BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

top
การล้างไตสำหรับผู้ป่วยไตวาย
Hemodialysis
เมื่อเกิดไตวายจะมีอาการอย่างไ
เมื่อเป็นไตวายเรื้อรังจะทำอย่างไร
การฟอกเลือดคืออะไร
ฟอกเลือดแล้วจะช่วยอะไรผู้ป่วย
     ได้บ้าง

การฟอกเลือดทำงานอย่างไร
การแทรกซ้อนระหว่างการฟอกเลือด
     ที่ควรรู้และการป้องกัน

อาหารและน้ำดื่มสำหรับผู้ป่วย
     ฟอกเลือด

ผู้ป่วยฟอกเลือดควรปฏิบัติตัว
     อย่างไร

หน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน
     Acute 
     Glomerulonephritis
กรวยไตอักเสบ 
     Pyolonephritis
โรคไตเนโฟรติก 
    Nephrotic Syndrome


ไต โรงงานขจัดขยะร่างกาย
     ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

ภาวะไตวาย
     Renal failure




กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
     Cystitis
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ     
     Vesicular stone

นิ่วในไต 
    Renal stone

 




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์




เมื่อเกิดภาวะไตวายแล้วมีวิธีการรักษาหรือไม่ และอย่างไร 

โรคไตวาย CRF หรือ CHRONIC RENAL FAILURE หรือโรคไตล้มเหลว ไม่สามารถทำงาน
ได้ ก็จะมีสาร BUN และสาร CREATININE คั่งมากในร่างกาย สาร 2 อย่างนี้ เป็นพิษต่อร่างกาย 
เมื่อมีการสะสมมากขึ้น ไม่สามารถจะทำการขับถ่ายออกจากร่างกายได้ เพราะว่าไตไม่ทำงาน

ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เมื่อเกิดภาวะไตวายแล้วก็รักษาได้เช่นเดียวกับที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ แม้ผลการ
รักษาจะไม่ดีเท่ากับโรคอื่น เนื่องจากมักมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ของโรคเบาหวานร่วมด้วย ซึ่งจะปรากฏ
ชัดเมื่อมีชีวิตยืนยาวขึ้น อย่างไรก็ตามวิธีการรักษาในปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นเป็นลำดับ ผลการรักษา
จึงดีขึ้นกว่าแต่ก่อน วิธีการรักษาเมื่อไตไม่สามารถกลับทำงานได้อีกทีเป็นที่ยอมรับกันขณะนี้ คือ การขจัด
ของเสียทางช่องท้อง การรักษาด้วยเครื่องไตเทียมและการปลูกถ่ายไต หรือที่เรียกกันในหมู่คนทั่วไปว่า 
"การล้างท้อง" "การฟอกเลือด และ "การเปลี่ยนไต" ตามลำดับชื่อที่เรียกกันทั่วไปนี้ในบางครั้งก็ทำให้
เกิดความสับสนและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาจนทำให้ผู้ป่วยเกิดความวิตกกังวลมาก 

ผู้ป่วยไตวายแพทย์จึงทำการล้างไต
หรือบางคนก็เรียกว่า ฟอกโลหิต ด้วยไตเทียม มี 2 แบบคือ

การขจัดของเสียออกจากช่องท้อง 
การล้างไตชนิด PERITONEAL DIALYSIS คือ การล้างไตโดยวิธีการเจาะผนังหน้าท้อง

วิธีการขจัดของเสียทางช่องท้อง ที่นำมาใช้เมื่อไตเสียถาวรแล้วต้องทำอย่างไรต่อเนื่องตลอดไป วิธีนี้อาศัย
เยื่อบุช่องท้องช่วยกรองของเสียออกจากร่างกาย โดยการใส่น้ำยาเข้าในช่องท้องทางสายพลาสติกที่
แพทย์ได้ทำผ่าตัดฝังไว้ในช่องท้อง ทิ้งน้ำยาไว้ในช่องท้องประมาณ 4-6 ชั่วโมง แล้วปล่อยน้ำยาออก
จากช่องท้องแล้วทิ้งไป ของเสียในเลือดที่ซึมออกมาอยู่ในน้ำยาจะถูกกำจัดจากร่างกาย โดยทั่วไปจะทำ
การเปลี่ยนน้ำยาวันละ 4 ครั้ง และสามารถปรับเปลี่ยนการเปลี่ยนถุงน้ำยาให้เข้ากับกิจวัตรประจำวัน
ของผู้ป่วยได้ ขณะที่มีน้ำยาในช่องท้องผู้ป่วยสามารถทำงานและมีกิจกรรมได้ตามปกติ 
มีผู้ป่วยบางรายไปเต้นรำได้ วิธีนี้จึงเป็นวิธีการรักษาที่ดีและได้ผลวิธีหนึ่ง ข้อดี คือผู้ป่วยสามารถทำเองได้ 
และไม่ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย ข้อเสีย คือหากไม่ระมัดระวังความสะอาดให้ดีโดยเฉพาะในการเปลี่ยน
ถุงน้ำยาจะเกิดการติดเชื้อได้ และราคาถุงน้ำยาค่อนข้างสูง สายพลาสติกที่ฝังไว้ในช่องท้องและน้ำยา
ที่อยู่ในช่องท้องจะไม่ทำให้มีอาการเจ็บปวด นอกจากเมื่อเกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณที่ฝังสาย หรือ
มีการติดเชื้อในช่องท้อง 

ารรักษาด้วยเครื่องไตเทียม HEMODIALYSIS การฟอกโลหิตด้วยเครื่องล้างไตเทีย
การรักษาด้วยเครื่องไตเทียม หรือ ที่เรียกกันทั่วไปว่า "การฟอกเลือด" เป็นการนำเลือดจากหลอดเลือด
ที่เตรียมไว้แล้วออกจากร่างกาย ผ่านเข้ามาในตัวกรองของเสีย เลือดที่ถูกกรองแล้วจะไหลกลับเข้า
ร่างกายทางหลอดเลือดอีกหลอดหนึ่งวิธีการนำเลือดเข้า - ออกทางหลอดเลือดนี้คล้ายกับการให้เลือด
หรือน้ำเกลือทางหลอดเลือด (มิใช่การผ่าตัดเอาเลือดออกมาล้าง) โดยทั่วไปทำครั้งละ 5 ชั่วโมง สัปดาห์
ละ 2-3 ครั้ง ข้อดี คือ ไม่ต้องทำเอง และการรักษาใช้เวลาไม่มาก ข้อเสีย คือ ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย 
และ ไม่ได้มีการขจัดของเสียอยู่ตลอดเวลาอย่างการรักษาทางช่องท้อง นอกจากนั้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ยังมีปัญหาของหลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งอาจทำให้การรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร การรักษาทั้งสอง
วิธีดังกล่าวข้างต้นต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และต้องทำการขจัดของเสียอย่างเพียงพอ 
เพราะมิฉะนั้นการรักษาจะไม่ได้ผลและผู้ป่วยจะไม่แข็งแรงพอที่จะทำงานได้ เหตุที่ต้องรักษาตลอดไป
เพราะการรักษาเหล่านี้เป็นการทำงานทดแทนไตที่เสียไป 
ตามปกติไตต้องทำงานขับของเสียที่เกิดขึ้นในร่างกายอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา วิธีรักษาเมื่อไตเสียไป
แล้วจึงต้องทำเช่นเดียวกัน 

การปลูกไตถ่ายไต 
การปลูกถ่ายไต หรือ การเปลี่ยนไต คือ การนำไตของผู้อื่นที่เข้าได้กับผู้ป่วยมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย มิใช่
การเปลี่ยนเอาไตผู้ป่วยออกแล้วเอาไตผู้อื่นใส่เข้าไปแทนที่ การผ่าตัดทำโดยวางไตใหม่ไว้ในอุ้งเชิงกราน
ข้างใดข้างหนึ่งของผู้ป่วย แล้วต่อหลอดเลือดของไตใหม่เข้ากับหลอดเลือดของผู้ป่วย และต่อท่อไต
ใหม่เข้าในกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย และต่อท่อไตใหม่เข้าในกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย 
การปลูกถ่ายไตนี้ใช้ไตเพียงข้างเดียวก็พอ ถ้าร่างกายของผู้ป่วยรับไตใหม่ได้ดีและไม่มีภาวะแทรกซ้อน
อื่น ๆ ไตที่ได้รับใหม่จะทำงานได้ดี แต่ผู้ป่วยต้องได้รับยากดภูมิต้านทานตลอดชีวิต และจะต้องอยู่ใน
ความดูแลของแพทย์ตลอดไป หากขาดยากดภูมิต้านทาน ร่างกายจะต่อต้านไตที่ได้รับใหม่ ทำให้
ไตเสียและยังอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

ปัจจุบันการปลูกถ่ายไตถือเป็นการรักษาภาวะไตวายขั้นสุดท้ายที่ดีที่สุด แต่การรักษาวิธีนี้ก็ยังมีความเสี่ยง
อยู่และมีมากกว่าวิธีอื่นที่กล่าวมาแล้ว แต่ถ้าผลที่ได้ดี ผู้ป่วยจะมีชีวิตใกล้เคียงคนปกติมากกว่าวิธีอื่น 
ผลการรักษาจะดีถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีโรคของระบบอื่น นอกเหนือจากโรคไต ไม่มีภาวะติดเชื้อ และอายุไม่มาก 
เป็นต้น ในการปลูกถ่ายไตแพทย์จึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบ ว่าผู้ป่วยเหมาะสม
กับการรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ รวมทั้งต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วยด้วย 
มิฉะนั้นผลจะไม่ดีและในบางครั้งอาจเสียชีวิตได้ 
สำหรับในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งในระยะก่อนผ่าตัด ขณะผ่าตัด และ
หลังผ่าตัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งอาจเกิดขึ้น
ได้ระหว่างการรักษาด้วยวิธีปลูกถ่ายไตทุกระยะ 
จากประสบการณ์ในการรักษาที่ผ่านมาของผู้เขียน พบว่าผู้ป่วยที่มีกำลังใจดีและรักษาใจของตนเองได้ดี 
ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใด ผลการรักษามักจะดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีแม้โรคที่เป็นจะรุนแรงหรือแม้จะ
ทุพพลภาพ การรักษาใจร่วมกับการรักษาวิธีอื่น ๆ ดังกล่าวมาแล้ว จึงมีความสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่ทั้ง
แพทย์ ผู้ป่วย และญาติ ควรให้ความสำคัญและช่วยกันทำเพื่อผู้ป่วยจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุข
แม้จะเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ 

 

ข้อมูล สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย
The Nephrology Society of Thailand  

     ปกติธรรมชาติจะสร้างสิ่งสำรองให้อวัยวะต่างๆ เสมอ ไตก็เช่นกัน ถ้าตัดไตออก 1 ข้าง ไตข้างที่เหลือจะทำงานชดเชยให้เพียงพอที่จะทำให้ร่างกายยังเป็นปกติอยู่ ได้ เมื่อการทำงานของไตเสื่อมลง ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการ ปัสสาวะบ่อยขึ้นในเวลากลางคืน ต่อมามักมีอาการโลหิตจางเล็กน้อย การตรวจปัสสาวะอาจพบมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ หรืออาจพบมีตะกอนผิดปกติ มักเริ่มตรวจพบความดันโลหิตสูง ต่อมาจะมีอาการแสดงชัดเจนมากขึ้น เมื่อไตทำงานเสื่อมลงถึงจุดหนึ่ง คือ เมื่อจำนวนหน่วยไตเหลือน้อยกว่า 10-20% ซึ่งจะมีของเสียคั่งในกระแสเลือด จนมีอาการอย่างชัดเจน อาการต่างๆ ที่พบได้แก่

บวม
เกิดจากเกลือคั่งในร่างกาย หรือมีโปรตีนรั่วมาในปัสสาวะมาก การตรวจปัสสาวะในระยะนี้ จะช่วยบอกถึงความผิดปกติได้ หากบวมมากจะทำให้เกิดอาการหอบเหนื่อย จากการมีน้ำคั่งในปอดด้วย ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

ปวดหลังหรือบั้นเอว

อาการปวดหลังโดยมากจะเกิดจากปัญหาของกระดูกสันหลัง หรือบั้นเอวมากกว่า อย่างไรก็ดีสาเหตุส่วนหนึ่ง อาจเกิดจากโรคไตด้วย เช่น นิ่ว หรือการติดเชื้อที่กรวยไต เป็นต้น

อาการของไตวายขั้นรุนแรง
เมื่อการทำงาสนของไตลดลงเหลือน้อยกว่า 20 % จะมีอาการทางระบบอื่นตามมา มากขึ้น เช่น คลื่นไส้อาเจียน โลหิตจาง เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ สะอึก รับประทานอาหารไม่ได้ จนมีสภาวะขาดสารอาหาร อาจมีอาการหอบจากการคั่งของกรดในร่างกาย ผู้ป่วยหญิงมักมีการขาดประจำเดือน และไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ในเพศชายจะมีความรู้สึกทางเพศลดลง การสร้างอสุจิลดลง ต่อมาอาการจะเป็นมากขึ้น ขาดสมาธิในการทำงาน ง่วง ซึม บางคนนอนไม่หลับ ตัดสินใจผิดพลาด กล้ามเนื้อกระตุก หมดสติ และถึงแก่กรรมในที่สุด อาการเหล่านี้เป็นข้อบ่งชี้ว่า ผู้ป่วยอยู่ในภาวะไตวาย ระยะสุดท้ายที่ต้องรับการรักษา ด้วยการบำบัดทดแทนไต

 

การรักษาไตวายเรื้อรังอาจแบ่งง่ายๆ เป็น 2 ประเภท คือ การรักษาแบบประคับประคอง และการบำบัดทดแทนไต
การรักษาแบบประคับประคอง
สามารถช่วยชะลอการเสื่อมหน้าที่ของไตได้ ถ้าเริ่มรักษาตั้งแต่ไตวยเรื้อรังระยะแรก การรักษามีดังต่อไปนี้
1. การรักษาที่ไม่ใช้ยา ประกอบด้วย

     1.1 การควบคุมอาหาร
  ปริมาณอาหารที่ได้รับควรให้พลังงานประมาณ 35 - 40 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวัน แต่จะต้องจำกัดประมาณสารอาหารบางชนิดดังนี้
โปรตีน
ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะก่อนที่จะต้องรับการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต ควรได้รับโปรตีนปริมาณต่ำ คือ 0.6 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวัน หรือโปรตีนปริมาณต่ำมาก คือ 0.4 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวัน ร่วมกับการรับประทานกรดอะมิโนจำเป็น หรือกรดคิโต เสริมวันละประมาณ 10 กรัม
ฟอสฟอรัส
ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง นมสด เมล็ดพืช เป็นต้น โดยควบคุมปริมาณฟอสฟอรัสให้น้อยกว่า 600 มิลลิกรัมต่อวัน
ไขมัน
ควรจำกัดไขมันในอาหาร โดยให้ปริมาณโคเลสเตอรอลไม่เกิล 300 มิลลิกรัมต่อวัน
โซเดียมและโพแทสเซียม
ถ้ามีความดันโลหิตสูง หรือ บวม ควรจำกัดเกลือ โดยให้ปริมาณเกลือแกงน้อยกว่า 2 กรัมต่อวัน สำหรับโพแทสเซียมที่มีมากในผลไม้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดในระยะแรก เพราะไตยังสามารถขับออกทางปัสสาวะได้ดี ควรจำกัดโพแทสเซีมเมื่อมีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือเมื่อเป็นไตวายระยะสุดท้าย โดยหลีกเลี่ยงผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น ส้ม กล้วย เป็นต้น
   
     1.2 การควบคุมประมาณน้ำ
  ในไตวายเรื้อรังก่อนระยะสุดท้ายที่ปัสสาวะได้ปกติ และไม่มีอาการบวมไม่ต้องจำกัดน้ำ และควรดื่มน้ำประมาณ 2 ลิตรต่อวัน ควรจำกัดน้ำดื่มเมื่อมีอาการบวม หรือเป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยดื่มน้ำปริมาณเท่ากับปริมาณปัสสาวะต่อวัน

    
1.3 ออกกำลังกาย
        สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ตามปกติได้ แต่ควรหลีกเลี่ยง การออกกำลังกายอย่างหนัก
2. การรักษาด้วยยาประกอบด้วย
   
     2.1 ยาลดฟอสฟอรัสในเลือด
  ได้แก่ยาที่จับกับฟอสฟอรัสในลำไส้ เพื่อช่วยปรับระดับฟอสฟอรัสในเลือดให้ปกติ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมอะซิเตต เป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงการให้ยาที่เป็นเกลืออะลูมินัมในระยะยาว เช่น อะลูมินัมไฮดรอกไซด์ เพื่อป้องกันการเกิดพิษจากอะลูมินัม
   
     2.2 ยาขับปัสสาวะ
  ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการบวม
   
     2.3 ยาลดความดันโลหิต
  ระดับความดันโลหิตที่เหมาะสมที่จะช่วยในการชะลอการเสื่อมหน้าที่ของไต คือ ระดับปริมาณ 130/85 มิลลิเมตรปรอท แต่ทั้งนี้การควบคุมระดับความดันโลหิตที่เหมาะสม ต้องขึ้นกับสภาพและโรคอื่นๆ ของผู้ป่วยด้วย
   
     2.4 การให้ด่าง
  คือ โซเดียมไบคาร์บอเนต เพื่อช่วยแก้ไขภาวะเลือดเป็นกรด
   
     2.5 ยาลดไขมันในเลือด
  ถ้าควบคุมอาหารแล้วยังมีภาวะไขมันในเลือดสูง ควรใช้ยาลดไขมัยร่วมด้วย
   
     2.6 ยาอื่นๆ
  เช่น น้ำมันปลา การต้านเกล็ดเลือด ยากันเลือดแข็ง เป็นต้น การใช้ยาดังกล่าวจะมีประโยชน์เฉพาะไตวายเรื้อรังบางกลุ่มเท่านั้น

การบำบัดทดแทนไต
ใช้ในไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเท่านั้น เพราะการรักษาแบบประคับประคองเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ การบำบัดทดแทนไตมี 3 วิธี ดังนี้


1. การปลูกถ่ายไต
คือ การปลูกถ่ายไตใหม่เข้าไปเพื่อทำหน้าที่ทดแทนไตเดิม ไตใหม่ต้องได้รับการบริจาค โดยอาจมาจากญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือมาจากผู้ที่มีสมองตาย และญาติยินดีบริจาคไตของผู้ตาย
ก่อนการปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยต้องได้รับการล้างไต วิธีหนึ่งวิธีใดมาก่อน เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมกับการผ่าตัด

2. การล้างไตทางช่องท้องแบบถาวร
คือ การใส่น้ำยาล้างช่องท้องเข้าไปในช่องท้องของผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง และเปลี่ยนถ่ายออกมาตามระยะเวลาที่กำหนด โดยอาศัยหลักการแลกเปลี่ยนของเสีย และเกลือแร่ระหว่างเลือดและน้ำยา ผ่านทางเยื้อบุช่องท้อง

3. การฟอกเลือด
คือ การนำเลือดออกจากร่างกาย ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผ่านเข้าเครื่องฟอกเลือด เพื่อกำจัดของเสีย ปรับระดับเกลือแร่ในเลือด และปรับดุลของน้ำหลังจากนั้นจึงนำเลือดกลับเข้าสู่ร่างกาย



 


การฟอกเลือด คือ การนำเลือดออกจากร่างกาย ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผ่านเข้าเครื่องฟอกเลือด เพื่อกำจัดของเสีย ปรับระดับเกลือแร่ในเลือด และปรับดุลของน้ำหลังจากนั้นจึงนำเลือดกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย

หลักการของการฟอกเลือด

หลักการสำคัญ คือ การให้มีการแลกเปลี่ยนของเสีย เกลือแร่ ระหว่างเลือดกับน้ำยาฟอกเลือด โดยผ่านทางตัวกรองเลือด เลือดจะไหลผ่านตัวกรองของเลือด เลือดจะไหลผ่านตัวกรองเลือด ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ เหมือนหลอดเลือดฝอยที่มีรูขนาดเล็กมากๆ อยู่ที่ผนังของหลอด และมีน้ำยาฟอกเลือดไหลผ่านอยู่ด้านนอกเลือด ของเสียที่มีระดับสูงในเลือด จะเคลื่อนผ่านผนังของตัวกรอง เข้าไปอยู่ในน้ำยาฟอกเลือด ทำให้ระดับของเสียในเลือดลดลง น้ำและเกลือแร่จะมีการเคลื่อนผ่านผนังของตัวกรอง ทำให้ระดับเกลือแร่ และดุลของน้ำเป็นปกติ



 

 

 

 

 

เมื่อไหร่จะเริ่มการฟอกเลือด


ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่มีสมรรถภาพไตลดลงจนเหลือน้อยกว่า 10% ของคนปกติ ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ตามปกติ โดยทั่วไปแพทย์จะขอให้ตรวจเลือด ดูค่าไนโตรเจนในเลือด (BUN) และตรวจดูระดับของเสียที่เรียกว่า ครีเอตินิน (Creatinine)

     เมื่อถึงระยะสุดท้ายของโรคไต ผู้ป่วยมักมีผลตรวจ BUN มากกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซฺลิตร หรือค่าคริเอตินินสูงกว่า 8 - 10 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อาการที่ผิดปกติที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่

1. อาการอันเกิดจากของเสียคั่ง หรือภาวะยูรีเมีย
เกิดจากการที่มีสารยูเรียที่ได้จากขบวนการสลาย โปรตีนที่หมดสภาพในร่างกาย สายยูเรียเป็นของเสียที่รบกวนการทำงานของทุกส่วนในร่างกาย โดยเฉพาะระบบประสาท และเปลี่ยนรูปเป็นแอมโมเนียได้ ผู้ป่วยอาจหายใจมีกลิ่นคล้ายแอมโมเนีย อาการผิดปกติในระยะนี้แสดงออกมาให้เห็นทางระบบประสาท และทางระบบทางเดินอาหารกล่าวคือ ทางระบบประสาท ผู้ป่วยมักมีอาการมึนงง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ไม่มีเหตุผล จำวัน เวลาสถานที่ไม่ได้ และเมื่อเป็นมากขึ้น ก็อาจมีอาการกระตุก ซึมหมดสติ และอาจมีอาการชัก ส่วนอาการทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ เบื่ออาหาร สะอึก คลื่นไส้ อาเจียน มีแผลในปาก ท้องเดิน เป็นต้น

2. มีการคั่งของเกลือโซเดียม และน้ำ
ทำให้เกิดอาการบวม ความดันโลหิตสูง ควบคุมได้ยาก ในกรณีที่รุนแรงมากอาจมีภาวะ การบีบตัวของหัวใจล้มเหลว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบ เหนื่อย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้ นอกจากนั้น หากมีระดับเกลือโพแทสเซียม ในเลือดขึ้นสูง ก็อาจก่อให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ จนอาจหยุดกะทันหัน ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

3. อาการจากการคั่งของกรดในเลือด
ที่เห็นได้ชัด คือ ทำให้ผู้ป่วยหอบ และทำให้เกิดอาการทางสมองในข้อ 1 เป็นมากขึ้นด้วย แพทย์ทราบได้ว่า เลือดมีภาวะเป็นกรด โดยดูค่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่วิเคราะห์ได้จากผลการตรวจเลือดว่ามี ค่าต่ำมาก ซึ่งมักต่ำกว่า 15 มิลลิโมลต่อลิตร

4. อาการจากการขาดฮอร์โมนที่กระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ผู้ป่วยมีโลหิตจาง

เมื่อเริ่มมีอาการดังกล่าวปรากฏ แม้ว่าอาจยังไม่เห็นได้ชัดเจน แพทย์ผู้รักษาก็มักเริ่มให้ผู้ป่วย เริ่มการฟอกเลือดได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการที่รุนแรง อันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

     มีผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า กาฟอกเลือดจะทำให้อาการผู้ป่วยทรุดลงไปอีก ทั้งนี้เพราะเคยเห็นตัวอย่าง ผู้ป่วยที่ตัดสินใจยอมให้แพทย์รักษาด้วยการฟอกเลือด ต่อเมื่อปล่อยให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ที่รุนแรงแล้ว ตังนั้นจึงขอย้ำว่าในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะให้การรักษาด้วยการฟอกเลือดเร็วขึ้น



 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.