BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

สอบถามปัญหาแบบออนไลน์
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat

   top
  การตรวจภายใน 
  Pelvic Examination

เหตุผลในการตรวจภายใน
การตรวจ PAP smear
PAP smear terminology
ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง
  ปากมดลูก

Pictures of normal 
   pap smears

Pictures of abnormal 
   pap smears


Classification of 
  Squamous Cells on 
  the Pap Test
 
การแปลผลการตรวจ PAP
Classification of 
  Glandular Cells on the 
  Pap Test
Common changes
  -
Metaplasia
  - dysplasia

Colposcopy: The next 
   diagnostic step

ตกขาวคืออะไร/Leukorhea
  -
ข้อมูลเเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง 
    ตกขาว Leukorrhea 

    คลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่

ช่องคลอดอักเสบ Vaginitis

มะเร็งปากมดลูก
   Cancer of Cervix


โครงการป้องกันควบคุม
   โรคมะเร็งปากมดลูก

 



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์






   การตรวจภายใน Pelvic Examination      
ในบ้านเรายังไม่มีมาตรฐานชัดเจนว่า ผู้หญิงไทยควรเริ่มตรวจภายในตั้งแต่อายุเท่าไหร่ แต่ตาม
ตำราของฝรั่งเขาก็ให้เริ่มตรวจภายใน เช็คมะเร็งปากมดลูกกันตั้งแต่อายุ 18 ปีสำหรับฝรั่งแล้ว
การตรวจภายในเขาไม่ถือเป็นเรื่องซีเรียส เขาไม่ค่อยอายหรือกลัวอะไรมากมาย เขาถือว่าเป็นเรื่อง
ที่ควรทำ เป็นความรับผิดชอบส่วนตัวที่ต้องดูแลสุขภาพของตัวเอง แล้วอีกอย่างของเขาอายุ 
18 ปีแล้ว หากไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาเลย ดูเหมือนเป็นเรื่องผิดปกติ
แต่ของสาวไทยเราก็คงไม่เหมือนของเขาทั้งหมดนะครับ คนไทยเราขี้อาย ขี้กลัวแล้วยังเห็น
การตรวจภายในเป็นเรื่องสุดท้าย ที่ควรคิดถึง ไม่หนักหนาสาหัสไม่ค่อยมาให้ตรวจหรอกครับ 
นอกจากนั้นขนบธรรมเนียมประเพณีของเราก็ยังต่างจากเขา อายุ 18 ของเรายังดูเด็กอยู่เลย ไม่
ค่อยรู้เรื่องเพศสัมพันธ์หรอกครับ
แต่จากข้อมูลล่าสุดที่อ่านจากหนังสือพิมพ์มาเขาสำรวจพบ
ข้อมูลน่าตกใจว่า สาวไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เฉลี่ยที่อายุ 16 กว่าๆ เท่านั้นเอง
สรุปว่าสาวไทยควรเริ่มตรวจภายในครั้งแรกที่อายุเท่าไหร่ ยังไม่ได้กำหนดไว้
ชัดเจน แต่หากว่าเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็ควรตรวจเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง 
หรือหากมีอะไรผิดปกติ ก็ไม่ควรรีรอ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที
แต่ถ้าหากอายุก็มากขึ้นทุกวันแล้วก็ยังไม่มีแฟน ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลย หากอายุเลย 30 ปี ไปแล้ว 
ก็ควรไปตรวจภายใน เช็กมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยมากที่สุดในสาวไทย อายุที่เป็นก็ประมาณ 
39-40 ปี จะรอจนถึงตอนนั้นแล้วค่อยมาตรวจ ก็เห็นทีจะสายเกินไป หากเป็นสาว
โสดอายุอย่างมากสุด 30 ปี ก็ควรตรวจได้แล้วละครับ

ส่วนว่าตรวจภายในจะตรวจกันอย่างไร ต้องเตรียมตัวยังไง จะเจ็บมั้ย 

การตรวจภายใน
การตรวจภายใน เป็นสิ่งที่หญิงสาวมักอายหมอ กลัวเจ็บ ซึ่งจริงๆ แล้วหมอมีวิธีการตรวจอย่าง
นุ่มนวล ไม่น่ากลัว ถ้าเป็นหญิงสาว ไม่เคยร่วมเพศ หมออาจเพียงใช้ไม้พันสำลีแบบคอตตั้นบัด 
ให้เราแหย่เข้าช่องคลอดเองได้ ถ้าเพียงต้องการตกขาวมาตรวจ
อวัยวะที่อยู่ในระบบสืบพันธุ์ของสตรี ถ้าเราไล่จากข้างนอกเข้าไปข้างในก็จะมี ปากช่องคลอด 
ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก และรังไข่ ธรรมชาติของการ สืบพันธุ์เริ่มจาก รังไข่ของ
ผู้หญิงสร้างไข่ ตกไข่ออกมา 1 ฟองทุกเดือน ไข่นี้ก็จะเข้ามา ยังท่อนำไข่แล้วหยุดคอยตัวอสุจิอยู่
ตรงนี้ เมื่อมีการร่วมเพศตัวอสุจิหลายสิบล้าน หรือ เป็นร้อยล้านตัว จะถูกปล่อยออกมา ตรงบริเวณ
ปากมดลูก ตัวอสุจิจำนวนหนึ่งจะเข้า ปากมดลูก ว่ายน้ำเข้าไปในโพรงมดลูกขึ้นไปยังท่อนำไข่ เพื่อ
หาไข่ซึ่งคอยอยู่อสุจิ เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่จะเกิดการปฎิสนธิ เป็นตัวอ่อนเคลื่อนลงมายังโพรงมดลูก 
เติบโต ในโพรงนี่จนครบ 9 เดือน และคลอดมาชมโลกภายนอก
      ดังนั้น การตรวจภายในจึงอาศัยการดูส่วนที่มองเห็นได้ คือปากช่องคลอด ช่องคลอด และ
ปากมดลูกและอาศัยการคลำส่วนที่มองไม่เห็นคือ มดลูก และปีกมดลูก โรคที่สามารถตรวจพบได้
บ่อย ๆ คือ การติดเชื้อ เนื้องอก และมะเร็ง
      หลังจากนอนขึ้นขาหยั่งพร้อมที่จะตรวจแล้ว หมอจะดูลักษณะทั่ว ๆ ไป ภายนอก ก่อนว่ามี
ความผิดปกติอะไรหรือไม่เช่น ผื่นแผล ติ่งเนื้อ หรือก้อน การดูในช่องคลอด หมอจำเป็นต้องสอด
เครื่องมือเข้าไปในช่องคลอด เพื่อถ่างเปิดช่องคลอดให้เห็นว่ามีตก ขาว เลือด แผล เนื้องอกหรือไม่ 
ถ้ามีตกขาวก็ดูว่าสีกลิ่นปริมาณผิดปกติหรือเปล่า ส่วน ท ีอยู่ลึกที่สุดที่มองเห็นได้คือปากมดลูก 
ก็จะดูว่ามีแผล อักเสบ หรือมีมะเร็งหรือไม่
      หมอก็จะถือโอกาสในช่วงนี้ตรวจมะเร็งปากมดลูกให้ ซึ่งก็ไม่ยุ่งยากสำหรับหมอ และก็ไม่เจ็บ
สำหรับคุณผู้หญิงด้วย โดยใช้เครื่องมือป้ายเอา น้ำในช่องคลอด ขูดผิว ปากมดลูก และช่องภายใน
ปากมดลูก ไปลงแผ่นกระจก และถูกแช่น้ำยา ย้อมสี และส่องกล้องตรวจหาเซลล์มะเร็งต่อไป 
ประมาณ 3-7 วัน ก็จะรู้ผล ตรวจมะเร็งนี้
      ต่อจากนี้หมอต้องตรวจโดยการคลำผ่านทางช่องคลอด โดยสอดนิ้วชี้ในช่อง คลอดแทน 
ส่วนอีกมือหนึ่งของหมอจะกด ท้องน้อย เพื่อหาความผิดปกติของอวัยวะ สืบพันธุ์ที่เหลือซึ่งอยู่
ภายในอุ้งเชิงกราน คุณผู้ หญิงที่ท้องผูกเป็นนิสัย หมอก็มักจะคลำ พบก้อนอุจจาระในลำไส้ใหญ่
ซึ่งอยู่ด้านหลังได้ ด้วย แค่นี้ก็เสร็จพิธีการแล้วค่ะ

ที่ต้องตรวจภายในนั้น หมอมีเหตุผลอยู่สองอย่างคือ
      อย่างแรก เพื่อตรวจสุขภาพ โดยการตรวจเช็คมะเร็ง ในสตรีที่แต่งงานแล้วควร ตรวจเช็ค
มะเร็งทุกปี แต่บางรายหมออาจจะต้องนัดมาตรวจทุก 3-6 เดือนก็ได้ ถ้าพบ ว่ามีการอักเสบเรื้อรัง
ที่ปากมดลูกหรือสงสัยว่าจะมีเซลล์ผิดปกติเกิดขึ้น สตรีที่ไม่มี อาการอะไรเมื่อถึงอายุ 40-45 ปี 
ก็เช็คได้แล้วนะคะ สำหรับมะเร็งปากมดลูก หมอ สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เพิ่งเริ่มต้นเป็น 
จึงทำให้หมอ สามารถรักษามะเร็ง ชนิดนี้ ให้หายขาดได้ก็เนื่องจากเราตรวจภายใน เช็คมะเร็ง ประจำปีนี่เอง
      อย่างที่สอง เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการของโรคทางนรีเวช เช่น มีตกขาวมาก มีกลิ่นเหม็น 
มีเลือดออกไม่ตรงกับประจำเดือน มีเลือดประจำเดือนออกนานเกิน 7 วัน คลำได้ก้อนที่อวัยวะเพศ 
คลำได้ก้อนในท้องน้อย หรือมีแผลที่อวัยวะเพศเป็นต้น
      คุณผู้หญิงคะ เวลามาตรวจภายใน หมออยากจะให้เล่าความจริงให้หมอฟังนะคะ เพื่อหมอจะ
ได้วินิจฉัยได้ถูกต้อง เพราะโรคบางอย่างมีอาการของโรคคล้าย ๆ กัน เช่น กรณีที่เลือดออกผิดปกติ 
อาจมีสาเหตุมาจากเยื่อบุมดลูกผิดปกติ เนื้องอกในมดลูก ช่องคลอดอักเสบ ปากมดลูกเป็นมะเร็ง 
หรือเกิดจาการท้องนอกมดลูก หรือแท้งบุตร เป็นต้น ดังนั้นเมื่อหมอขอตรวจภายในก็ควรจะปฏิบัติ
ตาม แม้ว่าจะยังไม่เคยมีเพศ สัมพันธุ์มาก่อน สตรีที่เคยมีเพศสัมพันธุ์มาแล้วจะตรวจไม่เจ็บ สตรีที่
ยังไม่เคยมีเพศ สัมพันธุ์จะรู้สึกตึง ๆ หรือเจ็บบ้างเล็กน้อย เพราะขนาดของเครื่องมือจะเล็กกว่าที่
ใช้กับ คนที่เคยมีเพศสัมพันธุ์แล้ว ดังนั้นไม่ต้องกลับเจ็บนะคะ

ตอนนี้คงมีคนอยากจะให้ตรวจภายในบ้างแล้วซิคะ จะต้องเตรียมตัวอย่างไรหรือคะ
      1. เตรียมใจ เพราะเมื่อจำเป็นต้องมาตรวจมักจะอายมาโรงพยาบาลเสียเวลาแล้ว ก็ควรจะตรวจ
      2. ถ่ายอุจจาระมาก่อน คนที่รู้ตัวว่าท้องผูกมาก ควรรับประทานยาระบายมาก่อน สัก 2-3 วัน
      3. ไม่ต้องโกนขน เพราะมีผลเสียเช่น ทำให้หมอวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ไม่ได้ 
          เพราะต้องอาศัยดูจากขนด้วย หรือทำให้รู้สึกเจ็บเวลาขนขึ้นใหม่เพราะแข็ง
      4. นุ่งกระโปรงมาตรวจไม่นุ่งกางเกง
      หวังว่าคุณๆ ทั้งหญิงและชายที่อ่านจบคงเข้าใจ และรู้สึกจำเป็นแล้วนะคะ รีบมา ตรวจเสีย
แต่เนิ่นๆ มะเร็งร้ายเรายังพิชิตมันได้ด้วยการตรวจชนิดนี้ อย่าอายมาก นะคะ

ภาพวาด แสดงชนิดต่างๆ ของเครื่องมือตรวจภายใน

ภาพตัดขวาง - มือหมอที่ล้วงเข้าช่องคลอดและอีกมือคลำหน้าท้อง


การตรวจภายในไม่ใช่แค่เอาของเหลวในช่องคลอด หรือปากมดลูกมาตรวจเท่านั้น หมอยังต้อง
ตรวจว่า มดลูกปกติหรือไม่, มีก้อนผิดปกติในท้องหรือเปล่า, มีการอักเสบของปีกมดลูกหรือไม่ 
และฯลฯ และ ฯลฯ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก ไปพร้อม ๆ กันด้วยเลย

น.พ.อานนท์ เรืองอุดมานันท์
น.พ.พนิตย์ จิวะนันทประวัติ
นพ.รุ่งโรจน์ ตรีนิติ
รศ.พญ.มานี ปิยะอนันต์

แบบตัวอย่างการรายงานผลการตรวจ Pap smear
ถ้าตรวจจากช่องคลอดส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจหาเชื้อมะเร็งของปากมดลูก Pap smear การรายงาน
ผลมีสองแบบแล้วแต่สถาบัน 

แบบแรกแบ่งเป็น 5 ขั้น คือ 
ขั้นที่หนึ่ง : ปกติ ไม่มีเชื้อมะเร็ง 
ขั้นที่สอง : มีการอักเสบของช่องคลอดหรือปากมดลูก แต่ไม่มีเชื้อมะเร็ง 
ขั้นที่สาม : สงสัยอาจจะมีเชื้อมะเร็ง 
ขั้นที่สี่ : มีเชื้อมะเร็งแต่ยังไม่แน่ใจ 100% ทีเดียว 
ขั้นที่ห้า : มีเชื้อมะเร็งแน่นอน 

การแบ่งแบบที่สอง คือ 
- ปกติ ไม่มีเชื้อมะเร็ง 
- มีเซลล์ผิดปกติ แต่ยังไม่เป็นมะเร็ง (DYSPLASIA) ซึ่งถ้าทิ้งไว้นานๆบางคนจะหาย บางคนจะเปลี่ยน
   เป็นมะเร็งได้ 
- สงสัยจะมีเชื้อมะเร็ง (SUSPECIOUS OF CANCER) 
- มีเชื้อมะเร็ง (POSITIVE FOR CANCER) 

รายที่ปกติ ก็ควรตรวจมะเร็งปีละ 1-2 ครั้งต่อไป รายที่มีเซลล์ผิดปกติ หรือมีการอักเสบของช่องคลอด 
แพทย์จะให้ยาแก้อักเสบ ไปเหน็บในช่องคลอดแล้วนัดไปตรวจมะเร็งซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้ายังมีเซลล์ผิดปกติอีก 
ก็จะนัดให้ไปส่องกล้องปากมดลูกและตัดชิ้นเนื้อไปพิสูจน์

รายที่สงสัยว่ามีเชื้อมะเร็ง แพทย์เขาจะนัดส่องกล้องปากมดลูกและตัดชิ้นเนื้อไปพิสูจน์ (การตัดเนื้อที่
ปากมดลูกก ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บหรอกน่ะครับ เพราะไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่) 

รายที่พบว่าเป็นมะเร็งแน่ ก็จะตรวจดูว่ามีแผลที่ปากมดลูกที่เห็นได้นั้นไหม 
ถ้าได้ก็จะตัดเนื้อไปตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ ให้ทราบแน่ว่าเป็นแน่ไหมและเป็นมากน้อยแค่ไหน 
แต่ถ้าตัดไปดูแล้วไม่พบมะเร็ง หรือไม่สามารถบอกว่ามะเร็งเป็นมากแค่ไหน 
ก็จะส่องกล้องดูปากมดลูกและตัดเนื้อไปพิสูจน์อีกครั้ง ถ้าหากตรวจครั้งนี้ยังไม่สามารถบอกถึงความเป็นมาก 
หรือน้อยของมะเร็ง ก็จะต้องถึงขั้นสุดท้าย คือการตัดเนื้อชิ้นใหญ่ๆแบบ รูปกรวย (CONIZATION) 
ของปากมดลูกซึ่งเป็นวิธีสุดท้ายที่สามารถบอกถึงความเป็นมากน้อยของมะเร็ง 
วิธีนี้ต้องทำโดยการดมยาสลบครับ

 

 

 PAP Smear    

cytology.com
What Exactly is a Pap Smear?

A Pap Smear is a cellular sample taken from the endocervical canal and/or vagina. The sample(s) are smeared on a slide and fixed with a preservative to keep the cells from becoming air-dried and distorted. The slides are then delivered to a laboratory where they are screened by a Cytotechnologist.

What's a Cytotechnologist? Here is a definition 

Cytotechnologist - specially trained individuals who identify cellular abnormalities in cytology laboratories; graduates of an accredited school of cytotechnology who then successfully complete a board certification examination with the American Society of Clinical Pathologists (ASCP) Board of Registry; all hold a bachelor's degree; cytotechnology is the practice of reviewing cells on slides

Yes. Basically, we (the author of this site - me - is a Cytotechnologist) look at cells on slides. The cells are stained with special stains that let us see nuclear and cytoplasmic detail. We are able to tell whether the cells are normal, dysplastic (pre-cancerous) or cancerous. We can also see infections such as Candida (yeast), Trichomonas (a protozoan) and herpes as well as certain bacterial infections.

What kinds of cells do we examine? Most of our work is looking at cervical and vaginal samples, but we also examine non-gynecological specimens such as urine, sputum, pleural fluid, peritoneal fluid, and spinal fluid. An especially useful sample collection procedure is the Fine Needle Aspiration (FNA). An FNA allows us to examine cells from organs and tumors deep inside the body without the patient having to undergo surgery. FNAs come from the lung, liver, peritoneum, pancreas, thyroid, salivary gland, breast, lymph nodes, you name it.



Some Pap smear terminology:
  • Cytoplasm: the part of the cell that is not the nucleus.
  • Nucleus: the middle of the cell, usually round.
    • Hint: You can compare the general shape of a cell to that of a fried egg; think of the yolk as the nucleus and the white part as the cytoplasm.
  • Dysplasia: a higher nuclear to cytoplasmic ratio. This means the nucleus is larger than it should be for the size of the cell.
  • Mild Dysplasia: the nucleus is about 3-4 times larger than it should be.
  • Moderate Dysplasia: the nucleus is 5-6 times larger than it should be.
  • Severe Dysplasia: the nucleus is taking up most of the cell.
  • CIS or Carcinoma in Situ: the nucleus is large and abnormally shaped and the cell is now considered "cancerous". BUT the cancer has not gone anywhere and is still very treatable at this stage.
  • Invasive carcinoma: the malignant cells are starting to invade other parts of the body.
  • HPV or Human Papilloma Virus: a sexually transmitted virus. Some varieties of HPV cause genital warts and dysplasia.

Risk factors for cervical cancer:

  • Beginning sexual activity at an early age
  • Multiple sexual partners
  • Having sexual partners who have had multiple sexual partners
  • Low socioeconomic status (which may make it more difficult to afford preventive care)
  • Smoking
  • And the number 1 risk factor: infection with the Human Papilloma Virus, a sexually transmitted virus

Author's note: The basic gist of this page is that if you are sexually active to please get a yearly pap smear. Most of the invasive cervical cancers we see these days are in sexually active females who have gone 5, 10 and unbelieveably, sometimes 15 years without a pap smear. HPV is a sexually transmitted virus that can cause dysplasia, a precancerous cellular change which may lead to cancer. Please, please, please get regular checkups if you are sexually active. And if you get back abnormal pap smear results, please get the follow-up care which may include a minor surgical procedure to get rid of the dysplasia. Cervical cancer is highly curable, practically 100% curable, if it is found while still non-invasive.

Normal Values:
The test is negative, meaning there are no abnormal cells present.

Abnormal Results:
Results are reported in 2 ways.
The traditional classifications are reported as:
Class I: Normal pattern, no atypical or abnormal cells.
Class II: Benign (harmless) abnormality, atypical (not normal) but nonmalignant 
                 cells present.
Class III: Atypical cells consistent with dysplasia (abnormal tissue development).
Class IV: Suggestive of, but inconclusive for malignancy .
Class V: Conclusive for malignancy (cancerous).

A more recent system of reporting divides the results into 3 main areas: Benign or noncancerous, precancerous or showing some abnormal cell changes, and malignant or possibly cancerous

BETHESDA SYSTEM 
Adequacy 
  Satisfactory 
   Limited 
   Unsatisfactory 
Descriptive 
   Normal 
   Benign 
   Epithelial cell abnormality 
       - Atypical squamous cells of unknown significance (ASCUS)
       - Low grade squamous intraepithelial lesion (LSIL)
       - High grade squamous intraepithelial lesion 
   Glandular cell abnormality 
       - Atypical glandular cells (AGUS)
       - Adenocarcinoma

Special Considerations:
The following drugs may affect the Pap smears:
  • Bleomycin
  • Busulfan
  • Chlorambucil
  • Colchicine
  • Cyclophosphamide
  • Doxorubicin
  • Estrogen
  • 5-Fluorouracil
  • 6-Mercaptopurine
  • Methotrexate
  • Mithramycin
  • Periwinkle
  • Podophyllin
  • Progestins
  • Silver nitrate
  • Thiotepa
 
Here are pictures of normal pap smears:
Normal Pap Smear, 100X A normal Pap Smear at the screening power of 100X. Benign squamous cells.
Normal Pap Smear, 400X A normal Pap Smear at 400X. Benign squamous cells.
Normal Pap Smear, 400X A normal Pap Smear at 400X. Benign endocervical cells.



Here are pictures of miscellaneous pap smear findings:
Herpes virus changes
One little trichomonad with a bunch of inflammatory cells. Can you pick out the trichomonad?



Here are pictures of abnormal pap smears:
Abnormal Pap Smear showing HPV changes and Mild Dysplasia, 600X An abnormal Pap Smear showing changes consistent with Human Papilloma Virus (HPV) and Mild Dysplasia. 600X.
Abnormal Pap Smear showing Severe Dysplasia, 100X An abnormal Pap Smear showing Severe Dysplasia. 100X.
Abnormal Pap Smear showing Severe Dysplasia, 400X The same Severe Dysplasia above, now at 400X.
Abnormal Pap Smear showing Squamous Cell Carcinoma, 400X An abnormal Pap Smear showing Squamous Cell Carcinoma. 400X.
Abnormal Pap Smear showing Endometrial Adenocarcinoma, 400X An abnormal Pap Smear showing Adenocarcinoma of the endometrium. 400X.
The cytologic features of invasive squamous cell carcinoma are demonstrated on a Pap smear. Note the cells with hyperchromatic, pleomorphic nuclei and increased nuclear/cytoplasmic ratio. The background has inflammatory cells.
A biopsy reveals invasive squamous cell carcinoma of the cervix.

Several different classification schemes have evolved over the years for characterizing Pap test results. Unfortunately, this is a continuing source of confusion. The outdated Class system originally developed by Dr. Papanicolaou has been replaced by the CIN grading system and the Bethesda System. CIN stands for cervical intraepithelial neoplasia and implies an underlying aberration in proliferation of cells. In most cases, this is a precancerous lesion that may be easily treated with nearly 100% cure. Both the CIN grading system and the Bethesda System are in widespread use today. The table below compares the various nomenclature used to classify squamous cell abnormalities seen on Pap test:

Classification of Squamous Cell Abnormalities

Description CIN Grading Bethesda System (1) (See 4 Below) Class (outdated)
Normal Normal Normal Class I
Atypia Reactive or Neoplastic Atypia ASCUS (2) Class II
HPV HPV Low-Grade SIL (3) Class II
Atypia with HPV Atypia, "condylomatous atypia" and "koilocytic atypia" Low-Grade SIL Class II
Mild Dysplasia CIN I Low-Grade SIL Class III
Moderate Dysplasia CIN II High-Grade SIL Class III
Severe Dysplasia CIN III High-Grade SIL Class III
Carcinoma in-situ CIS High-Grade SIL Class IV
Invasive Cancer Invasive Cancer Invasive Cancer Class V

     

  1. Kurman, R.J., Solomon D. The Bethesda System for reporting cervical/vaginal cytologic diagnoses, Springer-Verlag, New York, 1994
  2. ASCUS: Atypical squamous or glandular cells of undetermined significance should be qualified further, if possible, as to whether a reactive or neoplastic process is favored.
  3. SIL: Squamous intraepithelial lesion.
  4. There will be a Bethesda III conference May, 2001 to further review and modify The Bethesda System (TBS).
 

Glandular abnormalities are more difficult to classify. Glandular cells that are seen on the Pap test most commonly come from the endocervix. However, other glandular epithelial surfaces in the female reproductive tract may shed cells that are visible on the Pap test. Endometrial cells may appear on Pap tests and reveal underlying abnormalities. Because the female reproductive tract is open to the abdominal cavity via the Fallopian tubes, occasionally, cells from the ovary, Fallopian tubes, peritoneum or other interabdominal organs may be seen on the Pap smear. Glandular cells on the the Pap test are classified as follows:

  • Endometrial cells, cytologically benign, in a postmenopausal woman
  • Atypical glandular cells of undetermined significance (AGUS) that should be qualified further, if possible, as to whether a reactive or neoplastic process is favored.
  • Endocervical Adenocarcinoma
  • Endometrial Adenocarcinoma
  • Extrauterine Adenocarcinoma (e.g. ovarian, Fallopian tube, pancreas, etc.)
  • Adenocarcinoma, not otherwise specified (i.e. unknown primary site)

 

Process of Cervical Changes

The cervix is the part of the uterus that extends into the vagina. There are two types of cells which line the cervix, one lines the outer cervix (portio) and another lines the inner cervix (endocervix). There is a distinct junction between the two cell types called the transformation zone. The Pap test is taken from this area because this where dysplasia (pre-cancer) and cancer most often arise.

Two common changes in cells are metaplasia and dysplasia.
Metaplasia - Metaplasia is generally described as a process of cell growth or cell repair which is benign (not cancerous). This process normally occurs in unborn babies, during adolescence, and with the first pregnancy. Studies have shown that metaplasia is present in more than one half of all women at some point in their development.

Dysplasia - In dysplasia, there is an increase in the number of cells formed, which do not mature as expected. This changes the inside of the cell. The higher the grade of dysplasia found on the cervix, the more likely that it will progress to invasive cancer. For this reason, dysplasia is thought as a "pre-cancerous" condition. Dysplasias are nearly 100% curable if managed appropriately. A small proportion of mild dysplasias (CIN I or low-grade SIL) will regress without treatment. However, it is not possible distinguish between dysplastic areas of the cervix that will return to normal and dysplastic areas which will progress and ultimately become cancer.

Causes of Cervical Cell Changes

Inflammation often results in mildly abnormal Pap tests. These may result in the diagnosis of CIN I in the CIN grading system, ASCUS in the Bethesda System or changes consistent with Human Papilloma Virus (HPV) infection. An inflamed cervix may appear red, irritated, or eroded. Some of the common causes of cervical inflammation are:

  1. bacteria (from an infection)
  2. viruses, especially herpes infections and condyloma cuminata (warts)
  3. yeast or monilia infections
  4. trichomonas infections
  5. pregnancy, miscarriage, or abortion
  6. chemicals (for example, medications)
  7. hormonal changes

When the inflammation is treated and cleared, repair through metaplasia usually will follow. In several months, a repeat Pap test will often then be normal.

All abnormal Pap smears require further evaluation. If the abnormality is minor (i.e. inflammation, or HPV changes) your healthcare provider may choose to repeat the Pap test in a few months. If the abnormalities have persisted or worsened, colposcopy is indicated. Colposcopy will enable your physician or nurse to make a more accurate diagnosis. Management is individual and should be discussed with your physician or nurse.

Colposcopy - A colposcope is a lighted microscope that is used to magnify the cervical tissue during a pelvic examination. The colposcope is used to visualize abnormal areas of the cervix and vagina which are too small to see with the naked eye. The entire transformation zone must be seen. The colposcopic examination is an office procedure and is no more uncomfortable than a routine pelvic examination. It takes 5 to 10 minutes to perform. During the examination, the examiner may take small samples of cervical tissue (biopsies). Another specialist, a pathologist, will examine the tissue samples and cells. These diagnostic biopsies will guide further management.

The Pap smear is a screening test and not an individual diagnostic test by itself.  The success of the Pap smear in screening for cervical cancer is through the repeated annual use of the Pap smear.  The Pap smear is the single most successful cancer screening test in the history of Pathology.  However, the Pap smear is not 100% accurate.  It is only through the repeated use of annual Pap smear screens that the Pap smear is most successful as a screening procedure for cervical cancer.  Additional cervical cancer screen technology such as the liquid based Thin layer (ThinPrep) Pap test and the HPV Hybrid capture II test may further aid your clinician in screening you for cervical cancer disease and determining future risk. 

If you are sexually active or have had multiple sexual partners in your life, are a smoker, have not had a Pap smear for the past three years, come from a country where there were no cervical cancer screening programs or have had a sexually transmitted infection (STI), you may be at increased risk for cervical cancer disease.  Remember to contact your physician and go in for your regular Pap smear.  Early Detection saves lives!  Caught early, cervical cancer is almost 100% curable! (Oncolink; modified by the National Cervical Cancer Coalition (NCCC). 12-2001. 

Information from
National Cervical Cancer Coalition
http://www.nccc-online.org/

 

 

 

  ตกขาวคืออะไร/ Leukorhea      

ตกขาวหมายถึง สิ่งที่ถูกขับออกมาจากช่องคลอด และสิ่งนั้นไม่ใช่เลือด ดังนั้น ตกขาวจึงมีสีอะไร
ก็ได้แต่ส่วนใหญ่จะสีขาว ตกขาวนี่เองที่เป็นอาการที่ผู้ป่วยมาหาหมอถึงหนึ่งในสามของผู้ป่วย ที่
มาตรวจภายใน

ตกขาวเป็นคำเรียกที่รู้จักกันทั่วไป แต่บางคนก็เรียก ระดูขาว (ไม่ใช่ฤดูขาวระครับ) หนังสือบาง
เล่มก็เรียก มุตกิต ก็มี

ตกขาวไม่ใช่โรคแต่เป็นอาการ ซึ่งอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คัน มีกลิ่น หรือเจ็บปวด 

ชนิดของตกขาว
ตกขาวกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน เป็นผู้หญิงก็ต้องมีตกขาว การมีตกขาวไม่ได้หมายถึง การเป็นโรค
หรือเป็นมะเร็ง หรือผิดปกติ นั่นก็หมายถึงว่า การมีตกขาวอาจเป็นปกติ หรือไม่ปกติก็ได้ 

  • ตกขาวปกติ

เป็นตกขาวที่พบได้ในภาวะปกติ ตกขาวแบบนี้มีสีขาว คล้ายแป้งเปียก มีปริมาณไม่มาก ไม่คัน 
กลิ่นออกเปรี้ยวเล็กน้อย ไม่เหม็น อย่างไรก็ตามในบางช่วงอาจมีปริมาณมากขึ้นเล็กน้อย เช่น 
ช่วงก่อนมีรอบเดือน หลังมีรอบเดือน ช่วงไข่ตก หรือในภาวะตั้งครรภ์ในตกขาวมีสารอะไรบ้าง

อย่างที่บอกตกขาวหมายถึง สารที่ถูกขับออกจากช่องคลอด ซึ่งมีทั้งสิ่งที่ถูกขับออกจากต่อมต่างๆ 
ในระบบสืบพันธ์ ซึ่งได้แก่

1. น้ำที่หลั่งจากต่อมใต้ผิวหนัง บริเวณช่องคลอด จากต่อมสกีน (Skene's gland) 
    ต่อมบาร์โธลิน เพื่อหล่อลื่นปากช่องคลอด
2. เซลล์เยื่อบุผนังช่องคลอดที่หลุดลอกออกมา
3. มูกจากต่อมที่ปากมดลูก
4. โปรตีน, เกลือแร่ ที่มาจากผนังช่องคลอด เยื่อบุโพรงมดลูก และหลอดมดลูก
5. กรดแลคติคซึ่งแบคทีเรียในช่องคลอดสร้างจากกลัยโคเจน ของเยื่อบุผนังช่องคลอด 

  • ตกขาวที่ไม่ปกติ

ก็คือ ตกขาวที่ตรงข้ามกับตกขาวปกติ กล่าวคือ มีปริมาณมาก บางครั้งไหลโจ๊กยังกะมีรอบเดือน
ยังไงยังงั้น มีกลิ่นเหม็น ลักษณะอาจเป็นหนอง มูกปนหนอง ปนเลือด มีฟอง และมักมีอาการอื่นๆ 
ประกอบด้วย เช่น คัน แสบ ออกร้อนที่บริเวณปากช่องคลอด หรือมีปวดท้องน้อยร่วมด้วยก็ได้
   ต้นเหตุที่ทำให้ตกขาวผิดปกติ ที่พบบ่อย 3 อันดับแรกคือ

- จากเชื้อแบคทีเรีย (bacterial vaginosis) พบได้ร้อยละ 30-35


- จากเชื้อรา, ยีสต์ (vulvovaginal candidiasis) พบได้ร้อยละ 20-25


- จากเชื้อพยาธิ trichomoniasis พบได้ร้อยละ 10 
ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่พบเชื้อสองชนิดหรือมากว่าสองชนิด อยู่ร้อยละ 15-20 เรียกว่า ได้หนึ่ง
แถมหนึ่งว่างั้นเถอะเชื้อ 3 ตัวนี้พบร้อยละ 90 ของผู้ป่วยตกขาวผิดปกติ

สาเหตุของการตกขาวผิดปกติ แบ่งตามตำแหน่งที่เกิดคือ
1. ช่องคลอดอักเสบ ที่พบบ่อยคือ

- แบคทีเรีย (bacterial vaginosis)
- เชื้อพยาธิ (trichomonas)
- เชื้อรา (candida)
- เชื้อไวรัส เช่น โรคเริม
- เชื้อแบคทีเรียอื่นๆ

2. ปากมดลูกอักเสบ

- การติดเชื้อหนองใน
- การติดเชื้อคลามิเดีย
- การติดเชื้อเริม

3.ปากมดลูกมีแผล, เป็นเนื้องอก

4.สิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด เช่น เศษกระดาษทิชชู, สำสี, ผ้าก็อซ, เมล็ดผลไม้, ถุงยางอนามัย 
   เป็นต้น

5.เนื้องอกและมะเร็งมดลูก, ปากมดลูก ซึ่งตกขาวจะมีกลิ่นเหม็นมาก

6.สตรีวัยหมดระดู ขาดฮอร์โมน ก็ทำให้เกิดช่องคลอดแห้งอักเสบ มีตกขาวได้

ความสัมพันธ์ระหว่าง "วัย" กับ "ตกขาว" 

  • วัยเด็ก มักเกิดจากความสกปรก สุขอนามัยไม่ดี ทำความสะอาดไม่เป็น หรืออาจมีสิ่งแปลกปลอม ที่เด็ก ยัดเข้าไป เช่น ยางลบ เม็ดผลไม้ กระดาษทิชชู

  • วัยเจริญพันธุ์ มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • วัยหมดระดู เกิดจากการขาดฮอร์โมน


นพ.รุ่งโรจน์ ตรีนิติ

ข้อมูลเเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง ตกขาว Leukorrhea คลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่

 



















 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.