BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com

op


อหิวาต์ (อหิวาตกโรค) - 
   Cholera

  

โรคท้องเดินจากการ
  ติดเชื้อไวรัส
- Viral 
  Gastroenteritis
  - อุจจาระร่วงจากเชื้อ 
    Rotavirus


  - อุจจาระร่วงจากเชื้อ
    ไวรัสอื่น 

    (Epidemic viral    
    gastroenteropathy)





Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์


  อหิวาต์ (อหิวาตกโรค) - Cholera      

อหิวาต์ (อหิวาตกโรค) เป็นโรคท้องร่วงร้ายแรง และระบาดได้รวดเร็ว ในสมัยก่อนพบว่าการระบาดแต่ละครั้ง
มีการตายเป็นร้อยเป็นพัน จึงมีชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันมาแต่โบราณกาลว่า "โรคห่า" ในปัจจุบันโรคนี้ได้ลด
ความรุนแรงลง และพบระบาดน้อยลง โรคนี้มักพบในช่วงฤดูร้อน และพบในหมู่คนที่การสุขาภิบาลยังไม่ดี

สาเหตุ
เกิดจากการกินเชื้ออหิวาต์ ที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำเข้าไป เชื้อมีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดร้ายแรง ได้แก่ วิบริโอ 
คอเลอรา (Vibrio cholerae) กับ ชนิดอ่อน ได้แก่ เอลทอร์ (EL Tor) เชื้ออหิวาต์จะปล่อยสารพิษ (toxin)
ทำให้เกิดอาการท้องร่วง
ระยะฟักตัว 24 ชั่วโมง-5 วัน (เฉลี่ยประมาณ 1-2 วัน)

อาการ
เกิดขึ้นทันทีทันใดด้วยอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง อุจจาระมักจะไหลพุ่ง โดยไม่มีอาการปวดท้อง  และมี
อาเจียน โดยที่ไม่มีการคลื่นไส้นำมาก่อน อุจจาระเหมือนน้ำซาวข้าว
ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีอาการขาดน้ำรุนแรง และช็อกอย่างรวดเร็ว จะมีเสียงแหบแห้ง เป็นตะคริว ตัวเย็น 
เหงื่อออก ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเร็ว ความดันต่ำ ถ้าหากรักษาไม่ทัน อาจตายได้ในเวลาสั้น ๆ 
ในรายที่เกิดจากเชื้ออหิวาต์อย่างอ่อน หรือ เชื้อเอลทอร์ (EL Tor) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน 
ถ่ายเหลวบ่อยครั้งคล้ายโรคท้องเดินอื่น ๆ มักจะหายได้เองภายใน 1-5 วัน

สิ่งตรวจพบ
ภาวะขาดน้ำ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันต่ำ

อาการแทรกซ้อน
ภาวะขาดน้ำรุนแรง ช็อก

การรักษา
ถ้ามีอาการท้องร่วงรุนแรง ซึ่งชวนสงสัยว่าเป็นอหิวาต์ ควรเก็บอุจจาระส่งเพาะเชื้อ ให้น้ำเกลือทางหลอด
เลือดดำ และให้กินเตตราไซคลีน 2 แคปซูลแล้วส่งโรงพยาบาล
ควรทำการเพาะเชื้อจากอุจจาระ ให้น้ำเกลือนอร์มัลซาไลน์ (NSS) กับ M/6 Sodium laclate(โซเดียม
แล็กเทต) ในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 หรือ 2 ต่อ 1 และให้โพแทสเซียมคลอไรด์ทางหลอดเลือดดำ 
ส่วนยาปฏิชีวนะให้เตตราไซคลีน  ครั้งละ 2 แคปซูล ทุก 6 ชั่วโมง นาน 3 วัน หรือดอกซีไซคลีน 300 มก.
ครั้งเดียว หรือ นอร์ฟล็อกซาซิน  400 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน หรือโคไตรม็อกซาโซล (ย4.7) 2 เม็ด 
วันละ 2 ครั้ง 
(เด็กให้ขนาดวันละ 15 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมของไตรเมโทพริม แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง) นาน 3 วัน  หรือ
อีริโทรไมซิน 250 มก. วันละ 4 ครั้ง (เด็กวันละ 20-40 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แบ่งให้ 4 ครั้ง) 
นาน 3 วัน ผลการรักษา ถ้ารักษาได้ทันกาล มักจะหายขาดภายในไม่กี่วัน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนแต่อย่างไร อันตรายมักจะเกิดกับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาช้าเกินไป คือ ปล่อยให้มีภาวะขาดน้ำรุนแรง


ข้อแนะนำ
ผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงรุนแรง ควรเก็บอุจจาระส่งเพาะหาเชื้อทุกราย ถ้าพบว่าเกิดจากอหิวาต์    ควรรายงาน
ต่อหน่วยงานที่ควบคุมโรคนี้ เพื่อจะได้ดำเนินการควบคุมมิให้โรคระบาด

การป้องกัน
การป้องกัน อาจกระทำโดย
1. ให้สุขศึกษาและรณรงค์ให้ประชาชนดื่มน้ำต้มสุก กินอาหารที่ไม่มีแมลงวันตอม 
2. สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ควรนำอาเจียนและอุจจาระของผู้ป่วย ไปเทใส่ส้วมหรือฝังดินให้มิดชิด อย่าเท
    ตามพื้น หรือลงแม่น้ำลำคลอง ส่วนเสื้อผ้าของผู้ป่วยที่แปดเปื้อนเชื้อ ห้ามนำไปซักในแม่น้ำ ลำคลอง ควร
    แช่น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือไปฝังหรือเผาเสีย
3. เก็บอุจจาระของคนที่อยู่ใกล้เคียงกับผู้ป่วยส่งตรวจหาเชื้อ และให้ผู้สัมผัสโรค กินเตตราไซคลีน 2 แค็ปซูล 
    เป็นการป้องกัน

รายละเอียดเสริม
ผู้ป่วยอุจจาระร่วงรุนแรง ควรเก็บอุจจาระส่งเพาะเชื้อทุกราย


 

 

 

 

  โรคท้องเดินจากการติดเชื้อไวรัส - Viral Gastroenteritis      

โรคท้องเดินหรืออุจจาระเฉียบพลัน ที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย ส่วนมากจะมีอาการไม่รุนแรง และหายได้เอง มักพบติดต่อกันได้ง่าย บางครั้งอาจมีการระบาดในสถานเลี้ยงเด็ก โรงเรียน เป็นต้น

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ติดต่อโดยการกินอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ  บางชนิดก็อาจติดต่อโดย
การไอ จาม หรือหายใจรดกัน
เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคท้องเดินเฉียบพลันในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี ได้แก่โรตาไวรัส (Rotavirus) 
โรคท้องเดินจากเชื้อชนิดนี้พบได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ติดต่อโดยการกิน
อาหาร หรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ป่วย

อาการ
เริ่มแรกจะมีอาการปวดท้อง อาเจียนนำมาก่อน แล้วจึงมีอาการถ่ายเป็นน้ำตามมา มักมีไข้สูงร่วมด้วย บางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดร่วมด้วย อาการมักเป็นอยู่นาน 2-6 วัน  ในรายที่เป็นไม่มาก ก็มักจะหายได้เอง
ในรายที่เป็นมาก อาจมีภาวะขาดน้ำรุนแรงตามมา

สิ่งตรวจพบ
ไข้ ภาวะขาดน้ำ

อาการแทรกซ้อน
ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีภาวะขาดน้ำรุนแรง
อาจทำให้เกิดภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทส ทำให้ย่อยนมไม่ได้ เป็นเหตุให้มีอาการท้องเดินเรื้อรังได้

การรักษา
1. ให้การรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้  และให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่
2. หากกินไม่ได้ หรือมีภาวะขาดน้ำรุนแรง ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ

ข้อแนะนำเสริม
1. โรคนี้มีอาการคล้ายไข้หวัดร่วมกับท้องเดิน บางคนจึงเรียกว่า "หวัดลงกระเพาะ" หรือ "ไวรัสลงกระเพาะ"
2. อาการจะคล้ายกับอาหารเป็นพิษ  หรือบิดชิเกลลา  ระยะแรก หลังให้การรักษา ควรเฝ้าดูอาการเปลี่ยนแปลง 
    ถ้าถ่ายเป็นมูกเลือดตามมา ควรให้การรักษาแบบบิดชิเกลลา
3. ทารกบางคนหลังติดเชื้อโรตาไวรัส แม้อาการไข้และอาเจียนจะทุเลาแล้ว  แต่อาจถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลว
    บ่อย  ต่อมาอีกเป็นสัปดาห์ ๆ ได้ เพราะเชื้อนี้อาจทำให้ร่างกายขาดเอนไซม์แล็กเทส (lactase)  
    ในการย่อยสารแล็กโทสในนมอยู่ชั่วระยะหนึ่งได้ ควรงดนมแม่และนมวัว ให้กินนมถั่วเหลือง เช่น โพรโซบี 
    (Prosobee), ไอโซมิล (Isomil), นูทริโซจา (Nutri-soja) แทน

 

 



โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากเชื้อไวรัส จากเชื้อ Rotavirus
Control of Communicable Disease in Man
by Abram S. Benenson, M.D.
กองโรคติดต่อทั่วไป      กรมควบคุมโรคติดต่อ

โรคลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral gastroenteritis) เป็นโรคที่พบประปรายหรือพบมีการระบาด
ในทารก เด็กเล็ก และผู้ใหญ่ ไวรัสที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหารหลายชนิด ได้แก่ rotaviruses และชนิด
ที่พบได้น้อย คือ enteric adenoviruses, caliciviruses และ astroviruses มีผลโดยตรงต่อทารกและเด็กเล็กในการทำให้เกิดอุจจาระร่วงซึ่งอาการอาจรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและ
ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนไวรัสในระบบทางเดินอาหารอื่นที่ไม่มีการเพาะเชื้อ ได้แก่ Norwalk
 และ Norwalk-like viruses จะมีผลต่อเด็กโตและผู้ใหญ่ และเป็นสาเหตุของการเกิดลำไส้อักเสบที่พบได้
ประปราย หรือทำให้เกิดการระบาดขึ้นในครอบครัว สถาบันและชุมชนต่างๆ จากธรรมชาติของการเกิดโรคในทางระบาดวิทยา และลักษณะอาการทางคลีนิกของการติดเชื้อไวรัสในลำไส้
ที่รู้จักกันดี พบว่าเกิดจากเชื้อ Rotavirus group A ในทารก และเชื้อ Norwalk ในผู้ใหญ่

อุจจาระร่วงจากเชื้อ Rotavirus
1. ลักษณะโรค : มีโรคที่เกิดขึ้นประปรายหรือตามฤดูกาลมักพบการอักเสบติดเชื้อของลำไส้ในทารก และเด็กเล็ก
ที่มีอาการไข้และอาเจียนตามมาหลังจากมีการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง 
และทำให้เสียชีวิตได้ในกลุ่มที่มีอายุน้อย ผู้สัมผัสในครอบครัวที่เป็นผู้ใหญ่มักไม่ค่อยมีอาการป่วยเกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นการติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการ การติดเชื้อ Rotavirus มีโอกาสพบในผู้ป่วยเด็กที่มีอาการ
ป่วยทางคลีนิกแตกต่างกัน แต่มีการได้รับเชื้อไวรัสโดยบังเอิญจากในโรงพยาบาลเชื้อโรต้าไวรัสนี้นับเป็นสาเหต
ุสำคัญของการป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงในเด็กแรกเกิด และทารกที่อยู่ในโรงพยาบาล ในผู้ป่วยบางราย การป่วย
จาก rotavirus ไม่สามารถแยกได้จากการป่วยที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสทางเดินอาหารอื่นๆ ถึงแม้อุจจาระร่วงมาก rotavirus นี้จะมีอาการรุนแรงกว่าและมักมีอาการไข้อาเจียนเกิดขึ้นได้มากกว่าอุจจาระร่วงเฉียบพลันที่มีสาเหตุ
จากเชื้ออื่นก็ตาม
rotavirus จะถูกตรวจพบได้ในอุจจาระโดยวิธี EM, ELISA, LA และวิธีการตรวจทางอิมมูโนโดยใช้น้ำยา
ตรวจสำเร็จรูป การติดเชื้อ rotavirus ยังสามารถตรวจได้โดยวิธีการตรวจทางน้ำเหลือง แต่การวินิจฉัยโรค
โดยทั่วไปมักจะใช้ผลจากการตรวจหาเชื้อในอุจจาระเป็นหลัก

2. เชื้อก่อโรค : rotavirus มีขนาด 70 mm อยู่ในตระกูล Reoviridae group A ที่พบได้ทั่วไป ส่วน 
group B มักไม่พบว่าก่อโรคในเด็กทารก แต่เคยเป็นสาเหตุของการระบาดครั้งใหญ่ในผู้ใหญ่ที่ประเทศจีน 
และ group C พบก่อโรคในคนน้อยมาก จะพบว่า group B, C, และ D ก่อให้เกิดโรคในสัตว์สำหรับ 
rotavirus group A ที่ก่อโรคในคน พบว่ามี 4 serotype ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ของแอนติเจนที่แตกต่าง
กันที่ VP 7 บริเวณโปรตีนผิว (surface protein) ซึ่งเป็น neutralization antigen ที่สำคัญ ส่วน 
surface protein ที่มีชื่อว่า VP 4 มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคและมีบทบาทต่อการ 
neutralize ไวรัสด้วยเช่นกัน

3. การเกิดโรค : พบได้ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้าและประเทศที่กำลังพัฒนา เป็นสาเหตุของการป่วยถึง 
1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่เป็นทารกและเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มารักษาในโรงพยาบาล เด็กส่วนใหญ่จะป่วย
ได้ในช่วงอายุตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 3-4 ปี 
เชื้อ rotavirus นี้ มักพบว่ามีความสัมพันธ์กับการทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงอย่างรุนแรงมากกว่าเชื้ออุจจาระ
ร่วงตัวอื่น ในประเทศที่กำลังพัฒนาประมาณว่าจะมีผู้ป่วยที่ตายด้วยอุจจาระร่วงถึง 870,000 รายต่อปี 
ในประเทศที่มีภูมิอากาศอบอุ่นมักจะเกิดโรคนี้ในฤดูหนาวส่วนในประเทศเขตร้อนการเกิดโรคพบได้ตลอดปี 
(ในประเทศไทยพบมากในฤดูหนาว)
การติดเชื้อในเด็กแรกเกิดพบได้บ่อยแต่มักไม่แสดงอาการ และการติดเชื้อในผู้ใหญ่มักไม่ปรากฏอาการเช่นกัน 
แต่อาจพบการระบาดของโรคในสถานพักฟื้นคนชรา 
rotavirus ยังเป็นสาเหตุของการเกิดอุจจาระร่วงในกลุ่มนักเดินทาง ในผู้ป่วยที่มีความบกพร่องของระบบ
ภูมิคุ้มกัน (และผู้ป่วยโรคเอดส์) และพบได้ในกลุ่มผู้ปกครองเด็กที่ป่วยด้วยอุจจาระร่วงจาก rotavirus 
ตลอดจนในผู้สูงอายุและเด็กที่อยู่ในสถานดูแล

4. แหล่งรังโรค : อาจได้แก่คน สำหรับการเกิดโรคในคนโดยติดเชื้อจากสัตว์มักไม่ค่อยพบ ยกเว้น rotavirus 
group B และ C ที่พบได้ในสัตว์

5. วิธีการแพร่เชื้อ : โดยการรับเอาเชื้อที่ปนออกมากับอุจจาระโดยการกินหรือหายใจเข้าไป ถึงแม้ว่า rotavirus 
จะไม่สามารถเจริญแพร่พันธุ์ได้ในระบบทางเดินหายใจ แต่เชื้ออาจถูกกลืนลงสู่ทางเดินอาหารไปพร้อมๆ กับ
เสมหะ หรือสารคัดหลั่งที่มาจากทางเดินหายใจ

6. ระยะฟักตัว : ประมาณ 24-72 ชั่วโมง

7. ระยะติดต่อของโรค : เกิดได้ช่วงระยะที่มีอาการและตลอดระยะที่ยังมีการขับถ่ายเชื้อไวรัสออกมา เชื้อ 
rotavirus มักไม่สามารถตรวจพบได้หลังจากมีอาการเจ็บป่วยแล้วประมาณ 8 วัน (เคยมีรายงานในผู้ป่วย
ที่มีความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ว่าสามารถขับถ่ายเชื้อไวรัสออกจากร่างกายได้นานกว่า 30 วัน) 
โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีอาการอยู่นานประมาณ 4-6 วัน

8. ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ : ผู้ที่มีความไวต่อการรับเชื้อมากที่สุดคือเด็กที่มีอายุระหว่าง 
6 เดือน ถึง 2 ปี ในเด็กที่มีอายุ 3 ปี ส่วนใหญ่จะพบว่ามีภูมิคุ้มกันต่อ rotavirus แล้ว ในผู้ป่วยเด็กที่มีความ
บกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการป่วยด้วยอุจจาระร่วงจากเชื้อ rotavirus ได้นานกว่า
เด็กปกติ

9. วิธีการควบคุมโรค
ก. มาตรการป้องกัน
1. ยังไม่มีการกำหนดมาตรการที่แน่ชัดเกี่ยวกับสุขอนามัยในการป้องกันการได้รับเชื้อจากอุจจาระโดยการ
    กิน ซึ่งอาจจะไม่ผลต่อการป้องกันการติดต่อโรคนี้ได้
2. ป้องกันทารกและเด็กเล็กไม่ให้สัมผัสกับผู้ที่ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วง ทั้งที่อยู่ในครอบครัว ในสถานรับ
    เลี้ยงเด็ก หรือในโรงพยาบาล
3. ให้ภูมิคุ้มกันแบบ Passiva immunization โดยการกินอิมมูโนโกลบุลินเพื่อให้ภูมิคุ้มกันโรคแก่เด็ก
    แรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์การให้นมแม่ยังไม่มีผลต่อการป้องกันการติดเชื้อแต่อาจช่วยลดความ
    รุนแรงของโรค ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนโรต้าไวรัสชนิดกิน
ข. การควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม
1. รายงานผู้ป่วยต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่รับผิดชอบในท้องถิ่น
2. การแยกผู้ป่วย : การระวังป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ผู้ดูแลเด็กทารกควรต้องมีการล้าง
    มือบ่อยๆ เป็นประจำ
3. การทำลายเชื้อ : มีการกำจัดอุจจาระเด็กที่ถูกสุขลักษณะ
4. การกักกัน : ไม่จำเป็น
5. การให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้สัมผัส : ไม่มี
6. การสอบสวนผู้สัมผัสและแหล่งโรค : ควรมีการหาแหล่งโรค ดดยเฉพาะย่างยิ่งในบ้านและสถาบันต่างๆ
7. การรักษาเฉพาะ : ไม่มี โดยทั่วไปเป็นการรักษาโดยการทดแทนสารน้ำทางปากด้วยผงน้ำตาลเกลือแร่ การให้
    น้ำเกลือทางหลอดเลือดจะใช้ในกรณีที่มีการขาดน้ำมาก หรือผู้ป่วยมีอาการอาเจียน
ค. มาตรการเมื่อเกิดการระบาด : ค้นหาพาหะของการติดต่อโรค และสาเหตุของการเกิดโรคบนพื้นฐานทาง
    ระบาดวิทยา
ง. สัญญาณภัยที่ควรระวัง : พร้อมที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อที่เป็นปัยหาสาธารณสุขได้
จ. มาตรการควบคุมโรคระหว่างประเทศ : โดยการร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก

 

 

อุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสอื่น (Epidemic viral gastroenteropathy)
Control of Communicable Disease in Man
by Abram S. Benenson, M.D.
กองโรคติดต่อทั่วไป      กรมควบคุมโรคติดต่อ


1. ลักษณะโรค : จากการระบาดที่เกิดขึ้นมักพบผู้ป่วยมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และโดยทั่วไปสามารถหาย
ได้เอง โดยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ปวดศรีษะ ปวดเมื่อย มีไข้ต่ำ หรือมีอาการร่วมกันหลาย
อย่าง  อาการในระบบทางเดินอาหารนี้จะปรากฏอยู่นาน 24-48 ชั่วโมง
เชื้อไวรัสจะถูกตรวจได้ในอุจจาระของผู้ป่วยโดยวิธี IEM หรือโดยวิธี RIA (สำหรับการตรวจหา Norwalk virus) 
การตรวจทางซีโรโลยีสามารถกระทำได้โดยวิธี IEA หรือ RIA ได้เช่นกันการตรวจวินิจฉัยโรคจำเป็นต้องมีการเก็บอุจจาระเพื่อส่งตรวจในจำนวนที่มากพอ โดยเก็บไว้ที่
อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ในกรณีที่ใช้วิธี EM และที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส สำหรับวิธี antigen 
assays การทำ  paired sera (เก็บ 2 ครั้ง ห่างกัน 3-4 สัปดาห์ ในระยะเฉียบพลันและระยะพักฟื้น) 
เป็นสิ่งจำเป็นที่จะเชื่อมโยงอนุภาคที่ตรวจพบโดยวิธี IEM กับเชื้อก่อโรค

2. เชื้อก่อโรค : เชื้อ Norwalk virus มีขนาดเล็ก 27-32 mm อยู่ในกลุ่ม calicivirus ประมาณ 1 ใน 3 
ของการระบาดของ gastroenteritis ที่ไม่ได้มีสาเหตุจากแบคทีเรีย มีสาเหตุจากเชื้อ Norwalk virus 
เชื้ออื่นๆที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกันแต่มีแอนติเจนที่แตกต่างกัน ก็มีส่วนสัมพันธ์ต่อการระบาดของโรค 
gastroenteritis ได้แก่ Hawaii,Ditching,Cockle Parramatta, Snow Mountain, และ Marin 
Country (เป็น astrovirus)นอกจากนี้การระบาดของโรคยังมีความสัมพันธ์กับเชื้อกลุ่ม adenovirus 
(type 40,41 และบางทีอาจเป็น type 31) และ astrovirus หลายชนิดรวมทั้ง calicivirus (ขนาด 
20-35nm), เชื้อ Sapporo (ขนาด33-39 nm),เชื้อ Otofuke, parvovirus และ coronavirus 
บทบาทของเชื้อเหล่านี้ (ยกเว้นเชื้อ enteric adenovirus, astrovirus และ calicivirus) ต่อการทำ
ให้เกิดอุจจาระร่วงอย่างรุนแรงในทารกและเด็กเล็ก ยังไม่ทราบแน่ชัด

3. การเกิดโรค : พบได้ทั่วไปทั่วโลก ส่วนใหญ่มักพบมีการระบาดเกิดขึ้นแต่เป็นแบบประปรายและพบได้ในทุก
กลุ่มอายุ จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ Norwalk virus เกิดขึ้นได้
ช้า โดยพบในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป และพบว่าประชากรมีภูมิคุ้มกันต่อโรคได้เร็วมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว 
ในประเทศบังคลาเทศพบว่าเด็กทารกและเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันต่อ Norwalk virus โดยที่เชื้อไวรัสนี้เป็นสาเหต
ุเพียง 1-2% ของการป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงทั้งหมด

4. แหล่งรังโรค : พบในคนเท่านั้น

5. วิธีการแพร่เชื้อ : ไม่ทราบแน่นอน วิธีการแพร่เชื้อที่สำคัญน่าจะติดต่อโดยกินอาหารที่มีการปนเปื้อนของอุจจาระที่มีเชื้อ ( fecal-oral route) 
ถึงแม้ว่าจะมีการอ้างถึงการติดต่อโดยผ่านทางอากาศว่ามีส่วนทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้ออย่างรวดเร็ว
จากเครื่องใช้ในโรงพยาบาลได้ การระบาดหลายๆ ครั้งในระยะหลัง เริ่มมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการติดเชื้อจากอาหารและน้ำ แล้วมีการแพร่กระจายเชื้อต่อไปยังสมาชิกในครัวเรือน

6. ระยะฟักตัว : 24-48 ชั่วโมง จากการศึกษาในกลุ่มอาสาสมัครพบว่ามีระยะฟักตัวอยู่ในช่วง 10-50 ชั่วโมง

7. ระยะติดต่อของโรค : ระยะที่มีอาการป่วยเฉียบพลันจนถึง 48 ชั่วโมง ภายหลังจากการอุจจาระร่วงหยุดลง

8. ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ : ความไวต่อการรับเชื้อมีได้ทั่วไป จากการศึกษาทดลองในกลุ่มอาสาสมัครที่ให้กินเชื้อ Norwalk virus พบว่าจะมีภูมิคุ้มกันระยะสั้น (short-
term immunity) ได้นานถึง 14 สัปดาห์ แต่ภูมิคุ้มกันในช่วงระยะยาว (long-term immunity) จะมี
แตกต่างกันไป บางรายมีอาการเจ็บป่วยหลังจากได้รับเชื้อในช่วง 27-42 เดือน ต่อมา ระดับของภูมิคุ้มกันที่คง
อยู่ต่อ Norwalk virus ไม่มีความสัมพันธ์กับความไวต่อการรับเชื้อ และความต้านทานของโรค

9. วิธีการควบคุมโรค
ก. มาตรการป้องกัน : ไม่ได้มีการกำหนดไว้ อย่างไรก็ดีควรยึดมาตรการดูแลสุขอนามัยมาใช้ในการป้องกันการติดต่อของเชื้อจากการกินอาหารที่ปนเปื้อน
อุจจาระที่มีเชื้อ (fecal-oral route) เช่นเดียวกับในเรื่องไข้ทัยฟอยด์
ข. การควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม
1. รายงานผู้ป่วยต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่รับผิดชอบในท้องถิ่น : ตามข้อตกลงในกรณีที่มีการระบาดเท่านั้น
2. การแยกผู้ป่วย : ระมัดระวังการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
3. การทำลายเชื้อ : ไม่มีความจำเป็น
4. การกักกัน : ไม่มีความจำเป็น
5. การให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้สัมผัส : ไม่มี
6. การสอบสวนผู้สัมผัสและแหล่งโรค : ค้นหาแหล่งของการแพร่เชื้อในภาวะที่มีการระบาด
7. การรักษาเฉพาะ : โดยการทดแทนสารน้ำและเกลือแร่ในรายที่มีอาการรุนแรง
ค. มาตรการเมื่อเกิดการระบาด ; ค้นหาพาหะและแหล่งแพร่โรคเพื่อหาสาเหตุของการระบาด
ง. สัญญาณภัยที่ควรระวัง ; อาจก่อปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ



   


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.