BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ



โรคมือเท้าปาก 
  Hand Foot Mouth 
  Disease


สาเหตุการเกิดโรค
การระวังป้องกัน 
อาการ :
ลักษณะอาการ
การรักษา
พยากรณ์โรค


HFMD
  NON-POLIO   
  ENTEROVIRUSES
  by WHO Fact sheet

  




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์








 โรคมือเท้าปาก - Hand Foot Mouth Disease      
Hand-Foot-Mouth Disease
compiled by Voravouth Charoensiri, M.D.,


โรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ พบได้มานานแล้วและยังเกิดการระบาดเป็นครั้งคราว 
มักเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ โดยเฉพาะเด็กเล็ก อายุระหว่าง 2 สัปดาห์ 
ถึง 3 ปี ซึ่งจากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าเป็นช่วงอายุที่เกิดการติดเชื้อ
ไวรัสชนิดนี้ได้บ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าโรคนี้ไม่เป็นปัญหาในผู้ใหญ่และ
ผู้สูงอายุ 


โดยปกติถือว่าโรคมือ เท้า และปาก (hand, foot and mouth disease) เป็นโรคที่ไม่รุนแรง 
หรือที่เรียกว่า mild disease ผื่นและตุ่มน้ำใสดังกล่าวสามารถหายได้เองในเวลา 5 - 7 วัน 
ไม่เกินสองสัปดาห์ แต่ในบางครั้งที่มีการระบาด เชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่รุนแรง เช่น Enterovirus 71  
หรือ Coxsackie virus บางชนิด อาจก่อให้เกิดโรคเดียวกันนี้ที่รุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเด็ก
เสียชีวิตได้

สาเหตุ :
สาเหตุของโรคมือ เท้า และปากเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกว่า coxsackie virus 
โดยเฉพาะเป็นไวรัสชนิด A5, A10 และ A16 ซึ่งเป็นสายพันธ์ที่พบบ่อยว่าเป็นสาเหตุ 
ในการระบาดบางครั้งพบว่าสายพันธ์ที่เป็นสาเหตุได้แก่ coxsackie virus type A16,
coxsackie virus typeA และ enterovirus type 71 
สรุปได้ว่าสาเหตุของโรค HFMD นี้ เกิดจากไวรัส (coxsackie virus) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของ
 enterovirus นั่นเอง 

ไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่กระจายติดต่อถึงกันได้โดยตรงผ่านทางของเหลวต่างๆ
ของร่างกาย ที่สำคัญคือการปนเปื้อนมาในอุจจาระของผู้ป่วย fecal-oral 
transmission ซึ่งถือได้ว่าเป็นการติดต่อที่สำคัญของไวรัสกลุ่ม enterovirus 
ทั้งหมด (คำว่า entero หมายถึงทางเดินอาหาร, ติดต่อโดยระบบทางเดินอาหาร
นั่นเอง) ควรระลึกไว้เสมอว่าเด็กจะได้รับเชื้อไวรัสนี้ จากการที่ได้รับอาหารและ
น้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส ซึ่งอาจกระจายออกมากับอุจจาระ หรือละอองน้ำมูก 
น้ำลายของเด็กที่เป็นโรคนี้ และนอกจากนี้ยังสามารถติดต่อได้ทางลมหายใจ
อีกด้วย 

การแพร่กระจายเชื้อ จะเกิดได้ง่ายมากในเด็กๆ เล็กๆ ที่ชอบเล่นคลุกคลีใกล้ชิด
กันใน โรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือญาติพี่น้องที่อยู่รวมกันมากๆ 

ลักษณะอาการที่สำคัญของโรคติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ (ดังแสดงในรูป)
   
คือการปรากฎผื่นและตุ่มน้ำใส (rash with blisters) ที่บริเวณปาก ลำคอ ต่อมทอนซิล รวมทั้งที่บริเวณ
มือและเท้า จึงทำให้โรคนี้ได้รับขนานนามว่า โรคมือ-เท้า-และปาก (ไม่ใช่ "เปื่อย" แต่เป็นผื่นที่มีตุ่มน้ำใส)
ซึ่งถ้าจะนึกภาพเพื่อเป็นการเทียบเคียง พอจะกล่าวได้ว่ามีลักษณะคล้ายตุ่มน้ำเมื่อถูกน้ำร้อนลวกนั่นเอง
 

ลักษณะสำคัญเฉพาะโรคนี้คือ มีแผลตื้นๆ เกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อบุช่องปาก ลิ้น เหงือก 
และข้างกระพุ้งแก้ม เริ่มเป็นจุดแดงๆ ก่อนแล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสและแตกเป็นแผล
ส่วนบริเวณผิวหนังจะเกิดมีผื่นแดงๆ ก่อนแล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใส โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งจะมี ผื่นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางครั้งอาจจะมีผื่นขึ้นที่บริเวณก้นด้วย ผื่นที่ผิวหนัง
นี้จะไม่แตกเป็นแผล (เหมือนในปาก) และไม่มีอาการคันร่วมด้วย 



Outbreak:
ในประเทศตะวันตก พบว่ามีการระบาดในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง โรคนี้
เคยแพร่ระบาดในรัฐซาราวัคของมาเลเซีย ช่วงปี 40 มาแล้ว คร่าชีวิตเด็กๆ 
ไปราว 50 คน นอกจากนี้ ยังเคยแพร่ระบาดในไต้หวันเมื่อปี 41 มีเด็กเสีย
ชีวิตไปถึง 78 คน 

สำหรับในประเทศไทย จากการเฝ้าระวังโรคภายในปีนี้ มีรายงานว่าพบผู้ป่วย
ในเดือน พ.ค. 43 จำนวน 57 ราย และ มิ.ย. จำนวน 6 ราย โดยในประเทศไทย
พบผู้ป่วย HFMD มาตลอด แต่ยังไม่เคยมีการระบาดใหญ่ และยังไม่เคย มี
การระบาดของเชื้อเอนเธอโรไวรัส 71 แต่อย่างใด 

หนังสือพิมพ์ของประเทศมาเลเซีย รายงานเมื่อวันศุกร์ 6 ต.ค. กรณีเกิดโรค
ระบาดมือ เท้า ปาก ส่งผลให้มีเด็กในประเทศสิงคโปร์ เสียชีวิตแล้ว 4 คน ป่วย
อีกราว 408 คน อยู่ในโรงพยาบาล 30 คน และล่าสุด มีรายงานข่าวว่าเด็กชาย
ชาวมาเลเซีย วัย 3 ขวบ เสียชีวิตจากโรคนี้แล้ว รายแรกเหยื่อเคราะห์ร้าย ชื่อ
เด็กชายเตียว ชิง ไค เสียชีวิตเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลในเมือง
ยะโฮร์ บาห์รู ทางภาคใต้ ซึ่งอยู่ห่างพรมแดนสิงคโปร์แค่น่านน้ำกั้น 

ด้านประเทศไทยซึ่งได้มีการเฝ้าระวังโรคดังกล่าวอย่างเข้มงวด โดยกรมควบ
คุมโรคติดต่อ ได้จัดเจ้าหน้าที่ไปตรวจนักท่องเที่ยวที่นำบุตรหลานจากประเทศ
สิงคโปร์ เข้ามาในประเทศไทยที่บริเวณท่าอากาศยานดอนเมืองเมื่อวันที่ 5 
ต.ค. เพราะหวั่นเกรงว่าจะนำเชื้อไวรัส coxsackie virus เข้ามาระบาดใน
ประเทศไทย และจากการติดตามสถานการณ์จนถึงล่าสุด คาดว่ากระทรวง
สาธารณสุขของประเทศสิงคโปร์ จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ 
เนื่องจากตัวเลขจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตค่อนข้างคงที่ 

จากการเฝ้าระวังโรคมือ เท้า ปาก ในประเทศไทย ซึ่งเป็นโรคที่พบอยู่ประปราย
เป็นเวลานานแล้ว และเป็นโรคที่พบได้ในประเทศต่าง ๆ แต่ไม่มีอาการรุนแรง 
สำหรับผู้ป่วยที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอ็นเทอโรไวรัส 71 (enterovirus 71)    ซึ่งใน
ประเทศไทยเคยพบจำนวนเล็กน้อยในหลายปีก่อน และมีอาการไม่รุนแรง ไม่
พบว่ามีผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตแต่อย่างใด 


การระวังป้องกัน :
แนวทางการป้องกันโรคมือ เท้า และปาก ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือการ
หลีกเลี่ยงไม่สัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ (direct contact) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในกรณีที่เกิดการระบาด สำหรับการป้องกันโรคนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือ
เรื่องของสุขอนามัยของประชาชน กล่าวคือให้ประชาชนมุ่งเน้นที่ความสะอาด
ของร่างกาย ล้างมือให้สะอาดภายหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้งและก่อนรับประทานอาหาร
 ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าการล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ร่วมกัน 
เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ของเล่นเด็ก ล้วนเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคทั้งสิ้น 

ในสถานที่ดูแลเด็ก อาทิเช่น สถานเลี้ยงเด็กอ่อน เด็กเล็ก ควรเน้นวิธีกำจัด
อุจจาระให้ถูกต้อง ที่ต้องเน้นอีกเรื่องหนึ่งคือการล้างมือให้สะอาด เนื่องจาก
ไวรัสพวกนี้แพร่กระจาย โดยการสัมผัสอุจจาระของผู้ป่วยเป็นสำคัญประการหนึ่ง 

และประการสุดท้าย เมื่อเด็กมีตุ่มใสขึ้นที่ปาก มือ หรือ เท้า ขอให้นึกถึงโรคนี้ 
และต้องพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและแยกเด็กป่วยไม่ให้คลุกคลี   กับ
เด็กอื่นประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ โรคมือ เท้า และปาก ในเด็กจะมีลักษณะเป็นตุ่มใสตามมือ เท้า ปาก มีไข้ 
การติดเชื้อร้อยละ 99 จะมาจากอุจจาระของเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 10 ขวบ จะติด
เชื้อได้ทางเดียวคือทางอุจจาระ ข้อควรระวังคือ เรื่องของสุขวิทยาส่วนบุคคลคือ 
รับประทานอาหาร และน้ำที่สะอาด ไม่ลงเล่นน้ำ ในสระน้ำสาธารณะ หลีกเลี่ยง
การเล่น ในสนามเด็กเล่นสาธารณะ และป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนของ
อุจจาระเข้าปาก


อาการ :
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น โรคมือ เท้า และปาก Hand-foot-mouth disease
จัดได้ว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ และมักเกิดการระบาดใน
หมู่หรือกลุ่มของเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน หรือที่เรียกว่า daycare การ
ติดต่อเกิดขึ้นได้ง่าย กรณีที่ไม่รักษาอนามัยที่สะอาด เช่น ไม่ล้างมือหลังจาก
เปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กเล็ก เป็นต้น หรือติดต่อทางน้ำลายได้ โดยไวรัสสามารถ
ติดต่อจากเด็กคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้เช่นกัน 

ภายหลังได้รับเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุ เป็นเวลา 4-6 วัน ผู้ป่วยเด็กจะมีไข้ มักเป็น
ไข้ต่ำๆ เช่น อุณหภูมิ 99-102 องศาF (หรือ 37.2-38.9 องศาC) อาการอื่นๆ 
ได้แก่ อ่อนแรงเมื่อยล้า fatigue ไม่มีแรง loss of energy ไม่อยากทานอาหาร 
decreased appetite และเจ็บที่บริเวณปาก sore sensation in the mouth, 
which may interfere with feeding ซึ่งอาจมีผลต่อการป้อนอาหารให้เด็ก 

หลังจากเด็กได้รับเชื้อไวรัสราว 1-2 วัน จะปรากฎตุ่มน้ำใส bumps (vesicles) 
ขึ้นภายในปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม ตุ่มน้ำใสเหล่านี้มีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณ 3-7 มิลลิเมตร ในที่สุดจะเกิดตุ่มน้ำใสขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในบาง
รายเกิดขึ้นที่บริเวณก้นด้วย 

ตุ่มน้ำใสในปากดังกล่าวทำให้เกิดอาการหลายประการ เช่น เจ็บ และทำให้เด็ก
ไม่ยอมกินอาหารหรือดื่มน้ำ เนื่องจากเจ็บ ในระยะนี้ใช้เวลานานประมาณเฉลี่ย
หนึ่งสัปดาห์ ต่อมาเมื่อเกิดเป็นตุ่มน้ำใส เป็นระยะที่ติดต่อได้ง่ายที่สุด พบว่าเชื้อ
ไวรัสอยู่ในตุ่มน้ำใสเป็นจำนวนมาก จึงแนะนำให้ระมัดระวังการสัมผัสตุ่มน้ำใส 
เนื่องจากเกิดการติดเชื้อได้ง่ายมาก

กล่าวโดยสรุป อาการของโรคนี้มีดังต่อไปนี้
- ไข้สูง 
- เจ็บคอ 
- ตุ่มน้ำใส หรือ แผล ที่คอ ในปาก 
- ปวดหัว ปวดศีรษะ 
- ผื่นที่มีตุ่มน้ำใส มือ เท้า และปาก (อาจพบที่บริเวณก้นร่วมด้วย) 
- ไม่กินนม ไม่กินอาหาร 


ลักษณะอาการ/การวินิจฉัย - Signs and Tests:
เป็นที่ทราบกันดีว่าการวินิจฉัยโรคมือ เท้า และปากทำได้ไม่ยาก หมายความว่าการตรวจพบลักษณะของ
ตุ่มน้ำใสที่เกิดขึ้นที่บริเวณปาก ฝ่ามือ และ ฝ่าเท้า ทั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเด็กเล็กที่มีอาการ
ไม่รุนแรงนัก 
กล่าวโดยสรุปได้ว่าการวินิจฉัยโรคนี้ไม่ยากแต่อย่างใด การซักถามประวัติ และการตรวจร่างกายอย่าง
ละเอียด ก็สามารถให้การวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และไม่จำเป็นต้องอาศัยการตรวจพิเศษ
เพิ่มเติม


พ่อแม่จะสังเกตอาการเหล่านี้ได้อย่างไร ? 

เด็กที่ได้รับเชื้อโรคนี้ จะมีอาการไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หลังจากมีไข้ 2-3 วัน เด็ก จะเริ่มเจ็บคอ
น้ำลายไหล ปฎิเสธอาหารและน้ำ ถ้าให้เด็กอ้าปาก  จะเริ่มเห็นมีแผลในปาก และเริ่ม มีผื่นตามมือและเท้า
ในอีก 2-3 วันต่อมา 

เด็กๆ จะมีอาการอาเจียน ท้องร่วง ซึม ไม่วิ่งเล่นเหมือนเดิม โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดร่วม กับ HFMD
 ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Aseptic meningitis) และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis)
โรคแทรกซ้อนเหล่านี้ถึงแม้จะเกิดขึ้นไม่มากนักแต่ค่อนข้างจะอันตรายถึงแก่ชีวิต 

ฉะนั้นถ้าพ่อแม่ สงสัยว่าลูกจะเป็นโรคนี้ ให้สังเกตอาการดังกล่าว ถ้าสงสัยว่าจะมีโรค แทรกซ้อน
 เช่น เด็กมีอาการอ่อนเพลียมาก ซึม ปวดศีรษะ ปัสสาวะน้อย  ผิวหนังแห้ง เพลีย หมดแรง ให้รับพา
ไปหาหมอโดยด่วน 


การรักษา - Treatment:
สำหรับในแง่ของการรักษาโรคมือ เท้า และปาก    เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส 
จึงไม่มียาฆ่าเชื้อโดยตรง เช่นเดียวกับโรคติดเชื้อไวรัสทั่วๆไป ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่า
 "การรักษาเฉพาะเจาะจง"   specific treatment  เช่นถ้าสาเหตุเกิดจาเชื้อโรคก็ใช้ยาที่
ออกฤทธิ์ฆ่าหรือทำลายเชื้อก่อโรคนั้นเสีย 
ดังนั้นการรักษาที่สำคัญ จึงเน้นที่การรักษาตามอาการ และการรักษาประคับประคอง symptomatic 
and supportive treatment และเฝ้าระวังอาการที่รุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
ในผู้ป่วยบางราย การใช้ยาลดไข้ acetaminophen or ibuprofen 
 กระตุ้นและดูแลให้เด็กดื่มน้ำและทานอาหารให้ได้ตามปกติ 

ถ้าหากทานไม่ค่อยได้ อาจพิจารณาให้ทานอาหารเหลว เครื่องดื่มบำรุงกำลัง หรือประเภท ice chips 
or popsicles ก็ได้ 


การรักษาเบื้องต้น 
พ่อแม่สามารถดูแลให้การรักษาเบื้องต้นแก่ลูกได้ ตั้งแต่ลูกเริ่มมีอาการไข้ พ่อแม่ควรให้ลูก ดื่มน้ำ
หรืออาหารเหลวทีละน้อยๆ ให้บ่อยๆ เช่น น้ำผลไม้ น้ำแกงจืด น้ำเต้าหู้ นม 
ให้ยาพารา เซตตามอลลดไข้ตามขนาดของน้ำหนักตัวของเด็ก เช็ดตัวลดไข้ และให้นอนพักผ่อน
ระมัดระวัง เรื่องการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสจากน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของเด็กป่วยด้วย 

มียารักษาโรคนี้หรือไม่ 
ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสตัวนี้ การรักษาทั่วๆ ไป ดังกล่าวข้างต้น เพื่อประคับประคองให้เด็ก ฟื้นไข้ 
ซึ่งส่วนมากจะกินเวลาประมาณ 7-10 วัน เด็กก็จะฟื้นจากไข้ และหายเป็นปกติ 


พยากรณ์โรค - Prognosis:
โดยทั่วไป โรคมือ เท้า และปาก ถือว่ามีการพยากรณ์โรคที่ดีมาก กล่าวคือโรคนี้สามารถหายได้เอง
ภายในเวลา 5 - 7 วัน (ไม่เกินสองสัปดาห์) โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนแต่อย่างใด


อาการแทรกซ้อน - Complications:
ที่สำคัญ ทำให้เด็กมีไข้สูง จนกระทั่งชักได้ 
อาจเกิดโรคแทรกซ้อนทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 

 

 

Fact Sheet No 174
Revised June 1998

HFMD
NON-POLIO ENTEROVIRUSES


Non-polio enteroviruses* are common and distributed worldwide. Infection with
them often has no consequences for the affected patient. However, these 
viruses are also associated with occasional outbreaks in which a larger-than-
usual number of patients develop clinically-identifiable diseases, some of them
 with fatal consequences.

Clinical syndromes: Replication of the enterovirus begins in the gastrointestinal 
or respiratory tract and once the virus is present in the blood stream, the disease
may affect various tissues and organs, causing a variety of distinctive diseases. 
Transmission of the virus occurs easily and the majority of infections are 
symptomless or mild in nature, the most common effect being a non-specific 
illness, with fever. Other manifestations include exanthems (rashes), herpangina
(vesicular eruption and inflammation of the throat), acute respiratory disease, conjunctivitis, aseptic meningitis, encephalitis 
(inflammation of the brain), myopericarditis (inflammation of the heart tissue), 
and, occasionally, paralytic diseases. Many enteroviruses are associated with 
specific syndromes, for example, the group B coxsackieviruses more commonly
cause meningitis or myopericarditis and enterovirus 71 causes hand-foot-mouth
disease (vesicular eruption and inflammation of the throat and mouth with rash) 
with or without encephalitis.

Diagnosis: Clinically, it is difficult to distinguish the specific cause of most 
enteroviral infections. Diagnostic testing for non-polio enteroviruses requires 
specialised laboratory facilities. Diagnosis is made by detecting virus in throat 
or faecal samples or, more convincingly, from specimens collected from the 
affected part of the body, for example, cerebrospinal fluid (CSF), biopsy material,
and skin lesions. A four-fold rise in the level of neutralizing antibody in 
specimens collected during the acute and convalescent phases of illness 
provides the best evidence for a recent infection. Serological testing is 
complicated because of the large number of serotypes and is usually 
performed to confirm that when a virus is detected in faecal samples, it has a 
causal role in the disease and is not a coincidental detection of a "passenger" 
virus, that is, a virus which is carried in the gastrointestinal tract without causing 
disease. 

Epidemiology: Enteroviruses infecting humans are found worldwide and 
humansare the only known natural hosts. Young children are most susceptible 
to infection. In less developed areas, children may become infected during 
early infancy while in more socio-economically advanced areas, first infection 
may not occur until adolescence. 
Males more often develop clinically-recognizable diseases than females. 
Transmission is usually by the faeco-oral or by the respiratory route where 
there is an associated respiratory illness. The virus may be excreted in the 
stool for many weeks. Enteroviruses have been detected in water, soil, 
vegetables and shellfish and may possibly be transmitted in the community by 
contact with contaminated food or water. The epidemiological pattern varies by
geographical region and climate, but the incidence of infection is higher in the 
summer and autumn months in temperate climates while remaining prevalent 
year-round in tropical climates. 

Treatment: No specific antiviral agent is available for therapy of enterovirus 
infection. Treatment focuses on management of complications (for example, 
meningitis, abnormal cardiac rhythms, and heart failure). Intravenous 
administration of immune globulin may have a use in preventing severe 
disease in immunocompromised individuals or those with life-threatening 
disease. 

Prevention and control: Transmission of enterovirus infections is increased by 
poor hygiene and overcrowded living conditions. Improved sanitation and 
general hygiene are important preventive measures. The viruses are resistant 
to many disinfectants so it is important to use chlorinated or iodized disinfectants
in, for example, hospitals and schools. In addition, it may be necessary to close 
certain institutions such as schools or child care facilities during recognised 
epidemics in order to reduce transmission among young children.

Advice to travellers and people in epidemic areas: The risk of hand-foot-and-
mouth disease (HFMD) or infection with enterovirus 71 for the international 
traveller is unknown but appears to be small. HFMD is moderately contagious. 
It is not spread by airborne transmission and is unlikely to be spread by 
contaminated food or water. Rather, infection is spread from person to person 
by direct contact with nose and throat secretions (e.g., nasal mucus or saliva) or 
from the stool of infected persons. 
Many adults may have been infected with enterovirus 71 as children and, 
therefore, may be immune to re-infection. Infants, children, and adolescents are 
less likely to have previously been infected with enterovirus 71 and are more 
likely to be susceptible to infection.

Measures that can be taken to avoid getting infected with enterovirus 71 include
frequent handwashing, especially after diaper changes; disinfection of 
contaminated surfaces by household disinfectants such as bleach (20 ml/litre 
of water) or rubbing alcohol (70% isopropyl); and washing soiled articles of 
clothing. Children are often excluded from child care programmes, schools, or 
other group settings during the first few days of the illness. However, children 
may minimize their risk of infection by avoiding prolonged, direct contact with 
persons who have HFMD and by observing the hygienic measures described 
above. Having children avoid public events (e.g. sports or entertainment) during 
an outbreak may also minimize the risk of infection. These measures may 
reduce the spread of infection, but they will not completely interrupt it. 

Recent outbreaks: In April 1998, an outbreak of hand-foot-mouth disease began 
in Taiwan, Province of China. Enterovirus 71 has been reported as its cause, 
based on an autopsy revealing the presence of enterovirus 71 in the spinal 
cord and medulla of a fatal case. Up to 300 000 infants and children may have 
been infected with enterovirus throughout the island, while an increased number 
of children have been hospitalized with aseptic meningitis or encephalitis. 
Of those hospitalized, many had a febrile illness of 2-4 days' duration before 
sudden deterioration and death within 12-24 hours.
There are no travel restrictions to Taiwan, Province of China. All recipient health 
departments, travel agencies, airlines and shipping companies are requested 
to notify prospective travellers of the above advice.

In 1997 outbreaks involving enteroviruses were reported from Gaza (meningitis) 
and from Malaysia (hand-foot-mouth disease). In 1996, WHO responded to an 
outbreak of aseptic meningitis in Cyprus caused by a non-polio enterovirus 
identified as coxsackievirus B5.

_____________

* The term enterovirus is a general description for viruses that infect and 
replicate in cells of the gastrointestinal tract. A prominent family of viruses within 
the large group of viruses that are found in the intestinal tract are the 
Picornaviridae. Within this family are several genera (subgroups of viruses with 
similar properties that have specific names) including polioviruses, 
coxsackieviruses (two groups, A and B), echoviruses and enteroviruses 
(a specific name, as opposed to the general description above). The subject 
of this Fact Sheet is the non-polioviruses in the latter four genera.

____________

For further information, journalists can contact 1) Health Communications and Public Relations, 
WHO, Geneva, tel. (+41 22) 791 2584, fax (+41 22) 791 4858; e-mail: info@who.ch; 2) Dr Daniel 
Lavanchy, Division of Emerging and Other Communicable Diseases, WHO Geneva, tel: 
(4122) 791 2656, fax (4122) 791 4878; e-mail: lavanchyd@who.ch.

All WHO Press Releases, Fact Sheets and Features can be obtained on Internet on the 
WHO home page http://www.who.ch 



 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.