BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com

op



ก้อนที่เต้านม
  Breast mass
  -
การเปลี่ยนแปลงของเต้านม
 
- การตรวจเต้านมด้วยตนเอง
 
- ก้อนที่เต้านม
 
- มะเร็งเต้านม
 
- การรักษามะเร็งเต้านม


แนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วย
   ทางศัลยกรรม
ของก้อนที่
   เต้านม

  -
แนวทางในการวินิจฉัยโรคที่
    เป็นสาเหตุของก้อนที่เต้านม
 
  - ลักษณะที่ปรากฎจาก 
    mammogram
  - แนวทางการรักษาโรคก้อน
    ของเต้านม
(Breast mass)



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์




    ก้อนที่เต้านม / Breast mass      
น.อ.อนันต์ชัย เดชอมรธัญ 

เต้านมเป็นอวัยวะสำคัญที่บ่งบอกถึงความเป็นสัตว์โลกที่เลี้ยงลูกด้วยนม สำหรับมนุษย์ถือว่า เต้านมเป็น
สัญลักษณ์ทางเพศที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเพศหญิง ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยแก่ ถ้าปราศจากอวัยวะนี้แล้ว
คงจะมีปัญหาเกิดขึ้นมากมายอย่างน้อยที่สุดความเป็นผู้หญิงคงจะด้อยลงไป ดังนั้น หามีโรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยว
กับเต้านม และทำให้ผุ้หญิงต้องสูญเสียของสงวนสิ่งนี้แล้ว คงจะสร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่
ผู้ชายเวลานมแตกพาน บางครั้งยังอับอายเพื่อนฝูงจนต้องขอให้แพทย์ช่วยผ่าตัดให้ 

เต้านมยังทำหน้าที่สำคัญในการสืบทอดความเป็นสิ่งมีชีวิต กล่าวคือตามขั้นตอนของการสืบพันธุ์สำหรับสตรี
เลี้ยงลูกด้วยนมนั้น เต้านมต้องทำหน้าที่ผลิตน้ำนมเพื่อเลี้ยงทารก 

การเปลี่ยนแปลงของเต้านม
เมื่อเติบโตเข้าระยะวัยรุ่น เต้านมจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาภายใต้การควบคุมของฮอร์โมน 2 ชนิด คือ
ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่กระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของหัวนม รวมทั้งท่อน้ำนมต่าง ๆ พร้อมกับกระตุ้น
ให้มีไขมันแทรกระหว่างท่อน้ำนมฮอร์โมนอีกชนิดคือ โปรเจนเตอโรน ซึ่งร่างกายจะผลิตออกมาทุกเดือนตาม
รอบเดือน คอยกระตุ้นปลายท่อน้ำนมให้ขยายเป็นที่อยู่ของต่อมน้ำนม ทำหน้าที่ผลิตน้ำนม ดังนั้นเวลา
ประจำเดือนใกล้จะมาผู้หญิงจะรู้สึกว่าเต้านมโตขึ้น และตึงคัด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่ร่างกายตอบ
สนองต่อฮอร์โมนโปรเจนเตอโรน ที่หลั่งออกมาในช่งเวลาดังกล่าว
ย่อมหมายความว่าวงจรของชีวิตแห่งความเป็นเพศหญิงกำลังดำเนินไปอย่างปกติ 

เต้านมที่เติบโตเต็มที่จะมีรูปร่างเกือบจะเป็นครึ่งทรงกลม มีส่วนปลายยื่นเข้าไปบริเวณรักแร้ หัวนมจะเชิดขึ้น
เล็กน้อย เป็นที่เปิดของท่อน้ำนม หัวนมจะล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่อสีชมพู เรียกฐานหัวนม (AREOLA)
เต้าที่นมแต่ละข้างมีเส้นประสาทและเนื้อเยื้อพังผืด ประกอบจนเป็นรูปร่างที่มีความเต่งตึงในยามสัมผัส หัวนม
จะมีเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงเพื่อประโยชน์ในการเลี้ยงลูกด้วยนม 

เต้านมของผู้หญิงวางอยู่บนแผงหน้าอกด้านหน้า มีขอบเขตตั้งแต่กระดูกซี่โครงที่ 2-6 จากบนลงล่าง และตั้งแต่
กระดูกหน้าอกไปจนถึงด้านข้างของทรวงอก เต้านมของผู้ชาย จะไม่เจริญเท่าผู้หญิง นอกจากในช่วงแตกเนื้อ
หนุ่ม อาจโตขึ้นเล็กน้อยเป็นการชั่วคราวที่เรียกว่า "นมแตกพาน" 

การตรวจเต้านมด้วยตนเอง( ดูภาพประกอบการตรวจเต้านมด้วยตนเอง)
สำคัญมากสำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 20 ปี ขึ้นไป ควรสร้างอุปนิสัยในการตรวจเต้านมของตนเองอย่างสม่ำเสมอ
และหมั่นคลำหาก้อนที่ผิดปกติในเต้านม 

การตรวจเต้านมด้วยตนเองโดยการคลำอย่างเป็นระบบ ใช้มือขวาในการคลำเต้านมข้างซ้าย และสลับกันคือ 
ใช้มือซ้ายคลำเต้านมด้านขวา คลำเต้านมโดยใช้ฝ่ามือเพียง 2-3 นิ้ว สัมผัสด้วยการหมุนไปรอบ ๆ ตามเข็ม
นาฬิกากดเบา ๆ เพื่อให้ผิวหนังอยู่กับที่ เริ่มจากขอบนอกบนสุด หมุนเป็นวงกลมช้า ๆ ตามเข็มนาฬิกา
จนกลับมาถึงจุดเริ่มต้น ขยับน้ำมือเข้าไปหาหัวนมราว 1 นิ้ว แล้วหมุนรอบซ้ำแบบเดิมอีกจนเข้ามาในสุดถึง
หัวนม พยายามใช้ความรู้สึกสัมผัสของเต้านมปกติว่าเป็นอย่างไรเพื่อจะได้จำได้ว่าเวลาเกิดความผิดปกติแล้ว
มันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ท่านที่มีรูปร่างผอมบางอาจมีปัญหาว่ากระดูกหน้าอกอาจปรากฎชัดเจน จนคลำดู
เหมือนก้อน 

โปรดระลึกไว้เสมอว่าแม้ว่าท่านจะตรวจพบก้อนที่เต้านมด้วยตนเองก็ตามแต่แพทย์เท่านั้นที่จะเป็นผู้ยืนยันว่า
ก้อนที่ท่านคลำได้นั้น เป็นก้อนที่ผิดปกติจริงหรือไม่ และเป็นชนิดไม่ร้ายแรงหรือเป็นมะเร็ง ข้อสำคัญขอเพียง
แต่ให้ท่านขยันหมั่นตรวจเต้าจมด้วยตนเองบ่อย ๆ เป็นประจำ 

ก้อนที่เต้านม
ก่อนที่เต้านมหรือเนื้องอกที่เต้านม มักเกิดหลังอายุ 30 ปีไปแล้ว เกิดจากการที่เซลล์ที่มีการแบ่งตัวผิดปกติ
โดยเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงจะมีการแบ่งตัวแล้วไม่ลุกลามออกนอกเปลือกหุ้ม ในขณะที่เซลล์มะเร็งจะมีการ
กระจายไปทั่ว 

เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงของเต้านมคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 80 ของก้อนที่เต้านมทั้งหมด ที่สำคัญมีดังนี้

1. ไฟโบรซิสติค (FIBROCYSTIC DISEASE) ภาวะนี้ของเต้านมจริง ๆ แล้วไม่ใช่โรคอย่างแท้จริง
 เป็นภาวะที่พังผืด ต่อมและท่อน้ำนมมีปฏิกริยามากเกินไปต่อการกระตุ้นของฮอร์โมนระหว่างการตกไข่ ทำให้
ผังผืดเกาะตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนและ/หรือ มีถุงน้ำเล็ก ๆ จำนวนมากปะปนอยู่ อาการของโรคนี้คือ มีก้อนโตขึ้น
และเจ็บเต้านมก่อนจะมีประจำเดือน แล้วค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อประจำเดือนหมด 

2. ไฟโปรอดีโนมา (FIBROADENOMA) เป็นเนื้องอกธรรมดาที่มีก้อนแข็งประกอบด้วยพังผืดและ
เนื้อเยื่อจากต่อมน้ำนม พบบ่อยสุดในวัย 18-35 ปี มักไม่มีอาการเจ็บนอกจากบางครั้งอาจรู้สึกคัด ๆ เต้านมบ้าง
ก่อนมีประจำเดือนเวลาคลำดูจะรู้สึกว่ามันกลิ้งไปมาได้ 

ก้อนของเต้านมส่วนใหญ่เป็นชนิดไม่ร้ายแรง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจต้องใช้วิธีการรักษา 
โดยผ่าตัดเอาออกเพื่อไม่ให้รบกวนการทำงานปกติของเต้านม เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงนี้จะไม่ลุกลามไปยัง
เนื้อเยื่อส่วนดีอื่น ๆ ของเต้าจม ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต 

มะเร็งเต้านม
เนื้องอกชนิดร้ายแรงของเต้านม เราเรียกว่า "มะเร็งเต้านม" 

อาการสำคัญสำหรับมะเร็งเต้านมก็คือ การคลำได้ก้อนภายในเต้านม โดยไม่มีอาการเจ็บปวดเวลาประจำเดือนมา
ก้อนนี้จะไม่เปลี่ยนขนาด หรือความนุ่มแข็ง อาการอื่น ๆ ที่เกิดได้ก็คือ การมีของเหลวไหลออกมาจากหัวนม
หรือผัวหนังเหนือเต้านมขรุขระไปเหมือนผิวส้ม 

เราแบ่งมะเร็งเต้านมอย่างง่าย ๆ เป็น 3 ระยะด้วยกัน 
1. มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น 
หมายถึง มะเร็งที่มีก้อนเขนาดเล็กไม่เกิน 1 นิ้ว การแพทย์สมัยใหม่สามารถตรวจพบมะเร็งที่มีก้อนขนาดเล็ก
กว่านี้มาก เช่น ตรวจด้วย MAMMOGRAM ก้อนขนาดนี้จริง ๆ แล้วอาจมีการเจริญเติบโตมานานแล้ว 
ซึ่งถ้าหากหมั่นตรวจเต้านมด้วยตนเองอยู่เสมอจะสามารถคลำได้ก่อนที่จะโตเท่านี้ 

โอกาสที่จะอยู่รอดเกิน 5 ปี หลังการรักษา มีสูงถึง 85% 

2. มะเร็งเต้านมระยะเป็นมาก 
คือมะเร็งที่กระจายจากเต้านมสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณต่าง ๆ เช่น ที่รักแร้ คอ และทรวงอก 
โอกาสที่จะอยู่รอดเกิน 5 ปี หลังการรักษาจะลดลงเหลือเพียง 40% หรือต่ำกว่านี้ 

3. มะเร็งเต้านมชนิดแพร่กระจาย 
คือมะเร็งที่ลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองแล้วกระจายไปตามท่อน้ำเหลือง และกระแสโลหิตสู่สวนต่าง ๆ ของ
ร่างกาย เช่น กระดูก ตับ ปอด และสมอง 
โอกาสที่จะอยู่รอดเกิน 5 ปี แม้จะให้การรักษาด้วยแทบจะไม่มีเลย 

การรักษามะเร็งเต้านม
การรักษาโรคมะเร็งเต้านมอย่างจริงจังได้เริ่มขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยการผ่าตัดเต้านม ต่อมน้ำ
เหลืองบริเวณรักแร้และกล้ามเนื้อหน้าอกออกจนหมดได้ผลดีแต่หน้าอกด้านที่ถูกผ่าตัดดจะแบนราบเห็นรอย
กระดูกซี่โครงชัดเจน ต่อมาความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคมะเร็งเต้านมของสตรีดีขึ้น ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เร็ว
ขึ้น จึงได้มีวิวัฒนาการผ่าตัดเอาเฉพาะเต้านมและต่อมน้ำเหลืองออก แต่เหลือกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกเอาไว้
ผลการผ่าตัดจะไม่เห็นรอยซี่โครงและโอกาสจะมาเสริมแต่งหน้าอกและใส่เต้านมเทียมมากขึ้น 

วิวัฒนาการรักษาโรคมะเร็งเต้านม ไม่เพียงแต่ทางศัลยกรรมเท่านั้น ยังมีการใช้เคมีบำบัด และรังสีบำบัดมา
ร่วมในการรักษาทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ทำให้เปอร์เซ็นต์การอยู่รอดของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมดีขึ้น 

ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา
มีการนำเอาวิธีการรักษามะเร็งเต้านมโดยไม่ตัดเอาเต้านมออกหมดมาใช้ร่วมกับการฉายรังสีและเคมีบำบัด
ใช้เฉพาะมะเร็งเต้านมระยะแรกเริ่มได้ผลและปลอดภัยใกล้เคียงกับการรักษาโดยการตัดออกทั้งหมด 

ทั้งหมดที่ได้กล่าวจะเห็นได้ว่า การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบัน และอนาคตมีการหันเหไปใช้วิธีการเก็บ
เต้านมไว้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้กระทำได้เนื่องจากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องโรคมะเร็งเต้านมดีขึ้น
มีการตื่นตัวที่จะตรวจตัวเองและให้แพทย์ตรวจ เพื่อค้นหามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
นับเป็นโอกาสทองของชีวิตที่จะรักษาตัวเองให้หายจากมะเร็งเต้านม และไม่ต้องสูญเสียเต้านมอีกด้วย 

 


  ก้อนที่เต้านม  (Breast mass)       

โดย ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย 

เนื่องจากมะเร็งของเต้านมเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข และเป็นมะเร็งที่พบบ่อย จัดเป็นอันดับสองของ
หญิงไทย และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากสาเหตุหนึ่ง จึงมีการตื่นตัวในการตรวจหาและรักษาปัญหาก้อน
ที่เต้านมเพื่อให้ได้การวินิจฉัยมะเร็งของเต้านมในระยะแรก และรักษาก่อนที่จะมีการแพร่กระจายของโรค
ออกไป กับเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น ได้มีการพัฒนาวิธีการตรวจห้องปฎิบัติการรวมทั้งมีเครื่องมือต่าง ๆ 
ในการตรวจพิเศษประกอบ กอรปกับมีความเข้าใจด้านพยาธิสภาพเพิ่มขึ้น ทำให้แนวทางในการดูแลรักษาปัญหา
ของเต้านมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เพื่อให้สามารถให้คำแนะนำหรือเลือกใช้เครื่องมือต่างๆ 
ในการตรวจรักษาให้ถูกต้อง ได้ผลดีตามหลักวิชาการ และมีความคุ้มค่า (cost effectiveness) สูงสุด 
ปัญหาก้อนที่เต้านม สามารถแยกได้เป็น 3 กรณี คือ 
1. กรณีที่สามารถคลำได้ก้อนที่เต้านมได้ชัดเจนจากการตรวจร่างกาย (palpable mass) 
2. กรณีที่การตรวจร่างกายไม่สามารถจะบอกได้ชัดเจนว่ามีก้อนหรือไม่ แต่คลำได้เป็นเนื้อเยื่อ หนา ๆ หรือ
    มีก้อนตะปุ่มตะป่ำเล็ก ๆ (Vague thickening or nodularity) 
3. กรณีที่ตรวจพบก้อนจากการตรวจด้วย mammogram ในขณะที่การตรวจร่างกายไม่พบก้อน ผิดปกติ
   ใด ๆ ที่เต้านม 

ปัญหาการดูแลรักษาก้อนที่เต้านมมีหลักอยู่ที่ จะต้องแยกให้ได้ว่าเป็นเนื้องอกไม่ร้ายแรง (benign) หรือเป็น
มะเร็ง (malignant) ข้อมูลเพื่อช่วยในการวินิจฉัยได่แก่ โอกาส (risk) ของการเป็นมะเร็ง ประวัติการเจ็บป่วย 
การตรวจเต้านมและการตรวจร่างกายส่วนอื่น ๆ รวมไปถึงการตรวจเพิ่มเติมในบางรายเพื่อจะได้ให้การ
วินิจฉัยแก่ผู้ป่วยแต่ละคนได้อย่างถูกต้อง 


แนวทางในการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของก้อนที่เต้านม 
ข้อมูลที่ใช้ประกอบการวินิจฉัยได้แก่ 
1. โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม (Risk Factors) 
    1.1 โอกาสเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น 
    1.2 พันธุกรรม ข้อมูลที่บ่งว่ามีปัจจัยพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่ 
          - มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรง เช่น มารดา หรือบุตร 
          - มีประวัติมะเร็งในญาติพี่น้องหลายคน 
          - ประวัติการเกิดมะเร็งในผู้ป่วยอายุน้อยในครอบครัวหรือญาติ 
          - การเกิดมะเร็งเต้านมทั้งสองข้าง 
ดังนั้นถ้าผู้ป่วยที่มีก้อนที่เต้านมมีประวัติดังกล่าว อาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูงขึ้น 
    1.3 ปัจจัยที่เกี่ยวกับฮอร์โมนเพศ ที่พบว่าอาจมีส่วนสัมพันธ์ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดเป็นมะเร็งสูงขึ้น ได้แก่ 
         - มีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว (early menarch) คือมีครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 11 ปี 
         - หมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ (late menopause) คือหมดเมื่ออายุมากกว่า 55 ปี 
         - มีเคยมีบุตร (nulliparity) 
         - ไม่เคยมีน้ำนม (absence of lactation) 
         - เคยได้รับฮอร์โมนจากภายนอก เช่น ได้รับยาคุมกำเนิด ได้รับการรักษาเสริมด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน 
           หรือ diethylstilbestrol หรือเคยได้รับฮอร์โมนกระตุ้นเพื่อช่วยในการเจริญพันธุ์ 
    1.4 ปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้แก่ เคยได้รับรังสีมาก่อน ส่วนปัจจัยเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร
          ไขมันสูง หรืออาหารแบบชาวตะวันตก หรือ เชื้อชาติ มีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงแต่ยังไม่มี
          หลักฐานชัดเจน 
    1.5 ประวัติโรคอื่น ๆ ที่เคยเป็นได้แก่ 
         - เคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน (previous breast cancer) 
         - มีพยาธิสภาพของเต้านมที่มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งสูง เช่น 
         - lobular carcinoma in situ 
         - atypical hyperplasia 
         - proliferative fibrocystic disease 
         - ovarian and endometrial cancer 
2. ประวัติ 
 นอกจากประวัติของการตรวจพบก้อนที่เต้านม อาการที่เกิดร่วมเช่น มีเลือดหรือสารน้ำหลั่ง (abnormal
 discharge) ออกทางหัวนม พบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งสูง 
3. การตรวจร่างกาย 
การตรวจเต้านมควรจะต้องตรวจทั้งท่านั่งและท่านอนหงาย เพื่อตรวจหาความผิดปกติต่าง ๆของ breast, 
nipple, areolar region และ axilla ว่าเป็นอย่างไรในด้านของขนาด (size) รูปร่าง (contour) 
ลักษณะของก้อน (texture) การกดเจ็บ (tenderness) และตำแหน่ง (position) ของก้อนนั้น ๆ เป็นต้น
การใช้ภาพวาดหรือแผนภาพจะช่วยในการบันทึกข้อมูลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อตรวจติดตามในระยะ
ต่อมา ก้อนที่คลำพบหากมีลักษณะผิวขรุขระไม่เรียบ แข็ง ยึดติดกับผิวหนังด้านบนจนเห็นเป็นรอยบุ๋ม (skin 
dimpling) หรือผิวหนังของเต้านมเหนือก้อนมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม (pour orange) แสดงว่าอาจมี
การไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองไม่ปกติ บ่งว่าน่าจะเป็นมะเร็ง 
4. การตรวจพิเศษเพิ่มเติมด้วย imaging studies 
  4.1 Mammography 
    การตรวจ mammography สามารถนำมาใช้เพื่อการวินิจฉัยโรค กรณีที่ตรวจพบก้อนที่เต้านม หรือเพื่อ
    การตรวจคัดกรอง (screening) เพื่อให้สามารถพบก้อนที่เต้านมหรือโรคมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น 
    สำหรับรายที่ตรวจร่างกายทางคลินิกไม่พบก้อนที่เต้านม และใช้ mammogram เป็นการตรวจคัดกรอง
    นั้น โดยทั่วไปจะแนะนำให้ทำ 2 ปีต่อครั้งในผู้หญิงทีมีอายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากอุบัติการของมะเร็งในคน
    อายุน้อยกว่า 40 ปีนั้นมีเพียง 4-5% เท่านั้น และในผู้ป่วยอายุน้อยอาจพบจากการตรวจว่ามีเนื้อเยื่อของ
    เต้านมหนา (dense breast tissue) ทำให้แปลผล mammogram ได้ยาก 
    การใช้ mammogram ในลักษณะของการคัดกรองอาจจะทำได้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงคือ 35 ปีขึ้นไป 
    ในกรณีที่ตรวจพบก้อนที่เต้านม เพื่อตรวจหา synchronous หรือ nonpalpable lesion อื่นๆ ที่อาจ
    จะเกิดร่วมด้วย หรือเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงกว่าประชากรปกติ เช่น การมีคนในครอบครัวที่เป็นมะเร็ง
    เต้านมอายุน้อยในระยะ premenopause อย่างไรก็ตามต้องระลึกไว้เสมอว่า การตรวจเต้านมด้วยตนเอง
    เป็นวิธีการที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย จึงแนะนำให้ผู้หญิงทุกรายที่มีอายุมากกว่า 30 ปีได้กระทำเป็นประจำ ถึงแม้ว่า
    จะมีความไวต่ำ และการตรวจด้วย mammogram นั้น สามารถบอกผลถูกต้องได้เพียง 85-90% เท่านั้น 

    ลักษณะที่ปรากฎจาก mammogram อาจจะช่วยบอกถึงพยาธิสภาพของโรคได้ เช่น 
    1. ถ้าพบว่ามีก้อนเดียวโตกว่า 1 cm. ลักษณะกลมขอบเรียบและเห็นขอบชัดเจนทั้งหมด จะมี โอกาสเป็น
        มะเร็งต่ำ (positive predictive value for cancer 2%) 
    2. ก้อนที่ค่อนข้างเรียบแต่ขอบบางส่วนเห็นไม่ชัด หรือ breast dense มาก บอกขนาดไม่ ชัดเจนจะมี 
        positive predictive value for cancer 5% 
    3. ก้อนที่มีลักษณะ spiculated, stellate หรือเป็น knobby mass ในผู้ป่วยที่มีตรวจเต้านมไม่พบ
       ความผิดปกตินั้น จะพบว่ามีโอกาสเกิดเป็นมะเร็งสูง (positive predictive value for cancer 74%) 
       จึงจำเป็นต้องทำการตรวจเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอนยิ่งขึ้นในกรณีเช่นนี้ 
  4.2 Ultrasonography 
     เป็นการตรวจเพื่อแสดงให้เห็นว่าก้อนในเต้านมนั้นมีลักษณะเป็น cystic หรือ solid เท่านั้น ไม่สามารถ
     แยกได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ การตรวจด้วย ultrasonography จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้เป็นการตรวจ
     เพื่อคัดกรอง แต่อาจสามารถใช้ช่วยนำทาง (ultrasound guide) ในการตัดชิ้นเนื้อออกตรวจ (biopsy) 
     หรือ aspiration ของก้อนโดยเฉพาะในกรณีที่คลำก้อนได้ไม่ชัดเจน 
  4.3 Aspiration biopsy cytology examination 
     ในกรณีที่คลำได้ก้อนชัดเจนนั้น การเจาะดูดชื้นเนื้อเพื่อนำมาตรวจ (needle aspiration) จะได้ผลทั้งใน
     แง่วินิจฉัยโดยนำมาตรวจด้วยวิธี cytology และอาจเป็นวิธีรักษา (therapeutic purpose) ในกรณีที่
     เป็น cystic lesion ที่ไม่ใช่มะเร็ง ซึ่งกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องตรวจหรือรักษาเพิ่มเติม ถ้าผลการตรวจ 
     cytology ยืนยันว่าไม่เป็นมะเร็ง 
การตรวจด้วย Imaging technic อื่น เช่น MRI, Doppler imaging นั้น จะไม่ใช้เป็น routine 
investigation 

แพทย์ผู้ดูแลจะต้องใช้ข้อมูลที่กล่าวแล้วทั้งหมดนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการ วินิจฉัย โดยใช้ทั้ง 
ประวัติ ปัจจัยเสี่ยง ลักษณะทางคลินิก และ การตรวจเพิ่มเติม ไม่ใช่อาศัยหลักฐานเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง 

แนวทางการรักษาโรคก้อนของเต้านม 
แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ดังนี้คือ 

1. การรักษาก้อนที่ตรวจพบจากการตรวจร่างกาย (Palpable mass) 
    1.1 Cystic mass 
        ถ้าลักษณะทางคลินิกและ/หรือการตรวจพิเศษบ่งว่าเป็น cyst รักษาขั้นต้นโดยการเจาะดูด (aspiration) 
        1.1.1 ถ้าเจาะดูดได้ bloody fluid หรือยังคลำก้อนได้หลังจากเจาะดูดแล้ว แนะนำให้ผ่าตัดตัดชิ้นเนื้อ
                  ออกมาเพื่อตรวจ (biopsy) แม้ว่าการตรวจน้ำที่เจาะดูดออกมาได้ด้วย cytology นั้น จะไม่พบ
                  เซลล์มะเร็งก็ตาม 
        1.1.2 ถ้าเจาะดูดได้ nonbloody fluid และคลำก้อนไม่ได้หลังจากเจาะดูด โอกาสจะเป็นมะเร็งน้อยมาก 
                  จึงไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมนอกจากตรวจติดตาม 
        1.1.3 การตรวจติดตามผล (follow up) ให้ทำหลังจากเจาะดูด 4-6 สัปดาห์เนื่องจากพบว่าก้อนที่
                 เต้านมชนิด simple cyst อาจจะเกิดซ้ำได้ประมาณ 20% นอกจากนั้นจะเกิดซ้ำ (recurrent) 
                 มากกว่า 1 ครั้งประมาณ 9% 
        1.1.4 ถ้า cyst นั้น เกิดซ้ำเร็ว ควรทำการเจาะดูดซ้ำแล้วส่งตรวจทาง cytology ถ้าพบว่ามี ลักษณะทาง 
                 cytology ที่น่าสงสัยหรือมี recurrent cyst อีกควรทำการตัดชิ้นเนื้อออกตรวจ 

    1.2 Solid mass 
           ถ้าตรวจพบว่าเป็น solid mass หลักในการดูแลรักษา คือ จำเป็นต้องได้ชิ้นเนื้อมาตรวจด้วยกล้อง
           จุลทรรศน์เพื่อวินิจฉัย (tissue histologic diagnosis) เพื่อพิสูจน์หรือแยกโรคมะเร็งของเต้านม
           การตรวจร่างกายอย่างเดียวสามารถจะบอกได้ว่าเป็นมะเร็งเพียง 60-85% เท่านั้น การที่จะเลือกทำ 
           fine needle aspiration, core needle biopsy, หรือ open surgical biopsy นั้นขึ้นกับ 
           ความเหมาะสมของสถานที่ เครื่องมือ หรือ ศัลยแพทย์ที่จะเลือกวิธีดังกล่าวเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูก
           ต้องแน่นอน และจะได้ให้การรักษาที่ถูกต้องตรงตามโรคที่เป็นต่อไป 

    1.3 Small questionable mass 
           ผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 25 ปีที่สงสัยว่ามีก้อนแต่ไม่ชัดเจนอาจเป็นโรคเนื้องอกไม่ร้ายแรงของเต้านม 
           (Fibroadenoma) และมีขนาดเล็ก 1-2 ซม. อาจจะใช้วิธีตรวจติดตามโดยยังไม่ต้องให้การรักษา
           ใด ๆ ได้ ถ้าพบมีการเปลี่ยนแปลงแนะนำให้ตัดก้อนออกตรวจ 

2. การรักษาก้อนของเต้านมที่ไม่ชัดเจน (thickening or nodularity) 
เนื่องจากเนื้อเยื่อเต้านมปกติมี heterogenous texture โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน ซึ่ง
อาจจะมีการกดเจ็บร่วมด้วยก็ได้ ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องแยกจากก้อนเนื้องอกให้ได้ 
    2.1 Symmetrical area ถ้าตรวจพบว่ามี thickening และ/หรือ nodularity ที่ symmetrical 
           area เช่น upper outer quadrant ทั้งสองข้างเหมือนกัน ส่วนมากจะเป็น nonpathologic 
           lesion ที่เกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมน ไม่ต้องให้การรักษาใด ๆ เพราะก้อนสามารถยุบเองได้ 
    2.2 Asymmetrical area ถ้าตรวจพบ lesion ในตำแหน่งที่ asymmetry     
          ให้วางแนวการรักษาโดยดูจากกลุ่มอายุคือ 
        - ในรายที่อยู่ในระยะ premenopausal ควรนัดมาตรวจซ้ำหลังจาก menstrual cycle 1-2 ครั้ง 
          ถ้าหาก asymmetrical thickening ดังกล่าวหายไป ก็น่าจะเป็นจาก benign process ไม่จำเป็น
          ต้องรักษาใด ๆ ต่อ 
        - ในรายที่อยู่ในระยะ postmenopausal หรือราย premenopausal ที่ยังคงมี lesion 
          ดังกล่าวอยู่ในขณะตรวจซ้ำ และผู้ป่วยอายุมากกว่า 35 ปี ไม่เคยทำ mammogram มาก่อน แนะนำ
          ให้ทำ mammogram เพื่อดูว่ามี synchronous lesion หรือไม่และควรทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อ
          ตรวจต่อโดยแนะนำให้ทำ open biopsy เพื่อที่จะให้ได้ตัวอย่างชิ้นเนื้อพอเพียงสำหรับการตรวจ 
          กรณีนี้ไม่แนะนำให้ทำ fine needle aspiration biopsy เพราะมีปัญหาในการทำและแปลผลมาก 

3. กรณีที่ตรวจร่างกายไม่พบก้อนแต่พบสิ่งผิดปกติที่สงสัยว่าเป็นก้อนจากการตรวจ
    mammogram
หรือการตรวจพิเศษอื่นๆ 
เนื่องจากมีการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องมือพิเศษต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ทำให้อาจพบพยาธิสภาพหรือความผิดปกติ
จากการตรวจที่มิได้คาดหมายทั้ง ๆ ที่การตรวจเต้านมปกตินั้น การตรวจรักษาต่อเพื่อให้ได้การวินิจฉัยขั้น
สุดท้ายเช่นการตัดชิ้นเนื้อออกตรวจ ให้พิจารณาจากข้อมูลดังนี้คือ 
    1. mammographic appearance แสดงให้เห็นพยาธิสภาพที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ 
    2. ปัจจัยเสี่ยงในผู้ที่ถูกตรวจพบความผิดปกตินั้น 
        ในผู้ป่วยที่ตรวจพบจาก mammogram ว่ามีลักษณะที่ไม่ใช่มะเร็งแน่นอน ควรจะใช้วิธีตรวจติดตาม
        ผู้ป่วยและทำ mammogram ทุก 6 เดือนเป็นเวลา 2 ปี ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะพยาธิ
        สภาพที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งหรือบ่งชัดว่าเป็นมะเร็ง แนะนำให้ทำการตัดชิ้นเนื้อออกตรวจ 
        ผู้ป่วยที่ลักษณะของ mammogram บ่งข้อสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง แนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อออกตรวจ 
        การตัดชิ้นเนื้อออกตรวจนั้น สามารถทำได้หลายวิธีเช่น ผ่าตัด (open technic) หรือใช้เข็มเจาะดูด
        ชิ้นเนื้อ (needle biopsy) หรือ mammographically guided stereotactic core needle 
        biopsy เป็นต้น และเมื่อได้การวินิจฉัยโรคแล้ว จึงให้พิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสมกับโรคต่อไป 

แนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางศัลยกรรม 
จัดทำโดย 
ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย 


 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.