BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

   tp                

ริดสีดวงทวาร  
  Hemorrhoids

  สาเหตุ
 
อาการ
 
การรักษา
  ข้อแนะนำ

 



 

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์




 ริดสีดวงทวาร -  Hemorrhoids      

ลักษณะทั่วไป
ริดสีดวงทวาร เป็นภาวะที่หลอดเลือดดำที่มี
อยู่ตามธรรมชาติของคนทั่วไป ในบริเวณ
ทวารหนักเกิดการปูดพองเป็นหัว เรียกว่าหัว
ริดสีดวง แล้วมีการปริแตกของผนังหลอด
เลือดขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ    ทำให้มีเลือด
ออกเป็นครั้งคราว อาจพบเป็นเพียงหัวเดียว
หรือหลายหัวก็ได้ ถ้าเกิดจากหลอดเลือดดำ
ที่อยู่ใต้ผิวหนังตรงปากทวารหนัก เรียกว่า 
ริดสีดวงภายนอก (external hemorrhoid) 
ซึ่งอาจมองเห็นจากภายนอกได้ ถ้าเกิดจาก
หลอดเลือดที่อยู่ลึกเข้าไปเรียกว่า 
ริดสีดวงภายใน (internal hemorrhoid) ซึ่งจะตรวจ
พบเมื่อใช้เครื่องมือส่องทวารหนัก เป็นโรคที่พบได้บ่อย และพบ
เป็นสาเหตุอันดับแรก ๆ ของอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด 
โดยทั่วไปะไม่ค่อยมีอาการรุนแรง หรืออันตราย แต่อาจเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง น่ารำคาญ หรือทำให้วิตกกังวล 
โดยมากมักจะมีอาการเวลาท้องผูก หรือท้องเดินบ่อยครั้ง



สาเหตุ
หลอดเลือดดำที่ใต้เยื่อเมือกและผิวหนังในบริเวณทวารหนัก มีการปูดพอง
เป็นหัว เนื่องจากมีภาวะความดันในหลอดเลือดดำสูงจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น
การเบ่งถ่ายอุจจาระ, ท้องผูก, การนั่งนาน ๆ, ภาวะตั้งครรภ์, น้ำหนักมาก ,
การกินอาหารที่มีกากใยน้อย, ไอเรื้อรัง เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังอาจพบร่วมกับโรคในช่องท้อง เช่น ตับแข็งทำให้มีภาวะความ
ดันในหลอดเลือดดำตับสูง ซึ่งส่งผลกระทบมาที่หลอดเลือดดำที่ทวารหนัก, 
ก้อนเนื้องอกในท้อง, มะเร็งลำไส้ใหญ่, ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น

เนื่องจากในบริเวณทวารหนักจะมีกลุ่มหลอดเลือดดำอยู่เป็นแนวยาว จากปาก
ทวารหนักต่อขึ้นไปในลำไส้ใหญ่ ดังนั่นจึงมีโอกาสเกิดริดสีดวงทวารได้หลาย
แห่ง (หลายหัว) 

อาการ
อาการสำคัญก็คือการถ่ายอุจจาระออกมาเป็นเลือดสดๆทั้งนี้เนื่องจากการเบ่ง
ถ่ายแรงๆ หัวริดสีดวงทวาร (กลุ่มหลอดเลือดดำขอด)  จะปริแตกออกอาการ
ส่วนมากจะมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก  เป็นเลือดแดงสด  เกิดขึ้นขณะ
ถ่ายอุจจาระ อาจสังเกตมีเลือดเปื้อนกระดาษชำระ หรือปนมากับอุจจาระ หรือ
มีเลือดไหลออกเป็นหยดโดยไม่รู้สีกเจ็บปวดแต่อย่างไร  บางคนอาจรู้สึกเจ็บ
ที่ทวารหนัก และถ่ายอุจจาระลำบาก หรืออาจมีอาการคันก้น    ถ้าริดสีดวง
อักเสบ หรือหลุดออกมาข้างนอก อาจทำให้รู้สึกปวดรุนแรง จนถึงกับนั่งยืน 
หรือเดินไม่สะดวก และคลำได้ก้อนเนื้อนุ่มๆ สีคล้ำๆ ที่ปากทวารหนัก ถ้ามี
เลือดออกมากหรือเรื้อรัง อาจมีอาการซีดได้

ในระยะแรกจะมีเพียงการถ่ายเป็นเลือดโดยที่ไม่มีอาการปวด แต่ในระยะหลังอาจมีอาการปวด
มากขึ้นหรือมีก้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก้อนที่ออกมาแล้วดันกลับเข้าไปไม่ได้จะปวดมาก
 ถ้ามีเลือดออกนานๆอาจมีอาการของการขาดเลือด โลหิตจาง หน้ามืด เวียนศีรษะ
สำหรับริดสีดวงภายนอกมักมาด้วยอาการปวดมากกว่า มักไม่มีเลือดออกถ้าไม่มีริดสีดวง
ทวารหนักภายในร่วมด้วย

สิ่งตรวจพบ
อาจคลำได้ก้อนเนื้อนุ่ม ๆ สีคล้ำ ๆ ที่ปากทวารหนัก
จากอาการของโรคและการตรวจร่างกายโดยการใช้นิ้วสอดเข้าไปในรูทวารหนัก และการส่องกล้อง
นอกจากนี้ถ้ามีอาการมากกว่า 1 สัปดาห์แพทย์จะทำการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป


อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้มีภาวะโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก

การรักษา
1. ระวังอย่าให้ท้องผูก ควรดื่มน้ำมาก ๆ และกินผักผลไม้มาก ๆ ถ้ายังท้องผูก ให้กินยาระบาย เช่น
    ยาระบายแมกนีเซีย , ดีเกลือ , อีแอลพี  หรือสารเพิ่มกากใย อย่ายืนนาน ๆ หรือนั่งเบ่งถ่ายนาน ๆ
2. ถ้าปวดมากเนื่องจากมีการอักเสบ ให้กินยาแก้ปวด , นั่งแช่ในน้ำอุ่นจัด ๆ วันละ 2-3 ครั้ง ๆ ละ
    15-30 นาที และใช้ยาเหน็บริดสีดวงทวาร เช่น อะนูซอล(Anusal), เชอริพร็อกต์ (Scheriproct), 
    พร็อกโตซีดิล (Proctosedyl) เหน็บวันละ 2-3 ครั้ง (เช้า ก่อนนอน และหลังถ่ายอุจจาระ) 
    จนอาการบรรเทา  ปกติใช้เวลาประมาณ 10 วัน
3. ถ้าซีดให้ เฟอร์รัสซัลเฟต   วันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 เม็ด
4. ถ้าหัวริดสีดวงหลุดออกข้างนอก ให้ใส่ถุงมือใช้ปลายนิ้วชุบสบู่ให้หล่อลื่น แล้วดันหัวกลับเข้าไป
    ถ้าไม่ได้ผล ควรแนะนำไปโรงพยาบาล
5. ถ้ามีเลือดออกนานกว่า 1 สัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย หรือสงสัยมีโรคอื่นร่วมด้วย หรือพบใน
    คนอายุมากกว่า 40 ปี ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องใช้เครื่องส่องตรวจทวารหนัก 
    (proctoscope) ถ้าหากสงสัยเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ อาจต้องเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่ด้วยการสวน
    แป้งแบเรียม (Barium enema) หรือใช้เครื่องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ถ้าเป็นริดสีดวงทวารโดย
    ไม่มีสาเหตุที่ร้ายแรง ก็มักจะให้การรักษาดังได้กล่าวข้างต้น  ถ้าเป็นมากอาจรักษาด้วย
   - การฉีดยาเข้าที่หัวริดสีดวงให้ฝ่อไป วิธีนี้สะดวก ปลอดภัย ไม่มีความเจ็บปวด
     มักจะฉีดสัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 3-5 ครั้ง ช่วยให้หายขาดได้ 60% ส่วนอีก 40% 
     อาจกำเริบได้ใหม่ หรือ
  - อาจรักษาโดยวิธีใช้ยางรัด (rubber bandligation) ทำให้หัวริดสีดวงฝ่อ หรือใช้
    แสงเลเซอร์รักษา (laser photocoagulation) ถ้าเป็นมาก 
  - หรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจต้องผ่าตัด
    การปฏิบัติตนหลังได้รับการผ่าตัด

1.อาการที่พบบ่อยที่สุดคืออาการปวดในระยะ 12 ชั่วโมงแรกภายหลังจากการผ่าตัด ซึ่งในบางรายจะมี
   อาการปวดมาก แนะนำให้ขอยาจากผู้ดูแลหลังผ่าตัดโดยทันทีในขณะเริ่มมีอาการปวด เนื่องจากการ
   รับยาในขณะที่มีอาการปวดรุนแรงจะไม่ได้ผลดีเท่ากับการรับยาตั้งแต่เริ่มมีอาการปวดเล็กน้อย แต่หลัง
   จาก 24 ชั่วโมงแล้วอาการปวดจะทุเลาลงอย่างมาก ในบางรายอาจมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
2.อาการที่พบบ่อยใน 24 ชั่งโมงแรกอีกอย่างหนึ่งคือการปัสสาวะไม่ออก เนื่องจากฤทธิ์ยาชาทำให้ความ
   รู้สึกปวดปัสสาวะมีน้อย และจากอาการปวดทำให้กล้ามเนื้อหูรูดเกร็งตัวไม่สามารถปัสสาวะเองได้ จำเป็น
   ต้องสวนปัสสาวะทิ้งภายใน 6 ชั่วโมง เนื่องจากถ้าปล่อยไว้นานจะทำให้กระเพาะปัสสาวะยืดไม่สามารถ
   หดตัวบีบกระเพาะปัสสาวะให้ปัสสาวะออกมาได้สะดวก
3.การแช่ก้นด้วยน้ำอุ่น การปวดของแผลผ่าตัดทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว ทำให้เกิดการโหลเวียนของเลือด
   ไม่สะดวก เกิดอาการบวมของแผลและมีอาการปวดมากขึ้น จำเป็นต้องแช่น้ำอุ่นเพื่อให้น้ำพาความอุ่น
   ไปยังบริเวณทวารหนัก ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ลดอาการเจ็บปวดและอาการบวมของแผลได้ดี โดยไม่เป็น
   สาเหตุของแผลติดเชื้อ
4.รับประทานอาหารปกติ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ผักผลไม้พอสมควร เพื่อทำให้อุจจาระเป็น
   ก้อนแต่นุ่ม ช่วยในการขยายตัวของกล้ามเนื้อทวารหนัก ทำให้อาการปวดและบวมลดลง
5.ในบางรายอาจมีอาการเลือดออกได้บ้างในขณะขับถ่ายหลังจากผ่าตัดได้ 7-8 วัน เกิดจากไหมที่เย็บไว้
   ละลายทำให้แผลแยกเล็กน้อยขณะขับถ่าย แต่จะออกไม่มากและไม่ควรเกิน 2-3 วัน ถ้าออกมากหรือ
   นานกว่า 3 วันควรพบแพทย์ทันที




ข้อแนะนำ
1. ริดสีดวงทวาร โดยตัวมันเอง ไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง (มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด) 
    แต่อาจเป็นเรื้อรังได้ ถึงแม้เคยผ่าตัดรักษามาแล้ว ก็อาจเกิดริดสีดวงหัวใหม่ ทำให้มีเลือดออก
    ได้อีก ผู้ที่เป็นโรคนี้ ควรระวังอย่าให้ท้องผูก หรือท้องเดินบ่อย ๆ
2. มะเร็งของลำไส้ใหญ่ ก็อาจทำให้มีอาการของริดสีดวงทวารได้ ดังนั้น ถ้าพบว่ามีเลือดออก
    นานกว่า 1 สัปดาห์ หรือพบได้คนอายุมากกว่า 40 ปี ควรแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาลให้แน่ใจ
3. อาการถ่ายอุจจาระะเป็นเลือด อาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง


การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
การรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกัน หลังจากการรักษาไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ ริดสีดวงทวารสามารถกลับเป็นใหม่ได้ 
ขึ้นอยู่กับอายุและการรักษาสุขภาพของร่างกายโดยเฉพาะการขับถ่าย เนื่องจากรอบทวารหนักมีกลุ่มเส้นเลือด
อยู่ตลอดเวลาใช้ประโยชน์ช่วยในการกลั้นอุจจาระ ริดสีดวงทวารจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้น 
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องป้องกันก่อนที่จะมีอาการออกมา โดยยึดหลักการดูแลสุขภาพทั่วไปดังนี้

1.ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
2.รับประทานอาการที่มีกากใยพอสมควรได้แก่ผักผลไม้เช่น กล้วย ส้ม สัปปะรด เป็นต้น 
   จะทำให้อุจจาระเป็นก้อนแต่นิ่ม ช่วยในการขยายตัวและนวดทวารหนักได้เป็นอย่างดี และไม่ทำให้เกิด
   การครูดทวารหนักจนเกิดบาดแผล
3.ฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่เบ่งมากขณะขับถ่าย เนื่องจากการเบ่งมากจะทำให้เลือดคั่งบริเวณบริเวณ
   ทวารหนัก ทำให้เนื้อเยื่อปากทวารหนักบวมและยื่นออกมาได้
4.ออกกำลังกายอยู่เสมอ
5.นอนหลับผักผ่อนให้เพียงพอ
6.หลีกเลี่ยงอาหารที่ระคายเคืองทางเดินอาหารเช่น อาหารรสจัด ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์


รายละเอียด
ริดสีดวงทวารเป็นสาเหตุสำคัญของการถ่ายเป็นเลือดสดๆ โรคนี้ไม่มีอันตราย
ร้ายแรง แต่ทำให้เกิดความไม่สดวกมาก   ที่สำคัญสามารถป้องกันด้วยการ
ระมัดระวังอย่าให้ท้องผูก เพราะเมื่อท้องผูกจำเป็นต้องเบ่งถ่าย และการเบ่ง
ถ่ายเป้นสาเหตุให้มีเลือดออกได้    ในกรณีที่มีอาการถ่ายเป็นเลือดนานกว่า
1 สัปดาห์ หรือพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็น
สาเหตุอื่นด้วยเช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น



 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.