicine.  These primordial stem cells include Embryonic Stem (ES) cells and other cells from the Inner Cell Mass (ICM) of preimplantation embryos.  The biotechnology industry hopes to produce many new therapies from these cells, for instance, neurons for the treatment of Parkinson’s disease and spinal cord injury, heart muscle cells for heart failure, cartilage for arthritis, pancreatic cells for diabetes, as well as many others.

As promising as ES cell technology may seem, it does not solve the critical problem of histocompatibility.  Human ES cells obtained from embryos derived during in vitro fertilization procedures, or from fetal sources, are essentially cells from another individual (allogeneic).  This means that they, or any cells made from them, would be at risk of being rejected if transplanted into a human being.  To solve this problem, ACT is performing research on three means to manufacture embryonic cells identical to a human adult, this is to say, autologous embryonic cells. 

 

• Somatic Cell Nuclear Transfer:  In this technique, commonly designated “Human Therapeutic Cloning” a patient’s body cell is combined with an egg cell that has its DNA removed.  As a result the body cell’s DNA is reprogrammed back to an embryonic state, and totipotent stem cells are produced identical to the patient.

 •  Parthenogenesis:  In this technique a woman’s oocyte is directly activated without the removal of its DNA to begin development on its own, forming a preimplantation embryo from which totipotent stem cells are isolated.

 •   Ooplasmic Transfer:  In the reverse of nuclear transfer, ooplasmic transfer involves the removal of the cytoplasm of an oocyte and transferring it into the body cell of a patient thereby transforming the patient’s cell into a primitive stem cell.

 

 

 

ประโยชน์ที่ได้รับจากโคลนนิ่ง ได้แก่

  • ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจขบวนการทำงานของยีน และการจำแนกชนิดของเซลล์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการแพทย์ เช่น ในอนาคตเมื่อเราทราบปัจจัยที่ทำหน้าที่ ปิด หรือเปิด การทำงานของยีน จะสามารถนำมารักษาโรคได้ เช่น ผู้ป่วยสมองตายจากอัมพาต ในอนาคตอาจสามารถกระตุ้นให้เซลล์สมอง แบ่งตัวทดแทนเซลล์ที่ตายไปได้ หรือผู้ป่วยที่ไตวาย สามารถกระตุ้นการทำงานและแบ่งตัวเซลล์ไตที่เหลืออยู่ให้ทำหน้าที่ทดแทนได้
  • มีประโยชน์ในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และพืชหายาก และใกล้สูญพันธุ์ ให้แพร่ขยายจำนวนขึ้นได้รวดเร็วกว่าการผสมกันตามธรรมชาติ
  • คู่สมรสที่ไม่มีโอกาสให้กำเนิดบุตรด้วยวิธีอื่น อาจมีโอกาสได้บุตรมากขึ้น
  • ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ อาจได้อวัยวะที่เข้ากันได้ ลดความเสี่ยงต่อการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน

ข้อระมัดระวัง และประเด็นสำคัญของโคลนนิ่ง ที่สำคัญที่สุดในด้านจริยธรรม ทำให้เกิดความหวาดกลัวจนประธานาธิบดี บิล คลินตัน สั่งระงับการค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้ไว้ก่อน ได้แก่

  • การทำโคลนนิ่งทำให้เกิดการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีในการเป็นต้นแบบ ซึ่งปัญหาอยู่ที่ว่า เราใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าลักษณะอย่างใด ที่เรียกว่าดี อย่างไรไม่ดี เนื่องจากลักษณะอย่างหนึ่ง ในสถานการณ์หรือสภาวะหนึ่ง อาจเป็นสิ่งดี แต่อีกสถานการณ์หนึ่งอาจจะไม่ดีก็ได้ เช่น ผิวดำ กับ ผิวขาว ดีหรือไม่, กรุ๊ปเลือดอะไร ฯลฯ
  • ความเหมือนกัน ทำให้สูญเสียความมีเอกลักษณ์ และความหลากหลาย อันเป็นต้นกำเนิดของวิวัฒนาการ ถ้าทุกคนทุกชีวิต เหมือนกันหมด จะไม่มีการพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีขึ้น
  • การทำโคลนนิ่งในมนุษย์ด้วยจุดประสงค์อันใดก็ตาม ก่อให้เกิดปัญหาจริยธรรมตามมามากมาย เช่น การทำโคลนนิ่งเพื่อต้องการอวัยวะมาเปลี่ยน แล้วจะถือว่าสิ่งที่โคลนขึ้นมาเป็นมนุษย์ด้วยหรือไม่ หรือเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตธรรมดา, ปัญหาทางกฎหมาย ใครเป็นตัวจริง ตัวปลอม, การพิสูจน์บุตร, การค้นหาผู้กระทำผิดในคดีต่าง ๆ, การจำแนกคนโดยใช้การตรวจ DNA เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว เห็นได้ว่าการทำโคลนนิ่งเป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง แต่มีประเด็นตามมาอีกมากมาย ทั้งในทางบวกและลบ แต่ควรตระหนักไว้ว่า "การค้นพบความจริงทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์เสมอ แต่จะเกิดโทษหรือไม่ขึ้นกับว่ามนุษย์นำความรู้นี้ ไปประยุกต์ใช้อย่างไร"

 

 

Cloned early-stage human embryos—and human embryos generated only from eggs, in a process called parthenogenesis—now put therapeutic cloning within reach

Therapeutic cloning—which seeks, for example, to use the genetic material from patients’ own cells to generate pancreatic islets to treat diabetes or nerve cells to repair damaged spinal cords—is distinct from reproductive cloning, which aims to implant a cloned embryo into a woman’s uterus leading to the birth of a cloned baby. We believe that reproductive cloning has potential risks to both mother and fetus that make it unwarranted at this time, and we support a restriction on cloning for reproductive purposes until the safety and ethical issues surrounding it are resolved.

Disturbingly, the proponents of reproductive cloning [see Reproductive Cloning: They Want to Make a Baby] are trying to co-opt the term "therapeutic cloning" by claiming that employing cloning techniques to create a child for a couple who cannot conceive through any other means treats the disorder of infertility. We object to this usage and feel that calling such a procedure "therapeutic" yields only confusion.

 

Why We Did It

WE ARE EAGER FOR THE DAY when we will be able to offer therapeutic cloning or cell therapy arising from parthenogenesis to sick patients. Currently our efforts are focused on diseases of the nervous and cardiovascular systems and on diabetes, autoimmune disorders, and diseases involving the blood and bone marrow.

Once we are able to derive nerve cells from cloned embryos, we hope not only to heal damaged spinal cords but to treat brain disorders such as Parkinson’s disease, in which the death of brain cells that make a substance called dopamine leads to uncontrollable tremors and paralysis. Alzheimer’s disease, stroke and epilepsy might also yield to such an approach.

Besides insulin-producing pancreatic islet cells for treating diabetes, stem cells from cloned embryos could also be nudged to become heart muscle cells as therapies for congestive heart failure, arrhythmias and cardiac tissue scarred by heart attacks.
nervecell

CLONING AND THE LAW

A potentially even more interesting application could involve prompting cloned stem cells to differentiate into cells of the blood and bone marrow. Autoimmune disorders such as multiple sclerosis and rheumatoid arthritis arise when white blood cells of the immune system, which arise from the bone marrow, attack the body’s own tissues. Preliminary studies have shown that cancer patients who also had autoimmune diseases gained relief from autoimmune symptoms after they received bone marrow transplants to replace their own marrow that had been killed by high-dose chemotherapy to treat the cancer. Infusions of blood-forming, or hematopoietic, cloned stem cells might "reboot" the immune systems of people with autoimmune diseases.

THE AUTHORS:

JOSE B. CIBELLI, ROBERT P. LANZA and MICHAEL D. WEST are vice president of research, vice president of medical and scientific development, and president and CEO, respectively, of Advanced Cell Technology, a privately held biotechnology company in Worcester, Mass. Cibelli received his D.V.M. from the University of La Plata in Argentina and his Ph.D. from the University of Massachusetts at Amherst. His research led to the creation of the first cloned genetically modified calves in 1998. Lanza has an M.D. from the University of Pennsylvania. He is a former Fulbright scholar and is the author or editor of numerous popular and scientific books, including the text Principles of Tissue Engineering. West holds a Ph.D. from Baylor College of Medicine and is particularly interested in aging and stem cells. From 1990 until 1998 he was founder, director and vice president of Geron Corporation in Menlo Park, Calif., where he initiated and managed research programs in the biology of telomeres (the ends of chromosomes, which shrink during aging) and the effort to derive human embryonic stem cells. Carol Ezzell is a staff writer and editor.

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.