BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top


นิ่วในถุงน้ำดี
 
Gall Stone
ท้องเดิน - ท้องร่วง
 
Diarrhea / 
  Gastroenteritis
ไข้รากสาดน้อย
  Typhoid Fever




ตับอักเสบจากไวรัส
 
Hepatitis
ตับแข็ง 
 
Cirrhosis
อาการตัวเหลือง
  ในเด็กแรกเกิด  
 
Physiologic Jaundice

ริดสีดวงทวาร
 
Hemorrhoids
ไส้ติ่งอักเสบ 
 
Appendicitis
อาเจียนในเด็ก  
 
Vomiting in Children

โรคกระเพาะ
 
Peptic Ulcer




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์




 

 นิ่วในถุงน้ำดี - Gall Stone / ถุงน้ำดีอักเสบ - Cholesystitis



ลักษณะทั่วไป

นิ่วในถุงน้ำดี มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป (มักไม่พบในคนอายุต่ำกว่า 20 ปี) พบใน
ผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 1 1/2 เท่า หากปล่อยไว้ อาจกลายเป็นโรคถุงน้ำดีอักเสบได้

สาเหตุ
นิ่วที่อยู่ในถุงน้ำดี เกิดจากการตกผลึกของหินปูน (แคลเซียม), โคเลสเตอรอล (cholesterol) 
และบิลิรูบิน (bilirubin) ที่มีอยู่ในน้ำดี ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการตกผลึกของสารเหล่านี้ เชื่อ
ว่าเกี่ยวกับการติดเชื้อของทางเดินน้ำดี และความไม่สมดุลของส่วนประกอบ (เช่น โคเลสเตอ
รอล, บิลิรูบิน)ในน้ำดี การตกผลึกของสารเหล่านี้ อาจทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วเพียงก้อนเดียว 
หรือก้อนเล็ก ๆ หลายๆ ก้อนก็ได้คนที่มีระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง, หญิงที่มีบุตรแล้ว, 
ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน, ทาลัสซีเมีย, โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก มีโอกาสเป็นนิ่วในถุง
น้ำดีมากกว่าคนทั่วไปส่วนถุงน้ำดีอักเสบ มักเป็นโรคแทรกซ้อนของนิ่วในถุงน้ำดี มีเพียง
ส่วนน้อยที่อาจไม่พบร่วมกับนิ่วในถุงน้ำดี แต่อาจพบในโรคอื่น ๆ เช่น ไทฟอยด์ , ตับอ่อน
อักเสบ , ความผิดปกติของท่อส่งน้ำดี เป็นต้น

อาการ
1. นิ่วในถุงน้ำดี 
ไม่มีอาการ : นิ่วในถุงน้ำดี ส่วนใหญ่ (มากกว่า 50%) ไม่มีอาการ และในกลุ่มนี้จะมีโอกาส
เกิดอาการขึ้นได้ ประมาณ 1-2% ต่อปี.
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย จะไม่มีอาการผิดปกติแสดงให้เห็นแต่อย่างใด 
และมักจะตรวจพบโดยบังเอิญ จากการตรวจเช็กร่างกายด้วยโรคอื่น 
มีอาการ บางคนอาจมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อบริเวณเหนือสะดือ เรอ คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายอาการของ
อาหารไมย่อย ซึ่งมักจะเป็นหลังกินอาหารมัน ๆ ในรายที่ก้อนนิ่วเคลื่อนไปอุดในท่อส่งน้ำดี (bile duct) 
จะมีอาการปวดบิดรุนแรงเป็นพัก ๆ ตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือใต้ชายโครงขวา ซึ่งอาจปวดร้าวมาที่ไหล่ขวา 
หรือบริเวณหลังตรงใต้สะบักขวา มักปวดนานเป็นชั่วโมงๆ และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย 
บางคนอาจปวดรุนแรงจนเหงื่อออก เป็นลม อาการปวดท้องมักเป็นหลังกินอาหารมัน ๆ หรือกินอาหารมื้อ
หนัก  บางคนอาจมีอาการดีซ่าน (ตาเหลือง) เกิดขึ้นตามหลังอาการปวดท้อง
1.1 ท้องอืด แน่นท้อง (Dyspepsia) :
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังรับประทานอาหารมัน. ซึ่งอาการแบบนี้ อาจเกิดจากโรคระบบทางเดินอาหารอื่น เช่น โรคกระเพาะอาหาร หรือ โรคของลำไส้ใหญ่ ก็ได้.
1.2 ปวดเสียดท้อง (Biliary colic) :
อาการปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่. ซึ่งมักเป็นหลังรับประทานอาหารมัน แต่อาการอาจเป็น
อยู่นานหลายชั่วโมง (แต่มักไม่เกิน 8 ชั่วโมง) แล้วค่อยกลับเป็นปกติ อาจร้าวไปสะบักขวา หรือที่หลัง.
1.3 ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน :
จะมีอาการปวดท้องบริเวณชายโครงขวามากขึ้น และมีการตรวจพบการกดเจ็บบริเวณนี้ ร่วมกับมีไข้ และ
อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนด้วย.


2.
อาการที่เกิดขึ้นจากภาวะแทรกซ้อน
2.1 ถุงน้ำดีอักเสบ
ในรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดการอักเสบของถุงน้ำดีเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการ
ไข้สูงหนาวสั่น ปวดตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่เป็นถุง
น้ำดีอักเสบเรื้อรัง อาจมีอาการปวดตรงใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา คลื่นไส้ อาเจียน เป็น ๆ 
หาย ๆ เรื้อรัง คล้ายอาการของอาหารไม่ย่อย โดยมากจะมีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ แบบเดียว
กับอาการปวดของนิ่วในถุงน้ำดี การตรวจร่างกาย มักไม่พบความผิดปกติชัดเจน ยกเว้นใน
บางรายอาจมีอาการกดเจ็บตรงใต้ชายโครงขวาเล็กน้อย

2.2 นิ่วในท่อน้ำดี :
อาจหลุดมาจากถุงน้ำดีมาอุดตันในท่อน้ำดี หรือเกิดบริเวณท่อน้ำดีเอง. ทำให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง, ไข้สูง หนาวสั่น, ปวดท้องชายโครงขวา. ถ้าเป็นมาก จะมีความดันเลือดต่ำ.
2.3 ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน :
เชื่อว่า เกิดจากการที่นิ่วในท่อน้ำดี ไปอุดรูเปิดของท่อตับอ่อน ชั่วเวลาหนึ่ง. ทำให้เกิดการอักเสบของตับอ่อน. มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง บริเวณลิ้นปี่ หรือใต้ชายโครงซ้าย, อาจปวดทะลุไปหลัง และมีอาการอาเจียน, ไข้ต่ำ ๆ.
2.4 ลำไส้อุดตัน :
นิ่วในถุงน้ำดี อาจหลุดเข้าไปลำไส้ (โดยผ่านทางติดต่อผิดปกติ ระหว่าง ถุงน้ำดีกับลำไส้). แล้วเกิดการอุดตัน. มีอาการ คลื่นไส้อาเจียน, ท้องอืด, ปวดท้องเป็นพัก ๆ ทั่ว ๆ ท้อง, ไม่ถ่ายอุจจาระ ไม่ผายลม.

สิ่งตรวจพบ
นิ่วในถุงน้ำดี
การตรวจร่างกาย มักไม่พบสิ่งผิดปกติ มักไม่มีไข้ บางครั้งอาจตรวจพบอาการกดเจ็บเล็กน้อย
บริเวณใต้ลิ้นปี่ และใต้ชายโครงขวา บางคนอาจมีอาการตาเหลือง

ถุงน้ำดีอักเสบ
การตรวจร่างกาย จะพบอาการไข้และกดเจ็บมากเป็นบริเวณกว้างที่ใต้ชายโครงขวา อาจม
ีอาการตาเหลืองร่วมด้วย

อาการแทรกซ้อน
นิ่วในถุงน้ำดี อาจทำให้เกิด ถุงน้ำดีอักเสบ, ท่อน้ำดีอักเสบ , ตับอ่อนอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ
เฉียบพลันอาจทำให้เกิดภาวะมีหนองในถุงน้ำดี (empyema of gallbladder), ถุงน้ำดีเน่า 
(gangrene of gallbladder), ถุงน้ำดีทะลุ, เยื่อบุช่องท้องอักเสบ , ท่อน้ำอักเสบ ถุงน้ำดี
อักเสบเรื้อรัง อาจทำให้เกิดนิ่วในท่อส่งน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ และอาจมีโอกาสทำให้เป็น
มะเร็งของถุงน้ำดี

การรักษา
1. ถ้ามีอาการปวดท้องที่ชวนสงสัยว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ควรแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล
ภายใน 1-2 สัปดาห์ ระหว่างนั้นอาจให้การรักษาตามอาการไปพลางก่อน เช่น ถ้ามีอาการ
ท้องอืดเฟ้อ ให้กินยาลดกรด หรือ  ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ   ถ้ามีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ ให้
แอนติสปาสโมดิกเช่น อะโทรพีนไฮออสซีน ซึ่งอาจใช้ชนิดฉีดหรือกินก็ได้ สุดแต่สภาพการณ์
ของผู้ป่วย ควรให้ผู้ป่วยงดอาหารมัน ๆ
2. ถ้ามีไข้ ดีซ่าน หรือกดเจ็บมากตรงบริเวณใต้ชายโครงขวา ควรส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล
ภายใน 24 ชั่วโมง อาจให้การรักษาเบื้องต้น โดยให้ยาลดไข้  และให้น้ำเกลือ (ถ้ามีภาวะขาดน้ำ)
อาจต้องทำการตรวจพิเศษ เช่น เอกซเรย์หรืออัลตราซาวนด์ (ultrasound scan) และให้การ
รักษาโดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ในปัจจุบันมีวิธีการผ่าตัด โดยเจาะเป็นรูที่หน้าท้อง และใช้กล้อง
ส่องผ่านรูเข้าไปผ่าตัด (Laparoscopic cholecystectomy) สามารถกลับบ้านภายใน 1-2 วัน 
และมีแผลเพียงเล็กน้อย ในกรณีที่มีการอักเสบของถุงน้ำดี มักจะให้ยาปฏิชีวนะควบคุมอาการก่อนจะ
ทำการผ่าตัด
นิ่วในถุงน้ำดี หากไม่มีอาการ ส่วนใหญ่ไม่มีข้อบ่งชี้ว่า จะต้องผ่าตัด, เพราะ อาจไม่มีอาการเลยตลอดชีวิต, 
ยกเว้นในคนไข้บางกลุ่ม ที่แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด เช่น อายุน้อย (เพราะว่า มีโอกาสเกิดอาการขึ้นมาได้
ในอนาคต), โรคโลหิตจางบางชนิด เป็นต้น. ส่วนนิ่วในถุงน้ำดี ที่มีอาการ หรือมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว 
ควรได้รับการผ่าตัด.

การรักษานิ่วในถุงน้ำดี ในกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าว คือ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ซึ่งวิธีมาตรฐานดั้งเดิม 
ใช้วิธีการ ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง บริเวณใต้ชายโครงขวา (Open Cholecystectomy) โดยศัลยแพทย์
ชาวเยอรมัน ทำเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณกว่า 100 ปี มาแล้ว (พ.ศ. 2427). วิธีนี้ จะมีแผลผ่าตัดที่ยาว 
ประมาณ 10 ซม. (รูปที่ 1) โดยหากมีนิ่วในท่อน้ำดีร่วมด้วย ก็จะทำการเปิดท่อน้ำดี เพื่อเอานิ่วออกได้
ไปพร้อมกัน.

ปัจจุบัน มีการผ่าตัดอีกวิธี คือ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก โดยใช้กล้องส่องผ่านหน้าท้อง 
(Laparoscopic Cholecystectomy)
โดยศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศส ทำเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 
2530 นี้เอง. วิธีนี้ กำลังเป็นที่นิยม และทดแทนการผ่าตัดวิธีมาตรฐานดั้งเดิม เนื่องจากมีแผลผ่าตัดที่เล็กลง 
(เป็นแผลเล็ก ๆ จำนวน 4 แผล ขนาด 0.5-1 ซม. เท่านั้น - รูปที่ 2). แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น 
เนื่องจากมีการใช้กล้อง และอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมหลายอย่าง. ในการผ่าตัดวิธีนี้ หากมีนิ่วในท่อน้ำดีร่วมด้วย 
ก็สามารถเอาออกได้ หรืออาจใช้ วิธีส่องกล้องผ่านทางเดินอาหาร (จากปากเข้าไปถึงลำไส้เล็ก) 
เพื่อเอานิ่วในท่อน้ำดีออกก็ได้ โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เช่นกัน. (เรียกวิธีการนี้ว่า อีอาร์ซีพี 
(Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography).


ข้อดีของการผ่าตัดถุงน้ำดีออกโดยใช้กล้อง
1. อาการปวดเจ็บที่แผลผ่าตัดมีน้อยกว่า.
2. ระยะเวลาที่ต้องอยู่ ร.พ. สั้นกว่า (ประมาณ 1-2 วัน หลังผ่าตัด, เทียบกับ 5-7 วัน ในการผ่าตัดแบบเดิม).
3. การกลับไปปฏิบัติหน้าที่การงานหลังการรักษาเร็วกว่า.
4. แผลผ่าตัดสั้นกว่า จึงมีผลต่อความสวยงามของหน้าท้อง.

ข้อเสีย
1. ต้องใช้เครื่องมือพิเศษบางอย่าง ทำได้เฉพาะใน ร.พ. เพียงบางแห่ง.
2. ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า.
3. ต้องใช้ศัลยแพทย์ที่มีความสามารถในการผ่าตัดวิธีนี้.


ข้อแนะนำ
1. ผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี ที่ยังไม่มีอาการแสดงอะไร (แต่บังเอิญตรวจพบขณะที่ตรวจรักษาโรคอื่น)
    ไม่จำเป็นต้องรีบทำผ่าตัด สามารถรอได้จนเมื่อเริ่มมีอาการปวดท้อง จึงค่อยรับการผ่าตัด
2. ในปัจจุบันมีการค้นพบยาที่ใช้ละลายนิ่วในถุงน้ำดีมีชื่อว่า กรดชีโนดีออกซีโคลิก 
    (chenodeoxycholic acid) ซึ่งได้ผลดีกับผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรายที่มอง
    เห็นบนภาพถ่ายเอกซเรย์ด้วยวิธีการกินสารทึบรังสี (oral cholecystography) และมีลักษณะก้อน
    นิ่วเล็ก ๆ หลายก้อน โดยอาจต้องกินยานานเป็นปี ๆ ขณะนี้ราคายายังค่อนข้างแพง ดังนั้นจึงควรให้
    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคนี้เป็นผู้พิจารณาสั่งใช้เท่านั้น

การป้องกัน
โรคนี้อาจป้องกันได้ด้วยการควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือด และโรคเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

เสนอแนะการรักษาตามแนวธรรมชาติบำบัด
ต่อไปนี้ เป็นการแนะนำวิธีการใช้ "น้ำแอปเปิ้ลเข้มข้น รักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี" โดยการทดลองจากผู้ป่วย 
๑,๐๐๐ คน จึงมิต้องทำการผ่าตัด เป็นการลดการเจ็บปวดจากการผ่าตัด และเป็นการลดเงินค่าใช้จ่าย 
หากคุณมิได้มีโรคนิ่วในถุงน้ำดี แล้วมาทำการบำบัดฯ ก็ไม่มีอันตรายใดๆ นายแพทย์ท่านนี้และคนใน
ครอบครัวได้พิสูจน์แล้ว จึงได้นำออกมาเผยแพร่ด้วยความมั่นใจ

นิ่วไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก หากใหญ่จะประมาณเท่าลูกสตอเบอร์รี่ หากเล็กก็เท่าเม็ดทราย หากใช้วิธีการนี้ล้วน
สามารถขับออกมาได้ทั้งนั้น

หากว่าครั้งแรกคุณขับออกมาจำนวนมาก ต้องใช้เวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ จึงจะสามารถทำการบำบัดใหม่ 
หากว่าครั้งแรกไม่อาจขับออกมา ก็หวังว่าคุณจะทดลองทำใหม่อีกครั้ง เพราะอาจมีการทำผิดพลาดใน
ขั้นตอนต่างๆ  และควรทำทุกๆ ปีควรจะทำการบำบัดหนึ่งครั้ง

II. ขั้นตอนการบำบัด

๑. วันที่ ๑-วันที่ ๕

- ใช้น้ำแอปเปิ้ลเข้มข้น ๑๐๐% (บริสุทธิ์) ใน ๑ วันดื่ม ๔ ครั้ง ครั้งละ ๒๕๐ c.c. เวลาเช้าก่อนอาหาร 
   ช่วงระหว่างมื้อเช้ากับมื้อเที่ยง ช่วงระหว่างมื้อเที่ยงถึงมื้อเย็น ช่วงก่อนนอน (เป็นช่วงที่ท้องกำลังว่าง)
- ต้องดื่มติดต่อกันทั้ง ๕ วัน
- น้ำแอปเปิ้ลเข้มข้นช่วยให้นิ่วในถุงน้ำดีแตกออก (ทำให้มีขนาดเล็กลง) ซึ่งจะช่วยให้ขับออกมาได้ง่าย

๒. วันที่ ๖
๑) ตอนบ่าย ๑ โมงเป็นต้นไป ห้ามรับประทานอาหารใดๆ ไม่ให้ทานมื้อเย็น ดื่มได้แค่น้ำเปล่า ส่วน
     น้ำแอปเปิ้ลเข้มข้นก็ไม่ต้องดื่มแล้ว
๒) ตอน ๖ โมงเย็น ทานน้ำดีเกลือ (EPASON SALT / Magmesium Sulphate) โดยนำดีเกลือ 
     ๑๐ มิลลิกรัม.ผสมน้ำอุ่น ๒๕๐ c.c. (ขนาดเท่าถ้วยทานข้าวหนึ่งถ้วย)
๓) ตอน ๒ ทุ่ม ดื่มน้ำดีเกลืออีกครั้ง (ปริมาณเท่าเดิม)
๔) ตอน ๔ ทุ่ม ดื่มน้ำมะนาว ๑๕๐ c.c. + น้ำมันมะกอก (หรือน้ำมันพืช) ๑๕๐ c.c. ผสมให้เข้าเป็น
    เนื้อเดียวกัน (หากไม่กล้าดื่มควรใช้หลอดดูดดื่มแทน)
- การผสมน้ำมะนาวกับน้ำมันมะกอก ควรใช้ ๒ ถ้วยเทไปเทมา ผสมให้เข้ากัน
- เมื่อดื่มน้ำมะนาวผสมกับน้ำมันมะกอกแล้ว ต้องทำให้กระเพาะถึงตับด้านขวาของลำตัวร้อน 
  โดยการนอนตะแคงลำตัวไปตัวไปทางซ้าย ไม่ให้นอนราบ แล้วใช้เครื่องเป่าผม เป่าลมร้อนอย่างน้อย 
  ๑๕ นาที โดยไม่ต้องมีเสื้อผ้าปิด ต้องทำให้ผิวหนังร้อนในระดับที่ร่างกายรับได้ เพื่อช่วยให้ถุงน้ำดี
  เปิดกว้างขึ้น ทำให้นิ่วออกมาได้
- น้ำมะนาวช่วยให้ท่อส่งน้ำดีจากถุงน้ำดีนุ่ม จึงช่วยให้นิ่งออกมาได้สะดวก ส่วนน้ำมันจะช่วยให้เรียก
  น้ำย่อยจากถุงน้ำดี ให้ออกมาจำนวนมาก ทำให้นิ่วออกมามากด้วย

๓. วันที่๗
ในตอนเช้าเมื่อเข้าห้องน้ำก็จะสามารถขับนิ่วออกมา โดยดูได้จาก "ส่วนที่เป็นสีเขียว" ที่ลอยขึ้นมาในน้ำ
ชักโครก นั่นก็คือ "นิ่วในถุงน้ำดี" นั่นเอง หากมีสีขาวที่ลอยขึ้นมานั่นก็คือ "ไขมัน" ส่วนบางคนมีสีดำ
ลอยขึ้นมาแสดงว่าเคยมีเลือดออกภายในกระเพาะมาก่อน

III. บทสรุป

- หากมีนิ่วถูกขับออกมาจำนวนมาก จนรู้สึกไม่สบาย ให้พักผ่อน ๑-๒ วัน อาการก็จะดีขึ้น
- หากซื้อน้ำมันมะกอกไม่ได้ ให้เปลี่ยนเป็นน้ำมันพืชทั่วไปแทนก็ได้
- เมื่อขับออกมาแล้วกระเพาะจะรู้สึกสบาย อย่าทานอาหารมากเกินไป ในมื้อแรก
- น้ำเกลือนี้จะมีฤทธิ์ทันทีและได้ผลมาก จึงไม่ต้องใช้ในปริมาณที่มากเกินไป
- หากว่าเคยผ่าตัดถุงน้ำดีมาก่อนสามารถใช้การบำบัดนี้ได้ (เพื่อช่วยบริเวณท่อส่งน้ำดี)


 

 

 

 

 

 ท้องเดิน - Diarrhea / ท้องร่วง - Gastroenteritis

ลักษณะทั่วไป
ท้องเดิน (ท้องร่วง ท้องเสีย อุจจาระร่วง) หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่าย
เหลวมากกว่า วันละ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียว ในทารกที่กินนม
แม่  ปกติอาจถ่ายอุจจาระเหลว ๆ บ่อยครั้งได้ เราไม่ถือว่าเป็นอาการของท้องเดิน แต่ถ้าถ่าย
เป็นน้ำจำนวนมาก และบ่อยครั้งกว่าที่เคยเป็น ก็ถือว่าผิดปกติ ท้องเดินเป็นอาการที่พบได้บ่อย 
และมีสาเหตุได้หลายประการ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และมักจะหายได้เอง ส่วนน้อยอาจ
มีอาการรุนแรงทำให้มีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เป็นอันตรายถึงตายได้ โดยเฉพาะในเด็ก
เล็กและคนแก่  นอกจากอาการถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายเหลว หรือถ่ายมีมูกเลือดปนแล้ว อาจมีอาการ
ไข้ ปวดท้อง อาเจียนร่วมด้วยซึ่งสุดแล้วแต่สาเหตุที่เป็น

สาเหตุ
ก. ถ้าเป็นท้องเดินชนิดเฉียบพลัน อาจเกิดจาก
1. การติดเชื้อ ซึ่งพบได้บ่อยกว่าสาเหตุอื่น อาจเกิดจากเชื้อไวรัส (เช่น โรตาไวรัส) บิด , 
ไทฟอยด์ ,อหิวาต์ , มาลาเรีย ,พยาธิบางชนิด (เช่น ไกอาร์เดีย, พยาธิแส้ม้า)
2. สารพิษจากเชื้อโรค โดยการกินพิษของเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ในอาหาร ซึ่งมักจะพบว่า ในกลุ่ม
คนที่กินอาหารด้วยกัน มีอาการพร้อมกันหลายคน
3.สารเคมี เช่น ตะกั่ว, สารหนู,ไนเทรต, ยาฆ่าแมลง ฯลฯ มักจะทำให้มีอาการอาเจียน ปวด
ท้องรุนแรงและชักร่วมด้วย
4. ยา เช่น ยาถ่าย, ยาลดกรด, ยาปฏิชีวนะ (เตตราไซคลีน, อะม็อกซีซิลลิน, อีริโทรไมซิน), 
คอลชิซีน (ยารักษาโรคเกาต์) เป็นต้น
5. พืชพิษ เช่น เห็ดพิษ, กลอย

ข. ถ้าเป็นเรื้อรัง (ถ่ายนานเกิน 3 สัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย) อาจเกิดจาก
1. กลุ่มอาการลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า   มักทำให้มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เป็นแรมเดือนแรมปี 
โดยที่ร่างกายแข็งแรงดี
2. การติดเชื้อ เช่น บิดอะมีบา , ไกอาร์เดีย, วัณโรคลำไส้, พยาธิแส้ม้า , เอดส์ ฯลฯ
3. โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน , คอพอกเป็นพิษ
4. การขาดเอนไซม์แล็กเทส (lactase) ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแล็กโทส (lactose) ซึ่งมีอยู่ในนมสด 
จึงทำให้เกิดอาการท้องเดินหลังดื่มนม
5. ความผิดปกติเกี่ยวกับการดูดซึมของลำไส้ (malabsorption) ทำให้ถ่ายบ่อย อุจจาระมี
ลักษณะเป็นมันลอยน้ำ และมีกลิ่นเหม็นจัด (เนื่องจากไขมันไม่ถูกดูดซึม) และอาจมีอาการ
ของโรคขาดอาหารร่วมด้วย
6. เนื้องอก หรือมะเร็งของลำไส้หรือตับอ่อน
7. ยา เช่น กินยาถ่าย หรือยาลดกรดเป็นประจำก็ทำให้มีอาการท้องเดินเรื้อรังได้
8. อื่น ๆ เช่น หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร ทำให้การดูดซึมอาหารผิดปกติ ทำให้เกิดอาการ
ท้องเดินบ่อย หรือภายหลังการฝังแร่รักษามะเร็งปากมดลูก อาจทำให้ลำไส้ใหญ่อักเสบ 
(colitis) ถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังได้

อาการ
ขึ้นกับสาเหตุที่เป็น
โดยทั่วไปจะมีอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง บางคนอาจมีไข้ หรือ
คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย  หรืออาจถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือด

สิ่งตรวจพบ
ถ้าเป็นรุนแรง อาจมีภาวะขาดน้ำ บางคนอาจมีไข้

อาการแทรกซ้อน
ที่สำคัญคือ ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะช็อก, ภาวะเลือดเป็นกรด, ภาวะ
โพแทสเซียมในเลือดต่ำ, ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ เป็นอันตรายถึงตายได้ ความรุนแรงของ
โรคขี้นกับขนาดของภาวะขาดน้ำเป็นสำคัญ

ภาวะขาดน้ำ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่
1. ภาวะขาดน้ำเล็กน้อย (mild dehydration) น้ำหนักตัวลดประมาณ 5% ผู้ป่วยเริ่มรู้สึกกระ
หายน้ำและอ่อนเพลียเล็กน้อย แต่อาการทั่วไปดี หน้าตาแจ่มใส เดินได้ ชีพจรและความดัน
โลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ
2. ภาวะขาดน้ำปานกลาง (moderate dehydration) น้ำหนักตัวลดประมาณ 5-10% ผู้ป่วย
จะรู้สึกเพลียมาก เดินแทบไม่ไหว แต่ยังนั่งได้ และยังรู้สึกตัวดี เริ่มมีอาการตาโบ๋ (ตาลึก)  
ปากแห้ง ผิวหนังเหี่ยว และขาดความยืดหยุ่น ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ ในทารกนอก
จากอาการดังกล่าวแล้วยังพบว่า กระหม่อมบุ๋ม และท่าทางเซื่องซึม ไม่วิ่งเล่นเหมือนปกติ
3. ภาวะขาดน้ำรุนแรง (severe dehydration) น้ำหนักตัวลดมากกว่า 10 % ผู้ป่วยมีอาการ
อ่อนเพลียมาก ลุกนั่งไม่ได้ ต้องนอน ไม่ค่อยรู้สึกตัวหรือช็อก (กระสับกระส่าย ตัวเย็น มือเท้า
เย็นชืด ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำมาก ปัสสาวะออกน้อย หรือไม่ออกเลย) และมีอาการตาโบ๋
มากผิวหนังเหี่ยวมาก ริมฝีปากและลิ้นแห้งผาก หายใจเร็วและลึกในทารกนอกจากอาการ
ดังกล่าวแล้วยังพบว่ากระหม่อมบุ๋มมาก แน่นิ่ง และตัวอ่อนปวกเปียก

การรักษา
ในที่นี้จะกล่าวถึง หลักการรักษาอาการท้องเดินโดยทั่วไป
1. ควรงดอาหารแข็ง อาหารรสจัด และอาหารที่มีกาก ( เช่น ผัก ผลไม้) ให้กินอาหารอ่อน 
หรืออาหารเหลว เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำข้าว น้ำหวานแทน ในทารกให้ดื่มนมแม่ตามปกติ ถ้า
ดื่มนมผงในระยะ 2-4 ชั่วโมงแรก ให้ผสมนมเจือจางลงเท่าตัว แล้วค่อยให้กินนมผสมตาม
ปกติ
2. ให้น้ำเกลือ
2.1 ผู้ป่วยยังกินได้ ไม่อาเจียนหรืออาเจียนเพียงเล็กน้อย ให้กินสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โดย
ผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ขององค์การเภสัชกรรม   กับน้ำสุกดื่มกินต่างน้ำบ่อย ๆ ครั้งละ 1/2 - 1
ถ้วย (250 มล.) หรือจะใช้น้ำเกลือผสมเองก็ได้ โดยใช้น้ำสุก 1 ขวดแม่โขงกลม (หรือขวดน้ำ
เปล่าใหญ่ คือขนาดประมาณ 750 มล.) ผสมกับน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ (25-30 กรัม) และ
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา (1.7 กรัม) หรือจะใช้น้ำอัดลมหรือน้ำข้าวต้มใส่เกลือ (ใส่เกลือ 1/2 ช้อน
ชาในน้ำอัดลมหรือน้ำข้าว1 ขวดแม่โขง) ก็ได้ ในเด็กเล็ก ในช่วง 4 ชั่วโมงแรก ให้สารละลาย
น้ำตาลเกลือแร่ในปริมาณ 50 มล.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (สำหรับภาวะขาดน้ำเล็กน้อย) และ
100 มล. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (สำหรับภาวะขาดน้ำเห็นได้ชัด)
2.2 ถ้าผู้ป่วยมีอาการอาเจียนเล็กน้อย แต่ยังพอดื่มน้ำเกลือหรือน้ำข้าวต้มได้ ให้คอยสังเกตว่า
ได้รับน้ำเข้าไปมากกว่าส่วนที่อาเจียนออกหรือไม่ ถ้าอาเจียนออกมามากกว่าส่วนที่ดื่มเข้าไป 
ควรให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำแทน
ผู้ใหญ่ ให้น้ำเกลือชนิด 5% เดกซ์โทรสในนอร์มัลซาไลน์ (5% D/NSS) หรือนอร์มัลชาไลน์
(NSS) 1,000-2,000 มล.ใน 12-24 ชั่วโมง ถ้ามีภาวะขาดน้ำปานกลางหรือรุนแรงในระยะ 
1-2 ชั่วโมง ควรให้น้ำเกลือหยดเร็ว ๆ จนกระทั่งชีพจรเต้นช้าลงและแรงขึ้น ความดันกลับคืน
เป็นปกติ จึงค่อยหยดช้าลง
เด็ก ให้น้ำเกลือขนาด 5% เดกซ์โทรสใน 1/3 นอร์มัลซาไลน์ (5% D/1/3 NSS) ขนาด 100 
มล. ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมใน 24 ชั่วโมง ถ้ามีภาวะขาดน้ำรุนแรง ในระยะ 1-2 ชั่วโมงแรก 
ให้ขนาด 20 มล.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมใน 1 ชั่วโมง ขณะให้น้ำเกลือ ควรเฝ้าดูอาการอย่าง
ใกล้ชิด และใช้ครื่องฟังตรวจฟังปอดบ่อย ๆ ถ้ามีอาการหน้าบวม หอบตัวเขียว หรือฟังปอดมี
เสียงกรอบแกรบ (crepitation) แสดงว่าให้น้ำเกลือเร็วหรือมากเกินไปควรหยุดน้ำเกลือและ
ฉีดลาซิกส์ 1/2 - 1 หลอด เข้าหลอดเลือดดำ ถ้าไม่ดีขึ้นให้รีบส่งโรงพยาบาล
3. ยาแก้ท้องเดิน ไม่มีประโยชน์ในการรักษาอาการท้องเดิน และถ้าใช้ผิด ๆ อาจเกิดโทษ
ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กและผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากโรคติดเชื้อ ดังนั้นในปัจจุบันจึงไม่
แนะนำให้ใช้ยาแก้ท้องเดิน  แต่เน้นที่การให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ดังในข้อ 2.1 ให้ได้
เพียงพอ อาการท้องเดินก็จะค่อย ๆ ดีขี้น
4. ยาปฏิชีวนะ ส่วนใหญ่ไม่ต้องให้ ควรให้เฉพาะรายที่สงสัยเป็นบิด , อหิวาต์  หรือไทฟอยด์  
เท่านั้น
5. ถ้าทราบสาเหตุของท้องเดิน ให้รักษาตามสาเหตุ
6. ควรติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของโรค ถ้าถ่ายรุนแรง อาเจียนรุนแรง มีภาวะขาดน้ำมาก
ขึ้น มีภาวะขาดน้ำรุนแรงหรือช็อก อย่างใดอย่างหนึ่ง ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วน โดยให้น้ำ
เกลือทางหลอดเลือดมาระหว่างทางด้วย อาการที่แสดงว่าผู้ป่วยดีขึ้น ได้แก่
- ถ่ายและอาเจียนน้อยลง
- ภาวะขาดน้ำลดน้อยลง
- ปัสสาวะออกมากขึ้น
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
- หน้าตาแจ่มใส ลุกนั่ง หรือเดินได้ เด็กเล็กเริ่มวิ่งเล่นได้
7. ในรายที่เป็นเรื้อรัง ถ้ามีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดหรือถ่ายเป็นมูกหรือมูกปน
เลือด หลังเข้านอนกลางคืนต้องตื่นขึ้นถ่ายท้องตอนดึก หรือมีอาการอุจจาระราด (กลั้นไม่อยู่) 
ควรแนะนำไปตรวจหาสาเหตุที่โรงพยาบาล ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้อาจให้รักษาตามอาการ

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้ ถ้าพบในเด็กเล็กและคนแก่อาจมีอันตรายถึงตายได้ ถ้าให้การรักษาขั้นต้นแล้ว 
อาการไม่ดีขึ้น ควรส่งโรงพยาบาล
2. อันตรายที่เกิดจากโรคนี้ คือ การเสียน้ำและเกลือแร่ จึงควรแนะนำให้ประชาชนทั่วไปรู้จัก
ใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ น้ำเกลือ ผสมเอง น้ำอัดลม      หรือน้ำข้าวต้มใส่เกลือ ดื่มกิน ทันทีที่มี
อาการท้องเดิน จะช่วยป้องกันมิให้อาการรุนแรงได้สิ่งนี้นับเป็น "ยาแก้ท้องเดิน" ที่จำเป็นที่
สุด
3. ในเด็กเล็ก อาการท้องเดินมีความสัมพันธ์กับโรคขาดอาหารอย่างมาก กล่าวคือ ท้องเดิน
บ่อยอาจทำให้ขาดอาหาร และโรคขาดอาหารอาจทำให้ท้องเดินบ่อย จึงควรรักษาทั้ง 2 โรค
นี้อย่างจริงจัง
4. ควรอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจถึง สาเหตุของโรคท้องเดินในเด็กเล็กว่าไม่ได้เกี่ยวกับการ
ยืดตัวของเด็กดังที่เข้าใจกันทั่วไป แต่เกิดจากการติดเชื้อ ชึ่งสามารถป้องกันได้

การป้องกัน
1. กินอาหารสุกที่ไม่มีแมลงวันตอม และดื่มน้ำสะอาด
2. ล้างมือก่อนเปิบข้าว และหลังถ่ายอุจจาระ
3. ถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่มิดชิด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
4. สำหรับทารก
- ควรเลี้ยงทารกด้วยนมแม่
- ถ้าใช้ขวดนมเลี้ยงทารก ควรต้มขวดในน้ำเดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรคเสียก่อน
- ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรค พื้นฐานต่าง ๆ ตามกำหนดเวลาและให้อาหารเสริมแก่ทารก เพื่อ
ให้สุขภาพแข็งแรงและ ไม่เป็นโรคขาดอาหาร

รายละเอียด
อันตรายจากโรคท้องเดิน คือ การเสียน้ำและเกลือแร่ ดังนั้นควรให้ผู้ป่วยดื่มสารละลายน้ำตาล
เกลือแร่ทันทีตั้งแต่มีอาการ


 

 

 

 

 

ลักษณะทั่วไป
ไข้รากสาดน้อย พบได้บ่อยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังที่ชาวบ้านรู้จักกันดีว่า ไข้หัวโกร๋น เพราะ
สมัยนั้นยังไม่มียารักษา เป็นไข้กันเป็นเดือนจนกระทั่งผมร่วง พบได้ในทุกอายุ แต่จะพบมาก
ในคนอายุ 10-30 ปี อาจจะพบว่ามีคนในละแวก ใกล้เคียงเคยเป็น หรือกำลังเป็นโรคนี้ด้วย    
พบมากในฤดูร้อนแต่ก็พบได้เกือบทั้งปี

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อไทฟอยด์ เป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า "ซัลโมเนลลา ไทฟี" (Salmonella typhi) ติด
ต่อโดยการกินอาหาร หรือน้ำดื่มที่ติดเชื้อจากอุจจาระ หรือปัสสาวะของผู้ป่วย หรือที่มีแมลง
วันตอม ระยะฟักตัวประมาณ 14 วัน (7-21 วัน)

อาการ
อาการจะค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มแรกจะมีอาการไข้ต่ำ ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว  ปวดเวียนศีรษะ 
อ่อนเพลีย คล้ายไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่มีน้ำมูก อาจมีเลือดกำเดาออก บางครั้งอาจ
มีอาการไอ และเจ็บคอเล็กน้อย มักมีอาการท้องผูก หรือไม่ก็ถ่ายเหลวเสมอ   อาจมีอาการ
คลื่นไส้อาเจียน ปวดแน่นท้อง ท้องอืด และกดเจ็บเล็กน้อย  ต่อมาไข้จะค่อย ๆ สูงขึ้นทุกวัน 
และจับไข้ตลอดเวลา ถึงแม้จะกินยาลดไข้ก็อาจไม่ลด ทุกครั้งที่จับไข้จะรู้สึกปวดศีรษะมาก 
อาการไข้มักจะเรื้อรัง ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจมีไข้สูงอยู่นาน 3 สัปดาห์ แล้วค่อย ๆ ลดลง
จนเป็นปกติเมื่อพ้น 4 สัปดาห์ บางรายอาจเป็นไข้อยู่นาน 6 สัปดาห์ก็ได้ บางรายอาจมีอาการ
หนาวสะท้านเป็นพัก ๆ เพ้อ หรือปวดท้องรุนแรงคล้ายไส้ติ่งอักเสบ  หรือถุงน้ำดีอักเสบ 
ผู้ป่วยจะซึมและเบื่ออาหารมาก ถ้ามีอาการมากกว่า 5 วัน ผู้ป่วยจะดูหน้าซีดเชียว แต่เปลือก
ตาไม่ซีด (เหมือนอย่างผู้ป่วยโลหิตจาง) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคที่เรียกว่า หน้า
ไทฟอยด์

สิ่งตรวจพบ
ไข้ 38.5-40 ํซ. หน้าซีดเชียว และเปลือกตาไม่ซีด ฝ่ามือซีด ริมฝีปากแห้ง อาจมีอาการท้องอืด
กดเจ็บใต้ชายโครงขวา หรือท้องน้อยข้างขวา ตับม้ามอาจโต อาจพบจุดแดงคล้ายยุงกัด เมื่อ
ดึงหนังให้ตึงจะจางหายเรียกว่า โรสสปอต (Rose spots) ที่หน้าอก หรือหน้าท้อง ซึ่งมักจะ
ขึ้นหลังมีไข้ได้ 5 วัน และขึ้นอยู่นาน 3-4 วัน ในบางรายอาจมีอาการ ดีซ่าน หรือซีด (ถ้าเป็น
เรื้อรัง)

อาการแทรกซ้อน
ที่พบบ่อย และเป็นอันตราย ได้แก่ เลือดออกในลำไส้ (ถ่ายเป็นเลือดสด ๆ อาจถึงช็อกได้) 
และลำไส้ทะลุ (ท้องอืด ท้องแข็ง) ซึ่งจะพบหลังมีอาการได้ 2-3 สัปดาห์    ที่พบรองลงไป 
ได้แก่ ปอดอักเสบ , โลหิตเป็นพิษ ,  กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ,  ถุงน้ำดีอักเสบ ,   ไตอักเสบ,
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ , โรคจิต การกลับเป็นซ้ำ บางรายแม้ว่าจะรักษาจนไข้หายแล้ว อาจมี
ไข้กำเริบได้ใหม่ หลังจากหยุดยาไปประมาณ 2 สัปดาห์

การรักษา
หากสงสัย ควรส่งตรวจเพิ่มเติม ด้วยการตรวจเลือด ทำการ ทดสอบไวดาล (Widal test)  
ตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดขาว (มักต่ำกว่า 5,000 ตัวต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร), นำเลือด อุจจาระ 
และปัสสาวะไปเพาะหาเชื้อ ถ้าพบว่าเป็นโรคนี้ ควรให้การรักษา ดังนี้
1.แนะนำให้ผู้ป่วยกินอาหารอ่อน, ดื่มน้ำมาก ๆ , ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง, ถ้ากินข้าว
ไม่ได้นาน ๆ ให้ยาบำรุงพวก วิตามิน, ให้ยาลดไข้-พาราเซตามอล
2.ให้ยาปฏิชีวนะ โคไตรม็อกซาโซล   ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น (ในเด็กให้ 6 
มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ของไตรเมโทพริม) หรือให้คลอแรมเฟนิคอล วันละ 
2 กรัม (ในเด็กให้ 75-100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน) แบ่งให้วันละ 4  ครั้ง 
หรือ อะม็อกซีซิลลิน  วันละ 2 กรัม (ในเด็กให้ 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน) 
แบ่งให้ 4 ครั้ง ถ้าดีขึ้น (กินข้าวได้มากขึ้น ไข้ลด) ให้ยาต่อจนครบ 14 วัน ถ้าไม่ดีขึ้นใน 
4-7 วัน หรือในรายที่สงสัยว่ามีอาการแทรกซ้อน ควรส่งโรงพยาบาล ในรายที่เชื้อดื้อยา 
อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะไซโพรฟล็อกซาซิน (Cyprofloxacin) 750 มก. วันละ 2 ครั้ง

ข้อแนะนำ
1.โรคนี้ต้องใช้เวลารักษาติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เมื่อได้รับการรักษา ไข้จะค่อย ๆ ลด
ลง จนกระทั่ง 4 วัน แล้วจึงจะไม่มีไข้ ถ้าให้คลอแรมเฟนิคอล อาจใช้เวลาอย่างน้อย 4 วันกว่า
ไข้จะลดเป็นปกติ ถ้าให้โคไตรม็อกซาโซล อาจใช้เวลา 6-10 วันกว่าไข้จะลด ส่วนอะม็อกซี
ซิลลิน อาจต้องใช้เวลานานกว่า 10 วัน
2. ผู้ป่วยบางรายเมื่อไข้หายแล้ว อาจมีอาการไข้กำเริบได้ใหม่ ภายหลังการหยุดยาไปแล้ว
ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่อาการไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก ควรให้ยารักษาซ้ำอีกครั้ง เป็นเวลา 1 
สัปดาห์
3. ผู้ป่วยบางรายเมื่อหายแล้ว อาจมีเชื้อไทฟอยด์หลบซ่อนอยู่ในถุงน้ำดี โดยไม่มีอาการผิด
ปกติแต่อย่างไร เราเรียกว่า พาหะนำโรค (carrier) ซึ่งมักจะปล่อยเชื้อออกมากับอุจจาระ 
แพร่กระจายให้คนอื่นต่อไปเรื่อย ๆ แพทย์สามารถตรวจพบโดยการนำอุจจาระไปเพาะเชื้อ 
และอาจให้การรักษาโดยให้ โคไตรม็อกซาโซล หรือ อะม็อกซีซิลลิน หรือไซโพรฟล็อกซาซิน 
นาน 4 สัปดาห์ บางรายอาจต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก
4. ผู้ป่วยบางรายอาจดื้อยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะคลอแรมเฟนิคอล ดังนั้น ถ้าหากให้ยา 4-7 วัน
แล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรแนะนำไปตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล

การป้องกัน
1. ในเด็กอายุมากกว่า 6 ปีให้วัคซีนป้องกันไทฟอยด์ ถ้าใช้วัคซีนชนิดฉีด ให้ฉีด 2 เข็มห่างกัน
1 เดือน และกระตุ้นซ้ำทุก 3 ปี ควรฉีดเข้าใต้ชั้นผิวหนัง วัคซีนชนิดนี้อาจทำให้มีไข้ หรือเกิด
รอยบวมแดงบริเวณที่ฉีดได้ ในปัจจุบันมีวัคซีนชนิดแคปซูลใช้แทนชนิดฉีดได้ ให้กินครั้งละ 
1 แคปซูล วันเว้นวัน 3 ครั้ง โดยต้องกลืนทั้งแคปซูล อย่าถอดแคปซูลออก เชื้ออาจถูกกรดใน
กระเพาะอาหารทำลายได้ และในช่วงที่กินวัคซีนอยู่ ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ยาอาจฆ่า
เชื้อในวัคซีนตายหมดได้
2. กินอาหารสุกที่ไม่มีแมลงวันตอม และดื่มน้ำสะอาด
3. ถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
4. ล้างมือก่อนปรุงอาหารและเปิบข้าว และหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้ง
5. สำหรับผู้ป่วย ควรแยกสำรับอาหาร และเครื่องใช้ส่วนตัว อย่าปะปนกับผู้อื่น อุจจาระควร
ถ่ายลงในส้วม และควรล้างมือให้สะอาดหลังถ่าย

ข้อแนะนำ
ถ้าเป็นไข้รากสาดน้อย ควรให้ยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 14 วัน


 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.