BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com

op

อุจจาระร่วงจากเชื้อ E.coli
 Escherichia Coli

Enterotoxigenic (ETEC)  
Enteroinvasive (EIEC)
Enteropathogenic 
   (EPEC)
Enterohemorrhagic 
   (EHEC) 

Enteroaggregative
   (EaggEC)

 



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์



    อุจจาระร่วงจากเชื้อ Escherichia Coli      

อุจจาระร่วงเฉียบพลัน
(Acute bacterial diarrhea)

อุจจาระร่วงเป็นกลุ่มอากร (Clinical synbrome) ที่มีสาเหตุกว้างขวาง โดยมีอาการถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่าย
เหลวบ่อยครั้ง และมักพบอาการเป็นไข้และอาเจียนร่วมด้วย อาการอุจจาระร่วงมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียไวรัส
และปาราสิต ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้แก่ อหิวาตกโรค (cholera), บิดไม่มีตัว (shigellosis),
salmonellosis,yersiniosis, บิดมีตัว (amebiasis),giardiasis, campylobacteriosis และ 
viral gastroenteropathy 
นอกจากนี้กลุ่มอาการอุจจาระร่วงอาจเกิดจากการติดเชื้อในกลุ่มเชื้อ Escherichia coli, non-01 Vibrio
cholerae และ Vibrio parahaemolyticus รวมทั้งการเกิดอาการร่วมกับมาลาเรีย หัด และจากสาร
พิษ ประมาณว่าสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอาจวินิจฉัยหาสาเหตุได้ถึง 70-80 เปอร์เซ็นตร์ที่เกิดการเจ็บป่วย
แล้วมาใช้บริการด้านการรักษา หากสถานบริการเหล่านั้นมีเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการอย่างครบถ้วน 

สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว อาการอุจจาระร่วงจะหาสาเหตุได้ประมาณ 45 เปอร์เซ็นตร์เท่านั้น ยกเว้นในช่วง
ฤดูหนาวที่สามารถตรวจพบได้สูงกว่าช่วงอื่นเนื่องจากประมาณ 50-70 เปอร์เซ็นตร์ เกิดจากเชื้อไวรัสโรต้า
ในเด็กทารก อย่างไรก็ตาม เชื้อโรคที่พบใหม่ๆ มีห้องปฏิบัติการน้อยแห่งที่สามารถตรวจได้ 
โดยทั่วไปในทางปฏิบัติการเจ็บป่วยด้วยอุจจาระร่วง สามารถแบ่งตามลักษณะคลินิคได้ 6 ประเภท คือ
1. อุจจาระร่วงธรรมดา (Simple diarrhea) รักษาด้วยสารละลายเกลือแร่ทางปากที่มีน้ำ, กลูโคส และ
    เกลือแร่  จำเป็น (ORS) โดยไม่จำเป็นต้องหาสาเหตุของการเจ็บป่วยแต่อย่างใด
2. บิด (Dysentery) มีอุจจาระถ่ายออกจำนวนน้อยแต่อาจพบว่ามีเลือดและมูกหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มี
    สาเหตุจากเชื้อ Shigella หรือเชื้อตัวอื่นๆ
3. อุจจาระร่วงยืดเยื้อ (Persistent diarrhea) มีอาการติดต่อกันเกินกว่า 14 วัน
4. อุจจาระร่วงรุนแรงที่มีลักษณะเหมือนกับ cholera ที่มีอาการถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก
5. Viral gastroenteritis มีอาการอาเจียนเป็นสำคัญและบ่อยครั้งโดยที่อุจจาระร่วงไม่เป็นอาการหลัก
6. ลำไส้อักเสบเลือดออก (Hemorrhagic colitis) ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำแต่มีเลือดออกชัดเจน ไม่มีไข้ และ
    ตรวจไม่พบเม็ดเลือดขาวในอุจจาระ
ลักษณะทางคลินิคเหล่านี้ หลายอย่างอาจถือเป็นลักษณะเดียวกันเพราะการรักษาพื้นฐานเหมือนกัน คือต้องการ
ป้องกันการเสียชีวิตโดยการทดแทนการขาดน้ำและเกลือแร่

อุจจาระร่วงจากเชื้อ Escherichia Coli

เชื้อ Escherichia coli หลายสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดอุจจาระร่วงจำแนกได้ 5 กลุ่ม คือ
1. Enterotoxigenic (ETEC)
2. Enteroinvasive (ETEC)
3. Enteropathogenic (EPEC)
4. Enterohemorrhagic (EHEC)
5. Enteroaggregative (EaggEC)

แต่ละกลุ่มมีลักษณะที่แตกต่างกันในด้านพยาธิสภาพการเกิดโรคคุณสมบัติเฉพาะด้านความรุนแรงของเชื้อ 
และลักษณะพิเศษตาม O : H Serotypes ในบางกรณีอาจมีความแตกต่างในกลุ่มอาการคลินิคและ
ลักษณะทางระบาดวิทยา

อุจจาระร่วงจากสายพันธุ์ Enterotoxigenic (ETEC)
1. ลักษณะโรค : พบว่าเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดอุจจาระร่วง ในกลุ่มผู้เดินทางจากประเทศอุตสาหกรรมมายัง
    ประเทศกำลังพัฒนา หรือพบมากในเด็กของประเทศกำลังพัฒนาเป็นส่วนใหญ่ สายพันธุ์นี้ทำให้มีอาการ
    อุจจาระร่วงเป็นน้ำโดยไม่พบมูกเลือดเช่นเดียวกับ Vibrio cholerae อาจมีอาการ อาเจียน ปวดท้อง
     เหงื่อออกมาก และอาการขาดน้ำได้ แต่อาจไม่มีไข้ ทั้งนี้อาการต่างๆ ที่ปรากฏ จะเกิดอยู่ประมาณ 3-5 วัน 
    สามารถตรวจพบเชื้อโดยวิธี Immunoassays, bioassays หรือ DNA probe โดยตรวจหา 
    heat-labile และ heat-stable toxins
2. เชื้อก่อโรค : ETEC สามารถสร้าง toxin ได้ทั้งสองประเภทคือ heat labile และ heat-stable     
    หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ที่พบได้บ่อยๆ เป็น O serogroups ได้แก่ O6, O8, O15, O20, O25, O27, 
    O63, O78, O80, O114, O115, O128ac, O148, O153, O159, และ O167
3. การเกิดโรค : พบได้โดยทั่วไปในประเทศกำลังพัฒนา ในเด็กช่วงอายุ 3 ขวบ อาจพบว่าเกิดได้บ่อย   
    ในขณะที่อายุมากขึ้นจะพบได้น้อยลง และพบในกลุ่มผู้เดินทางจากประเทศอุตสาหกรรมเข้ามาในประเทศ
    กำลังพัฒนา
4. แหล่งรังโรค : คนเป็น reservior ดังนั้น ETEC infection จึงเป็น species-specific ที่อาศัย
    ในคนและก่อโรคได้ในคนนั่นเอง
5. วิธีการแพร่เชื้อ : จากอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือจากน้ำแต่พบได้น้อยกว่า โดยเฉพาะอาหารสำหรับเด็ก
    (weaning foods) ส่วนการติดเชื้อจากมือ เชื่อว่าจะเกิดได้น้อยมาก
6. ระยะฟักตัว : อาจสั้นมากระหว่าง 10-20 ชั่วโมง ซึ่งพบได้ในการระบาดและในกลุ่มอาสาสมัคร ที่เกิด
    จากเชื้อเฉพาะที่สร้างพิษประเภทใดประเภทหนึ่ง ส่วนสายพันธุ์ที่สร้างพิษ 2 ประเภท มีระยะฟักตัวมาก
    กว่าคือ ระหว่าง 24-72 ชั่วโมง
7. ระยะติดต่อของโรค : ตลอดเวลาที่ปล่อยเชื้อได้ ซึ่งอาจเนิ่นนานก็ได้
8. ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ : จากการศึกษาทางระบาดวิทยาและการทดลองกินเชื้อในกลุ่ม
    อาสาสมัครแสดงชัดเจนว่าเมื่อคนติดเชื้อนี้จะสร้างภูมิต้านทานเฉพาะ serotype เท่านั้น (Serotype-
    specific immunity) ดังนั้น หากร่างกายมีภูมิต้านทานครอบคลุม ETEC แสดงว่าต้องเกิด Multiple 
    infection จาก serotype ที่แตกต่างกัน
9. วิธีการควบคุมโรค
   ก. มาตรการป้องกัน
    1. มาตรการป้องกันการแพร่กระจายโรค หรือการถ่ายทอดผ่าน fecal-oral route ให้ศึกษาในราย
        ละเอียดจาก  Typhoid fever
   2. สำหรับผู้เดินทางเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่อาจหาอาหารและน้ำที่ปลอดภัยได้ยาก ควรใช้การป้องกันโดย
       การรับประทานยา norfloxacin (400 mg) ทุกวัน แต่การให้การรักษาทันที จะเหมาะสมกว่าเมื่อ
       เริ่มเกิดอาการท้องร่วง
  ข. การควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม
   1. แจ้งจำนวนผู้ป่วยแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นในกรณีมีการระบาด
   2. การแยกผู้ป่วย : ระวังการติดเชื้อทางเดินอาหารในระยะที่เป็นโรค หรือสงสัยว่าอาจติดโรค
   3. การทำลายเชื้อ : ในอุจจาระหรือเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนสำหรับชุมชนที่เจริญมากแล้วที่มีระบบการกำจัดสิ่ง
       ปฏิกูลดีพอ อาจชำระล้างลงในท่อระบายได้ และควรล้างให้สะอาดอย่างทั่วถึง
   4. การกักกัน : ไม่จำเป็น
   5. การให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้สัมผัส : ไม่จำเป็น
   6. การสอบสวนเพื่อหาผู้สัมผัสและแหล่งโรค : ไม่จำเป็น
   7. การรักษาเฉพาะ : ผู้ป่วยส่วนใหญ่ควรได้รับการป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่เป็นสิ่งสำคัญ ด้วยการให้
       น้ำและเกลือแร่อย่างเพียงพอในกรณีอาการท้องร่วงในกลุ่มเดินนักเดินทางที่มีอาการรุนแรง อาจใช้ 
      co-trimoxazole (160-800 mg) รับประทานวันละ 2 ครั้ง หรือ doxycycline (100 mg) วันละ
      ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน โดยทั่วไป   แนะว่าอาจใช้ ciprofloxacin (500 mg) วันละ 2 ครั้ง แทนกันได้  
     นอกจากนี้ควรให้ผู้ป่วยกินอาหารต่อไปตามความต้องการ
   ค. มาตรการเมื่อเกิดการระบาด : อาจจำเป็นต้องสอบสวนโรคเพื่อหาว่าโรคแพร่ระบาดได้อย่างไร
   ง. สัญญาณภัยที่ควรระวัง : ไม่มี
   จ. มาตรการควบคุมระหว่างประเทศ : ศูนย์ประสานงานเพื่อความร่วมมือองค์การอนามัยโลก

อุจจาระร่วงจากสายพันธุ์ Enteroinvasive (EIEC)
1. ลักษณะโรค : พยาธิสภาพการเกิดโรคจากสายพันธุ์นี้ จะเกิดที่ลำไส้ชั้น mucosa และ submucosa 
    มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่เกิดจากเชื้อ Shigella โดยที่เชื้อนี้มีคุณสมบัติในการบุกเข้าไปในเซลล์เยื่อบุ พร้อม
    ทั้งแบ่งตัวได้ อาการทางคลินิคมีลักษณะแบบโรคบิด (dysentery) และ O antigen ของ EIEC  จะ
    สามารถทำปฏิกิริยาข้ามสายพันธุ์ได้กับ O antigen ของเชื้อ Shigella 
    อาการเจ็บป่วยจะเริ่มจากอาการปวดบิดในท้อง ถ่ายเป็นน้ำ ปวดเบ่ง ไข้ ต่อมาจะเริ่มถ่ายอุจจาระบ่อย มี
    ลักษณะเป็นมูกปนเลือดครั้งละน้อยๆ EIEC อาจวินิจฉัยหรือสงสัยได้ในอุจจาระ  ผู้ป่วยที่ถ่ายเป็นมูกชัดเจน 
    และมีเม็ดเลือดขาวจำนวนมาก อาจทำ immunoassay เพื่อหาโปรตีนของ Outermembrane ที่
    เกิดจาก Plasmid และแสดงคุณสมบัติด้านการลุกล้ำเซลล์ได้รทำ bioassay (guineapig 
    keratoconjunctivitis test) อาจช่วยหาคุณสมบัติในการรุกล้ำเซลล์ และการทำ DNA probe หา 
    plasmid เป็นต้น

2.เชื้อก่อโรค : สายพันธุ์ต่างๆ ของ E.Coli ที่แสดงคุณสมบัติรุกล้ำเข้าเซลล์ ที่พบบ่อยๆ จาก O Sero
   group ได้แก่ O28ac, O29, O112, O124, O136, O143, O144, O152, O164 และ O167

3. การเกิดโรค : พบได้ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เป็นลักษณะโรคประจำถิ่น โดยพบในผู้ป่วยอุจจาระร่วง
    ประมาณ 1-5 เปอร์เซ็นตร์ที่มาใช้บริการ บางครั้งอาจพบการระบาดได้ในประเทศพัฒนาแล้ว

4. แหล่งรังโรค : พบได้ในคน

5. วิธีการแพร่เชื้อ : พบหลักฐานน้อยมากที่แสดงว่ามีการแพร่กระจายเชื้อโรคนี้ในอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ

6.ระยะฟักตัว : อาจมีระยะสั้นเพียง 10 ชั่วโมง ในกลุ่มอาสาสมัครหรือเพียง 18 ชั่วโมง เมื่อมีการระบาด

7. ระยะติดต่อของโรค : ตลอดเวลาที่ปล่อยเชื้อได้

8. ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ : ขาดหลักฐานที่ชี้ชัดเจนในขณะนี้ในเรื่องความไวต่อการรับเชื้อ 
    หรือ ภูมิต้านทานจากโรคนี้

9. วิธีการควบคุมโรค : เช่นเดียวกับ ETEC สำหรับผู้ป่วยที่อาจพบว่ามีอาการอุจจาระร่วงรุนแรงด้วยเชื้อ
    กลุ่มนี้ อาจพิจารณาให้ ampicillin (50 mg/kg/day) ชนิดกินหรือฉีดแล้วแต่กรณี

อจจาระร่วงจากสายพันธุ์ Enteropathogenic (EPEC)
1. ลักษณะโรค : ถือเป็นเชื้อกลุ่มที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่ม E. coli ในช่วงปี ค.ศ.1940-1960 พบว่า บาง O:H
    Serotype นั้นมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดอุจจาระร่วงในเด็กช่วงฤดูร้อน การระบาดในสถานเลี้ยงเด็กอ่อน
    และการระบาดในชุมชนในกลุ่มเด็กเล็กๆ ส่วนใหญ่โรคอุจจาระร่วงกลุ่มนี้มักเกิดในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ 
    โดยมักมีอาการถ่ายเป็นน้ำ มีมูก ไข้ และเกิดอาการขาดน้ำ EPEC สามารถทำให้ microvilli หลุดลอกจาก
    เซลล์ลำไส้ได้อาการท้องร่วงในเด็กเล็กอาจรุนแรงและเป็นได้นาน จนอาจชีวิตได้ง่าย เชื้อ EPEC อาจ
    ตรวจได้จากการตกตะกอน (Agglutination) กับ antiserum ที่จะตรวจหา EPEC O serogroup   
    แต่การตรวจยืนยันต้องทำทั้ง O และ H typing เชื้อ EPEC มีคุณสมบัติในการเกาะติดเฉพาะกับเซลล์ 
    Hep-2 และอาจใช้ DNA probe ตรวจหา EPEC adherence factor (EAF) ซึ่งการตรวจทั้ง
    สองวิธีมีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกันมาก
2. เชื้อก่อโรค : เชื้อ EPEC มีหลาย O serogroup แต่ที่สำคัญมักเป็น O55, O86, O111, O119, 
    O125, O126, O127, O128ab และ O142
3. การเกิดโรค : ปลายทศวรรษที่ 1960 เชื้อ EPEC ที่เป็นสาเหตุสำคัญของอุจจารัร่วงในเด็กโดยเฉพาะ
    ในอเมริกาเหนือและยุโรปได้ลดความสำคัญลงไป แต่เชื้อนี้ยังคงเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคอุจจาระร่วง
    ในอเมริกาใต้ อัฟริกาใต้ และเอเซีย
4. แหล่งรังโรค : พบได้ในคน
5. วิธีการแพร่เชื้อ : สามารถติดต่อได้จากอาหารเสริมช่วงหย่านมหรือนมผงที่ปนเปื้อนเชื้อ ในสถานเลี้ยง
    เด็กเล็กอาจพบว่ามีการกระจายเชื้อผ่านมือที่ปนเปื้อนเชื้อหรือแมลงสาบ
6. ระยะฟักตัว : ในอาสาสมัครที่ทดลองอาจมีช่วงเวลาสั้นมากเพียง 9-12 ชั่วโมง แต่ในเด็กที่ได้รับเชื้อตาม
    ธรรมชาติมีระยะฟักตัวเช่นเดียวกันหรือไม่ ไม่มีหลักฐานยืนยัน
7. ระยะติดต่อของโรค : อาจมีช่วงเวลาติดต่อได้นาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ยังมีการปล่อยเชื้ออยู่
8. ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ : แม้ว่ามีเฉพาะในเด็กเล็กเท่านั้นที่จะแสดงอาการทางคลินิก แต่
   ไม่มีหลักฐานว่าเกิดจากภูมิคุ้มกันหรือปัจจัยบางอย่างที่ไม่จำเพาะหรือมีความสัมพันธ์กับอายุ อย่างไรก็ตาม
   ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะอาจมีบทบาทสำคัญในการรับเชื้อ เพราะสามารถทำให้อาสาสมัครผู้ใหญ่บางคน
   เกิดอาการท้องร่วงได้
9. วิธีการควบคุมโรค
   ก. มาตรการป้องกัน
    การป้องกันการระบาดในสถานที่เลียงเด็กภายในโรงพยาบาลต้องอาศัยการล้างมือที่ถูกต้อง การดูแลความ
    สะอาด อย่างทั่วถึง การแยกผู้ป่วยท้องร่วง และการส่งอุจจาระตรวจหาเชื้อ
1. การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งอาจเริ่มต้นตั้งแต่ทำ roomingin ในห้องคลอด
2. หากการเลี้ยงด้วยนมแม่ไม่อาจกระทำได้ ควรเตรียมนมผงอย่างถูกต้องตามเทคนิคปลอดเชื้อ ได้แก่ การ
    เติมน้ำ หรือนมผง การใช้จุกนมที่มีฝาครอบ การทำความสะอาดด้วยการฆ่าเชื้อ การเก็บนมที่ผสมแล้ว
    ในขวดในตู้เย็น  จนกว่าจะถึงเวลาให้นมเด็ก หากเป็นไปได้อาจใช้ขวดนมที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง การสุ่มตรวจ
    นมผสมที่ผลิตในท้องถิ่น
3. การแยกการดูแลเด็กที่สมบูรณ์และเด็กคลอดก่อนกำหนดจากเด็กที่เจ็บป่วย การจัดหาเครื่องใช้ประจำตัวเด็ก
    รวมทั้งเทอร์โมมิเตอร์เก็บไว้ในเปลเด็ก การหลีกเลี่ยงการใช้โต๊ะ หรือเตียงที่ใช้อาบน้ำหรือแต่งตัวร่วมกัน 
    ไม่ควรใช้ขาตั้งเปลร่วมกัน
4. จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะเด็กป่วยและเด็กโตควรแยกเด็กที่เกิดจากแม่ที่ป่วยด้วยท้องร่วง หรือ
    มีอาการโรคทางเดินหายใจอย่างน้อย 6 วัน ควบคุมปริมาณผู้ที่มาเยี่ยมเพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อ หาทาง
    ควบคุมคุณภาพเครื่องนุ่งห่มที่นำมาใช้กับเด็ก
5. บันทึกจำนวนการถ่ายและลัษณะของอุจจาระในเด็กทุกคนเป็นประจำ
6. ควรลดการแพร่เชื้อ โดยการเลี้ยงดูเด็กที่เกิดในช่วงเดียวกันเป็นกลุ่มๆ ในบริเวณที่แยกจากกันตลอดช่วง
    เวลาที่อยู่ในโรงพยาบาลนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ไม่ควรดูแลเด็กมากกว่า 1 กลุ่มด้วย
  ข. การดูแลผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม
1. การรายงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่น เช่น การรายงานกรณีโรคระบาด การเกิดโรคในเด็กป่วยที่
    สถานเลี้ยงเด็กตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ มีความจำเป็นจะต้องสอบสวนโรคต่อไป
2. การแยกผู้ป่วย : ต้องระมัดระวังในเรื่องการติดเชื้อทางเดินอาหารจากผู้ป่วย หรือรายที่สงสัย
3. การทำลายเชื้อจากอุจจาระหรือสิ่งปฏิกูลอื่นๆ : สำหรับชุมชนที่พัฒนาระบบการกำจัดของเสียดีพอ อาจ
    ระบายอุจจาระลงท่อน้ำโสโครกโดยไม่ต้องทำลายเชื้อก่อน
4. การกักกัน : อาจใช้มาตรการป้องกันโดยการแยกการดูแลเด็กเช่นเดียวกับการควบคุมโรคข้อ 3 ก. ข้างต้นได้
5. ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สัมผัส
6. การสอบสวนผู้สัมผัสและหาแหล่งที่มาของการติดเชื้อ :  
    ควรติดตามสภาวะอุจจาระร่วงในเด็กทารกภายหลังจากที่ออกจากสถานพยาบาลแล้ว
7. การรักษาเฉพาะ : การพิจารณาให้สารละลายและอีเล็คโตรไลน์ จะเป็นมาตรการที่สำคัญ โดยที่ผู้ป่วย
    ส่วนใหญ่อาจไม่ต้องให้การรักษาอื่นๆ ยกเว้นในรายที่มีอาการรุนแรงโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ควรพิจารณา
    ให้กิน  co-trimoxazole (10-50 mg/kg/day) แบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน จะช่วยลด
    ความรุนแรงและระยะเวลาการเจ็บป่วยนอกจากนั้นควรให้นมแม่ต่อไป
  ค. มาตรการเมื่อเกิดการระบาด : ในกรณีที่มีการระบาดในสถานเลี้ยงเด็กควรดำเนินการดังนี้
1. แยกเด็กป่วยทุกรายไว้ในสถานเลี้ยงดูต่างหาก ไม่รับเด็กเข้าไว้ในที่ที่มีการติดเชื้อ คงเหลือการให้บริการ
    การเลี้ยงดูจากแม่ หากไม่มีสถานที่หรือเจ้าหน้าที่เพียงพอ จำหน่ายเด็กที่ได้รับการรักษาแล้วโดยเร็ว
    ในกรณีที่เด็กเคยอยู่ร่วมในห้องที่ติดเชื้อมาก่อน ควรแยกไว้ดูแลโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญเฉพาะ 
    ติดตามผู้สัมผัสให้ได้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ นับจากผู้ป่วยรายสุดท้ายได้ถูกจำหน่ายออกจากสถานเลี้ยงเด็ก
    แล้ว  เมื่อพบเด็กป่วยรายใหม่ควรแยกเด็กไปอยู่ที่อื่นเป็นการเฉพาะตามปกติหลังจากจำหน่ายเด็กและแม่แล้ว 
    ควรมีการทำลายเชื้ออย่างทั่วถึงและการติดตามดูแลที่บ้านต่อ
2. ควรสอบสวนโรคทางระบาดวิทยาโดยดูการกระจายของผู้ป่วยตามเวลา บุคคล สถานที่ และการได้รับ
    ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อศึกษาวิธีการแพร่กระจายเชื้อโรค

อุจจาระร่วงจากสายพันธุ์ Enterohemorrhagic (EHEC) 
1. ลักษณะโรค : เชื้อ E. coli กลุ่มนี้เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่ ค.ศ.1982 หลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นสาเหตุการ
    ระบาดของ hemorrhagic colitis ในหลายรัฐของอเมริกา อุจจาระมีลักษณะเป็นเลือดชัดเจนแต่ไม่
    พบเม็ดเลือดขาวในอุจจาระผู้ป่วย นอกจากนี้ยังเกิด hemorrhagic-uremic Syndrome ได้ ทั้งนี้
    เชื้อนี้สามารถสร้าง Shiga-like toxin ที่คล้ายคลึงกับ toxin ของ S. dysenteriae 1 เรียกว่า 
    V erotoxin I และ II โดยที่คุณสมบัติในการสร้างสารพิษจำเป็นต้องมี Phages บางอย่างอยู่ด้วย 
    นอกจากนั้น EHEC ยังมี plasmid ที่ช่วยกำหนดการสร้าง fimbria ใหม่ที่เกาะติดผนังลำไส้ได้
    การวินิจฉัยเชื้อนี้ใช้วิธีหา Shiga-like toxin หรือทำ serotyping หรือ DNA probe เพื่อหายีน 
    (gene) ที่สร้าง toxin หรือดูว่ามี EHEC plasmid การที่ตรวจไม่พบเม็ดเลือดขาวในอุจจาระ 
    จะช่วยแยกจาก shigellosis และ dysentery ที่เกิดจากเชื้อ EIEC
2. เชื้อก่อโรค : serotype ส่วนใหญ่ที่เป็นสาเหตุ ได้แก่ O157 : H7 และอาจมีบาง serotype ที่ตรวจ
    พบได้เช่น O26 : H11 และ O111 : H8
3. การเกิดโรค : ปัจจุบันโรคนี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นปัญหาสำคัญในอเมริกาเหนือ ยุโรป และอเมริกาใต้ ส่วนใน
    ที่อื่นๆ ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด
4. แหล่งรังโรค : พบได้ในสัตว์เลี้ยงประเภทวัว ควาย ในคนอาจพบว่าเป็นตัวแพร่เชื้อได้ในสถานสงเคราะห์ 
    ทั้งลูกวัวและคนอาจเกิด hemorrhagic colitis ได้จากเชื้อนี้
5. วิธีการแพร่เชื้อ : เกิดจากอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ ส่วนใหญ่ได้แก่ เนื้อวัวที่ปรุงแบบดิบๆ และนมดิบ การระบาด
    อย่างต่อเนื่องในสถานสงเคราะห์แสดงว่าอาจมีการแพร่กระจายระหว่างบุคคลได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง
6. ระยะฟักตัว : อยู่ในช่วงระหว่าง 12-60 ชั่วโมง (ค่ามัธยฐาน 48 ชั่วโมง)
7. ระยะติดต่อของโรค : ค่อนข้างสั้น ตลอดเวลาที่ปล่อยเชื้อออกมา
8. ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ : มีหลักฐานน้อยมากในเรื่องนี้ ปัจจัยเสี่ยงเรื่องสูงอายุ และภาวะ
    ที่มีกรดในกระเพาะน้อยอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้รับเชื้อได้ง่าย
9. วิธีการควบคุมโรค : ดำเนินการเช่นเดียวกับอุจจาระร่วงจากเชื้อ

อุจจาระร่วงจากสายพันธุ์ Enteroaggregative (EaggEC)
อุจจาระร่วงจากเชื้อกลุ่มนี้ยังถือว่าไม่ค่อยชัดเจนนัก อาจก่อให้เกิดอุจจาระร่วงในเด็กเล็กแถบประเทศยังไม่
เจริญนัก หลักฐานเบื้องต้นพบว่าบางสายพันธุ์ทำให้เกิดอุจจาระร่วงยืดเยื้อ (persistent diarrhea) ในเด็กเล็กปัจจุบันการจำแนกเชื้อใช้วิธี Hep-2 assay ที่เชื้อจะแสดงคุณลักษณะเฉพาะของ plasmid 
ในการเกาะตัวกันเอง รวมทั้งเกาะติดกับเซลล์ Hep-2 อย่างไรก็ตาม เชื้อ EaggEc ถือได้ว่าเป็นสาเหตุที่
สำคัญของโรค
อุจจาระร่วงในเด็กขวบปีแรกในบางพื้นที่ของโลก รวมทั้งเป็นสาเหตุอุจจาระร่วงยืดเยื้อด้วย ส่วนระยะฟักตัวอยู่ในช่วงประมาณ 20-48 ชั่วโมง



   

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.