BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top

ไข้รากสาดใหญ่
    (ไทฟัส) TYPHUS
Acute/Chronic 
    Gastritis Peptic Ulcer
    จากเชื้อ H.Pylori
  -
วิธีรักษาใหม่กระเพาะเรื้อรัง
    ก่อนก่อ'มะเร็ง' H.pylori

มาลาเรีย
  ( ไข้จับสั่น ) MALARIA

ไข้เลือดออก
    Hemorrhagic Fever 

เล็ปโตสไปโรซิส
    LEPTOSPIROSIS
เมลิออยโดซิส
    Pseudomonas   
    pseudomalliei 





Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์





ลักษณะทั่วไป
ไข้รากสาดใหญ่ (ไทฟัส) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากกลุ่มเชื้อริกเกตเซีย (rickettsia) ซึ่งมีอยู่หลาย
ชนิดในที่นี้จะกล่าวถึงชนิดที่พบได้ในบ้านเรา ได้แก่ สครับไทฟัส (Scrub typhus) ซึ่งเกิดจาก
เชื้อริกเกตเซีย โอเรียนทาลิส (Rickettsia orientalis) โดยมีไรอ่อนเป็นพาหะนำโรค ระยะฟักตัว
4-18 วัน ตัวไรแก่อาศัยอยู่บนหญ้า และวางไข่บนพื้นดิน ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนที่มี 6 ขาและมีสีแดง
 ไรอ่อนจะกระโดดเกาะสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์แทะ นก หรือคนที่เดินผ่านไปมาเพื่อดูดน้ำเหลืองเป็น
อาหาร ถ้าคนหรือสัตว์มีเชื้อริกเกตเซีย โอเรียนทาลิสอยู่ เชื้อก็จะเข้าไปอยู่ในลำไส้และต่อมน้ำลาย
ของไรอ่อน แล้วเจริญแบ่งตัว ในขณะที่ไรอ่อนกลายเป็นตัวแก่ ตัวแก่เมื่อวางไข่ก็จะมีเชื้อโรคแพร่
ติดอยู่ เมื่อฟักเป็นไรอ่อน ก็จะเป็นไรอ่อนที่มีเชื้อโรค เมื่อไปกัดคนหรือสัตว์ ก็จะแพร่เชื้อให้คนหรือ
สัตว์นั้นต่อไปในบ้านเราสัตว์ที่เป็นรังโรค (มีเชื้อโรคในร่างกาย) คือ หนูเป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้อยอาจ
พบในกระแต และกระจ้อน สัตว์ที่เป็นรังโรคและไรอ่อนที่เป็นพาหะนำโรค อาจอยู่ตามพื้นที่ที่เป็น
ทุ่งหญ้า ป่าละเมาะ ทุ่งหญ้าคา ไร่พริก สวนยาง พุ่มไม้เตี้ย ๆ และป่าสูง ซึ่งมีอยู่แทบทุกภาคของ
ประเทศ โรคนี้มักจะพบในกลุ่มชาวไร่ ชาวสวน ทหาร นักล่าสัตว์ หรือนักวิทยาศาสตร์ที่ออกไปตั้ง
ค่ายในป่า

อาการ

หลังถูกไรอ่อนกัด 4-18 วัน จะมีอาการปวดศีรษะที่ขมับและหน้าผาก และจับไข้หนาวสั่น ไข้สูง
ตลอดเวลา (ไข้อาจเป็นอยู่นาน 2-3 สัปดาห์) หน้าแดง ตาแดง และกลัวแสง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
ท้องผูก บริเวณที่ถูกกัดจะเจ็บ และมีรอยไหม้ดำเหมือนถูกบุหรี่จี้ รอบ ๆ แผลจะมีอาการบวมแดง
แต่ไม่เจ็บ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม.
และเป็นอยู่นาน 2-3 สัปดาห์ มักจะพบที่รักแร้ ขาหนีบและรอบ ๆ เอว ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ ๆ
จะโต และเจ็บด้วย ประมาณวันที่ 5-7 หลังมีไข้จะมีผื่นสีแดงคล้ำขึ้นที่ลำตัวก่อน แล้วกระจายไป
แขนขา ผื่นจะมีอยู่ 3-4 วันก็หายไป

สิ่งตรวจพบ

ไข้สูง อาจพบต่อมน้ำเหลืองโตทั่วไป ม้ามโต รอยแผลเหมือนถูกบุหรี่จี้ (เอสคาร์) หรือผื่นแดงตาม
ผิวหนัง

อาการแทรกซ้อน
ในรายที่เป็นรุนแรง อาจถ่ายอุจจาระดำ เพ้อคลั่ง หมดสติ หัวใจวาย (กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ) สมอง
อักเสบ หรือ ปอดอักเสบถึงตายได้

การรักษา
หากสงสัย ควรส่งชันสูตรเพิ่มเติม และให้การรักษาดังนี้
1. ถ้าอาการไม่รุนแรงให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เตตราไซคลีน ครั้งละ 250-500 มก. วันละ 4 ครั้ง (เด็กวัน
ละ 40 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง) หรือคลอแรมเฟนิคอล  ครั้งละ 1 กรัม วันละ
4 ครั้ง (เด็กวันละ 50-75 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง) นาน 5-7 วัน หรือ ดอกซี
ไซคลีน ครั้งละ 100 มก. วันละ 1-2 ครั้ง (เด็กวันละ 2-4 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แบ่งให้วันละ
1-2 ครั้ง) นาน 1-3 วัน
2. ถ้าไข้ไม่ลดใน 4 วัน หรือมีอาการรุนแรง เช่น หอบ หัวใจวาย หรือหมดสติ ควรส่งโรงพยาบาลด่วน
อาจต้องตรวจเลือด (โดยวิธี Indirect immunofluorescene assay/IFA, หรือ Polymerase 
chain reaction/PCR) ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้มักมีไข้สูง หนาวสั่น อาจมีไข้นาน 2-3 สัปดาห์ ตาแดงและมีผื่นขึ้น อาการเหล่านี้มีลักษณะ
คล้ายมาลาเรีย ,ไทฟอยด์ , เล็ปโตสไปโรซิส , ไข้เลือดออก  และหัด แต่ลักษณะเฉพาะของโรคนี้ คือ
มีประวัติเดินทางไปต่างจังหวัด หรือเข้าไปในป่าในสวน หรือในไร่ และอาจพบแผลไหม้ดำ
เหมือนถูกบุหรี่จี้ ซึ่งเรียกว่า "เอสคาร์" (eschar) ดังนั้นเมื่อพบคนที่เป็นไข้ โดยยังไม่ทราบสาเหตุ
ชัดเจน ควรค้นหาร่องรอยของเอสคาร์ โดยถามผู้ป่วยว่ามีแผลตามร่างกายหรือไม่ และตรวจดูตาม
ผิวหนังอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หรือรอบ ๆ เอว
2. โรคนี้เมื่อได้รับการรักษา ไข้มักจะลดลงภายใน 24-72 ชั่วโมง และจะหายขาดโดยไม่มีภาวะ
แทรกซ้อนแต่อย่างใด แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษา บางคนอาจหายได้เอง โดยจะมีไข้อยู่นาน 2-3
สัปดาห์ แต่บางคนอาจมีภาวะแทรกซ้อน (เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ ปอดอักเสบ)
ซึ่งอาจร้ายแรงถึงตายได้

การป้องกัน
การป้องกัน อาจกระทำได้ ดังนี้
1. ถ้าจะออกไปตั้งค่ายในป่า พยายามอย่าเข้าไปในพุ่มไม้ บริเวณที่ตั้งค่ายควรถางให้โล่งเตียน ควร
พ่นดีดีทีฆ่าไรบนพื้นดิน และไม่ควรนั่ง หรือนอนอยู่กับที่นาน ๆ
2. กินยาป้องกัน โดยกินคลอแรมเฟนิคอล หรือ เตตราไซคลีน  วันละ 1 กรัมทุกวัน หรือดอกซีไซคลีน
200 มก. สัปดาห์ละครั้ง ระหว่างที่อยู่ในพื้นที่ที่มีโรคนี้อยู่ และกินต่ออีก 14 วัน เมื่อกลับออกมาแล้ว

รายละเอียด
ถ้าพบคนที่เป็นไข้โดยยังไม่ทราบสาเหตุ ควรตรวจดูรอยแผลตามผิวหนังทุกส่วน

 

 

 

 

Acute/Chronic Gastritis / Peptic Ulcer จากเชื้อH.Pylori

Helicobacter pylori เป็นเชื้อชนิด gram negative spiral bacteria สามารถพบได้บ่อยใน
บุคคลทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่ซึ่งประชาชนยังมีฐานะยากจน มีความ
เป็นอยู่ที่แออัดในชุมชน
คาดว่าโอกาสของการติดเชื้อเกิดเนื่องมาจาก inter-human transmission เช่น ปาก - ปาก / 
น้ำย่อย - ปาก / จากอุจจาระ - ปาก เป็นต้น เราพบว่าในขณะนี้มีประชากรโลกโลกติดเชื้อนี้อยู่
ประมาณ 50 % ทีเดียว และแทบทุกรายจะมีภาวะ กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง ( chronic 
gastritis ) แต่มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่จะแสดงอาการร่วมกับเกิดพยาธิสภาพที่เด่นชัดในกระ
เพาะอาหาร เช่น  peptic ulcer เป็นต้น
- ในผู้ป่วย gastric ulcer (G.U.)      มีโอกาสพบเชื้อ H.pylori ร่วมด้วยประมาณ 60-80 %
- ในผู้ป่วย duodenal ulcer ( D.U.) มีโอกาสพบเชื้อ H.pylori ร่วมด้วยประมาณ 95-100 %
- ในผู้ป่วย gastric cancer ( G.C.)  มีโอกาสพบเชื้อ H.pylori ร่วมด้วยประมาณ  72 % จาก
การทำ gastric biopsy และ 90 % จากการตรวจหาใน gastrectomy specimen จากข้อมูล
ของ WHO ปัจจุบันให้ความสำคัญต่อเจ้า H.pylori นี้ว่าเป็น "Carcinogen" เป็นตัวก่อให้เกิด
มะเร็ง โดยประมาณการว่าผู้ที่มีเชื้อ H.pylori นี้จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิด gastric cancer 
มากกว่าคนปกติถึง 8-9 เท่า

Helicobacter pylori มีลักษณะเป็น curved gram negative rod (แบบแท่ง) มีขนาดกว้าง 
0.5-0.9 um. ยาว 3 um. และสามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็น cocciod form (ทรงกลม) หลังจาก
ถูกอากาศภายในเวลว 2 ชั่วโมง พบ long motile sheathed flagella (ตัวช่วยในการเคลื่อนที่) 
ซึ่งจะพบเพียงข้างใดข้างหนึ่งของเซล มักพบได้ประมาณ 4-5 อัน

Helicobacter pylori มาจากไหน
เชื้อนี้ถูกพบในกระเพาะอาหารโดยย้อมสี พบเป็นแบกเตรีทรงแท่งแกรมลบตั้งแต่กลางศตวรรตที่ 18 แต่ไม่
สามารถเพาะเชื้อได้ จนถึง ค.ศ. 1983 B. J. Marshall และ J. R. Warren ประเทศออสเตรเลียเป็น
ผู้เพาะเชื้อได้เป็นครั้งแรกและตั้งชื่อว่า Campylobacter pylori โดยเข้าใจผิดว่าอยู่ใน genus 
campylobacter นั้น ต่อมาจึงพิสูจน์พบว่ามันเป็นเชื้อใหม่ จึงตั้งชื่อใหม่เป็น Helicobacter pylori 
ทั้งสองยังได้ทำการทดสอบการก่อโรคโดยการกลืนเชื้อเข้าไปด้วยตนเอง และในอาสาสมัครและพบว่าเชื้อ
นี้เป็นเชื้อก่อโรคจริง โดยทำให้กระเพาะอาหารมีลักษณะการอักเสบ(gastritis) และเชื้อก่อเกิดแผลใน
โรคกระเพาะ (gastroduodenal ulcers) เชื้อนี้เข้าใจว่าติดต่อทาง fecal-oral คือกินเข้าไปพร้อม
อาหารหรือน้ำดื่ม พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีเครษฐานะต่ำจะยิ่งมีอุบัติการสูง และอุบัติการเพิ่ม
สูงขึ้นตามอายุ ในอเมริกาคนอายุ 60 ปีพบเชื้อนี้ประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์ (medicine) ในขณะที่ประเทศที่ด้อยพัฒนาบางประเทศอาจพบอุบัติการสูงถึง 80% ในเด็กอายุ 10 ปี

Helicobacter and Gastric cancer
เป็นที่เชื่อกันว่า Helicobacter มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร 
เริ่มต้นจากเชื้อนี้ทำให้มีการอักเสบของกระเพาะอาหารและทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารอย่างช้าๆ ทำให้เกิด
ภาวะที่เรียกว่า chronic atrophic gastritis ซึ่งไม่มีอาการ แต่จะมีผลทำให้เกิดพยาธิสภาพต่างๆเช่น 
เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ซีดจาก pernicious anemia หรือแม้กระทั่งกลายเป็นมะเร็งกระเพาะ
อาหารได้ โดยผู้ที่มีเชื้ออยู่จะมีอัตราเสี่ยงสุงกว่าคนปกติ 3-10 เท่า (medicine) และความจริงอีกประการ
หนึ่งก็พบว่าในกลุ่มที่มี Helicobacter ที่มีระดับ serum gastrin สูงๆยิ่งมีอัตราเสี่ยงเพิ่มขึ้น (S. Hansen et al., Glasgow)

Helicobacter and Non-ulcer dyspepsia(NUD)
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเชื้อนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะNUD (จุกเสี่ยด แน่นท้อง โดยไม่มีสาเหตุทางกายภาพ) 
ดังนั้นการรักษา NUD ด้วยการกำจัดเชื้อ helicobacter ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

การวินิจฉัย Helicobacter pylori
การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้นและตัดชิ้นเนื้อ (gastroduodenoscopy and antral biopsy) 
นำชิ้นเนื้อที่ได้มาทดสอบ 
1.1 urease(Urease CLO test) และ/หรือ ย้อมสีเพื่อดูเชื้อ (Giemsa or 
      silver-impregnation methods) และ/หรือ การนำชิ้นเนื้อนั้นไปเพาะเชื้อ (culture method)
     
และ/หรือ PCR (detection of H.pylori in gastric biopsy by PCR) กำลังอยู่ในระหว่าง
      การวิจัยพัฒนา  การตรวจโดยไม่ต้องส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้นและตัดชิ้นเนื้อ
2.1 โดยการเจาะเลือดหาภูมิต้านทาน(ภูมิคุ้นเคย)ต่อเชื้อนี้ (serology test) ซึ่งเป็นวิธีที่เชื่อถือได้ และใช้
     เป็นวิธีหาอุบัติการของแต่ละภูมิภาคต่างๆทั่วโลก

การตรวจด้วยการกิน urea ที่ใส่สารกัมมันตภาพรังสีแล้ววัดกัมมันตภาพรังสีจากลมหายใจออก (Urea 
breath test) วิธีนี้ทำได้ง่าย ไม่เจ็บตัว แต่เครื่องมือที่ใช้ราคาแพง ประเทศไทยยังไม่มีสถาบันใดให้
บริการการรักษาแผลในโรคกระเพาะและกำจัดเชื้อ Helicobacter pylori

เชื้อนี้ไวต่อยาปฏิชีวนะหลายตัวโดยเฉพาะที่มีระดับยาสูงในเยื่อบุกระเพาะอาหาร เช่น แอมปิซิลลิน 
เตตราไซคลิน อีริโทรไมซิน เมโทรนิดาโซล แต่การให้ยาตัวเดียวจะกำจัดได้ไม่หมด เชื้อจะลดน้อยลงไป
ชั่วคราวแล้วกลับแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นมาใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว(ภายในหนึ่งเดือน) การใช้ยาลดการหลั่ง
ของกรดโดยเฉพาะ proton pump inhibitor ก็สามารถลดจำนวนของเชื้อแบคทีเรียได้ แต่ไม่สามารถ
กำจัดให้หมดไปได้ กลไกการลดจำนวนแบคทีเรียไม่ทราบ เมื่อให้ proton pump inhibitor ร่วมกับ
แอมปิซิลินจะเสริมฤทธิ์กันในการกำจัดเชื้อ แต่ผลที่ได้ยังกำจัดไม่ถึงห้าสิบเปอร์เซนต์ แต่การให้ยาปฏิชีวนะ
สองตัวร่วมกับ proton pump inhibitor(triple therapy) จะทำให้กำจัดเชื้อนี้ได้มากกว่าแปดสิบ
เปอร์เซนต์ขึ้นไป โดยระยะเวลาการให้ต้องให้อย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์

จากความสำคัญและการทำให้เกิดพยาธิสภาพของเชื้อ H.pylori นี้แล้ว เครื่องมือชุดทดสอบในการตรวจ
หาการติดเชื้อจึงมีความสำคัญมาก ทั้งในแง่ของการวินิจฉัยโรคและการติดตามผลการรักษา ในทางทฤษฏี 
วิธีในการตรวจที่ดีต้องมีความถูกต้องแม่นยำสูง วิธีทำการทดสอบง่าย  ราคาถูก สามารถยืนยันได้ว่าเชื้อยัง
มีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถสะดวกในการติดตามผลการรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจที่ถือว่าดีที่
สุดแต่อาจใช้ในหลายๆแบบร่วมกัน แบ่งวิธีการตรวจได้

1. การตรวจจากการตัดชิ้นเนื้อ โดยการทำ  gastroscope จำเป็นต้องเก็บชิ้นเนื้อจากหลายๆ
จุดในกระเพาะอาหาร ทั่งส่วน upper body, incisura angularis และส่วน antrum วิธีการนี้
มักจะใช้ทำในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องส่องกล้องอยู่แล้ว เช่น ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ที่มี
อาการปวดท้อง จำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อกระเพาะอาหารเพื่อตรวจหาเซลมะเร็ง และในผู้ป่วย
ที่มี alarm symptom แม้จะมีอายุน้อยอยู่ เช่นน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว   กลืนลำบาก   มีการ
ตกเลือดในระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น
2. การตรวจโดยการย้อมเชื้อ   เราสามารถพบเชื้อได้โดยการย้อม Hematoxylin-eosin แต่
การเห็นจะค่อนข้างลำบาก   การย้อมพิเศษโดยเฉพาะ Warthin-Starry siler stain จะช่วยให้
เห็นตัวเชื้อได้ชัดเจนมีความแม่นยำและความไว = 99% และ 93.1% ตามลำดับ จัดเป็นวิธีที่
ดีแต่มีความยุ่งยาก ข้อเสียของวิธีนี้ก็คือ ต้องมีการดูดของเหลวในกระเพาะ   เชื้อที่เห็นไม่
สามารถบอกได้ว่าเป็นเชื้อที่ตายแล้วหรือว่ายังมีชีวิตอยู่ และเนื่องจากการที่เชื้อสามารถ
เปลี่ยนรูปร่างได้ ทำให้ต้องใช้เจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญในการตรวจแยกชนิดเชื้อ   ในบาง
กรณีจำเป็นต้องอาศัยการตรวจวิธีอื่นร่วมด้วย
3. การย้อมเชื้อแบบ Immune stain อาศัยหลักการ ImmunohistoChemistry Stain โดย
การนำตัวเชื้อมาทำให้บริสุทธิ์ (เรียกแอนติเจน) และนำไปใช้ในการสร้าง แอนติบอดีย์ที่
จำเพาะเจาะจงต่อตัวเชื้อ H.pylori มาช่วยในการย้อมดูตัวเชื้อทำให้มีการติดสีแตกต่างไป
จากบริเวณอื่นๆ มีรายงานว่าการย้อมแบบ immune stain มีความไวสูงมาก และช่วยยืนยัน
ว่าเชื้อที่เราเห็นในการย้อมคือเชื้อ H.pylori แน่นอน  ข้อจำกัดของวิธีนี้คือ ราคาค่อนข้างแพง   
ใช้ในการติดตามผลการรักษาได้ลำบาก อาจพบผลบวกปลอมได้ในรายหลังการรักษา
4. การเพาะเชื้อ   จัดเป็นวิธีที่แน่นอนวิธีหนึ่ง แต่ค่อนข้างยุ่งยากในการที่จะต้องจะต้องมีวิธี
การในการเก็บชิ้นเนื้อ และต้องรีบทำการเพาะเชื้อในทันที (ภายใน 2 ชั่วโมง หลังจากตัดชิ้น
เนื้อออกมา)  ต้องมีวิธีในการเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อที่ดีมาก จึงจะให้ผลที่ดีเชื้อ H.pylori ต้อง
การภาวะ microaerobic การเพาะต้องทำใน CO2 incubator ที่มีการควบคุมให้มีระดับ
ออกซิเจนประมาณ 5 % คาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ  5-10% ไนโตรเจนประมาณ 80-85% 
โดยมีความชื้นประมาณ 98% ในการเพาะเชื้อ สำหรับอาหารเลี้ยงเชื้อมีทั้งแบบ blood ager, 
horse serum agar หรือ Brain heart Infusion media ถึงแม้จะ มีความแม่นยำสูง แต่ก็มี
กรรมวิธีที่ยุ่งยาก
5. โดยวิธี PCR ตรวจหา DNA ของเชื้อ H.pylori ใช้หลักการในการหา DNA ของเชื้อจาก 
tissue เนื้อเยื่อที่ตัดออกมาเช่น gastric biopsy ข้อดีคือทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับยีน และสาย
พันธุ์ ของเชื้อ ความรุนแรงของเชื้อ แต่ข้อด้อยคือมีกรรมวิธีที่ยุ่งยาก ต้องใช้เครื่องมือที่มี
ราคาแพง จึงมักมีใช้ในงานวิจัยเป็นส่วนใหญ่ เราสามารถตรวจสอบได้ว่ามี DNA ของเชื้อ
จริงแต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเชื้อยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว ต่างจากวิธีแบบการเพาะเชื้อ
ที่สามารถยืนยันว่าเชื้อยังมึชีวิตอยู่ เป็นวิธีที่อยู่ในระหว่างวิจัยและพัฒนาการตรวจให้มีความ
ไวและความจำเพาะที่ดีขึ้น
6. Serologic test ในการตรวจหาเชื้อ H.pylori   การติดเชื้อ H.pylori จะทำให้ร่างกายสร้าง
แอนติบอดีย์ในรูปของ IgG , IgM หรือ IgA ขึ้นมาต่อต้านเชื้อ เอช.ไพโรไร ซึ่งเราสามารถตรวจ
พบได้โดยทางอิมมูโน โดยการตรวจหา IgG และ IgA จะมีความแม่นยำในการตรวจหามาก
กว่า IgM โดยเราสามารถตรวจได้ทั้งจาก ซีรั่ม เลือด หรือจาก gastric biopsy ส่วนวิธีการตรวจ
ในปัจจุบันมีด้วยกันหลายวิธี เช่น
Enzyme -Linked Immunosorbent assay , Immuno Blot , Latex Agglutination 
และวิธีColor Immunochromatographic Assay (CICA) ข้อดีคือราคาไม่แพงมากนัก 
วิธีทำการทดสอบไม่ยุ่งยากเหมาะสำหรับการตรวจกรองขั้นต้น แต่ข้อด้อยอาจมีผลบวกปลอมได้โดย
เฉพาะในพื้นที่ endermic แบบประเทศไทยเราบ้าง เช่นมีความไวเกือบ 100 % แต่มีความ
จำเพาะแค่ 50-60% ดังนั้นการทดสอบอาจแปลผลได้ว่าอาจเคยมีการติดเชื้อมาก่อน และไม่
ได้บอกว่าในปัจจุบันมีการติดเชื้อหรือไม่ เพราะในการทำการรักษาจนปราศจากเชื้อแล้วแต่
ในร่างกายเรายังมีระดับ IgG สูงอยู่เป็นเวลานานซึ่งในบางครั้งอาจเลี่ยงไปใช้ชุดในการตรวจ
หา IgA จากซีรั่มหรือ gastric biopsy ซึ่งจะให้ความจำเพาะสูงกว่า

ปัญหาในการตรวจหาเชื้อ H.pylori ในประเทศไทย การตรวจที่สดวกที่ดีควรเลือกแบบใช้ตัว
อย่างที่เก็บได้ง่าย เช่นจากซีรั่ม เลือด น้ำลาย เป็นต้น แต่เนื่องจากปัญหาในพื้นที่กระจายระบาด
ของโรค endermic area การใช้ชุดตรวจชนิด IgG ยังมีความแม่นยำไม่เพียงพอ เนื่องจากมี 
ความไวสูง แต่มีความจำเพาะเจาะจงต่ำ อาจจะช่วยได้ในแง่การตรวจกรองขั้นต้น     แต่ไม่
สามารถใช้ตรวจยืนยันการติดเชื้อในขณะปัจจุบันได้อย่างชัดเจน แนะนำให้ทำ gastric biopsy
เพื่อการยืนยันการตรวจขั้นต้น เป็นวิธีที่ดีที่สุด
การรักษาส่วนใหญ่ยังต้องอาศัย   specialist อยู่ แต่ต่อไปเมื่อชุดช่วยวินิจฉัยโรคมีคุณภาพที่มี
ความแม่นยำสูงขึ้น การตรวจรักษาอาจแพร่หลายลงไปสู่แพทย์ทั่วไปมากยิ่งขึ้น

Bibliography


“The Role of Acid Inhibition in the management of Helicobacter pylori Infection”, Report of an International Symposium held in Dublin , Ireland , July 1992 .

Adrian Lee and Francis Megraud, 1996 “Helicobacter pylori: techniques for clinical diagnosis and basic research” , W.B. Saunders Company.

Douglas M. Heuman, A. Scott Mills, Hunter H. McGuire, JR, 1997 “Gastroenterology”, W.B. Saunders Company: p46-50

“Serum Gastrin May be a Powerful Tool for Predicting Risk for Gastric Cancer”. Halicobacter international; Digestive Disease Week Washington DC 13-15 , 1997.

“A Guide to Helicobacter Pylori” ATR Axon, Science Press Limited, UK 1996

 

หลายท่านอาจประสบปัญหาเป็นโรคกระเพาะมาแล้ว ความทรมานเวลาปวดท้อง เวลาหิว แต่ไม่สามารถกิน
อาหารที่ชอบได้ คงฝังใจอยู่ และไม่อยากให้โรคนี้กลับมาเยือนอีก

ความก้าวหน้าของการแพทย์ในปัจจุบัน นอกจากจะทำให้ทราบว่ากรดในกระเพาะเป็น ตัวการสำคัญที่
ทำให้เกิดแผลในกระเพาะและลำไล้ส่วนต้นแล้ว ยังพบอีกว่ามีเชื้อแบคทีเรีย ชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่ในเยื่อเมือก
ของกระเพาะอาหาร มีส่วนสำคัญทำให้เป็นแผลในกระเพาะ มีส่วนสำคัญทำให้รักษาแล้วไม่หายขาด 

ความจริงแล้วนายแพทย์ชาวออสเตรเลีย ได้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะของคนเป็น แผลในกระเพาะ
มาเกือบห้าสิบปีแล้ว แต่ไม่กี่ปีนี้เองที่วงการแพทย์ยอมรับว่าการรักษา โรคกระเพาะให้หายขาดต้องใช้ยา
ฆ่าเชื้อแบคทีเรียนี้ด้วย

แบคทีเรียนี้ชื่อว่า เฮอริโคแบคเตอร์ ไพโรไร (Helicobacter pyiori) เชื้อนี้เข้าสู่กระเพาะได้โดยการกลืน
เข้าไปหรือขย้อนเชื้อจากลำไส้มาอยู่ใน กระเพาะอาหาร ปกติในกระเพาะอาหาร จะไม่มีเชื้อแบคทีเรีย) หลัง
จากเชื้อเข้าสู่ กระเพาะจะใช้หนวดของมันว่ายเข้าไปฝังตัว ในเยื่อเมือกบุผนังกระเพาะ และปล่อยน้ำย่อย 
และสารพิษมาทำลายและกระตุ้น ให้มีการอักเสบของผนัง กระเพาะอาหาร ด้วยกลไกนี้ ร่วมกับกรดที่
หลั่งออกมาจากเซลล์ เยื่อมูกกระเพาะจะช่วยกันทำลายผนังกระเพาะให้มีการอักเสบและเป็นแผลได้ในที่สุด

การรักษาแผลในกระเพาะโดยการใช้ยาลดการหลั่งกรดสามารถทำให้แผลหายได้ แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อ
แบคทีเรียนี้ได้ เชื้อแบคทีเรียจะฝังตัวอยู่และรอเวลาที่จะกำเริบขึ้นมาใหม่ เป็นผลทำให้โรคกระเพาะ 
กำเริบอีก การรักษาในปัจจุบันจึงมุ่งที่จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามข้อมูลในประเทศไทย เชื้อแบคทีเรียนี้มีส่วนทำให้เกิดแผลในกระเพาะ ประมาณร้อยละ 
50-70 ที่เหลือแผลในกระเพาะอาจเกิดร่วมกับการกินยาแก้ปวด หรือยาชุด 
การวินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะนี้ยังยุ่งมาก ต้องอาศัยการส่องกล้อง แล้วตัดผนังบุกระเพาะชิ้นเล็ก ๆ 
ไปตรวจหาเชื้อ อีกทั้งค่ายาที่ใช้รักษาแบคทีเรียนี้ ยังคงมีราคาแพง 
แพทย์ทั่วไปจะใช้ยาฆ่าแบคทีเรียนี้ในผู้ป่วยโรคกระเพาะที่มีโรคกำเริบ บ่อย ๆ เช่น เป็นมากกว่า 3 ครั้งต่อปี 
เพราะจะใช้จ่ายน้อยกว่าใช้ยารักษาโรคกระเพาะ ทั้งปี

ปัจจุบันมีความพยายามทำวัคซีน เพื่อป้องกันการกลับติดเชื้อ เฮอริโคแบคเตอร์ ไพโรไรใหม่   ดังนั้นหาก
ความพยายามทำวัคซีนนี้สำเร็จในอนาคตและได้วัคซีนให้ทุกคน โรกกระเพาะอาหารอาจไม่เหลืออยู่ให้
แพทย์เห็นอีกต่อไป 

รศ.น.พ.พิศาล ไม้เรียง 


พบวิธีรักษาใหม่ กระเพาะเรื้อรัง ก่อนก่อ'มะเร็ง'

เนื้อความ : ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารที่มีแผล 80% รักษาไม่หายขาด เหตุจากเชื้อแบคทีเรีย H-pylori 
สาเหตุมะเร็งกระเพาะ แพทย์ค้นพบแนวทางรักษาใหม่ใช้ยาลดการหลั่งกรดร่วม ยาปฏิชีวนะ 2 ตัว 

น.พ.อุดม คชินทร ประธานกลุ่มวิจัยโรคกระเพาะอาหาร สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหาร แห่งประเทศ
ไทย กล่าวถึงผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารมีถึง 20-25% ของประชากร 15 ล้านคน แนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 
ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยทำงาน เป็นคนไข้ที่มีแผลในกระเพาะประมาณ 10-20% 
โดยแผลในกระเพาะอาหารเป็นโรคที่มีภาวะแทรกซ้อนอาจ เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น มีเลือดออก แผลทะลุ 
หากรักษาไม่ทันโอกาสตายสูง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไข้ที่เป็นแผลในกระเพาะไม่ หายขาด เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า H-pylori ที่ทำ
ให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร และมักเป็นการอักเสบเรื้อรัง จนเกิดเป็นแผลขึ้น เชื้อตัวนี้ยัง
ทำให้เกิดเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ด้วย ที่ผ่านมาการรักษาใช้เพียงยาเคลือบกระเพาะ แต่ไม่หายขาด 
เพราะเชื้อยังไม่ถูกกำจัด 

ปัจจุบันมีการค้นพบแนวทางการรักษาใหม่ โดยใช้ยา 3 ตัว คือ ยาลดการหลั่งกรด 1 ตัว ร่วมกับยาปฏิชีวนะ 
2 ตัว ซึ่งเหตุที่ต้องให้ยาปฏิชีวนะถึง 2 ตัว เพราะเชื้อตัวนี้ดื้อยาง่าย การให้ยาตัวเดียวไม่ได้ผล และเหตุ
ที่ต้องให้ยาลดการหลั่งกรดเพิ่มเพราะยาปฏิ ชีวนะ จะถูกทำลายโดยกรด ทำให้ประสิทธิ ภาพด้อยลง 
ซึ่งยาลดการหลั่งกรดจะ ทำให้กรดน้อยลง ส่งผลให้ยาปฏิชีวนะทำงานดีขึ้น และกำจัดเชื้อได้ดีขึ้น 

อีกประการหนึ่งคือ ยาลดการหลั่งกรดจะช่วยลดการปวดท้องได้ดี ในช่วงที่เชื้อยังไม่ถูกฆ่าตาย เพราะกว่า
เชื้อจะถูกฆ่าต้องใช้เวลาเกิน 7 วันขึ้น ไป หลังจากนั้นคนไข้จะหายเป็นปกติ และเมื่อลองติดตามไป 1 ปีพบ
ว่าโอกาสที่เชื้อจะกลับมาเป็นซ้ำน้อยมาก ไม่ถึง5-10% 


ตัวอย่างสูตรการรักษาโดยใช้ยา 3 ชนิด (triple therapy) มีหลาย regimen นะเช่น อันนี้แพงที่สุด 
1. Metronidazole 400 mg วันละ 3 ครั้ง
2. Amoxycillin 500 mg วันละ 3 ครั้ง
3. Omeprazole 40 mg วันละครั้ง


 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.