BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com

op


โรคตับอ่อนอักเสบ 
   Pancreatitis


กลุ่มอาการลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า 
   Irritable bowel 
   syndrome

  

แผลแอฟทัส
    Aphthous ulcer





 



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์



  โรคตับอ่อนอักเสบ - Pancreatitis      

ตับอ่อนอักเสบ เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่เป็นภาวะร้ายแรงที่มีอัตราตายค่อนข้างสูง พบได้บ่อยในคนที่ดื่มเหล้าจัด

สาเหตุ
การอักเสบมักเป็นผลมาจากการ "รั่ว" ของน้ำย่อย (เอนไซม์) ของตับอ่อนเองออกมาที่เนื้อเยื่อบางส่วนของ
ตับอ่อน แต่ด้วยสาเหตุใดยังไม่ทราบแน่ชัด
โรคนี้มักพบในผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี  และในคนที่ดื่มสุราจัด  ส่วนน้อยอาจเป็นโรคแทรกของคางทูม, หรือ
เกิดร่วมกับโรคต่อมพาราไทรอยด์ทำงานน้อย (hypoparathyroidism) , การได้รับบาดเจ็บที่ช่องท้อง, 
การใช้ยาบางชนิด (เช่น สเตอรอยด์, ยาขับปัสสาวะประเภทไทอาไซด์)  บางครั้งอาจไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด

อาการ
ปวดท้องรุนแรงตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่ซึ่งมักจะเกิดขึ้นทันทีทันใด (บางคนอาจมีประวัติดื่มเหล้าจัด หรือกินเลี้ยง
มาก่อนสัก 12-24 ชั่วโมง) และปวดตลอดเวลา มักปวดร้าวไปที่หลังเวลานอนหงายหรือเคลื่อนไหว มักทำให้
ปวดมากขึ้น แต่จะรู้สึกสบายขึ้นเวลานั่งโก้งโค้ง   ผู้ป่วยมักมีไข้ คลื่นไส้อาเจียน
ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการอ่อนเพลียมาก มีจ้ำเขียวขึ้นที่หน้าท้อง หรือรอบ ๆ สะดือ, ภาวะแคลเซียมใน
เลือดต่ำ (มือเท้าเกร็ง) และอาจมีภาวะช็อก (กระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น)

สิ่งตรวจพบ
มีไข้ หน้าท้องกดเจ็บ (โดยมักจะไม่มีอาการท้องแข็ง) อาจมีอาการท้องอืด หรือใช้เครื่องฟังตรวจท้องจะพบ
เสียงโครกคราก (bowel sound) ของลำไส้ลดลง   อาจมีภาวะช็อก (ชีพจรเบาเร็ว ความดันตก) หรือมี
อาการดีซ่าน

อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้เกิดภาวะไตวาย , ปอดบวมน้ำ (pulmonary edema), ฝีของตับอ่อน (pancreatic abscess) , 
ถุงน้ำ (pseudocyst) ในช่องท้อง, ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง, เบาหวาน

การรักษา
หากสงสัยควรส่งโรงพยาบาลด่วน ถ้ามีภาวะขาดน้ำหรือช็อก ควรให้น้ำเกลือไประหว่างทางอาจต้องพิสูจน
์โดยการเจาะเลือดตรวจหาระดับเอนไซม์อะมิเลส (amylase) และ ไลเปส (lipase) ซึ่งจะพบสูงกว่าปกติ
มาก อาจตรวจเอกซเรย์หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ และทำการรักษาโดยให้น้ำเกลือและสารอาหารทางหลอดเลือดดำ 
(ในระยะแรก ให้ผู้ป่วยงดกินอาหารและดื่มน้ำ ถ้าปวดท้องมาก ฉีดยาแก้ปวด (เช่น pentazocaine หรือ 
sosegon) และอาจต้องให้เลือดถ้าซีด
เมื่อรักษาจนปลอดภัยดีแล้ว ค่อยตรวจหาสาเหตุ และรักษาตามสาเหตุต่อไป เช่น ถ้าพบว่ามีนิ่วในถุงน้ำดี อาจ
ต้องผ่าตัด

ข้อแนะนำ
1. ผู้ป่วยเมื่อหายดีแล้ว ห้ามดื่มเหล้าอีกต่อไป เพราะอาจทำให้กำเริบได้อีก และควรงดอาหารที่มีไขมันมาก
2. ถ้าผู้ป่วยกลายเป็นตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง (มักมีอาการปวดท้องตรงใต้ลิ้นปี่ หรือชายโครงด้านซ้าย และ
    ปวดร้าวไปที่บั้นเอวด้านซ้าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก มีลมในท้อง น้ำหนักลด อาจปวดอยู่นาน
    ไม่กี่ชั่วโมง หรือเป็นสัปดาห์) อาจทำให้กลายเป็นเบาหวาน  ได้   ดังนั้นผู้ป่วยโรคนี้ ควรติดต่อรักษากับ
    แพทย์ตามนัดอย่าได้ขาด  หากกลายเป็นเรื้อรัง หรือมีเบาหวานแทรกซ้อนจะได้รักษาเสียแต่เนิ่น ๆ

เสริมพิเศษ
ถ้าเป็นตับอ่อนอักเสบ ห้ามดื่มเหล้าอีกต่อไป




 

 

 

 

 

   กลุ่มอาการลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า - Irritable bowel syndrome      

กลุ่มอาการลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการท้องเดินเรื้อรัง พบได้ในคนทุกวัย มักมี
อาการครั้งแรกตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ส่วนมากจะเป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นอยู่ประจำนานเป็นแรมปีหรือตลอดชีวิต โดย
ที่สุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี และทำงานได้เป็นปกติ เป็นโรคที่ไม่มีอาการแทรกซ้อนที่ร้ายแรงแต่อย่างไร

สาเหตุ
เกิดจากความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานของลำไส้ใหญ่ โดยหาความผิดปกติทางกายภาพ (ร่างกาย) ไม่พบ 
แต่พบว่าโรคนี้ มีความสัมพันธ์กับอารมณ์และจิตใจของผู้ป่วย (เช่น อารมณ์เคร่งเครียด คิดมาก กังวลใจ) ทำ
ให้ลำไส้ใหญ่มีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ จึงเป็นเหตุทำให้ปวดท้อง ท้องเดิน หรือ ไม่ก็ท้องผูก บางคนก็อาจเกิด
จากลำไส้มีความไวต่อการกระตุ้นของอาหารบางชนิด ทำให้ปวดท้อง ท้องเดินง่าย

อาการ
มีอาการถ่ายอุจจาระบ่อยเป็นประจำทุกวัน หรือเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง เป็นแรมเดือน แรมปี  ผู้ป่วยมักจะถ่าย
อุจจาระเป็นก้อนเหมือนปกติหลังตื่นนอนตอนเช้าครั้งหนึ่งก่อน แล้วหลังอาหารเช้า จะมีอาการปวดบิดในท้อง
ทันที ต้องเข้าส้วมถ่ายอีก ซึ่งมักจะถ่ายเหลว ๆ หรือเป็นน้ำ และอาจจะถ่ายเหลวอีกหลายครั้งโดยเฉพาะในเวลา
หลังอาหารแต่ละมื้อ บางครั้งอาจมีมูกปน แต่ไม่มีเลือดหรือหนอง  ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบิด ๆ ในบริเวณ
ท้องน้อยด้านซ้ายซึ่งเกิดจากการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ พอถ่ายอุจจาระแล้วจะหายปวด  ปกติเมื่อเข้านอนแล้ว 
ผู้ป่วยมักจะไม่ต้องลุกขึ้นถ่ายจนกระทั่งรุ่งเช้า

บางคนอาจมีอาการท้องเดินเวลาที่อารมณ์เครียด หรือกังวลใจ เช่น เวลาสอบ เวลาเดินทาง หรือตื่นเต้นตกใจ
บางคนอาจมีอาการท้องเดินหลังกินอาหารเผ็ดจัด มันจัด กะทิ นมสด น้ำส้มสายชู หรือเวลาดื่มชา กาแฟหรือ
เหล้า เบียร์ เป็นต้น
บางคนเมื่อท้องเดินระยะหนึ่งแล้ว จะมีอาการท้องผูก อุจจาระแข็ง และมีขนาดเล็กกว่าปกติ
ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการของโรคกังวล  เช่น อ่อนเพลีย ซึมเศร้า คิดมาก ใจสั่น นอนไม่หลับร่วมด้วย แต่จะไม่มี
อาการน้ำหนักลด และยังทำงานหรือเรียนหนังสือได้เป็นปกติ

สิ่งตรวจพบ
การตรวจร่างกายจะไม่พบสิ่งผิดปกติ

การรักษา
1. แนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังเป็นประจำ ฝึกสมาธิ หรือหาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่าง ๆ, หลีกเลี่ยง
    อาหารเผ็ดจัด หรือรสจัด หรืออาหารที่กระตุ้นอาการ, งดดื่มเหล้า ชา หรือกาแฟ, ดื่มน้ำมาก ๆ, กินอาหาร
    ที่มีกาก (เช่นผัก ผลไม้) ให้มาก ๆ, กินสารเพิ่มกากใย  ทุกวัน สิ่งเหล่านี้มักจะช่วยให้อาการดีขึ้น
2. ถ้ามีอาการปวดท้องและถ่ายบ่อยจนเสียงาน ให้กินยาแก้ท้องเดิน เช่น โลเพอราไมด์  หรือ แอนติสปาสโมดิก 
    กินก่อนอาหาร 30-60 นาที หรือเวลามีอาการ   ถ้ามีอาการไม่มากหรือพอทนได้ ก็ไม่ต้องกินยาเหล่านี้
3. ถ้ามีอาการท้องผูก ให้ยาระบาย 
4. ถ้ามีอาการคิดมาก กังวลใจ นอนไม่หลับ ให้ยากล่อมประสาท เช่น ไดอะซีแพม (ย17.1) หรือยาแก้ซึมเศร้า 
    เช่น อะมิทริปไทลีน 
5. ถ้ามีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ถ่ายเป็นเลือด หรือต้องลุกขึ้นถ่ายตอนดึกหลังนอนหลับ หรือเริ่มเป็นครั้ง
    แรก เมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือสงสัยจะเกิดจากสาเหตุอื่น ควรแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาล อาจต้องตรวจ
    อุจจาระ ตรวจเลือด เอกซเรย์ หรือใช้เครื่องมือ "ซิกมอยโดสโคป (Sigmoidoscope)" ส่องตรวจ
    ทวารหนัก เพื่อหาสาเหตุทางร่างกาย ถ้าตรวจไม่พบความผิดปกติ ก็แสดงว่ามีสาเหตุจากกลุ่มอาการนี้ 

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้ถือเป็นภาวะเบี่ยงเบนจากคนปกติทั่วไป จะเป็น ๆ หาย ๆ อยู่จนตลอดชีวิต แต่ไม่มีอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น
2. ผู้ที่มีอาการนี้ต้องสังเกตว่า มีความไวต่ออาหารชนิดใด แล้วหลีกเลี่ยงเสีย อาการก็จะทุเลาได้

รายละเอียด
ถ้ามีอาการท้องเดินเรื้อรัง ควรตรวจสาเหตุ

 

 

 

 

 

 

  แผลแอฟทัส - Aphthous ulcer      

 แผลแอฟทัส เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการแผลเปื่อยในปาก เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่มัก
เป็น ๆ หาย ๆ เป็นประจำ พบมากในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในผู้หญิงขณะใกล้มีประจำเดือน)

สาเหตุ
ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่เชื่อว่าอาจมี ความสัมพันธ์กับปฏิกิริยาทางภูมิต้านทาน หรือปฏิกิริยา
อิมมูน (immunity) ที่เกิดกับเยื่อบุผิวภายในช่องปาก โรคนี้มักเกิดขึ้นขณะที่มีความเครียดทางจิตใจ, ขณะ
มีประจำเดือน, อาหารไม่ย่อย, ท้องผูก หรือเป็นไข้เรื้อรัง ชาวบ้านมักเรียกว่า แผลร้อนใน

อาการ
รู้สึกเจ็บในปาก เมื่อตรวจดูจะพบมีแผลตื้น ๆ ขอบแผลแดง ตรงกลางแผลเป็นสีขาวปนเหลือง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 
3-5 มิลลิเมตร (บางครั้งมีขนาด 7-15 มม.) ขึ้นที่เยื่อบุช่องปาก ตำแหน่งที่พบบ่อย คือ ที่ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม 
บนลิ้น ใต้ลิ้น (ส่วนน้อยอาจพบที่เพดานปาก เหงือก หรือ ต่อมทอนซิล) อาจขึ้นเพียงแผลเดียว หรือหลายแผล
ก็ได้  ในระยะ 2-3 วันแรก จะรู้สึกปวดมากจนบางครั้งกลืนหรือพูดไม่ถนัด ถ้ายิ่งถูกของเผ็ดจัดหรือเปรี้ยวจัด 
จะรู้สึกปวด แสบมากขึ้น ต่อมาอีก 5-7 วัน จะพบว่ามีเยื่อเหลือง ๆ ปกคลุมที่ผิวของแผล ต่อมาแผลจะค่อย
ทุเลาปวดและหายได้เองภายใน 7-14 วัน โดยมากมักจะไม่เป็นแผลเป็น  ส่วนมากจะไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ 
ยกเว้นในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการอ่อนเพลีย และมีไข้ร่วมด้วย

การรักษา
1. ควรงดอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด จนกว่าแผลจะหาย
2. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ วันละ 2-3 ครั้ง
3. กินยาแก้ปวดลดไข้  ถ้ารู้สึกปวดมากหรือเป็นไข้
4. ป้ายแผลด้วย กลีเซอรีนโบแรกซ์  หรือ เจนเชียนไวโอเลต วันละ 2-3 ครั้ง หรือทาด้วยครีมสเตอรอยด์ เช่น 
    ครีมป้ายปากไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์  วันละครั้ง ก่อนนอน
5. ถ้าแผลไม่หายใน 3 สัปดาห์ ควรแนะนำไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ



    


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.