BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top
เล็ปโตสไปโรซิส
    LEPTOSPIROSIS

เมลิออยโดซิส
    Pseudomonas  
    pseudomalliei 

ไข้รากสาดใหญ่
    (ไทฟัส) TYPHUS

Acute/Chronic 
   Gastritis Peptic Ulcer
   จากเชื้อ H.Pylori

มาลาเรีย
   (ไข้จับสั่น ) MALARIA

ไข้เลือดออก
    Hemorrhagic Fever





Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้




Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์





 

ลักษณะทั่วไป
เล็ปโตสไปโรซิส เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้เป็นครั้งคราวในแทบทุกจังหวัด พบมากในคนที่มีอาชีพ
ที่ต้องย่ำน้ำ เช่นทำนา ทำสวน เก็บขยะ ขุดท่อ เลี้ยงสัตว์ ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ หรือทำเหมืองแร่
พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

โรคนี้พบได้ประปรายตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่มี
น้ำขังหรือเกิดภาวะน้ำท่วม มีเชื้อโรคขังอยู่ในน้ำ เมื่อคนเดินลุยน้ำก็มีโอกาสได้รับเชื้อนี้ บางครั้ง
อาจพบมีการระบาด

เกิดจากเชื้อ Leptospira ใน order Spirochaetales เป็นแบคทีเรียที่มีรูปร่างเป็นเกลียว ขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.1 um ความยาวประมาณ 6 - 20 um สามารถเคลื่อนที่ได้ แบ่งออกได้ 2 สปีชีส
- Leptospira biflexa   เป็นเชื้อที่ไม่ก่อให้เกิดโรค
- Leptospira interrogans  เป็นพวกที่ก่อให้เกิดโรคและเป็นพวกอาศัยแบบปรสิต เป็นโรคติดต่อ
จากสัตว์มาสู่คน
พื้นที่เสี่ยงได้แก่ภาคอีสานตอนใน และภาคอีสานตอนใต้ ภาคเหนือ ภาตกลาง และภาคใต้ เช่น บุรีรัมย์
มหาสารคาม สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุดรธานี เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ พิษณุโลก กรุงเทพ อยุธยา ชัยนาท 
สระแก้ว กระบี่

ในปี 2542 ที่ผ่านมา มีผูป่วยด้วยโรคเลปโตสไปโรซีส ถึง 6080 คน ตาย 266 คน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบ
เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ สถิติในปี 2537 ตรวจพบผู้ป่วยโรคฉี่หนูนี้
เพียง 100 คน เพิ่มขึ้นมาเป็น 143 คนในปี 2538 เพิ่มเป็น 358 คนในปี 2539 และพุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 
2000 คนในปี 2540 จึงทำให้ในปี 2543 นี้ทางกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรคติดต่อ จำเป็นต้อง
ดำเนินการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าจำนวนผู้ป่วยอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกได้

สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่าเชื้อเล็ปโตสไปร่า (Leptospira) เชื้อนี้จะมีอยู่ในไต
ของสัตว์แทะ ที่พบบ่อย คือ หนูท่อ หนูนา หนูพุก นอกจากนี้ยังพบใน สุนัข หมู วัวควาย สัตว์เหล่านี้
จะปล่อยเชื้อออกมากับปัสสาวะ คนเราจะรับเชื้อโดยการกินอาหาร หรือดื่มน้ำที่เปื้อน ปัสสาวะของ
สัตว์เหล่านี้ หรือไม่ก็โดยการเดินลุยน้ำ หรืออาบน้ำที่แปดเปื้อนปัสสาวะของสัตว์เหล่านี้ แล้วเชื้อก็
จะเข้าทางบาดแผลขีดข่วนตามผิวหนัง หรือเข้าทางเยื่อบุจมูก ปาก หรือตาที่ปกติ   ระยะฟักตัว
2-20 วัน (ที่พบบ่อย คือ 7-12 วัน)

ที่สำคัญอุบัติการณ์การเกิดโรคพบว่าการระบาดของเชื้อเลปโตสไปโรซีสได้มีการเปลี่ยนจากสายพันธุ์
เดิมคือ lacterohaemorrhagiae และ batavia ซึ่งสัตว์ที่เป็นแหล่งรังของโรคได้แก่หนู (ที่มาของชื่อโรคฉี่หนู) แต่ได้เริ่มเปลี่ยนไปเป็นสายพันธุ์ใหม่คือ pyrogenes , bratislava และ
sejroe ซึ่งสามารถพบได้ใน โค กระบือ สุกร ซึ่งทำให้ต้องเพิ่มการระมัดระวังมากขึ้น เพราะสัตว์ดังกล่าว
เป็นสัตว์ใหญ่ เวลาปัสสาวะที่จะมีจำนวนเขื้อออกมาได้มากกว่า หนู นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีผู้ป่วย
เพิ่มมากขึ้นเกือบ 50 เท่าในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ดังนั้นประชาชนจึงควรระมัดดระวังป้องกันตนเอง 
เพราะโรคเลปโตสไปโรซีส หรือฉี่หนูนี้สามารถป้องกันและรักษาได้โดยง่าย หากมาพบแพทย์ทันเวลา


อาการ
ผู้ป่วยจะมีไข้สูงหนาวสั่น เกิดขึ้นเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง และปวดเมื่อยตามตัวมาก คล้าย
ไข้หวัดใหญ่ แต่จะรู้สึกปวดมากตรงบริเวณน่อง ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง เจ็บคอ เบื่ออาหาร
อาเจียนท้องเดิน ปวดท้องทั่ว ๆ ไป หรือปวดตรงชายโครงขวา (บางคนอาจปวดรุนแรงถึงกับต้อง
ผ่าตัดช่องท้องดู) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ  มีผื่นที่เพดานปาก  อาจมีอาการตาเหลืองหลังมีไข้ 2-5 วัน
ต่อมาอาจมีจุดแดงจ้ำเขียวขึ้นตามผิวหนัง มีเลือดออกที่เยื่อตาขาว อาจไอ อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะเป็นเลือด ในรายที่เป็นมาก อาจมีภาวะไตวายเฉียบพลัน ปัสสาวะออกน้อย หรือไม่ออกเลย
อาจมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือมีอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (ปวดศีรษะรุนแรง และคอแข็ง)
การติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหรือแสดงอาการแบบอ่อนจนไม่สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้ จนปล่อย
ให้เกิดอาการอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ทำให้ถึงเสียชีวิตได้ สาเหตุการเสีย
ชีวิตที่สำคัญมักมาจาก ตับและไตวาย การที่มีเลือดออกมาก ทางเดินหายใจล้มเหลว
ระยะฟักตัวของโรคนี้กินเวลาประมาณ 10 วันหลังการได้รับเชื้อ ( ช่วงประมาณ 5-19 วัน) เชื้อจะถูก
ขับออกมาทางปัสสาวะพบได้หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 1 เดือน

สิ่งตรวจพบ
ไข้สูง 39-40 ํซ. ตาแดง และมีอาการปวดน่องมากเมื่อใช้มือบีบ ตับมักโต และเจ็บเล็กน้อย
อาจพบอาการตาเหลืองตัวเหลือง มีจุดแดงจ้ำเขียวตามผิวหนัง ซีด หรือชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ

การแยกวินิจฉัยออกจากโรคอื่น

ในพื้นที่ที่มีโรคนี้เป้นโรคประจำถิ่น การติดเชื้อส่วนใหญ่ มักไม่มีอาการหรือแสดงอาการแบบอ่อน
จนไม่สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้ นอกจากนี้ยังต้องแยกอาการออกจากโรคอื่นๆอีกหลายโรคเช่น โรค
ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก ตับอักเสบจากไวรัส สครับไทฟัส มาลาเรีย ไทฟอยด์ ไข้เลือดออกฮันตา
เยื่อหุ้มสมองอักเสบอื่นๆ
ในช่วง 24-72 ชั่วโมงแรก อาการจะคล้ายกับโรคสครัปไทฟัส และโรคไข้เลือดออกฮันตามาก โดยการ
ตรวจทางซีโรโลยี่ต่อโรคไข้เลือดออกฮันตา ในเกาหลีพบว่า มี 21 % เป็นแอนติบอดีย์ต่อเชื้อ เลปโต
สไปโรซีส ประมาณ 6% เป็นแอนติบอดีย์ต่อเชื้อสครัปไทฟัส เป็นต้น ดังนั้นจำเป็นต้องอาศัยผลการตรวจ
ทางห้องปฏิบัติการมาช่วย เช่นการตรวจหาระดับแอนติบอดีย์ต่อเชื้อเลปโตสไปโรซีส การตรวตค่า
ครีเอตินีน ยูเรีย เม็ดเลือดขาวเพิ่มสูง ในระยะหลังของการป่วยจะพบระดับ บิลลิรูบินขึ้นสูง ในขณะที่ค่า
SGOT/SGPT ปกติ ในการตรวจพิสูจน์โรคในผู้เสียชีวิตจะพบพยาธิสภาพ ดีซ่าน มีเลือดออกตามเนื้อ
เยื่อต่างๆ ไตโตและซีด มีเลือดออก มีการเสื่อมสลายของเซล renal tubula สามารถย้อมพบตัวเชื้อใน
เนื้อเยื่อได้

ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
1. ในรายที่ไม่มีเลือดออก ระดับฮีโมโกลบินจะปกติ
2. ผู้ป่วยที่มีอาการเหลือง จะมีเม็ดเลือดขาวขึ้นสูงระหว่าง 11000-20000 / cu.mm.
3. จำนวนเกล็ดเลือดมักต่ำกว่า 1000000- cu.mm.
4. พบค่า BUN / Creatinine ขึ้นสูง
5. ค่า Bilirubin ขึ้นสูง แต่ค่า SGPT ปกติหรือสูงเล็กน้อย (ซึ่งแตกต่างจากไวรัสตับอักเสบ)
6. ตรวจพบไข่ขาว Albumin ในปัสสาวะ อาจพบ Cast ต่างๆในปัสสาวะได้
7. ในรายเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จะพบเม็ดเลือดขาวในน้ำเจาะไขสันหลัง

อาการแทรกซ้อน
ที่อาจพบได้ คือ ปอดอักเสบ , กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ , ภาวะไตวาย   หรือ
ช็อกจากการเสียเลือด

การรักษา
การรักษาจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะที่รวดเร็วและระดับที่เหมาะสม การรักษาตามอาการเพื่อแก้ไข
ความผิดปกติและภาวะแทรกซ้อน และร่วมกับการรักษาแบบประคับประคอง

การให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็วจะสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค ยาที่ได้ผลดีที่สุดในการรักษาคือ
เพนนิซิลีน สำหรับรายที่แพ้ต่อเพนนิซิลีนให้ใช้ doxycyclin แทนในรายอาการหนักแบ่งให้ Pennicillin
G ขนาด 1.5 ล้านหน่วยทุก 6 ชั่วดมง เป็นเวลา 7 วัน ฉีดเข้าเส้นเลือดดำ หรือให้ Ampicillin เข้าเส้น
เลือดดำ 4 กรัมต่อวันโดยแบ่งให้ 1 กรัมทุก 6 ชั่วโมง ติดต่อกัน 7 วัน ในรายแพ้ต่อกลุ่ม Penicillin ให้
Doxycycline เข้าเส้นเลือดดำขนาด 100 มิลลิกรัมทุก 12 ชั่วโมง นาน 7 วัน

หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว
- การตรวจเลือด จะพบจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ บางคนอาจสูงถึง 50,000 ตัวต่อ 
  ลูกบาศก์มิลลิเมตร
- นอกจากนี้ยังอาจพบระดับของบียูเอ็น (BUN) และครีอะตินิน (creatinine) สูงกว่าปกติ
- การตรวจปัสสาวะพบสารไข่ขาว เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว
- ในรายที่ปวดศีรษะรุนแรง หรือสงสัยเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบแทรกซ้อน อาจต้องเจาะหลัง
- อาจต้องทำการเพาะเชื้อจากเลือด ปัสสาวะ หรือน้ำไขสันหลัง
- การทดสอบทางน้ำเหลือง จะพบแอนติบอดีต่อเชื้อนี้ขึ้นสูง
การรักษา ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น ฉีดเพนิซิลลินจี อย่างน้อยวันละ 2 ล้านยูนิต (ในรายที่เป็นรุนแรง
อาจให้ถึง 4-6 ล้านยูนิต) หรือเตตราไซคลีน   ครั้งละ 250-500 มก. วันละ 4 ครั้ง หรือดอกซีไซคลีน
100 มก. วันละ 2 ครั้ง ซึ่งจะได้ผลในระยะต้นของโรคเท่านั้น (คือภายใน 4 วันหลังมีอาการ) ยิ่งเร็ว
เท่าไรยิ่งได้ผลดี และควรให้ยาอย่างนาน 7-10 วัน นอกจากนี้จะให้การรักษาตามอาการที่พบ เช่น
ให้ยาลดไข้ , ให้น้ำเกลือ ถ้ามีภาวะขาดน้ำ, ให้เลือดถ้ามีเลือดออก ถ้ามีภาวะไตวาย อาจต้องทำ
การฟอกล้างของเสีย หรือไดอะไลซิส (dialysis) ผลการรักษาขึ้นกับความรุนแรงโรค และสภาพของ
ผู้ป่วย ถ้าไม่มีอาการดีซ่าน อาการมักจะไม่รุนแรง แต่ถ้ามีดีซ่านร่วมด้วย มักจะมีภาวะแทรกซ้อน
รุนแรง และมีอัตราตายถึง 15% ซึ่งมักเกิดจากภาวะไตวาย หรือช็อกจากการเสียเลือด

การป้องกัน
ต้องอาศัยการเฝ้าระวังการระบาดของโรค ประกอบด้วย
- การเฝ้าระวังโรคในคนเพื่อทราบข้อมูลของผู้ป่วย ข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ
- การสอบสวนการระบาดของโรคในสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า
- การตรวจแหล่งน้ำ ดินทราย เพื่อค้นหาแหล่งปนเปื้อนเชื้อ หรือแหล่งแพร่เชื้อ
- ควบคุมกำจัดหนู แยกสัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อไปรักษา ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
1. คื่มน้ำและอาหารที่รุงสุกใหม่ๆ ด้วยความร้อน
2. ป้องกันอาหารมิให้หนูมาปัสสาวะรดได้
3. ในพื้นที่เสี่ยงหลีกเลี่ยงการลุยน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อได้ โดยเฉพาะถ้ามีแผลที่มือหรือเท้า แม้จะเป็น
    แผลถลอก รอยขีดข่วน ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้สวมรองเท้าบู๊ทแล้วรีบอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดหลัง
    แช่น้ำสกปรกมา
4. สวมรองเท้า ถุงมือยางเพื่อป้องกันการสัมผัสถูกน้ำโดยตรง
5. ควรเผาบริเวณที่จะทำการเพาะปลูกเพื่อไล่หนูออกไปไม่ให้มาปัสสาวะรดบริเวณที่จะทำงาน
6. ในพื้นที่เสี่ยงควรฉีดวัคซีนป้องกัน
7. ในผู้ที่ต้องคอยดูแลผู้ป่วย ควรระมัดระวังสัมผัสถูกเลือด ปัสสาวะ สารคัดหลั่งต่างๆจากผู้ป่วย 
    เสื้อผ้าที่เปื้อนปัสสาวะต้องนำไปฆ่าเชื้อก่อน



ข้อแนะนำ

ถ้าพบผู้ป่วยมีไข้สูงเฉียบพลัน ตาแดง ปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่ ควรตรวจโดยการบีบ
ดูน่องของผู้ป่วย ถ้ารู้สึกเจ็บน่องมาก ควรสงสัยว่าเป็นเล็ปโตสไปโรซิส (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามี
ตับโต หรือดีซ่านร่วมด้วย) และควรส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  โดย พิมพ์ใจ  นัยโกวิท

 


  เลปโตสไปโรซิส      

1. บทนำ
โรคเลปโตสไปโรซีส เป็นโรคที่พบในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะ หนู โค กระบือ สุกร และสุนัข คนติดโรค
โดยการสัมผัสเชื้อในปัสสาวะสัตว์หรือสัมผัสน้ำ อาหารหรือสิ่งอื่นๆที่ปนเปื้อนเชื้อจากปัสสาวะสัตว์ เชื้อเข้า
สู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีบาดแผลรอยถลอก ผิวหนังที่ชุ่มน้ำจากการแช่น้ำนานๆ และเยื่อบุต่างๆ

การเฝ้าระวังโรคในสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า (โดยเฉพาะหนู) และการเฝ้าระวังในกลุ่มบุคคลที่เสี่ยงโรคสูง
เป็นมาตรการที่จำเป็น ซึ่งการไหลเวียนข้อมูลทางระบาดวิทยาที่เหมาะสม จะช่วยเสริมการวินิจฉัยโรค 
(ทางคลินิคและทางห้องปฏิบัติการ) ตลอดจนการรักษาโดยเฉพาะการให้ยาปฏิชีวนะได้รวดเร็วเพื่อให้การรักษาได้ผลดี และป้องกันการเสียชีวิตได้ทัน

2. ประวัติการระบาดของโรคในประเทศไทย 
ข้อมูลจากการเฝ้าระวังของกองระบาดวิทยา พบผู้ป่วยประปรายจากทุกภาคของประเทศส่วนใหญ่มีอาชีพ
ทางเกษตรกรรม ในวัยทำงาน (25-44 ปี) และเป็นชายมากกว่าหญิงประมาณ 2 เท่า

โรคนี้เป็นโรคที่ต้องรายงานตามข่ายงานเฝ้าระวังโรคของกองระบาดวิทยา โดยมีการรายงานผู้ป่วยและ
ผู้เสียชีวิต เฉพาะรายตาม รง.506 และ รง.507 และรายงานการสอบสวนโรคกรณีมีการระบาดของโรค
ในคน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการรายงานผู้ป่วยเฉพาะราย  เกิดขึ้นประปรายในทุกภาคของ
ประเทศ โดยในแต่ละปีมีจำนวนผู้ป่วยใกล้เคียงกัน (ประมาณปีละ 100-200 กว่าราย) และมีอัตราตายต่ำมาก 
สำหรับรายงานการระบาดได้รับจากกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ.2526 ซึ่งเกิดภาวะน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ 
ศูนย์วิจัยโรคเลปโตสไปโรซีส คณะเวชศาสตร์เขตร้อนรายงานว่าได้รับโลหิตจากโรงพยาบาลในกรุงเทพ
มหานคร และพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 5.4 เท่า เชื่อว่าเป็นผลจากน้ำท่วมใหญ่ ต่อมามีรายงานการระบาดในจ.สงขลา 
ในช่วงน้ำท่วมปี พ.ศ.2532 และการระบาดที่ จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์และจ.กาฬสินธุ์ ในช่วงเดือน 
มิถุนายน-ตุลาคม 2539 

การสำรวจโรคในสัตว์และในคน โดยศูนย์วิจัยโรคเลปโตสไปโรซีส ตั้งแต่ปี พ.ศ.2504เป็นต้นมา พบเชื้อ 
Leptospira 16 ชนิด ในทุกจังหวัดที่สำรวจ อัตราการติดเชื้อในหนูสูงกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่สำรวจ 
(สุนัขและสุกร) พบการติดเชื้อสูงสุดในช่วงปลายฤดูฝน (ตุลาคม-พฤศจิกายน) และการสำรวจประชาชนทั่วไป 
71 จังหวัด พบภูมิต้านทานต่อเชื้อ 10 ชนิด กลุ่มที่พบมากได้แก่ ชาวนา (52%) และกรรมกร (14%)

ข้อมูลจากโรงพยาบาลเด็ก ช่วงปี 2521 - 2524 มีผู้ป่วยเด็กอายุ 5-14 ปี 13 ราย มีประวัติสัมผัสโรคจาก
น้ำท่วมได้รับการวินิจฉัยโดยตรวจเพาะเชื้อจากเลือดและ/หรือพบแอนติบอดีย์หรือมีแอนติบอดีย์เพิ่มขึ้นชัดเจน

ข้อมูลผู้ป่วยจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ในปี 2529 พบผู้ป่วย 23 ราย ทุกรายมีอาการเหลืองและมี
ไตวายร่วมด้วย ร้อยละ 75 ของผู้ป่วยที่มีไตวาย มีอาการเหลืองร่วมด้วย และมีผู้ป่วย 1 ราย ที่มีอาการเหลือง
และไตวายรุนแรงและเสียชีวิต 

อาการที่พบได้แก่ ไข้ร่วมกับอาการไม่บ่งเฉพาะ, ไข้ร่วมกับอาการระบบทางเดินอาหาร, กลุ่มอาการ aseptic 
menigitis, ไข้ร่วมกับอาการปวดเมื่อยและตาแดง ซึ่งเป็นแบบฉบับของ anicteric leptospirosis

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการทำงานของไตและตับผิดปกติแบบไม่รุนแรงและมีผู้ป่วย 1 ราย มีภาวะไตล้มเหลว
เฉียบพลันร่วมกับดีซ่าน และอีก 1 ราย มีไตล้มเหลวเฉียบพลันร่วมกับ aseptic meningitis 
ผู้ป่วยทั้งหมดได้รับการรักษาแบบประคับประคองและหายเป็นปกติดี มีเพียง 1 ราย ที่ได้รับเพนนิซิลิน

ข้อมูลการระบาดที่ จ. นครราชสีมาและ จ. บุรีรัมย์ ทีมสอบสวนและควบคุมโรคจากกองระบาดวิทยา สสจ. 
และ สคต. สรุปสาเหตุในเบื้องต้นว่า เกิดจากการที่หนูจำนวนมากอพยพหนีน้ำท่วม เข้ามาทำให้เกิดการ
ปนเปื้อนเชื้อในนาข้าวและแหล่งน้ำที่ชาวบ้านลงไปจับปลา

การระบาดที่ นครราชสีมา ผู้ป่วยรายแรกเริ่มป่วยวันที่ 13 มิถุนายน 2539 ที่อ.วังน้ำเขียว จนถึงวันที่ 30 
ตุลาคม 2539 มีผู้ป่วยรวม 76 คน เสียชีวิต 4 คน กระจายใน 13 อำเภอ สูงสุดที่ อ.หนองบุนนาก (40 คน 
ตาย 3 คน) รองลงมาที่ อ. ห้วยแกลง (18 คน ตาย 1 คน) อำเภออื่น ๆ มีผู้ป่วย 1-4 คน ส่วนใหญ่เป็นชาย
มากกว่าหญิงประมาณ 5 เท่า อายุต่ำสุด 15 ปี สูงสุด 88 ปี

การระบาดที่บุรีรัมย์ ผู้ป่วยรายแรกเริ่มป่วยวันที่ 10 ตุลาคม 2539 จนถึง 30 ตุลาคม 2539 
มีผู้ป่วย 31 คนเสียชีวิต 1 คน กระจายใน 11 อำเภอ สูงสุดที่อ.เมือง (12 คน) เป็นชายมากกว่าหญิงประมาณ 
15 เท่า อายุต่ำสุด 20 ปี มีสูงสุด 66 ปี 

มาตราการควบคุมการระบาด และ ควบคุมโรค ดำเนินการดังนี้ 
1.กำจัดหนู โดยสสจ.จัดสรรงบประมาณเป็นค่าจ้างให้ชาวบ้านจับหนูตัวละ 1 บาท
2.ให้สุขศึกษาแก่ประชาชนในหมู่บ้านที่เกิดโรค เน้นการป้องกันโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่สงสัยว่าปนเปื้อน
   เชื้อ หรือการใช้รองเท้าบู๊ท หากปฏิบัติไม่ได้ สสจ. ได้จัดหายา doxycycline ให้รับประทาน 200 มก.  
   สัปดาห์ละครั้ง ในช่วงที่จำเป็นต้องสัมผัสน้ำ 
3.ให้สุขศึกษาเน้นอันตรายของโรคโดยให้ประชาชนระมัดระวังสังเกตตนเอง หากมีอาการไข้เฉียบพลัน 
   ปวดศรีษะมาก ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะน่องและต้นขา ตาแดง โดยเฉพาะภายหลังจากไปสัมผัสน้ำ ดิน 
   โคลนมา ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาได้ทันท่วงที 
4. ประชุมแพทย์และประสานแจ้งโรงพยาบาลในจังหวัดทั้งหมด ให้ทราบสถานการณ์การระบาดของโรค 
    การวินิจฉัยและการักษาเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น
5. ประสานกับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ระดับอำเภอ/จังหวัด เพื่อร่วมดำเนินการหาแหล่งรังโรคในสัตว์ และควบคุม
    โรคในสัตว์
6. ประสานกับศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ นครราชสีมา เพื่อเริ่มการให้บริการตรวจชันสูตรโรค

จากการดำเนินการดังกล่าว ทำให้สามารถควบคุมการระบาด ให้สงบลงได้ แต่ยังพบว่า มีปัญหา และ อุปสรรค
ที่ควรเร่งแก้ไข อยู่บางประการ ในระหว่างนี้ทีมสอบสวนโรค กำลังติดตามเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม ซึ่งได้
ปรับปรุงจากแบบ สอบสวนโรคเฉพาะราย ของการระบาดวิทยา เพื่อศึกษาในเชิงระบาดวิทยาต่อไป 

สำหรับในเบื้องต้นนี้ สรุปสาเหตุการระบาดว่า เกิดจากสภาพนิเวศเปลี่ยนแปลง มีฝนตกมาก เกิดน้ำท่วม ทำให้
หนูจำนวนมากอพยพหนีน้ำขึ้นมา ทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อในนาข้าวและแหล่งน้ำที่ชาวบ้านลงไปจับปลา

สถานการณ์ที่ จ. กาฬสินธุ์ ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวทางหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 
2539 ว่ามีการระบาดของโรค มีผู้ป่วยมากกว่า 50 ราย เสียชีวิต อย่างน้อย 3 รายนั้น ได้สอบถามไปยังสสจ. 
กาฬสินธุ์ แล้ว ทราบว่า มีผู้ป่วยในช่วงเดือนตุลาคม(ไม่ใช่เดือนธันวาคมตามข่าว) ตาม ร.506 เพียง 5ราย 
เสียชีวิต 3 ราย สำหรับผู้ป่วยทั้งหมดมีประมาณ 20 ราย แต่ยังไม่ยืนยันเป็นทางการเนื่องจากยังมีปัญหาเรื่อง 
case definition (ข้อมูลที่ สคต. 6 ขอนแก่น พบว่า ตลอดปี 2539 มีผู้ป่วย 24 ราย เสียชีวิต 3 ราย)

3. แนวทางการป้องกันและควบคุมโรค
   3.1 การเฝ้าระวังโรค
การควบคุมโรคเลปโตสไปโรซิส จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องอาศัยข้อมูลจากการเฝ้าระวังโรคมาประกอบ ได้แก่ 
การเฝ้าระวังโรคในคนเพื่อทราบข้อมูลผู้ป่วย ข้อมูลทางห้องปฏิบัติการและการสอบสวนการระบาดของโรค 
การสำรวจโรคในสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า การตรวจแหล่งน้ำ ดินทราย เพื่อค้นหาแหล่งปนเปื้อน หรือ แหล่งแพร่
เชื้อและดำเนินการควบคุมแก้ไข เช่น การกำจัดหนู การแยกสัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อไปรักษาและป้องกันการแพร่หรือ
ปนเปื้อนเชื้อในบริเวณที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน หรือแหล่งพักผ่อนท่องเที่ยว


*ข้อมูลที่ใช้ในการเฝ้าระวังโรคได้แก่
--->ข้อมูลจากการสำรวจทางซีโรโลยีเพื่อค้นหาผู้เคยสัมผัสโรค ทำให้ทราบข้อมูล เช่น ปัจจัยเรื่อง กลุ่มเสี่ยง 
      การสำรวจโรคในสัตว์เพื่อค้นหาแหล่งรังโรค และการสำรวจหาความสัมพันธ์ของโรคกับสภาพภูมิอากาศ
      และสภาพแวดล้อม เป็นต้น
--->ข้อมูลจากโรงพยาบาล เพื่อค้นหาผู้ป่วยทำให้ทราบข้อมูล เช่น อุบัติการ อัตราป่วยตาย อัตราส่วนของโรค
      ในกลุ่มผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น PUO เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ
--->ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการเฝ้าระวังโรคในผู้ป่วย ได้แก่ ประวัติการสัมผัสแหล่งน้ำที่สงสัยภายในระยะเวลา 3 
      สัปดาห์ วันที่ติดเชื้อ ที่อยู่อาศัย และที่ทำงาน อายุ เพศ อาชีพ สัตว์และ serovar ของเชื้อที่สัมผัส
--->ข้อมูลนิเวศวิทยาของสัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค เช่น การอพยพย้ายถิ่นของหนูจากน้ำท่วม สภาพแวดล้อม
      ในฟาร์มปศุสัตว์ เป็นต้น

   3.2 การให้สุขศึกษาและประชาสัมพันธ์
ควรเน้นกลุ่มที่เสี่ยงโรคสูง เช่น ชาวไร่ชาวนา คนที่มีอาชีพหาปลา เป็นต้น ให้ทราบถึงอันตรายของโรค 
การติดต่อ โดยเฉพาะการป้องกันโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อ ถ้าจำเป็นต้องสัมผัสควร
สวมรองเท้าบู๊ท แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ อาจจำเป็นต้องรับประทานยา doxycycline ป้องกันในช่วงที่เสี่ยง
( รับประทาน 200 มก. สัปดาห์ละครั้ง ) วิธีนี้มีรายงานว่าได้ผลดีในประเทศปานามา 

ผู้ที่มีอาการไข้เฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อมาก ตาแดง หลังสัมผัสน้ำหรือสัตว์ที่สงสัย ต้องรีบไปรับการตรวจ
และรักษาโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

   3.3 การป้องกันแก่ผู้ที่ทำงานเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค
โดยการใส่รองเท้าบู๊ท ถุงมือ เป็นต้น ในบางประเทศเช่น ญี่ปุ่น จีน อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส และอิสราเอล ใช้วิธี
ฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ที่ทำงานเสี่ยงต่อโรคสูง

   3.4 การฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้แก่ปศุสัตว์( เช่น โค กระบือ) และ สัตว์เลี้ยง ( เช่น สุนัข ) 
จะช่วยป้องกันโรคได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อและการปล่อยเชื้อออกมากับปัสสาวะได้ วัคซีนที่ใช้
ต้องมี serovar ที่พบมากในท้องถิ่นจึงจะเป็นประโยชน์

   3.5 การวินิจฉัยและการรักษาโรค ที่รวดเร็ว ถูกต้อง จะช่วยลดความรุนแรงและลดอัตราตายลงได้

การวินิจฉัยทางอาการ อาการที่สำคัญ ได้แก่ ปวดศีรษะเฉียบพลัน ไข้ (โดยเฉพาะไข้สูงกว่า 39 ํC) ตาแดง
อักเสบ (ข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อมาก (โดยเฉพาะน่องและโคนขา) 
albuminuria และ nitrogen retention (ถ้าพบตาแดงอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
โอกาสที่จะเป็นโรคนี้จะสูงขึ้น) อาการอื่นๆ ได้แก่ ผื่น (อาจพบที่เพดานปาก) จุดเลือดออก ดีซ่าน ไตวาย ตับโต

การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ.. ขณะนี้ห้องปฏิบัติการที่สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้มีเพียง 5 แห่ง คือ 
.....คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 
.....คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 
.....กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์,
......ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ พิษณุโลก และ
.....ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ สงขลา 

กรณีไม่มีห้องปฏิบัติการ อาจใช้ข้อมูลจากโรงพยาบาล คลินิค ต่างๆ เป็นข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งอาจได้ข้อมูลผู้ป่วย
โรคเลปโตสไปโรซีส ในรายที่มีอาการชัดเจน หรือ ผู้ป่วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ ไข้ไม่
ทราบเหตุ (โดยเฉพาะในกลุ่มอาชีพที่เสี่ยง เช่น ชาวนา คนงานไร่อ้อย คนงานเหมืองแร่ คนงานโรงงาน
ฆ่าสัตว์ เป็นต้น)

การรักษาเฉพาะ ..ควรให้ penicillin ภายใน 4-5 วันหลังเริ่มป่วย หรือ ก่อนมี jaundice 
 - โดยให้ benzyl(crystalline) penicillin 6-8 ล้านยูนิต iv นาน 5-7 วัน หรือ ให้ benzyl penicillin  
   4-5 ล้านยูนิต ร่วมกับ procaine penicillin 4-5 ล้านยูนิต im เมื่อไข้ลด ลดขนาดยาลงครึ่งหนึ่ง ให้
   ยานาน 5-6 วัน และเมื่อไม่พบ albuminuria ให้ procaine penicillin ต่ออีก 2 วัน
- ผู้ป่วยที่แพ้ penicillin อาจให้ tetracycline (ห้ามใช้ในรายที่มี renal failure) หรือ erythromycin 
   แต่ผลอาจไม่ดีเท่า ขนาด tetracycline ให้ 50 มก. iv 24 ชม. ตามด้วย ให้กิน 250-500มก. ทุก 6 ชม. 
   นาน 6 วัน ขนาด erythromycin ให้ 250 มก. ทุก 6 ชม. นาน 5 วัน

การรักษาตามอาการและการรักษาประคับประคอง ได้แก่ การให้ analgesics ,antipyretics, 
sedatives ,iv diazepam, lumbar puncture, blood transfusion ,fluid และ electrolyte 
รวมทั้งการให้ intensive supportive therapy ในรายที่มี renal และ hepatic failure เป็นต้น

สพ.ญ. ดาริกา กิ่งเนตร ผู้จัดการแผนงานควบคุมโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน 
กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรคติดต่อ. โทร. 5903189


 

 

 

 

 วิธีการทำการทดสอบหาการติด
 เชื้อ เมลิออยโดซิส

   เมลิออยโดซิส   Pseudomonas pseudomalliei

 

What is melioidosis?

Melioidosis is an infectious disease caused by a bacteria called 
"Pseudomonas pseudomallei."
Melioidosis, also called Whitmore’s disease, is an infectious disease caused by the bacterium Burkholderia pseudomallei. Melioidosis is clinically and pathologically similar to glanders disease, but the ecology and epidemiology of melioidosis are different from glanders. Melioidosis is predominately a disease of tropical climates, especially in Southeast Asia where it is endemic. The bacteria causing melioidosis are found in contaminated water and soil and are spread to humans and animals through direct contact with the contaminated source. Glanders is contracted by humans from infected domestic animals.

 

Where does melioidosis occur?

Melioidosis is most frequently reported in Southeast Asia and Northern Australia. The bacteria that causes the disease is found in the soil, rice paddies, and stagnant waters of the area. People get the disease by inhaling dust contaminated by the bacteria and when the contaminated soil comes in contact with abraded (scaped) area of the skin.

Melioidosis is endemic in Southeast Asia, with the greatest concentration of cases reported in Vietnam, Cambodia, Laos, Thailand, Malaysia, Myanmar (Burma), and northern Australia. Additionally, it is seen in the South Pacific, Africa, India, and the Middle East. In many of these countries, Burkholderia pseudomallei is so prevalent that it is a common contaminate found on laboratory cultures. Moreover, it has been a common pathogen isolated from troops of all nationalities that have served in areas with endemic disease. A few isolated cases of melioidosis have occurred in the Western Hemisphere in Mexico, Panama, Ecuador, Haiti, Brazil, Peru, Guyana, and in the states of Hawaii and Georgia. In the United States, confirmed cases range from none to five each year and occur among travelers and immigrants.

 

How is melioidosis transmitted and who can get it?

Besides humans, many animal species are susceptible to melioidosis. These include sheep, goats, horses, swine, cattle, dogs, and cats. Transmission occurs by direct contact with contaminated soil and surface waters. In Southeast Asia, the organism has been repeatedly isolated from agriculture fields, with infection occurring primarily during the rainy season. Humans and animals are believed to acquire the infection by inhalation of dust, ingestion of contaminated water, and contact with contaminated soil especially through skin abrasions, and for military troops, by contamination of war wounds. Person-to-person transmission can occur. There is one report of transmission to a sister with diabetes who was the caretaker for her brother who had chronic melioidosis. Two cases of sexual transmission have been reported. Transmission in both cases was preceded by a clinical history of chronic prostatitis in the source patient

 

How does melioidosis affect a patient?

Melioidosis most commonly involves the lungs where the infection can form a cavity of pus (abscess). It can spread from the skin through the blood to affect the heart, brain, liver, kidneys, joints, and eyes. Patients can have associated headaches, fever, chills, cough, chest pain, and/or loss of appetite.

 

What are the symptoms of melioidosis?

Illness from melioidosis can be categorized as acute or localized infection, acute pulmonary infection, acute bloodstream infection, and chronic suppurative infection. Inapparent infections are also possible. The incubation period (time between exposure and appearance of clinical symptoms) is not clearly defined, but may range from 2 days to many years.

Acute, localized infection: This form of infection is generally localized as a nodule and results from inoculation through a break in the skin. The acute form of melioidosis can produce fever and general muscle aches, and may progress rapidly to infect the bloodstream.

Pulmonary infection: This form of the disease can produce a clinical picture of mild bronchitis to severe pneumonia. The onset of pulmonary melioidosis is typically accompanied by a high fever, headache, anorexia, and general muscle soreness. Chest pain is common, but a nonproductive or productive cough with normal sputum is the hallmark of this form of melioidosis.

Acute bloodstream infection: Patients with underlying illness such as HIV, renal failure, and diabetes are affected by this type of the disease, which usually results in septic shock. The symptoms of the bloodstream infection vary depending on the site of original infection, but they generally include respiratory distress, severe headache, fever, diarrhea, development of pus-filled lesions on the skin, muscle tenderness, and disorientation. This is typically an infection of short duration, and abscesses will be found throughout the body.

Chronic suppurative infection: Chronic melioidosis is an infection that involves the organs of the body. These typically include the joints, viscera, lymph nodes, skin, brain, liver, lung, bones, and spleen.

 

How is melioidosis diagnosed?

Melioidosis is diagnosed with a microscopic evaluation of a sputum sample in the laboratory. A blood test is useful to detect early acute cases of melioidosis, but it can not exclude the illness if it is negative.

 

How is melioidosis treated?

The treatment of melioidosis involves antibiotics and depends on the location of the disease. For patients with more mild illness, antibiotics such as chloramphenicol, doxycycline, sulfisoxazole, or trimethoprim-sulfamethoxazole are considered. The conventional treatment regimen for patients who are more severely ill is a combination of chloramphenicol, doxycycline, and cotrimoxazole. Even more severely ill patients (such as those with active blood infection) may require intravenous antibiotics, including chloramphenicol, and others. If sputum cultures remain positive for 6 months, surgical removal of the lung abscess with lobectomy is considered. Antibiotic treatments may be necessary from 3 to 12 months.

 

Melioidosis At A Glance

 

  • Melioidosis is an infectious disease caused by a bacteria.
  • Melioidosis commonly involves the lungs.
  • Melioidosis is diagnosed with the help of sputum testing.
  • Melioidosis is treated with antibiotics.



 

 

BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.