BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

TOP 


Google
Search WWW Search thailabonline.com

แผลอักเสบ
  Infected wound 

แผลผุพอง 
Impetigo / Ecthyma

เชื้อราแคนดิคา  
Candidiasis/ Moniliasis

โรคสะเก็ดเงิน-โซริอาซิส
Psoriasis

 ไฟลามทุ่ง 
  Erysipelas

ลมพิษ
Urticaria

ฝี / Abscess

ฝีคัณฑสูตร 
Anorectal Abscess and 
Fistula In Ano

 เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังชั้นลึกอักเสบ
Cellulitis

กลาก (ขี้กลาก)
Ring worm / Tenia

เกลื้อน
Tinea Versicolor

กลากน้ำนม และโรคด่างขาว  
Pityriasis / Vitiligo

ผื่นแพ้จากการสัมผัส
Contact dermatitis

ผื่นแพ้จากกรรมพันธุ์ 
Eczema/Atopic Dermatitis

ผื่นพีอาร์
Pityriasis rosea

แผลปูด - คีลอยด์
Keloid

ฝ้า  Melasma / Chloasma  

สิว  
Acne Vulgaris

รังแค  Dandruff 

ผมร่วง(ผมบาง)
Alopecia/Baldness

รอยแผลเป็นจากสิว
Acne Scar

 เริม
Herpes Simplex

งูสวัด
Herpes Zoster

เทคนิคการรักษาแผลหลุมสิว
Facial Mesotherapy

หูด
Warts

ตาปลา
Corn

โรคเรื้อน Leprosy

หิด 
Scarbies

เหา / 
Pediculosis carpitis / Louse

หงอนไก่ / 
  Genital warts /   
  Condyloma acuminata

 Rosacea (rose-ZAY-sha)
is a common skin disease that causes redness and swelling on the face. Often referred to as adult acne 

ลักษณะและชนิดของผิวหนัง/ 
Skin type

ระหว่างผิวแห้ง ผิวผสม หรือผิวมัน 

การแก้ปัญหาเรื่องแผลหลุมสิว
โดยใช้ขบวนการร่างกายเอง
Facial Mesotherapy
Skin needling

 
การตรากตรำทำงานหนัก ความเครียด
สงผลต่อปัญหาสุขภาพ ความดันได้
มาชมภาพธรรมชาติหรือหาเวลา
ไปพักผ่อนสบายๆแบบธรรมชาติกัน
จะสามารถช่วยเสริมสุขภาพได้อีก

อัลบัมภาพโรคผิวหนังต่างๆ
Album Skin/Dermal Disease

 

 เจาะลึกเรื่องของผิวหนัง เรื่อง
ของสิว ชนิดของสิว การรักษาสิว
เรื่องของสีผิว และการทำให้ผิวดูขาว
ขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

VDO : Psoriasis Patient
           and Treatment

Derma Roller Instructions - How to Use a Dermaroller
Worm inside your face

VDO : Home wart removal - easy wart Remover

VDO : Causes of Acne


                  Causes of Acne

VDO : Contracting & Treating 
            Herpes

                  Contracting and Treating Herpes

 Herpes Swabbing Technique
 Herpes Collecting Specimen

 Candidiasis
การติดเชื้อราแคนดิดาในช่องคลอด

 Lice-Mayo Clinic
Lice. The word is enough to make your head itch. And like it or not, all children are at risk of getting lice, no matter how good their hygiene. Mayo Clinic has some advice on ways to get rid of he... 

Fight Head Lice with the Facts
This video was designed for school admistrators, nurses and parents offering the basic knowledge needed to combat head lice infestation. See also our video "How to Use Licefreee" For more informat... 

Health Project Presentation
Health Project Presentation on Scabies and Pubic Lice. 

Pubic Lice Project
โลน

Dust Mites - TV News Video
Millions of dust mites live in your mattress, feeding on your dead skin cells, producing enough feces to double the weight of your mattress! 



bar5.jpg (6486 bytes)

 

 

 

ผิวหนัง Skin
ผิวหนังของคนเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด ที่ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ผิวหนังของผู้ใหญ่คนหนึ่ง มีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ตารางนิ้ว ผิวหนังตามส่วนต่างๆของร่างกาย จะหนาประมาณ 1-4 มิลลิเมตร แตกต่างกันไปตามอวัยวะ และบริเวณที่ถูกเสียดสี เช่น ผิวหนังที่ศอก และ เข่า จะหนากว่าผิวหนังที่แขนและขา
โครงสร้างของผิวหนัง
ผิวหนังของคนเราแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้น คือ หนังกำพร้าและหนังแท้
1. หนังกำพร้า (Epidermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ ชั้นบนสุด มีลักษณะบางมาก ประกอบไปด้วยเชลล์ เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยเริ่มต้นจากเซลล์ชั้นในสุด ติดกับหนังแท้ ขึ่งจะแบ่งตัวเติบโตขึ้นแล้วค่อยๆ เลื่อu มาทดแทนเขลล์ที่อยู่ชั้นบนจนถึงชั้นบนสุด แล้วก็ กลายเป็นขี้ไคลหลุดออกไป
นอกจากนี้ในชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์ เรียกว่า เมลานิน ปะปนอยู่ด้วย เมลานินมีมากหรือน้อยขึ้น อยู่กับบุคคลและเชื้อชาติ จึงทำให้สีผิวของคนแตกต่าง กันไป ในชั้นของหนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือด เส้น ประสาท และต่อมต่างๆ นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขน และไขมันเท่านั้น
2.หนังแท้ (Dermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่าง ถัดจากหนังกำพร้า และหนากว่าหนังกำพร้ามาก ผิว หนังชั้นนี้ประกอบไปด้วยเนี้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) หลอดเลือดฝอย เส้นประสาท กล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และขุม ขนกระจายอยู่ทั่วไป

หน้าที่ของผิวหนัง
1. ป้องกันและปกปิดอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับ อันตราย
2. ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายโดยง่าย
3. ขับของเสียออกจากร่างกาย โดยต่อมเหงื่อ ขับเหงื่อออกมา
4. ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ โดย ระบบหลอด
     เลือดฝอยและการระเหยของเหงื่อ
5. รับความรู้สึกสัมผัส เช่น ร้อนหนาว เจ็บ ฯลฯ
6. ช่วยสร้างวิตามินดีให้แก่ร่างกาย โดยแสง แดดจะเปลี่ยน
    ไขมันชนิดหนึ่งที่ผิวหนังให้เป็นวิตามินดีได้
7. ขับไขมันออกมาหล่อเลี้ยงเส้นผม และขน ให้เป็นเงางาม
     อยู่เสมอและไม่แห้ง
การดูแลรักษาผิวหนัง
ทุกครย่อมมีความต้องการมีผิวหนังที่สวยงาม สะอาด ไม่เป็นโรคและไม่เหี่ยวย่นเกินกว่าวัย ฉะนั้นจึงควรดูแลรักษาผิวหนังตัวเอง ดังนี้
1. อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ โดย
  1.1 อาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้าและเย็น เพื่อ
          ช่วยชำระล้างคราบเหงื่อไคล และความสกปรกออกไป
  1.2 ฟอกตัวด้วยสบู่ที่มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ
  1.3 ทำความสะอาดให้ทั่ว โดยเฉพาะบริเวณใต้รักแร้ ขาหนีบ 
          ข้อพับ อวัยวะเพศ ง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า ใต้คาง และหลังใบหู 
          เพราะเป็นที่อับและเก็บความชื้น อยู่ได้นาน
  1.4 ในขณะอาบน้ำ ควรใช้นิ้วมือ หรือฝ่ามือ ถูตัวแรงๆ เพราะ
          นอกจากช่วยให้ร่างกายสะอาดแล้ว ยังช่วยให้การหมุน
           เวียนของเลือดดีขึ้น
  1.5 เมี่ออาบน้าเสร็จ ควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่ สะอาด เช็ดตัวให้
          แห้ง แล้วจึงค่อยสวมเสื้อผ้า
2. หลังอาบน้ำแล้ว ควรใส่เสื้อผ้าที่สะอาด และเหมาะสมกับ
     อากาศและงานที่ปฏิบัติ เช่น ถ้าอากาศ ร้อนก็ควรใส่เสื้อ
     ผ้าบาง เพื่อไม่ให้เหงื่อออกมาก เป็นต้น
3. กินอาหารให้ถูกต้องและครบถ้วนตามหลัก โภชนาการ 
     โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินเอ เช่น พวก น้ำมันตับปลา 
     ตับสัตว์ เนย นม ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มะเขือเทศ มะละกอ 
     รวมทั้งพืชใบเขียวและใบเหลือง วิตามินเอ จะช่วยให้ผิวหนัง
     ชุ่มชื้น ไม่เป็นสะเก็ด แห้ง ทำให้เล็บไม่เปราะ และยังทำให้
     เส้นผมไม่ร่วงง่ายอีกด้วย
4. ดื่มน้ำมากๆ เพื่อทำให้ผิวหนังเปล่งปลั่ง
5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้การ หมุนเวียนของเลือด
     ดีขึ้u
6. ควรให้ผิวหนังได้รับแสงแดดสม่ำเสมอ โดย เฉพาะเวลา
     เช้าซึ่งแดดไม่จัดเกินไป และพยายามหลีก เลี่ยงการถูกแสง
     แดดจ้า เพราะจะทำให้ผิวหนังเกรียม และกร้านดำ
7.ระมัดระวังโนการใช้เครื่องสำอาง เพราะ อาจเกิดอาการแพ้ 
     หรือทำให้ผิวหนังอักเสบ เป็น อันตรายต่อผิวหนังได้ 
     หากเกิดอาการแพ้ต้องเลิกใช้ เครื่องสำอางชนิดนั้นทันที
8. เมื่อมีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับผิวหนัง ควรปรึกษาแพทย์
Skin Cross Section
Structure of the skin 

Skin is a very special covering – it’s tough yet sensitive. But skin does much more than just cover us. On this page, we'll look at its structure. 
The skin's structure 
The skin itself has two main layers:
the epidermis: 
the outermost layer of the skin - it covers the dermis 
The outer layer of the skin.
Cells in the lower epidermis divide constantly. As they move up towards the surface, the cells flatten and develop tough keratin fibres. Then they die and flake off.

the dermis: 
A layer of connective tissue containing capillaries, sensory nerve endings, lymphatic vessels, sweat glands and hair follicles
the active part of the skin, holding the 
- hair muscles, 
- blood supply, 
- sebaceous glands 
 
Produces an oily substance which keeps the epidermis        
  waterproof and prevents it from drying out. The gland    
  opens onto the top of the hair follicle.

- nerve receptors.
 
A cell which is able to detect changes in its environment and 
   to convert this sensory information into nerve impulses 
   which can be transmitted to the central nervous system.

There is a fat layer underneath the dermis.


Constant replacement 
Skin cells are reproducing all the time. New cells are created in the lower epidermis by cell division. They move towards the surface where they eventually die and flake off. In the epidermis, the cells become flatter and are keratinised, which makes them tougher and waterproof. 
Self-repair 
The rate at which new cells are made is strictly controlled. This happens because cells detect how crowded they are - the cell density. When cell density decreases, cell division increases. 
This allows the skin to repair itself after a cut. On the cut surface, the cell density is lower, stimulating cells to divide more rapidly and fill the gap. Once normal density is reached, the cells return to their normal rate of division (simply to replace dead cells that flake off). The new skin that grows to fill the gap has healed the wound.


 ระบบผิวหนัง (Skin)
การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเนื่องจากความชรา มักมีลักษณะ
คล้ายคลึงกับโรคผิวหนังบางอย่างที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ รวมทั้ง
ผลจากการได้รับแสง ultraviolet ในแสงอาทิตย์มานาน 

กล่าวโดยสรุป ลักษณะของผิวหนังในผู้สูงอายุที่แตกต่างจากผิวหนังของผู้
ที่มีอายุน้อยกว่า เนื่องจากความชราเอง ได้แก่     
1) เกิดภยันตรายต่อผิวหนังได้ง่ายกว่า เนื่องจากความชื้นของ
หนังกำพร้า (epidermis) ชั้น stratum corneum ลดลง 
ทำให้ชั้นผิวนี้เปราะตัว corneocyte มีขนาดใหญ่ขึ้นและไม่
สามารถเกาะเกี่ยวพันกันได้ดี แต่ความหนาของชั้น stratum 
corneum ยังไม่เปลี่ยนแปลง 
นอกจากนี้การรับรู้ความเจ็บปวดของปลายประสาทที่ผิวหนัง
ก็ลดลง โดยพบว่าจำนวนของ Pacinian corpuscles และ 
Meissner's corpuscles ลดลงราว 2/3 เปรียบเทียบ
ระหว่างคนอายุ 20 ปี และ 90 ปี ทำให้ไม่สามารถตอบสนอง
ต่อภยันตรายที่มีต่อผิวได้ทันท่วงที     
2) การหายของแผลที่ผิวหนังช้ากว่า แม้ว่าความหนาของหนัง
กำพร้าจะไม่เปลี่ยนแปลงแต่จะมีการแบนราบ (effacement) 
ของ rate ridges อย่างมาก เนื่องจาก basal keratinocyte 
ซึ่งอยู่ที่ส่วนล่างสุดของ epidermis rate ridges สูญเสีย
ความสามารถในการแบ่งตัวเพื่อชดเชยเซลล์ชั้นบนที่สูญสลายไป 
มีผลทำให้พื้นที่สัมผัสระหว่าง dermis และ epidermis 
ลดลง ทำให้แยกจากกันได้ง่ายรวมทั้งทำให้เส้นเลือดฝอยซึ่งปกติ
ขึ้นมาถึงบริเวณ dermal papillae ลดลงไปด้วย ผลจากเซลล์
แบ่งตัวลดลงทำให้ turnover rate ของ strtum corneum 
ยาวขึ้น ทำให้ความถี่การใช้ยาชนิดทาเฉพาะที่ลดลง แต่ยา
รับประทานเพื่อรักษาเชื้อราที่ผิวหนังต้องใช้เวลานานขึ้น     
3) การตอบสนองต่อความบาดเจ็บในลักษณะการอักเสบลดลง 
เนื่องจากการลดลงของเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนัง และเซลล์ที่
เกี่ยวข้องกับการอักเสบได้แก่ macrophage และ mast cell 
ที่ชั้นหนังแท้ (dermis) ก็ลดลงจึงมักไม่พบภาวะ urticaria 
ในผู้สูงอายุ หรือการวินิจฉัย cellulitis ในผู้สูงอายุอาจทำได้
ยาก เนื่องจากอาการบวมแดงร้อนอาจไม่ชัดเจน     
4) ผิวหนังได้รับอันตรายจากรังสี ultraviolet ได้ง่ายกว่า 
เนื่องจากจำนวน melanocyte ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น 
melanocyte ที่เหลืออยู่ก็มีประสิทธิภาพลดลง ที่เห็นได้
 ชัดเจนคือ เส้นผมจะหงอก โดยเริ่มจากบริเวณขมับทั้ง 2 ข้าง 
และลามขึ้นถึงกลางศีรษะ การตอบสนองต่อแสง ultraviolet 
ของผิวหนังเพื่อเปลี่ยน provitamin D3 เป็น provitamin D3 
ก็ด้อยลง     
5) ผิวหนังเหี่ยวย่นและยาน สูญเสียความยืดหยุ่น (elasticity) 
ไปเนื่องจากการสูญเสีย fine subepidermal oxytalan 
fibers ซึ่งเริ่มตั้งแต่อายุ 30 ปี collagen ในชั้นหนังแท้ จะ
ลดลงราว 1 % ต่อปี collagen fiber ที่เหลือก็หนาตัวขึ้น 
วางตัวระเกะระกะไม่เป็นระเบียบเหมือนในวัยหนุ่มสาว 
ขณะที่ปริมาณของไขมันใต้ผิวหนังที่บริเวณใบหน้าและ
หลังมือลดลง ทำให้การประเมิน skin turgor เพื่อบ่งถึงภาวะ 
sodium depletion เชื่อถือไม่ได้ในผู้สูงอายุ 
นอกจากนี้ยังอาจพบการเกิดภาวะ senile purpura ตามมือ
และแขนเนื่องจากเส้นเลือดฝอยแตกง่ายจากการขาดไขมัน
ป้องกันแรงกระแทก ปกติชั้นหนังแท้ของผู้ชายจะหนากว่า
ของผู้หญิงทำให้ผิวหนังของผู้หญิงเสื่อมลงจากความชราได้
รวดเร็วกว่า     
6) ผิวหนังไม่สามารถคลายความร้อน เพื่อควบคุมอุณหภูมิ
ร่างกายให้คงที่ได้ดี เนื่องจากต่อมเหงื่อซึ่งลดจำนวนลง 
เมื่ออุณหภูมิภายนอกเพิ่มขึ้นจะไม่สามารถระบายความร้อน
ออกได้ทันอาจเกิดภาวะ hyperthermia ตามมาก็ได้     
7) ผิวหนังจะแห้งหยาบกร้าน เนื่องจากต่อมเหงื่อ (sweat 
glands) ลดจำนวนและประสิทธิภาพลดลง ต่อมไขมัน 
(sebaceous gland) ซึ่งต้องอาศัยฮอร์โมน androgen 
ในการทำงาน จะลด ประสิทธิภาพลง ทำให้ต่อมมีขนาดใหญ่
ขึ้นและขนาดของ sebaceous pore ขยายใหญ่ขึ้น แต่
ปริมาณของ sebum ลดลงราว 40 - 50 % ผลจากความแห้ง
ของผิวหนังทำให้ผู้สูงอายุมีอาการคันตามผิวหนังได้บ่อย โดย
เฉพาะฤดูหนาวที่ความชื้นสัมพัทธ์ลดลง     
8) การเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ เช่น เส้นผมบนศีรษะจะโตช้าลงและ
บางลง ผู้ชายจะสูญเสียเส้นผมมากกว่าและเร็วกว่าผู้หญิง 
เส้นผมตามบริเวณร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงในวัยชรา 
พบว่าผู้หญิงที่อายุมากกว่า 65 จะเริ่มมีหนวดและเคราได้
เล็กน้อย ขณะที่เส้นขนที่รักแร้ และบริเวณหัวเหน่า 
มีเส้นขนที่ใบหู คิ้ว และขนจมูกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากอิทธิพล
ของ androgen ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของ vellus hair สู่ 
terminal hair ส่วนเล็บ จะมีอัตราการยาวออกลดลงราว 35% 
ระหว่างคนอายุ 20 ปี และ 80 ปี การใช้ยารักษาโรค 
เชื้อราที่เล็บจึงต้องยาวขึ้น ตัวเล็บเองก็เปราะไม่เป็นมันวาว

 

 

  กลาก (ขี้กลาก) Ring worm / Tenia
ลักษณะทั่วไป
กลาก (ขี้กลาก) เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมากในคนทุกวัย บางครั้งอาจพบเป็นพร้อมกัน
หลายคนในบ้าน ในโรงเรียน หรือวัด เชื้อราพวกนี้สามารถทำให้เกิดโรคตามผิวหนังได้แทบ
ทุกส่วนของร่างกายถ้าพบที่ใบหน้า คอ ลำตัวแขนขา เรียกว่า กลากตามลำตัว (Tinea corporis)
เป็นชนิดที่พบได้บ่อยกว่าชนิดอื่นๆ ถ้าพบที่ศีรษะ เรียกว่า กลากที่ศีรษะ (Tinea capitis) ซึ่ง
พบมากในเด็ก แต่พบน้อยในผู้ใหญ่ อาจพบในหมู่พระภิกษุเณร และแม่ชีที่ใช้มีดโกนร่วมกัน
ถ้าพบที่ขาหนีบ เรียกว่า สังคัง (Tinea cruris) ซึ่งพบมากในคนที่อับชื้น มีเหงื่อออกมาก ผู้ชาย
เป็นมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า ผู้ป่วยเอดส์   มักพบโรคกลากชนิดนี้ได้บ่อย
ถ้าพบที่ง่ามนิ้วเท้า เรียกว่า ฮ่องกงฟุต หรือน้ำกัดเท้า (Athlete's foot/Tinea pedis) พบในผู้ชาย
มากกว่าผู้หญิง เพราะใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่ทำให้อับชื้น นอกจากนี้ยังพบในคนที่เท้าเปียกน้ำ
บ่อย ๆ (เช่น ย่ำน้ำ) คนที่มีนิ้วเท้าบีบชิดกันตามธรรมชาติ ทำให้ง่ามนิ้วเท้าอับชื้นง่าย
ถ้าพบที่เล็บ เรียกว่า โรคเชื้อราที่เล็บ (เล็บเป็นเชื้อรา) หรือโรคกลากที่เล็บ เกิดจากการลุกลาม
ของกลากจากส่วนอื่น หรือได้รับเชื้อมาจากร้านเสริมสวย ซึ่งใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาดทำเล็บ
ของกลากจากส่วนอื่น หรือได้รับเชื้อมาจากร้านเสริมสวย ซึ่งใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาดทำเล็บ

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อราพวกเดอร์มาโตไฟต์ (dermatophyte) เชื้อนี้มีอยู่หลายชนิด ชอบเจริญอยู่เฉพาะ
ในผิวหนังชั้นนอกสุด รวมทั้งเส้นผมและเล็บ
โรคนี้สามารถติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง หรือใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วย (เช่น
เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า ผ้าเช็ดตัว หวี) หรือติดมาจากร้านตัดผม ร้านเสริมสวย หรือติดมาจาก
สัตว์เลี้ยงในบ้าน (เช่น สุนัข แมว)

อาการ
กลากตามลำตัว เริ่มแรกจะเป็นตุ่มแดง ๆ แล้วค่อย ๆ ลามออกไป จนมีลักษณะเป็นวงมีขอบ
เขตชัดเจน ขอบนูนเล็กน้อยและมีสีแดง มักมีตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ หรือ ขุยขาว ๆ อยู่รอบ ๆ วง วงนี้
จะลุกลามขยายออกไปเรื่อย ๆ ส่วนผิวหนังที่อยู่ตรงกลาง ๆ วง จะมีลักษณะเป็นผิวหนังที่ปกติ
เนื่องจากเป็นส่วนที่เป็นก่อนและเริ่มหายแล้ว และอาจขึ้นเป็นวงติด ๆ กันหลายวง หรือเป็นวง
ซ้อนกัน มักมีอาการคันเล็กน้อย เมื่อเกามาก ๆ อาจทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียอักเสบแทรกซ้อนได้
กลากที่ศีรษะ (เชื้อราที่ศีรษะ) มีอาการผมร่วงเป็นหย่อม ๆ ลักษณะเป็นวง ๆ สีเทา ๆ มีสะเก็ด
เป็นขุย ขาว ๆ และมีปลายเส้นผมที่หักคาเป็นปลายสั้น ๆ หรือเห็นเป็นจุดดำ ๆ มักมีอาการคัน
ในรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จะมีเม็ดหนองเกิดขึ้นรอบ ๆ ขุมขน และลุกลามเป็น
ก้อนนูนใหญ่แล้วแตกออก มีน้ำเหลืองเกรอะกรัง เรียกว่า ชันนะตุ เมื่อหายแล้วมักจะเป็นแผล
ซึ่งไม่มีผมงอกอีกเลยสังคัง (เชื้อราที่ขาหนีบ) เริ่มแรกจะเป็นตุ่มแดง ๆ ที่ต้นขาหรือขาหนีบ
แล้วลุกลามเป็นวงไปที่ต้นขาด้านใน และ อวัยวะเพศภายนอก (อัณฑะ หรือปากช่องคลอด)
หรืออาจลามไปที่ก้น เป็นผื่นมีลักษณะสีแดง มีสะเก็ดและขอบชัดเจน บางคนอาจลุกลาม
รวมกันเป็นวงขนาดใหญ่ ลักษณะพระจันทร์ครึ่งซีก มีอาการคัน และมักเป็นทั้งสองข้าง บาง
คนอาจเกาจนมีน้ำเหลืองแฟะ หรือผิวหนังหนา เมื่อหายแล้วอาจกำเริบได้ใหม่ มักเป็นใน
ช่วงหน้าร้อนเพราะมีเหงื่ออับชื้น การใส่กางเกงรัดแน่นเกินไป หรือคนที่อ้วนมาก ๆ มีโอกาส
เป็นโรคนี้มากขึ้นฮ่องกงฟุต (เชื้อราที่เท้า) มักเป็นที่ง่ามเท้าที่ 3,4 และ 5 จะขึ้นเป็นขุยขาว ๆ
และยุ่ย ต่อมาลอกเป็นแผ่น หรือสะเก็ด แล้วแตกเป็นร่องและมีกลิ่น   ถ้าแกะลอกขุยขาว ๆ
ที่เปื่อยยุ่ยออกจะเห็นผิวหนังข้างใต้มีลักษณะแดง ๆ และมีน้ำเหลืองซึมมักมีอาการคันยิบ ๆ
ร่วมด้วย
บางคนอาจลามไปที่ฝ่าเท้าหรือเล็บเท้า อาจทำให้ฝ่าเท้าลอกเป็นขุยขาว ๆ หรือเป็นตุ่มพอง
ใหญ่และคันมากโรคกลากที่เล็บ (Tinea unguium) ถ้าเป็นที่เล็บเท้ามักเกิดจากโรคฮ่องกงฟุต
ที่เป็นเรื้อรัง จะเป็นที่นิ้วก้อยมากกว่านิ้วอื่น ๆ เล็บจะด้านไม่เรียบตรง และมีลักษณะขุ่น ต่อมา
เล็บจะหนาขึ้น และผุกร่อนทั้งเล็บ
ถ้าเป็นที่เล็บมือ มักมีอาการของโรคเชื้อราที่บริเวณอื่นมาก่อน หรือติดเชื้อจากร้านเสริมสวย
(แต่งเล็บด้วยเครื่องมือไม่สะอาด) เล็บจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง น้ำตาลขาวขุ่น ๆ เป็นหย่อม ๆ
ทำให้มีลักษณะขรุขระและยุ่ย เล็บจะแยกจากหนังใต้เล็บ ถ้าเป็นมากเล็บจะผุกร่อนทั้งเล็บ
บางคนอาจพบเป็นเกือบทุกเล็บ
บางคนอาจพบเป็นเกือบทุกเล็บ

การรักษา
1. ถ้าเป็นที่ผิวหนัง ง่ามเท้า หรือฝ่าเท้าทาด้วยขึ้ผึ้งรักษากลากเกลื้อน หรือครีมรักษาโรคเชื้อรา
วันละ 2-3 ครั้ง ถ้าดีขึ้น ควรทาติดต่อกันทุกวันนาน 3-4 สัปดาห์อย่างน้อย เพื่อรอให้ผิวหนังที่
ปกติงอกขึ้นมาแทนที่ในรายที่เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง หรือแผ่บริเวณกว้าง อาจต้องรักษาด้วยยา
ฆ่าเชื้อราชนิดกิน ได้แก่ กริซีโอฟุลวิน นาน 4 สัปดาห์ (ที่เท้ากินยานาน 6-8 สัปดาห์)
สำหรับป่วยฮ่องกงฟุต ควรล้างเท้าให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง อย่าปล่อยให้อับชื้น ควรใส่รองเท้า
สานโปร่ง (เปิดเล็บเท้า) แทนการสวมถุงเท้าและรองเท้าอย่างมิดชิด
2. ถ้าเป็นเชื้อราที่ศีรษะหรือเล็บ ใหกินยาฆ่าเชื้อราได้แก่ กริซีโอฟุลวิน
ถ้าเป็นที่ศีรษะ ควรให้ยากินติดต่อกันทุกวันนาน 6-8 สัปดาห์ และควรตัดผมให้สั้น สระผมด้วย
แชมพูคีโตโคนาโซลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ถ้าเป็นที่เล็บนิ้วมือ ควรกินยานาน 4-6 เดือน ส่วนที่เล็บเท้ากินยานาน 12-18 เดือน บางครั้งอาจ
ต้องถอดเล็บ และ ใช้ยาฆ่าเชื้อราทา บางคนกว่าจะหายขาดอาจต้องใช้เวลารักษาเป็นปี
ต้องถอดเล็บ และ ใช้ยาฆ่าเชื้อราทา บางคนกว่าจะหายขาดอาจต้องใช้เวลารักษาเป็นปี

ข้อแนะนำ
1. โรคเชื้อราอาจพบในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยเอดส์ , เบาหวาน หรือกินยารักษามะเร็ง
เป็นประจำ เป็นต้น ถ้าพบคนที่เป็นโรคเชื้อราเรื้อรัง ควรค้นหาสาเหตุ และแก้ไข
2. ห้ามใช้ครีมสเตอรอยด์ทารักษาโรคเชื้อรา มิฉะนั้นอาจทำให้ลุกลามได้
3. อาการผื่นคันเรื้อรัง บางครั้งอาจแยกไม่ออกระหว่างโรคเชื้อรากับอาการผื่นคันจากการแพ้
โดยเฉพาะถ้าเป็นที่ ขาหนีบ หรือซอกเท้า (ฮ่องกงฟุต) ถ้าผู้ป่วยมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ ก็ลอง
ทาด้วยครีมสเตอรอยด์ดูก่อน หากเกิดจากการแพ้มักจะได้ผล แต่ถ้าทาแล้วกลับลามมากขึ้น ก็
อาจจะเกิดจากเชื้อรา ในทางตรงกันข้ามถ้าไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้ และผื่นลุกลามออกไปเรื่อย ๆ
ก็ลองทาด้วยยาฆ่าเชื้อราดูก่อนหากไม่ได้ผลค่อยเปลี่ยนไปรักษาแบบโรคภูมิแพ้ หากไม่แน่ใจ
ควรส่งไปตรวจที่โรงพยาบาล เพื่อจะขูดเอาขุย ๆ ของผิวหนังส่วนที่เป็นโรค ใส่น้ำยา
โพแทสเซียม ไฮดรอกไซด์ ขนาด 10% แล้วนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ถ้าเป็นกลาก จะพบ
เชื้อรา
เชื้อรา

การป้องกัน
การป้องกัน โรคเชื้อราอาจป้องกันได้โดย
1. อย่าคลุกคลีหรือใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรคนี้
2. อาบน้ำฟอกสบู่ทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และเช็ดตัวให้แห้ง ระวังอย่าให้มีเหงื่ออับชื้น
อยู่เสมอ
3. สำหรับโรคสังคัง อาจป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการใช้กางเกงในที่รัดแน่น หรืออบเกินไป,
ถ้าอ้วนควรลดความอ้วน, หลังอาบน้ำควรเช็ดบริเวณนั้นให้แห้ง และใช้แป้งธรรมดาโรย
4. สำหรับโรคฮ่องกงฟุต อาจป้องกันได้โดยอย่าใส่ถุงเท้าที่อบเกินไป (เช่น ถุงเท้าไนล่อน),
หลังอาบน้ำควรเช็ดบริเวณง่ามเท้าให้แห้ง, ถ้าซอกเท้าเปียกน้ำ (เช่น ย่ำน้ำ) หรือมีเหงื่อ
ออกมาก ควรล้างเท้าให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง
ออกมาก ควรล้างเท้าให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง

รายละเอียด
ป้องกันโรคเชื้อราด้วยการรักษาร่างกายให้สะอาด และระวังอย่าให้มีเหงื่ออับชื้น ออกมาก ควรล้างเท้าให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง

รายละเอียด
ป้องกันโรคเชื้อราด้วยการรักษาร่างกายให้สะอาด และระวังอย่าให้มีเหงื่ออับชื้น

bar5.jpg (6486 bytes)

 

 

 

 

 

 

 

  เกลื้อน Tinea Versicolor

  ลักษณะทั่วไป
เกลื้อน เป็นโรคเชื้อราของผิวหนังชนิดหนึ่ง
พบได้บ่อยในคนหนุ่นสาว พบน้อยในเด็กและคนสูงอายุ มักพบในคนที่ใส่เสื้อผ้าที่อบ หรือ
มีเหงื่อออกมาก เช่น คนที่ทำงานกลางแดด (ชาวไร่ ชาวนา กรรมกร) ทำงานแบกหาม
ขับรถยนต์ นักกีฬา เป็นต้น คนที่เป็นเกลื้อนซ้ำแล้วซ้ำอีก อาจมีภาวะบางอย่างที่สนับสนุน
ให้เกิดโรค เช่น การมีเหงื่อออกมากผิดปกติ การตั้งครรภ์ ภาวะโลหิตจาง ขาดอาหาร
วัณโรค หรือการได้สเตอรอยด์ ติดต่อกันนาน ๆ เป็นต้น
โรคนี้ติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ยากมาก การเกิดโรคขึ้นกับภาวะร่างกายของผู้ป่วย
ที่เสริมให้เชื้อราที่มีอยู่บนผิวหนังของผู้ป่วย เจริญงอกงามมากกว่าการติดโรคจากการสัมผัส
กับคนที่เป็นเกลื้อน อาจพบเป็นเรื้อรัง ในผู้ป่วยเอดส์
มีเหงื่อออกมาก เช่น คนที่ทำงานกลางแดด (ชาวไร่ ชาวนา กรรมกร) ทำงานแบกหาม
ขับรถยนต์ นักกีฬา เป็นต้น คนที่เป็นเกลื้อนซ้ำแล้วซ้ำอีก อาจมีภาวะบางอย่างที่สนับสนุน
ให้เกิดโรค เช่น การมีเหงื่อออกมากผิดปกติ การตั้งครรภ์ ภาวะโลหิตจาง ขาดอาหาร
วัณโรค หรือการได้สเตอรอยด์ ติดต่อกันนาน ๆ เป็นต้น
โรคนี้ติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ยากมาก การเกิดโรคขึ้นกับภาวะร่างกายของผู้ป่วย
ที่เสริมให้เชื้อราที่มีอยู่บนผิวหนังของผู้ป่วย เจริญงอกงามมากกว่าการติดโรคจากการสัมผัส
กับคนที่เป็นเกลื้อน อาจพบเป็นเรื้อรัง ในผู้ป่วยเอดส์
มีเหงื่อออกมาก เช่น คนที่ทำงานกลางแดด (ชาวไร่ ชาวนา กรรมกร) ทำงานแบกหาม
ขับรถยนต์ นักกีฬา เป็นต้น คนที่เป็นเกลื้อนซ้ำแล้วซ้ำอีก อาจมีภาวะบางอย่างที่สนับสนุน
ให้เกิดโรค เช่น การมีเหงื่อออกมากผิดปกติ การตั้งครรภ์ ภาวะโลหิตจาง ขาดอาหาร
วัณโรค หรือการได้สเตอรอยด์ ติดต่อกันนาน ๆ เป็นต้น
โรคนี้ติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ยากมาก การเกิดโรคขึ้นกับภาวะร่างกายของผู้ป่วย
ที่เสริมให้เชื้อราที่มีอยู่บนผิวหนังของผู้ป่วย เจริญงอกงามมากกว่าการติดโรคจากการสัมผัส
กับคนที่เป็นเกลื้อน อาจพบเป็นเรื้อรัง ในผู้ป่วยเอดส์
มีเหงื่อออกมาก เช่น คนที่ทำงานกลางแดด (ชาวไร่ ชาวนา กรรมกร) ทำงานแบกหาม
ขับรถยนต์ นักกีฬา เป็นต้น คนที่เป็นเกลื้อนซ้ำแล้วซ้ำอีก อาจมีภาวะบางอย่างที่สนับสนุน
ให้เกิดโรค เช่น การมีเหงื่อออกมากผิดปกติ การตั้งครรภ์ ภาวะโลหิตจาง ขาดอาหาร
วัณโรค หรือการได้สเตอรอยด์ ติดต่อกันนาน ๆ เป็นต้น
โรคนี้ติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ยากมาก การเกิดโรคขึ้นกับภาวะร่างกายของผู้ป่วย
ที่เสริมให้เชื้อราที่มีอยู่บนผิวหนังของผู้ป่วย เจริญงอกงามมากกว่าการติดโรคจากการสัมผัส
กับคนที่เป็นเกลื้อน อาจพบเป็นเรื้อรัง ในผู้ป่วยเอดส์
มีเหงื่อออกมาก เช่น คนที่ทำงานกลางแดด (ชาวไร่ ชาวนา กรรมกร) ทำงานแบกหาม
ขับรถยนต์ นักกีฬา เป็นต้น คนที่เป็นเกลื้อนซ้ำแล้วซ้ำอีก อาจมีภาวะบางอย่างที่สนับสนุน
ให้เกิดโรค เช่น การมีเหงื่อออกมากผิดปกติ การตั้งครรภ์ ภาวะโลหิตจาง ขาดอาหาร
วัณโรค หรือการได้สเตอรอยด์ ติดต่อกันนาน ๆ เป็นต้น
โรคนี้ติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ยากมาก การเกิดโรคขึ้นกับภาวะร่างกายของผู้ป่วย
ที่เสริมให้เชื้อราที่มีอยู่บนผิวหนังของผู้ป่วย เจริญงอกงามมากกว่าการติดโรคจากการสัมผัส
กับคนที่เป็นเกลื้อน อาจพบเป็นเรื้อรัง ในผู้ป่วยเอดส์

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา ที่มีชื่อว่า มาลาสซีเซีย เฟอร์เฟอร์ (Malassezia furfur) หรือ พิไทโรสปอรัม

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา ที่มีชื่อว่า มาลาสซีเซีย เฟอร์เฟอร์ (Malassezia furfur) หรือ พิไทโรสปอรัม

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา ที่มีชื่อว่า มาลาสซีเซีย เฟอร์เฟอร์ (Malassezia furfur) หรือ พิไทโรสปอรัม
ออร์บิคูลาเร (Pityrosporum orbiculare) ซึ่งเป็นเชื้อราที่มีอยู่ตามหนังศีรษะ ของคนเราเป็นปกติ
วิสัยอยู่แล้ว ในคนปกติถึงแม้จะมีเชื้อราชนิดนี้อยู่บนร่างกายก็ไม่ได้ทำให้เกิดโรค แต่คนบางคน
ที่มีเหงื่อออกมาก เชื้อรานี้จะเจริญงอกงามจนทำให้กลายเป็นเกลื้อน

อาการ
มีผื่นขึ้นเป็นดวงกลมเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 4-5 มิลลิเมตร จำนวนหลายดวง กระจายทั่วไปใน
บริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น หน้า ซอกคอ หลัง ไหล่ เป็นต้น ผื่นมักแยกกันอยู่เป็นดวง ๆ บาง
ครั้งอาจมาต่อกันเป็นแผ่นขนาดใหญ่ ผื่นจะมีสีได้หลายสีตั้งแต่สีขาว น้ำตาลจาง ๆ จนถึง
น้ำตาลแดง เห็นเป็นรอยด่าง หรือรอยแต้ม ในระยะที่เป็นใหม่ ๆ ถ้าเอาเล็บขูดผื่นเหล่านี้ จะ
ร่วนออกมาเป็นสะเก็ดขาวเป็นขุย ๆคนที่เป็นมักไม่มีอาการคัน ยกเว้นในบางครั้งขณะมีเหงื่อ
ออกมาก อาจรู้สึกคันเล็กน้อยพอรำคาญ

การรักษา
ทาด้วยยาน้ำโซเดียม ไทโอซัลเฟตชนิด 20%   ซึ่งสามารถซื้อเป็นยาสำเร็จรูป หรืออาจเตรียม
เองโดยผสมตัวยานี้ (หาซื้อจากร้านถ่ายรูปก็ได้ มีชื่อว่า ไฮโป ซึ่งใช้ผสมเป็นน้ำยาล้างรูป)
หนัก 12 กรัม กับน้ำกลั่นหรือน้ำสุกที่ใส่เต็มขวดยาขนาด 60 มล. (เช่น ขวดที่ใส่ยาชนิดน้ำ
เชื่อม) ยานี้ผสมแล้วจะเสื่อมภายใน 2 สัปดาห์ ถ้าใช้อีกต้องเตรียมใหม่ ทาบาง ๆ วันละ 2 ครั้ง
เช้า เย็นหลังอาบน้ำ ถ้าดีขึ้นควรทาติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ หรือจะใช้ครีมรักษา
โรคเชื้อรา แทนก็ได้หรือจะใช้แชมพูสระผมเซลซัน (มีตัวยาซีลีเนียม ซัลไฟด์) โดยอาบน้ำเช็ด
ตัวให้แห้งก่อน แล้วใช้สำลีชุบยาทาบริเวณที่เป็นเกลื้อน ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วอาบน้ำใหม่ ล้าง
ยาออก ทำเช่นนี้วันละครั้งนาน 6 สัปดาห์ แต่ระวังอาจแพ้ เกิดอาการบวมแดงคัน หรือเหมือน
น้ำร้อนลวกได้ ถ้าแพ้ควรเลิกใช้หรือใช้แชมพูคีโตโคนาโซล ทาทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก วันละ
ครั้ง ติดต่อกัน 5 วันในรายที่เป็นมาก และบริเวณกว้าง หรือเป็นเรื้อรัง ให้กินคีโตโคนาโซล

ข้อแนะนำ
1. อย่าใส่เสื้อผ้าที่อับเหงื่อนาน ๆ ควรรักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้าอยู่เสมอ
2. บางคนเมื่อรักษาหายแล้วอาจกำเริบได้ใหม่อีก อาจป้องกันได้ โดยทายาตัวใดตัวหนึ่งดังกล่าว
ทุกเดือน เดือนละ 2 วันติดต่อกัน ทาวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็นหลังอาบน้ำ หรือกินยาคีโตโคนาโซล 
400 มก. เดือนละครั้ง
3. ห้ามทาด้วยครีมสเตอรอยด์   อาจทำให้โรคลุกลามได้ เวลาซื้อยาจากร้านยามาใช้เอง ระวัง
อย่าซื้อยาที่เข้าสเตอรอยด์มาใช้
4. อย่าใช้ขี้ผึ้งเบอร์ต่าง ๆ หรือยาน้ำที่ทาแสบ ๆ เพราะไม่ค่อยได้ผล บางคนอาจทำให้ผิวหนัง
ไหม้และอักเสบได้
5. คนที่เคยเป็นเกลื้อน เมื่อหายแล้ว อาจเป็นใหม่ได้อีก เพราะเชื้อราที่เป็นสาเหตุ
เป็นเชื้อราที่อยู่ในร่างกายของคนเราเป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว
แต่ถ้าเป็นๆ หาย ๆ เรื้อรัง ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ อาจมีภาวะผิดปกติของร่างกายอื่น ๆ
ร่วมด้วย
6. รอยด่างขาวที่ผิวหนัง ถ้าเป็นเกลื้อน ผิวหนังบริเวณนั้น จะย่นเล็กน้อย และมีสะเก็ดบางเลื่อม
สีขาว น้ำตาล หรือแดงเรื่อ ๆ คลุมอยู่บนผิว เวลาเอาเล็บขูด จะเป็นขุย
ควรแยกออกจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคด่างขาว กลากน้ำนม   ซึ่งทาด้วยยารักษาเกลื้อน
จะไม่ได้ผล

รายละเอียด
เกลื้อนชอบขึ้นในบริเวณที่มีเหงื่อมาก  

bar5.jpg (6486 bytes)

 

 

 

 

 

 

 

  กลากน้ำนม และโรคด่างขาว  Pityriasis / Vitiligo
 ผิวหนังที่เป็นรอยด่างขาว อาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง ที่พบได้บ่อย ได้แก่ เกลื้อน, โรคเรื้อน, กลาก
น้ำนมและโรคด่างขาว สำหรับเกลื้อน และโรคเรื้อน ได้กล่าวไว้ตามลำดับ    ในที่นี้จะขอกล่าวถึง 
กลากน้ำนม และ โรคด่างขาว

กลากน้ำนม
กลากน้ำนม เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อย พบมากในเด็กช่วงอายุ 3-16 ปี และพบได้
ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เด็กที่มีอายุน้อยกว่านี้และผู้ใหญ่ก็อาจเป็นโรคนี้ได้มักพบบ่อยในคนที่เป็นผื่น
แพ้จากกรรมพันธุ์อาการมักจะเป็นมากในหน้าร้อน หรือหลังตากแดด ตากลม

โรคด่างขาว
เป็นภาวะที่ผิวหนังบางส่วนกลายเป็นรอยด่างขาว เนื่องจากผิวหนังในบริเวณนั้นไม่มีเซลล์สร้าง
เม็ดสี (melanocyte)จึงไม่สามารถสร้างเม็ดสี (pigment) ได้เป็นปกติเช่นเดียวกับผิวหนังส่วน
ที่อยู่โดยรอบ พบได้ประมาณ 1% ของคนทั่วไป พบได้ในคนทุกวัย พบมากในช่วงอายุ 10-30 ปี
บางครั้งอาจเกิดร่วมกับโรคคอพอกเป็นพิษ , ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย , เบาหวาน , โรคแอดดิสัน ,
ผมร่วงเป็นหย่อมไม่ทราบสาเหตุ , มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น ประมาณ 30% ของผู้ป่วย อาจ
พบว่ามีคนในครอบครัวเป็นด้วย

สาเหตุ
กลากน้ำนม
เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) ที่ชั้นหนังกำพร้าไม่สามารถสร้างเม็ดสี (pigment ) ได้
ตามปกติทำให้ผิวหนังในส่วนนั้นกลายเป็นรอยด่างขาว แต่ สาเหตุที่ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีเกิด
ความผิดปกติ ยังไม่ทราบแน่ชัดเชื่อว่า อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การขาดอาหาร หรือ
แพ้ลม แพ้แดด

โรคด่างขาว
ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด บางคนเชื้อว่าอาจเกี่ยวกับออโตอิมมูน (Autoimmune) กล่าวคือ มีการ
สร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างเม็ดสี หรืออาจมีการกระตุ้นปลาย
ประสาท ทำให้มีการหลั่งสารที่ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี หรือในกระบวนการสร้างเม็ดสี อาจมีการ
สะสมของเมตาบอไลต์บางอย่าง ที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี

อาการ
กลากน้ำนม
เริ่มแรกจะเกิดเป็นจุดแดงเล็ก ๆ ก่อน แล้วแผ่ขยายเป็นวงแดงจาง ๆ ขนาด 0.5 - 3 ซม. มีขุยบางๆ 
ต่อมาสีจะจางลงเป็นวงสีขาว ๆ ลักษณะเป็นวงกลม หรือวงรี ขอบเขตไม่ชัดเจน และมีขุยบาง ๆ โดย
มากจะไม่มีอาการคันตำแหน่งที่พบได้บ่อย ได้แก่ บริเวณหน้า (รอบปาก แก้ม หรือหน้าผาก) บางคน
อาจพบที่คอ ไหล่ และแขนวงด่างขาวนี้มักเป็นอยู่นานเป็นแรมเดือน แรมปี หรือเป็น ๆ หาย ๆ     จน
กระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะหายไปได้เอง

โรคด่างขาว
เป็นผื่นราบสีขาว ขอบเขตชัดเจน มีรูปร่างไม่แน่นอนและมีขนาดต่าง ๆ กันไปตั้งแต่ 1 ซม. ถึง 10
ซม. ซึ่งอาจเกิดที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของผิวกายก็ได้ แต่มักจะเกิดตรงบริเวณหน้า ริมฝีปาก คอ หลังมือ
และหลังเท้า โดยมากจะมีลักษณะการกระจายตัวเหมือน ๆ กันทั้ง 2 ข้างของร่างกาย (เช่น ขึ้นที่
หลังมือ พร้อมกันทั้งซ้ายและขวา) ขอบของวงด่างขาว จะมีลักษณะโค้งหรือนูนออก จึงทำให้ผิวหนัง
ส่วนที่ปกติที่อยู่โดยรอบมีลักษณะตรงกันข้ามคือเว้าเข้า ขนหรือผมที่ขึ้นอยู่ในรอยด่างขาวจะกลาย
เป็นสีขาวเช่นกัน
รอยด่างขาว เมื่อถูกแดด มักจะมีอาการแพ้แดดได้ง่าย ทำให้ออกแดงและแสบร้อนได้แต่โดยปกติ 
จะไม่มีอาการคัน หรือปวดแสบปวดร้อนแต่อย่างไร และยังมีการรับรู้ความรู้สึกได้เป็นปกติ (รู้สึกเจ็บ
เมื่อถูกเข็มแทง) รอยด่างขาวมักจะลามออกไปอย่างช้า ๆ บางคนจะเป็นเฉพาะที่ แต่บางคนอาจมี
รอยด่างขาวกระจายไปเกือบทั่วตัว แต่อาจมีบางคนที่พบว่า รอยด่างขาวสามารถหายได้เอง หลังจาก
เป็นอยู่เป็นแรมเดือนแรมปี ซึ่งก็พบได้เป็นส่วนน้อย 

การรักษา
กลากน้ำนม
ทาด้วยครีมสเตรอรอยด์  เช่น ครีมเพร็ดนิโซโลน หรือครีมบีตาเมทาโซน บางคนอาจได้ผล แต่
บางคนอาจไม่ได้ผลควรใช้สูบ่อ่อน (เช่น สบู่น้ำ หรือสบู่เด็ก) ในการล้างทำความสะอาดบริเวณ
ที่เป็น

โรคด่างขาว
ถ้าเป็นไม่มาก ไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่มีอันตรายแต่อย่างไร แต่ถ้าเป็นมาก หรือลุกลามจนน่า
เกลียด ควรปรึกษาแพทย์ทางโรคผิวหนัง ซึ่งอาจให้ยารักษา ได้แก่ ซอลาเรน (Psolaren) มีชื่อ
ทางการค้า เช่นเมลาดินีน (Meladinine) ซึ่งมีทั้งชนิดกินและทาสำหรับชนิดกินผู้ใหญ่ ให้กินครั้ง
ละ 3 เม็ด ในตอนเช้าก่อน จะอาบแดด 2 ชั่วโมง แล้วจึงให้ผิวหนังส่วนที่เป็นด่างขาวอาบแดด 
(ควรจะเป็นช่วง 9.00 น.) ในวันแรกควรอาบนาน 5 นาทีก่อนแล้วครั้งต่อไป ค่อย ๆ เพื่อขึ้นอีกวัน
ละ 5 นาที จนกระทั่งนานเป็น 15 ถึง 30 นาที ควรทำสัปดาห์ละ 3 วัน
สำหรับชนิดทา มีชนิด 1% ซึ่งแรงไป ควรใช้น้ำผสมเจือจางเป็น 0.1% (ใช้ยา 1 ส่วนผสมน้ำ 9 ส่วน)
แล้วใช้พู่กันเล็ก ๆ ทาเฉพาะบริเวณที่เป็น ทิ้งไว้สัก 1/2 - 1 ชั่วโมง แล้วจึงอาบแดดตามวิธีดังกล่าว
ควรระวังอย่าอาบแดดนานเกินไป อาจทำให้ผิวหนังพองเป็นตุ่มน้ำได้ อาจต้องใช้ครีมสเตอรอด์ ทา
หลังอาบแดดเพื่อป้องกันมิให้ผิวหนังพองถ้ามีตุ่มพอง ควรหยุดใช้ซอลาเรน  แล้วทาด้วยครีมสเตอ
รอยด์จนกว่าจะหาย แล้วจึงเริ่มใช้ซอลาเรนใหม่ แต่ควรลดเวลาอาบแดดลง ถ้าได้ผล ผิวหนังส่วน
นั้นจะเริ่มแดงก่อน ต่อมาจะมีสีคล้ำ โดยเริ่มจากบริเวณรอบ ๆ ขนก่อน  แล้วจะค่อย ๆ ขยายกว้าง
ออกไประยะเวลาของการรักษา อาจนานถึง 2-3 ปี บางคนหลังหยุดยา ผิวสีอาจกลับขาวได้อีก บาง
คน หากใช้วิธีดังล่าวไม่ได้ผล  อาจต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทนในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้
ผลถาวรและน่าพอใจ

ข้อแนะนำ
กลากน้ำนม
1. โรคนี้อาจเป็นเรื้อรัง หรือเป็น ๆ หาย ๆ นาน 1-2 ปี แต่ก็ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด และไม่ติดต่อ
ให้ผู้อื่น เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะหายได้เอง
2. โรคนี้ต่างจากเกลื้อน ตรงที่เกลื้อนจะเกิดขึ้นที่หลัง คอ และหน้าอก และพบมากในคนหนุ่นสาว
ที่มีเหงื่ออกมากแต่กลากน้ำนมจะเกิดมากที่ใบหน้าและไหล่ และพบมากในเด็กจนถึงวัยหนุ่มสาว
ถ้าหากแยกกันไม่ออกให้ลองรักษาแบบเกลื้อน  ดูก่อน หรือถ้าใช้สเตอรอยด์ทาแล้ว กลับลุกลาม
มากขึ้น ก็อาจเป็นเกลื้อน ควรหยุดยา แล้วให้ยารักษาเกลื้อนแทน
3. โรคนี้ไม่ได้เกิดจากการกินนม แต่ที่เรียกว่ากลากน้ำนม เพราะว่ามักจะพบในระยะ ที่เด็กกินนม
และลักษณะเหมือนน้ำนมแห้งติดอยู่ที่แก้ม
4. ไม่ควรซื้อยาทาประเภทแสบร้อนหรือขี้ผึ้งเบอร์ต่าง ๆ มาทา อาจทำให้หน้าไหม้เกรียม หรือหนัง
แห้งเป็นผื่นดำ

โรคด่างขาว
1. ควรแยกโรคด่างขาวออกจากเกลื้อน โรคเรื้อน และกลากน้ำนม โดยที่โรคด่างขาวมักจะขึ้น
กระจาย เหมือนกันทั้งสองข้างของร่างกาย มีขอบเขตชัดเจน ไม่คัน ไม่ชา (เข็มแทงจะรู้สึกเจ็บ)
และมักเป็นเรื้อรังตลอดชีวิตเกลื้อนมักขึ้นเป็นรอยแต้มๆ มีสีต่าง ๆ มีขุยบางๆ และหลุดออกเมื่อใช้
เล็บขูด เมื่อใช้ยารักษาเกลื้อน ก็มัก จะหายได้เป็นพัก ๆ โรคเรื้อนจะเป็นวงด่างซึ่งจะไม่มีขน  ไม่มี
เหงื่อ และชา (หยิกไม่เจ็บ) ส่วนกลากน้ำนม     มักพบในเด็กและวัยรุ่นวงด่าง มีขอบเขตไม่ชัดเจน
และมีขุยบาง ๆ เมื่อโตขึ้นจะหายได้เอง
2. โรคด่างขาวไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ จึงไม่ติดต่อให้ผู้อื่น
3. โรคนี้บางครั้งอาจพบร่วมกับโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน คอพอกเป็นพิษ ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย 
โรคแอดดิสัน ผมร่วงเป็นหย่อมไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น ถ้าพบมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย ควร
แนะนำไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาร่องรอยของโรคอื่น ๆ

ข้อแนะนำ
กลากน้ำนม ไม่ได้เกิดจากเชื้อรา หรือน้ำนม และเมื่อโตขึ้นจะหายได้เอง

bar5.jpg (6486 bytes)


Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat

ThaiL@bOnLine - Crystal Diagnoatics Co.,Ltd.
Email : info@thailabonline.com
 

 



















 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.