BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ


 
มะเร็ง
เม็ดเลือดขาว- 
     Leukemia


สาเหตุของลิวคีเมีย
ชนิดของลิวคีเมีย 
อาการ  
การวินิจฉัย 
การรักษา
Information in English
  about Leukemia


การหายขาดของโรคมะเร็ง
  ในเด็กดีกว่าผู้ใหญ่
การปลูกถ่ายไขกระดูก (BMT)
  Bone Marrow Transplant 

Burkitt's lymphoma is one
  type of a group of malignant 
  diseases know as
  Non-Hodgkin's Lymphomas
  (NHL).


ดูภาพแสดงวิธีการตรวจ
    เต้านมด้วยตนเอง เพื่อหา
    โอกาสเกิดมะเร็งเต้านมแต่
    เนิ่นๆ

 



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์






 มะเร็งเม็ดเลือดขาว- Leukemia      

ในร่างกายคนปกติมีเลือดประมาณ 70 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ประมาณ 55-60% ของเลือดเป็นส่วน
ที่เรียกว่า พลาสมาหรือ น้ำเลือด ที่เหลือเป็นส่วนของ เม็ดเลือดในส่วนที่เป็นเม็ดเลือดยังแบ่งออกเป็นชนิด
ใหญ่ๆ ได้ 3 ชนิด คือ 
1. เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
2. เม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่คล้ายตำรวจ คอยต่อสู้กับเชื้อโรคซึ่งเปรียบได้กับผู้ร้าย
3. เกล็ดเลือด มีหน้าที่เกี่ยวกับการห้ามเลือดในเวลาที่ร่างกายมีเลือดออก


ในภาวะปกติ เม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิด สร้างจากเซลล์ในไขกระดูกซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ในแกนกลางของกระดูก
ทั่วไป ในคนปกติจะมีเม็ดเลือดอยู่หลายชนิด เช่นเม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือด เป็นต้น 
เม็ดเลือดแต่ละชนิดจะมีอายุขัยในร่างกายคนแตกต่างกันไป เช่นเม็ดเลือดแดงมีอายุ 120 วัน, เม็ดเลือดขาว
มีอายุ 2-3 สัปดาห์ เป็นต้น  เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วก็จะถูกปล่อยออกมาจากไขกระดูก เข้าเส้นเลือด ออกไป
ทำหน้าที่ต่างๆ กัน แล้วแต่ชนิดของเม็ดเลือดนั้นๆ เมื่อครบอายุของเม็ดเลือดนั้นๆ แล้วก็จะถูกทำลายไป ซึ่ง
ส่วนใหญ่การทำลายนี้จะเกิดขึ้นที่ม้าม แล้วก็จะมีเม็ดเลือดที่เกิดมาใหม่มาทำหน้าที่ทดแทนเป็นเช่นนี้ไป
เรื่อยๆ 
ในคนปกติการสร้างและการทำงายเม็ดเลือดนี้จะ อยู่ภายใต้กลไกการควบคุมของร่างกายเพื่อให้เกิดความ
สมดุลย์กัน เมื่อใดก็ตามที่กลไกการ ควบคุม ดังกล่าวเสียไป ทำให้การสร้างและการ ทำงานไม่ได้สมดุลย์กัน
 ก็จะเกิดเป็นพยาธิสภาพขึ้น ความผิดปกติเกิดขึ้นกับการแบ่งตัวเหล่านี้ เช่นได้รับสารรังสี สารเคมี หรือไวรัส
บางชนิด การแบ่งตัวจะผิดปกติไป หากร่างกายไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวที่ผิดปกติเหล่านี้ไว้ได้  จำนวน
เม็ดเลือดที่เกิดผิดปกติก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดภาวะมะเร็งขึ้น

Leukemia ลิวคีเมียหมายถึงภาวะที่ร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดชนิดใดชนิดหนึ่งมากกว่าปกติหลายเท่า
จนเป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดข้างเคียง และอวัยวะอื่นๆ ในความหมาย เช่นนี้ลิวคีเมียก็เปรียบได้กับมะเร็งของ
เม็ดเลือดนั่นเอง 

มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งของระบบเลือดที่เกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวในไขกระดูกเจริญ
เติบโตผิดปกติ ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาวออกมามากในกระแสเลือด เป็นผลให้ระบบการทำงานของ
เม็ดเลือดเสียไป สาเหตุของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบ
ว่าปัจจัยทางพันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสบางชนิด และการได้รับสารเคมีบางอย่าง เช่น ยาฆ่าแมลง และสาร
กัมมันตภาพรังสี สามารถทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดได้
อาการที่บ่งบอกว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว คือ เลือดจาง ซีด หน้ามืด เวียนศรีษะ เหนื่อยง่าย เลือดออกง่าย
บริเวณผิวหนัง เหงือกเป็นจ้ำ ตามตัวอาจพบต่อมน้ำเหลืองโต ติดเชื้อง่าย เป็นไข้บ่อย ๆ และยังอาจพบก้อน
ในท้องเนื่องจากตับ ม้ามโต ด้วย
ลิวคีเมีย เกิดขึ้นเพราะมีการสร้างเม็ดเลือด (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเม็ดเลือดขาว) มากขึ้นกว่าปกติมากจนไปเบียด
เบียนแย่งที่ของเม็ดเลือด แดงและเกล็ดเลือดทำให้เกิด โรคขึ้น 

เมื่อเกิดภาวะมะเร็งเม็ดเลือดขาวขึ้น จะเกิดการรบกวนการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดปกติ ทำให้เม็ดเลือดแดง 
เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดถูกสร้างได้น้อยลง ผู้ป่วยก็จะมีอาการซีดลง มีจุดจ้ำเลือดขึ้นตามตัว หรือมีเลือด
ออกจากเยื่อบุต่างๆในร่างกาย อันเป็นผลจากการสร้างเกล็ดเลือดต่ำลง มีไข้ และอาจติดเชื้อรุนแรงเนื่องจาก
เม็ดเลือดขาวปกติซึ่งจะทำหน้าที่คอยต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆมีปริมาณลดลง และเนื่องจากมะเร็งเม็ดเลือดขาว
เป็นมะเร็งที่เกิดกับเลือด ซึ่งไหลเวียนไปทั่วร่างกาย มะเร็งที่เกิดขึ้นจึงกระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่แรกเป็น ดังนั้นมะเร็งเม็ดเลือดขาวจึงไม่มีการแบ่งระยะของโรค

สาเหตุของลิวคีเมีย 
สาเหตุของมะเร็งเม็ดเลือดขาวเกิดจากความผิดปกติของการแบ่งตัว ซึ่งมีสาเหตุมาจากความผิดปกติ
ทางพันธุกรรมดังกล่าวข้างต้น ส่วนสาเหตุที่เป็นต้นเหตุในเกิดความผิดปกตินั้น 
ในปัจจุบันเชื่อว่าเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น รังสีจากสารกัมมันตรังสีที่ได้รับในปริมาณที่ไม่ถึงกับทำให้
เกิดอันตรายถึงชีวิต แต่ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับหน่วยพันธุกรรมของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด 
เมื่อเวลาผ่านไป 5-10 ปี ความเสียหายบางอย่างอาจขยายตัวขึ้นได้ ทำให้เกิดเป็นมะเร็งดังกล่าว และ
นอกเหนือจากกัมมันตรังสีแล้ว สารเคมีจำพวกสารระเหยบางชนิด, ยา, หรือไวรัสบางชนิดก็อาจเป็น
ต้นเหตุได้เช่นกัน

จากผู้ที่ได้ทำการศึกษาไว้ มีสาเหตุหลายอย่างเช่น
1. สารกัมมันตภาพรังสี
2. รังสีเอกซเรย์
3. สารเคมีบางอย่าง
4. เชื้อจุลินทรีย์พวกไวรัสบางชนิด



สารเหล่านี้สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของเม็ดเลือดที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้กลับกลาย
เป็นเม็ดเลือดชนิดใหม่ ซึ่งไม่อยู่ภายใต้กลไกการควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์เดิมไป ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายยังดีอยู่สามารถกำจัดหรือกดการเจริญเติบโตของเม็ดเลือดที่ผิดปกตินั้นได้ เม็ดเลือด
เหล่านั้นก็จะเจริญเติบโต ขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นอันตรายแก่เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และอวัยวะต่างๆ ดังนั้น
จะเห็นได้ ว่าสาเหตุต่างๆ ดังกล่าวแล้วเป็นเพียงสาเหตุชักจูงเท่านั้นไม่ใช่สาเหตุโดย ตรงเพราะคนที่ได้รับ
สารเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นลิวคีเมียทุกคน 

ชนิดของลิวคีเมีย 

ลิวคีเมีย แบ่งออกได้เป็นชนิดใหญ่ๆ 2 ชนิด คือ ชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง โดยทั่วๆไปแล้วมะเร็ง
เม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันจะมีอาการรุนแรงกว่าชนิดที่เกิดช้า ๆ หรือเรื้อรัง 

ลิวคีเมียชนิดเฉียบพลัน Acute leukemia
ลิวคีเมียชนิดเฉียบพลัน มีการสร้างเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติอย่างรวดเร็ว การสร้างเม็ดเลือดแดงและ
เกล็ดเลือดในไขกระดูก ถูกแย่งที่ไป เกือบหมด ทำให้ผู้ป่วย มีอาการซีดลงในระยะเวลาอันสั้น ทำให้มีอาการ
อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เพราะมีเลือดน้อย เกล็ดเลือดที่ต่ำลงทำให้มีอาการเลือด ออกตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งตาม ไรฟัน และผิวหนัง และเนื่องจากเม็ดเลือดขาวที่มากกว่าปกตินั่นเป็นเม็ดเลือดขาวที่รูปร่างหน้าตา และ
การ ทำงานผิดปกติไปจากเดิมเม็ดเลือดขาวปกติหายไปเกือบหมดทำให้มีการติดเชื้อง่ายเปรียบเทียบได้กับ
ตำรวจที่ถูกสิ่งแวดล้อมและความเย้ายวนต่างๆ มาชักจูงให้กลายเป็นตำรวจที่ไม่ดี ไม่ปราบปรามผู้ร้าย ปล่อย
ให้ผู้ร้ายเต็มบ้าน เต็มเมืองแล้วตัว เองก็ยังคอยรังแกชาวบ้านอีกด้วย ทำให้ผู้คนเดือด ร้อนไปทุกหลังคาเรือน

ถ้าเป็นชนิดเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากการที่เม็ดเลือดชนิดปกติมีจำนวนลดต่ำลง
อย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีอาการซีด, มีไข้ขึ้น หรือมีจุดจ้ำเลือดขึ้นตามตัวอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 
1 เดือนหลังจากเป็นโรค

ลิวคีเมียชนิดเรื้อรัง Chronic leukemia
ลิวคีเมียชนิดเรื้อรัง เซลล์ในไขกระดูกที่เป็นต้นกำเนิดของเซลล์เม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิด มีการเปลี่ยนแปลงโครง
สร้างไปทำให้โครงสร้าง ของเม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิดเปลี่ยน แปลงไปด้วย ส่วนใหญ่จะแสดงออกทางเม็ดเลือด
ขาวมากที่สุด คือ มีการสร้างเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ นอกจากนี้ แล้วเม็ดเลือดขาวที่สร้างขึ้นมานี้ยังมีอายุ
ยืนยาวกว่าปกติ มาก ยังพอที่จะสามารถทำหน้าที่ต่อสู้กับผู้ร้ายได้บ้างพอสมควร เพราะฉะนั้นในลิวคีเมีย 
ชนิดนี้ จึง ไม่ค่อยมีการติดเชื้อบ่อยอย่างเช่นในลิวคีเมียชนิดเฉียบพลัน

ชนิดเรื้อรัง เซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นจะยังพอหน้าที่แทนเซลล์ปกติได้บ้าง และการรบกวนการสร้างเซลล์ปกติไม่
มากนัก ผู้ป่วยจะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป มักจะมีเม็ดเลือดขาวมาก มีตับม้ามโตหรือต่อมน้ำเหลืองโตได้เป็นปีๆ

นอกจากนี้เนื่องจากมีความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดทั้งหมดดังนั้นบางครั้งบางคราวจึงมีการ
สร้างเม็ดเลือดเพิ่มขึ้นมากอีกด้วย เกล็ดเลือดที่เพิ่ม มากนี้ บางครั้งไม่ก่อให้เกิดอาการอะไรในผู้ป่วย บางครั้ง
ก็ทำให้มีการอุดตันของเส้นเลือด หรือบางครั้งก็อาจทำให้เกิดเลือดออกได้ ง่ายคล้ายลิวคีเมียชนิดเฉียบพลัน
ได้เหมือนกัน อาจเป็นเพราะเกล็ดเลือดที่มีมากกว่าปกตินั้นทำหน้าที่ผิดแผกไปจากปกติที่ควรจะเป็นก็ได้ 
ผู้ป่วยลิวคี เมียชนิดเรื้อรังนี้มักจะมีอาการซีดร่วมด้วย แต่โดยมากอาการไม่รุนแรง เท่ากับในชนิดเฉียบพลัน 
เพราะค่อยเป็นค่อยไปช้าๆ และเนื่องจากมีจำนวน เม็ดเลือดขาวมากขึ้นมาก เม็ดเลือดขาวเหล่านี้จะไปอยู่ตาม
อวัยวะต่างๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับและม้ามทำให้อวัยวะดังกล่าวโตขึ้นกว่าปกติจนคลำได้

อาการ 
1. เลือดจาง ซีด 
2. หน้ามืด เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย 
3. เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง เหงือก เป็นจ้ำตามตัว 
4. ต่อมน้ำเหลืองโต อาจพบก้อนในท้องเนื่องจากตับ ม้ามโต 
5. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย มีไข้ 

การวินิจฉัย 
เนื่องจากอาการแสดงต่างๆ ที่กล่าวเป็นอาการของโรคอื่นๆ อีกหลายชนิดที่ไม่ใช่ลิวคีเมีย เพราะฉะนั้น
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวินิจฉัยแยก จากโรคอื่นๆ โดยการ ตรวจเลือดและการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่นการ
ตรวจไขกระดูก ก่อนที่จะบอกได้แน่นอน โรคนี้เป็นโรคร้ายแรง เมื่อเกิดขึ้นแล้วยาก ที่จะรักษาให้หายขาดได้ 
ดังนั้นการวินิจฉัย จึงต้องกระทำด้วยความระวัง ควรจะมีหลักฐานเพียงพอก่อนที่จะให้การวินิจฉัยลงไป
อย่างแน่นอนว่าผู้ ป่วยเป็นลิวคีเมียจริง

การวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาวสามารถทำได้ค่อนข้างง่ายจากการดูลักษณะเม็ดเลือดที่ได้จากการเจาะเลือด
ตามปกติ เรียกว่าการตรวจ complete blood count (CBC) ผู้ตรวจที่มีความชำนาญสามารถให้การ
วินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วจากการดูสไลด์เพียงแผ่นเดียว อย่างไรก็ดี มีความจำเป็นต้องตรวจเลือดจากไขกระดูก
เพิ่มเติมเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอนมากขึ้น 
การเจาะไขกระดูกดังกล่าวทำได้โดยใช้เข็มฉีดยาขนาดใหญ่ดูดเลือดจากไขกระดูกบริเวณสะโพก หรือ
บริเวณกลางหน้าอก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรกรรม หรือทางโลหิตวิทยาจะสามารถให้การวินิจฉัยได้


การรักษา
การรักษา โดยทั่วไปจะใช้วิธีการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก นอกจากนี้แพทย์อาจใช้วิธีการปลูกถ่าย
ไขกระดูก และรังสีรักษา เพื่อเสริมการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว การตอบสนอง
ต่อการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัด และอายุของผู้ป่วยด้วย ข้อแนะนำสำหรับการป้องกันโรคนี้ คือ การหลีกเลี่ยง
เกี่ยวกับการสัมผัสกับกัมมันตภาพรังสี และสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ยาฆ่าแมลง สีทาบ้าน ควันพิษต่าง ๆ 
และผู้ที่มีกรรมพันธุ์เป็นโรคที่ควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อยปีละครั้ง

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแตกต่างกันไปตามชนิดของมะเร็ง และสภาพของผู้ป่วยแต่ละคน หากเป็นชนิด
เรื้อรัง แพทย์จะให้ยาเคมีบำบัดแบบรับประทานเพื่อให้จำนวนเม็ดเลือดที่ผิดปกติลดลง และขนาดของตับม้าม
ลดลงในเวลาที่เหมาะสม การให้ยารับประทานอาจมีการปรับขนาดของยาบ้างตามจำนวนเม็ดเลือดขาว 
แต่จะให้ไปเรื่อยๆ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังถึงแม้จะมีอาการไม่มาก แต่เป็นมะเร็งที่ไม่สามารถรักษา
ให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว วิธีที่อาจรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังให้
หายขาดและได้ผลดีได้ คือการปลูกถ่ายไขกระดูก

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันมีเป้าหมายคือต้องการให้โรคเข้าสู่ระยะสงบ (remission) 
ระยะสงบเป็นระยะที่จำนวนของเซลล์มะเร็งลดลง และเซลล์ปกติมีจำนวนและหน้าที่กลับมาปกติ ผู้ป่วยที่เข้า
สู่ระยะสงบจะอยู่ในระยะนี้ได้ประมาณ 3-9 เดือน หลังจากนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลับเป็นโรคใหม่ 
(relapse)

การรักษาเพื่อให้เข้าสู่ระยะสงบนั้นรักษาด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) ขนาดค่อนข้างสูง
เข้าทางเส้นเลือด หลังจากให้ยา ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ผมร่วง และเม็ดเลือดต่ำลง ทำให้ติดเชื้อ
ง่ายและมีไข้ ระยะนี้เป็นระยะที่เกิดภาวะแทรกซ้อนและอันตรายถึงชีวิตได้ง่าย 
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อให้ยาปฏิชีวนะและให้เลือดประมาณ 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้น
หากผู้ป่วยไม่เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน ก็จะฟื้นตัวเข้าสู่ระยะสงบ ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้ป่วยจะมีอาการปกติ
เหมือนตอนก่อนจะป่วย แต่เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลับเป็นโรคใหม่ จึงต้องให้การรักษาเพื่อที่จะป้องกัน
การกลับเป็นโรคใหม่ โดยการให้ยาเคมีบำบัดซ้ำในขนาดสูง หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก ดังนั้นผู้ป่วยแต่ละราย
มักจะต้องได้เคมีบำบัดหลายรอบหลายครั้ง โดยทั่วไปประมาณ 3-6 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 2-3 
เดือน ในปัจจุบันเราสามารถรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันให้หายขาดได้ประมาณ 1 
ใน 3 ถึง 1 ใน 2 ของผู้ป่วยทั้งหมด การที่ผู้ป่วยแต่ละรายจะหายขาดหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง 
แต่ที่สำคัญที่สุดคืออายุและสภาพร่างกายของผู้ป่วย และชนิดความผิดปกติทางพันธุกรรมของมะเร็ง
เม็ดเลือดขาวที่ผู้ป่วยเป็น

การรักษาโรคลิวคีเมียทำได้ 2 วิธี คือ 
1. การป้องกันไม่ให้เกิดโรค 
2. การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว 


การป้องกันไม่ให้เกิดโรค
การป้องกันไม่ให้เกิดโรคนั้นยังห่างไกลจากความเป็นจริงมาก แม้ว่าวิทยาการก้าวหน้าไปมากแค่ไหนก็ตาม เรายังไม่มีวิธีที่จะป้องกันไม่ให้ เกิดโรคลิวคีเมียได้ เพราะ ดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนสาเหตุว่า สาเหตุต่างๆ ที่กล่าวถึงนั้นเป็นเพียงสาเหตุชักจูงเท่านั้น เรายังไม่ทราบว่าทำไมคน บางคนได้รับสาเหตุชักจูงแล้วเป็นโรคลิวคีเมียแต่บาง คนไม่เป็น 

การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว
การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้วนั้น แบ่งเป็น 2 อย่าง คือ การรักษาตัวโรคลิวคีเมียเอง และการป้องกันและรักษาโรคแทรกซ้อน หรืออาการต่างๆ ที่เป็นผลจากโรคลิวคีเมีย 

การรักษาตัวโรคลิวคีเมียเอง การรักษาโรคลิวคีเมียเองนั้น ทำได้โดยการใช้ยาซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าหรือทำลายเซลล์
ลิวคีเมีย (และในขณะเดียว กันก็อาจจะทำลายเซลล์ เม็ดเลือดที่ปกติด้วย) ในปัจจุบันนี้การรักษาโรคลิวคีเมียได้ผลดีขึ้นมากทั้งนี้ก็เป็นผลจากยาที่นำมาใช้มีคุณภาพดีขึ้น ลิวคีเมีย บางชนิด
อาจจะรักษาให้หายขาดได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิวคีเมียในเด็ก
สำหรับลิวคีเมียในผู้ใหญ่แม้ว่าการรักษาจะดีขึ้นมากแต่ก็ยัง ไกล จากความหวังในเรื่องหายขาด

นอกจากนี้การรักษามีความจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องได้รับเลือดเข้าไปชดเชย เพื่อให้ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงมากพอ
ที่จะทำหน้าที่นำออกซิเจน ไปให้อวัยวะต่างๆ ได้


การป้องกันและการรักษาโรคแทรกซ้อน การป้องและรักษาโรคแทรกซ้อนนั้น ก็ทำไปตามอาการของผู้ป่วย เช่น 
ซีดมากก็ให้เลือดถ้า เกล็ดเลือดต่ำ มีอาการเลือดออก ตามที่ต่างๆ ก็ต้องให้เกล็ดเลือด 

ผู้ป่วยพวกนี้มักจะมีอาการติดเชื้อง่ายจาก 2 สาเหตุ คือ
1. เป็นผลจากโรคลิวคีเมียเอง เพราะมีเม็ดเลือดขาวที่ไม่ปกติ ไม่สามารถต่อสู้กับผู้ร้ายได้เพราะฉะนั้น 
    จึงมีการติดเชื้อบ่อย
2. เป็นผลจากการรักษาด้วยยา ซึ่งสามารถกดไขกระดูกได้ด้วย ดังนั้นเม็ดเลือดขาวอาจจะต่ำกว่าปกติ
    ระยะหนึ่ง ทำให้มีการติดเชื้อง่าย

ไม่ว่าจะเป็นผลจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งดังกล่าว เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อก็ต้องให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรค
เหล่านั้น และเนื่องจากขาดเม็ด เลือด ที่ดีๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดเชื้อ โรคพวกนั้นได้ ก็อาจจะเป็นที่จะต้องให้เม็ด
เลือดขาวที่ดีๆ เข้าไปในผู้ป่วยด้วย การหาทั้งเกล็ดเลือดและเม็ดเลือด ขาวจำ เป็น ต้องได้เลือดจากผู้บริจาค
ในวันเดียวกัน เพื่อจะทำการปั่นแยกเอาเฉพาะเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดให้ผู้ป่วยเพราะในเลือดที่บริจาค 
มาหลาย วันทั้ง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดหายไปหรือเสื่อมหน้าที่ไปเกือบหมดแล้วทั้งนั้น

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคลิวคีเมียอาจมีผลแทรกซ้อนได้ เช่น ยาที่ทำลายเซลล์ลิวคีเมียโดยตรงอาจจะทำให้ผมร่วง  หรือเป็นหมันได้ยากลุ่ม คอร์ติโคสเตียรอยส์อาจทำ 
ให้หน้าอ้วน เป็นแผลเป็นในกระเพาะอาหาร หรือกระดูกผุได้ เป็นต้น


แหล่งอ้างอิง 

แสงสุรีย์ จูฑา. "ลิวคีเมีย." รามาธิบดี. 10 (ธันวาคม-มกราคม 2523) : 19-23


Acute Leukemia, Lymphoblastic Leukemia

Panoptic stain, bone marrow. The cytoplasm of the lymphoblast at lower left is heavily vacuolated. ~1100X
Acute Leukemia, Lymphoblastic Leukemia

Panoptic stain, peripheral blood.
Acute Leukemia, 
Myelomonocytic
Leukemia

Panoptic stain, bone marrow ~1000X
Acute Leukemia, Myelomonocytic Leukemia
Panoptic stain ~500X

Special stain test
Peroxidase reaction. Leukemic cells are strongly positive.

alpha-Naphthylacetate esterase reaction. Positive
Acute Leukemia, Monocytic Leukemia

Panoptic stain, bone marrow. ~1000X
Acute Leukemia, Monocytic Leukemia

Panoptic stain, peripheral blood. ~500X
Bone marrow. Mixed cellular population of blasts and red cell precursors, some showing morphologic abnormalities. Plasma cell at upper right.
Peripheral blood. coexistence of myeloblasts and erythroblasts, some showing profound morphologic changes. Karyorrhexis is apparent at upper left.
Peripheral blood. Above the blast cell at lower right is a lymphocyte and a red cell with basophilic stippling. At lower left is any erythroblast with a band neutrophil above it.



  มะเร็งเม็ดเลือดขาว- Leukemia

 Introduction
Approximately 30,000 patients learn that they have "blood cancer," i.e., leukemia. The diagnosis of leukemia bring with them many questions and a need for clear, understandable answers. We hope this website will help. It provides information and useful internet links about pulmonary malignancies... 

What Is Leukemia?
Leukemia is a type of cancer. Cancer is a group of more than 100 diseases that have two important things in common. One is that certain cells in the body become abnormal. Another is that the body keeps producing large numbers of these abnormal cells. 

Leukemia is cancer of the blood cells. To understand leukemia, it is helpful to know about normal blood cells and what happens to them when leukemia develops.

Normal Blood Cells
The blood is made up of fluid called plasma and three types of cells. Each type has special functions. 

White blood cells (also called WBCs or leukocytes) help the body fight infections and other diseases.

Red blood cells (also called RBCs or erythrocytes) carry oxygen from the lungs to the body's tissues and take carbon dioxide from the tissues back to the lungs. The red blood cells give blood its color.

Platelets (also called thrombocytes) help form blood clots that control bleeding.

Blood cells are formed in the bone marrow, the soft, spongy center of bones. New (immature) blood cells are called blasts. Some blasts stay in the marrow to mature. Some travel to other parts of the body to mature. 

Normally, blood cells are produced in an orderly, controlled way, as the body needs them. This process helps keep us healthy. 

Leukemia Cells
When leukemia develops, the body produces large numbers of abnormal blood cells. In most types of leukemia, the abnormal cells are white blood cells. The leukemia cells usually look different from normal blood cells, and they do not function properly.

Types of Leukemia
There are several types of leukemia. They are grouped in two ways. One way is by how quickly the disease develops and gets worse. The other way is by the type of blood cell that is affected. 

Leukemia is either acute or chronic. In acute leukemia, the abnormal blood cells are blasts that remain very immature and cannot carry out their normal functions. The number of blasts increases rapidly, and the disease gets worse quickly. In chronic leukemia, some blast cells are present, but in general, these cells are more mature and can carry out some of their normal functions. Also, the number of blasts increases less rapidly than in acute leukemia. As a result, chronic leukemia gets worse gradually. 

Leukemia can arise in either of the two main types of white blood cells-- lymphoid cells or myeloid cells. When leukemia affects lymphoid cells, it is called lymphocytic leukemia. When myeloid cells are affected, the disease is called myeloid or myelogenous leukemia

These are the most common types of leukemia: 

- Acute lymphocytic leukemia (ALL) is the most common type of leukemia
  in young children. This disease also affects adults, especially those age 
  65 and older.

- Acute myeloid leukemia (AML) occurs in both adults and children. This   
  type of leukemia is sometimes called acute nonlymphocytic leukemia 
  (ANLL).

- Chronic lymphocytic leukemia (CLL) most often affects adults over the 
  age of 55. It sometimes occurs in younger adults, but it almost never 
  affects children.

- Chronic myeloid leukemia (CML) occurs mainly in adults. A very small 
  number of children also develop this disease.

Hairy cell leukemia is an uncommon type of chronic leukemia. This and other uncommon types of leukemia are not discussed in this booklet. The Cancer Information Service can supply information about them.


Symptoms
Leukemia cells are abnormal cells that cannot do what normal blood cells do. They cannot help the body fight infections. For this reason, people with leukemia often get infections and have fevers. 

Also, people with leukemia often have less than the normal amount of healthy red blood cells and platelets. As a result, there are not enough red blood cells to carry oxygen through the body. With this condition, called anemia, patients may look pale and feel weak and tired. When there are not enough platelets, patients bleed and bruise easily. 

Like all blood cells, leukemia cells travel through the body. Depending on the number of abnormal cells and where these cells collect, patients with leukemia may have a number of symptoms. 

In acute leukemia, symptoms appear and get worse quickly. People with this disease go to their doctor because they feel sick. In chronic leukemia, symptoms may not appear for a long time; when symptoms do appear, they generally are mild at first and get worse gradually. Doctors often find chronic leukemia during a routine checkup--before there are any symptoms. 

These are some of the common symptoms of leukemia: 
- Fever, chills, and other flu-like symptoms; 
- Weakness and fatigue; 
- Frequent infections; 
- Loss of appetite and/or weight; 
- Swollen or tender lymph nodes, liver, or spleen; 
- Easy bleeding or bruising; 
- Tiny red spots (called petechiae) under the skin; 
- Swollen or bleeding gums; 
- Sweating, especially at night; and/or 
- Bone or joint pain. 


In acute leukemia, the abnormal cells may collect in the brain or spinal cord (also called the central nervous system or CNS). The result may be headaches, vomiting, confusion, loss of muscle control, and seizures. Leukemia cells also can collect in the testicles and cause swelling. Also, some patients develop sores in the eyes or on the skin. Leukemia also can affect the digestive tract, kidneys, lungs, or other parts of the body. 

In chronic leukemia, the abnormal blood cells may gradually collect in various parts of the body. Chronic leukemia may affect the skin, central nervous system, digestive tract, kidneys, and testicles.

Diagnosis
To find the cause of a person's symptoms, the doctor asks about the patient's medical history and does a physical exam. In addition to checking general signs of health, the doctor feels for swelling in the liver; the spleen; and the lymph nodes under the arms, in the groin, and in the neck. 

Blood tests also help in the diagnosis. A sample of blood is examined under a microscope to see what the cells look like and to determine the number of mature cells and blasts. Although blood tests may reveal that a patient has leukemia, they may not show what type of leukemia it is. 

To check further for leukemia cells or to tell what type of leukemia a patient has, a hematologist, oncologist, or pathologist examines a sample of bone marrow under a microscope. The doctor withdraws the sample by inserting a needle into a large bone (usually the hip) and removing a small amount of liquid bone marrow. This procedure is called bone marrow aspiration. A bone marrow biopsy is performed with a larger needle and removes a small piece of bone and bone marrow. 

If leukemia cells are found in the bone marrow sample, the patient's doctor orders other tests to find out the extent of the disease. A spinal tap (lumbar puncture) checks for leukemia cells in the fluid that fills the spaces in and around the brain and spinal cord (cerebrospinal fluid). Chest x-rays can reveal signs of disease in the chest.


Treatment
Treatment for leukemia is complex. It varies with the type of leukemia and is not the same for all patients. The doctor plans the treatment to fit each patient's needs. The treatment depends not only on the type of leukemia, but also on certain features of the leukemia cells, the extent of the disease, and whether the leukemia has been treated before. It also depends on the patient's age, symptoms, and general health. 

Whenever possible, patients should be treated at a medical center that has doctors who have experience in treating leukemia. If this is not possible, the patient's doctor should discuss the treatment plan with a specialist at such a center. Also, patients and their doctors can call the Cancer Information Service to request up-to-date treatment information from the National Cancer Institute's PDQ database. 

Acute leukemia needs to be treated right away. The goal of treatment is to bring about a remission. Then, when there is no evidence of the disease, more therapy may be given to prevent a relapse. Many people with acute leukemia can be cured. 

Chronic leukemia patients who do not have symptoms may not require immediate treatment. However, they should have frequent checkups so the doctor can see whether the disease is progressing. When treatment is needed, it can often control the disease and its symptoms. However, chronic leukemia can seldom be cured. 

Many patients and their families want to learn all they can about leukemia and the treatment choices so they can take an active part in decisions about medical care. The doctor is the best person to answer these questions. When discussing treatment, the patient (or, in the case of a child, the patient's family) may want to talk with the doctor about research studies of new treatment methods. Such studies, called clinical trials, are designed to improve cancer treatment. More information about clinical trials is in the Clinical Trials section. 

When a person is diagnosed with leukemia, shock and stress are natural reactions. These feelings may make it difficult to think of every question to ask the doctor. Also, patients may find it hard to remember everything the doctor says. 

Often, it helps to make a list of questions to ask the doctor. Taking notes or, if the doctor agrees, using a tape recorder can make it easier to remember the answers. Some people find that it also helps to have a family member or friend with them--to take part in the discussion, to take notes, or just to listen. Patients do not need to ask all their questions or remember all the answers at one time. They will have other chances for the doctor to explain things that are not clear and to ask for more information. 

Here are some questions patients and their families may want to ask the doctor before treatment begins: 

- What type of leukemia is it? 
- What are the treatment choices? Which do you recommend? Why? 
- Would a clinical trial be appropriate? 
- What are the expected benefits of each kind of treatment? 
- What are the risks and possible side effects of each treatment? 
- If I have pain, how will you help me? 
- Will I have to change my normal activities? 
- How long will treatment last? 
- What is the treatment likely to cost? How can I find out what my 
  insurance will cover? 

Getting a Second Opinion
Sometimes it is helpful to have a second opinion about the diagnosis and treatment plan. (Many insurance companies provide coverage for a second opinion.) There are a number of ways to find a doctor who can give a second opinion: 

The patient's doctor may be able to suggest a doctor who specializes in adult or childhood leukemia. Doctors who treat adult leukemia are oncologists and hematologists. Pediatric oncologists and hematologists treat childhood leukemia. 

The Cancer Information Service, at 1-800-4-CANCER, can tell callers about cancer centers and other treatment facilities in their area, including programs that are supported by the National Cancer Institute. 

Patients can get the names of specialists from their local medical society, a nearby hospital, or a medical school. 



Methods of Treatment
Most patients with leukemia are treated with chemotherapy. Some also may have radiation therapy and/or bone marrow transplantation (BMT) or biological therapy. In some cases, surgery to remove the spleen (an operation called a splenectomy) may be part of the treatment plan. 

Chemotherapy is the use of drugs to kill cancer cells. Depending on the type of leukemia, patients may receive a single drug or a combination of two or more drugs. 

Some anticancer drugs can be taken by mouth. Most are given by IV injection (injected into a vein). Often, patients who need to have many IV treatments receive the drugs through a catheter. 

One end of this thin, flexible tube is placed in a large vein, often in the upper chest. Drugs are injected into the catheter, rather than directly into a vein, to avoid the discomfort of repeated injections and injury to the skin. 

Anticancer drugs given by IV injection or taken by mouth enter the bloodstream and affect leukemia cells in most parts of the body. However, the drugs often do not reach cells in the central nervous system because they are stopped by the blood-brain barrier. This protective barrier is formed by a network of blood vessels that filter blood going to the brain and spinal cord. To reach leukemia cells in the central nervous system, doctors use intrathecal chemotherapy. In this type of treatment, anticancer drugs are injected directly into the cerebrospinal fluid. 

Intrathecal chemotherapy can be given in two ways. Some patients receive the drugs by injection into the lower part of the spinal column. Others, especially children, receive intrathecal chemotherapy through a special type of catheter called an Ommaya reservoir. This device is placed under the scalp, where it provides a pathway to the cerebrospinal fluid. Injecting anticancer drugs into the reservoir instead of into the spinal column can make intrathecal chemotherapy easier and more comfortable for the patient. 

Chemotherapy is given in cycles: a treatment period followed by a recovery period, then another treatment period, and so on. In some cases, the patient has chemotherapy as an outpatient at the hospital, at the doctor's office, or at home. However, depending on which drugs are given and the patient's general health, a hospital stay may be necessary. 

Here are some questions patients and their families may want to ask the doctor before starting chemotherapy: 

What drugs will be used? 
When will the treatments begin? How often will they be given? 
When will they end? 
Will I have to stay in the hospital? 
How will we know whether the drugs are working? 
What side effects occur during treatment? How long do the side effects last? What can be done to manage them? 
Can these drugs cause side effects later on? 

Radiation therapy is used along with chemotherapy for some kinds of leukemia. Radiation therapy (also called Radiotherapy) uses high-energy rays to damage cancer cells and stop them from growing. The radiation comes from a large machine. 

Radiation therapy for leukemia may be given in two ways. For some patients, the doctor may direct the radiation to one specific area of the body where there is a collection of leukemia cells, such as the spleen or testicles. Other patients may receive radiation that is directed to the whole body. This type of radiation therapy, called total-body irradiation, usually is given before a bone marrow transplant. 

Here are some questions patients and their families may want to ask the doctor before having radiation therapy: 

- When will the treatments begin? How often are they given? When will 
  they end? 
- Can normal activities be continued? 
- How will we know if the treatment is working? 
- What side effects can be expected? How long will they last? What can 
  be done about them? 
- Can radiation therapy cause side effects later on? 

Bone marrow transplantation also may be used for some patients. The patient's leukemia-producing bone marrow is destroyed by high doses of drugs and radiation and is then replaced by healthy bone marrow. The healthy bone marrow may come from a donor, or it may be marrow that has been removed from the patient and stored before the high-dose treatment. If the patient's own bone marrow is used, it may first be treated outside the body to remove leukemia cells. Patients who have a bone marrow transplant usually stay in the hospital for several weeks. Until the transplanted bone marrow begins to produce enough white blood cells, patients have to be carefully protected from infection. 

Here are some questions patients and their families may want to ask the doctor about bone marrow transplantation: 

- What are the benefits of this treatment? 
- What are the risks and side effects? What can be done about them? 
- How long will I be in the hospital? What care will be needed after I leave 
  the hospital? 
- What changes in normal activities will be necessary? 
- How will we know if the treatment is working? 

Biological therapy involves treatment with substances that affect the immune system's response to cancer. Interferon is a form of biological therapy that is used against some types of leukemia. 

Here are some questions patients and their families may want to ask the doctor before starting biological therapy: 

- What kind of treatment will be used? 
- What side effects can be expected? How long do the side effects 
   last? - - What can be done to manage them? 
- How will we know whether the treatment is working? 

From WebMD Health

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.