BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top

อัลบัมภาพโรคผิวหนังต่างๆ


แผลปูด - คีลอยด์
    Keloid

ผิวหนังอักเสบ
   Cellulitis

สิว  
   Acne Vulgaris



กลาก (ขี้กลาก)
     Ring worm / Tenia

เกลื้อน
   Tinea Versicolor

กลากน้ำนม/โรคด่างขาว
 
 
กลากน้ำนม/โรคด่างขาว   

   Pityriasis / Vitiligo



รังแค  Dandruff 
ฝ้า  Melasma / 
   Chloasma

ผมร่วง(ผมบาง)
   Alopecia/Baldness

ฝี / Abscess
งูสวัด Herpes Zoster
เริม Herpes Simplex


หูด Warts
ตาปลา Corn
โรคเรื้อน Leprosy


ผื่นแพ้จากการสัมผัส
   Contact dermatitis

ผื่นแพ้จากกรรมพันธุ์  
   Eczema/Atopic 
   Dermatitis

ลมพิษ
   Urticaria
























สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้




Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์


 

ลักษณะทั่วไป
คีลอยด์ (แผลปูด) หมายถึง แผลเป็นที่ปูดโปน มีขนาดใหญ่กว่าแผลเป็นธรรมดา เป็นภาวะ
ที่พบได้บ่อย เฉพาะคนบางคน คนที่เคยเป็นคีลอยด์ เมื่อมีบาดแผลเกิดขึ้น ก็มักจะกลายเป็น
คีลอยด์ได้อีก

สาเหตุ
เกิดจากการงอกผิดปกติของเนื้อเยื่อผิวหนังส่วนที่เป็นแผล อาจเกิดกับบาดแผลได้ทุกชนิด
เช่น บาดแผลผ่าตัด บาดแผลที่เกิดจากได้รับบาดเจ็บ บาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ถูกแมง
กะพรุนไฟ รอยฉีดวัคซีนบีซีจี รอยสิว เป็นต้น เมื่อแผลหายใหม่ ๆ อาจมีลักษณะเป็นปกติธรรมดา
แต่ต่อมาอีกหลายสัปดาห์จะค่อย ๆ งอกโตขึ้น จนเป็นแผลปูด บางครั้งคีลอยด์อาจเกิดจากแผล
เป็นธรรมดาที่มีอยู่เดิมมานานหลายปี หรือ เกิดในบริเวณที่ไม่มีรอยแผลเป็นมาก่อนก็ได้

อาการ
มีลักษณะเป็นก้อนเนื้องอก แข็งและหยุ่น ๆ คล้ายยาง เป็นรูปไข่แผ่ออกคล้ายก้ามปู มีสีแดงหรือ
ชมพู ผิวมัน อาจมีอาการคัน และกดเจ็บ ก้อนอาจคงที่ หรือค่อย ๆ โตขึ้นก็ได้ มักไม่หายเอง มัก
พบเพียงหนึ่งก้อน แต่ก็อาจพบหลายก้อนได้ สามารถพบได้ทุกแห่งของร่างกาย แต่จะพบมาก
บริเวณหน้าอก หลัง ไหล่ แขน และขา

การรักษา
ถ้าขึ้นในบริเวณที่มิดชิด หรือไม่มีลักษณะที่น่าเกลียด ก็ไม่ต้องให้การรักษาแต่อย่างไร นอกจาก
ถ้ามีอาการคัน ให้ทาด้วยครีมสเตอรอยด์
แต่ถ้าก้อนโตน่าเกลียด หรือทำให้ขาดความสวยงาม อาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาสเตอรอยด์
เช่น ไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ (Triamcinolone acetonide) เข้าไปในแผลคีลอยด์ อาจช่วย
ให้แผลเป็นฝ่อเล็กลงได้บ้าง ในรายที่มีขนาดใหญ่ อาจต้องทำการผ่าตัดแล้วฉีดยานี้ เมื่อแผลเริ่ม
หายภายใน 1-2 สัปดาห์ นอกจากนี้อาจรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น รังสีรักษา (ฉายรังสี) การผ่าตัด
ด้วยความเย็นที่เรียกว่า ไครโอเซอเจอรี (Cryosurgery)

ข้อแนะนำ
1. คีลอยด์เป็นเนื้องอกธรรมดา ไม่ใช่มะเร็งหรือเนื้อร้าย และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างไร
2. คีลอยด์ จะเกิดขึ้นกับเฉพาะคนบางคนเท่านั้น ซึ่งผิวหนังจะมีธรรมชาติแตกต่างไปจากคนปกติ
เมื่อมีบาดแผล ก็จะทำให้เกิดเป็นแผลปูด ทั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการกินของแสลง (เช่น เนื้อ ไข่) ดังที่
ชาวบ้านเข้าใจกันแต่อย่างไร
3. ห้ามรักษาคีลอยด์ ด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว (โดยไม่ฉีดยาสเตอรอยด์ตามใน 1-2 สัปดาห์
ต่อมา) เป็นอันขาด เพราะแผลเป็นที่เกิดขึ้น จะกลายเป็นคีลอยด์ที่ใหญ่ขึ้นไปกว่าเดิมได้อีก
4. ควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้เกิดแผลเป็น เช่น การบีบ หรือแกะสิว

รายละเอียด

แผลปูดไม่ใช่เกิดจากการกินของแสลง

 

 

สิว  Acne Vulgaris

ลักษณะทั่วไป
สิว   เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในวัยรุ่น มักจะเริ่มเป็นหลังจากเข้าสู่วัยสาว (มีประจำเดือน
มาครั้งแรก) หรือวัยแตกเนื้อหนุ่ม และจะเป็นมากในช่วงอายุ 17-18 ปี (สำหรับผู้หญิง) และ
19 ปี (สำหรับผู้ชาย)แล้วค่อย ๆ   ทุเลาลงจนกระทั่งอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป ก็จะหายได้เอง
เป็นส่วนใหญ่ แต่บางคนอาจเป็นเรื้อรังจนถึงอายุ 40-50 ปีก็ได้ ผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสเป็น
สิวเท่า ๆ กัน แต่ผู้ชายมักจะเป็นรุนแรงกว่า

สาเหตุ
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายจะมีการสร้างฮอร์โมนเพศที่สำคัญ ได้แก่ ฮอร์โมนเพศชายที่มีชื่อว่า
เทสโตสเตอโรน(testosterone) ซึ่งสร้างโดยอัณฑะ (ในผู้ชาย) และต่อมหมวกไต (ในผู้หญิง)
ฮอร์โมนชนิดนี้จะกระตุ้นให้ต่อมไขมัน (sebaceous gland) ที่บริเวณผิวหนังสร้างไขมัน
(sebum) ออกมามาก ซึ่งจะระบายออกมาตามรูขุมขน ถ้าหากรูขุมขนเกิดการอุดตัน เนื่อง
จากหนังกำพร้าชั้นนอกตรงบริเวณนั้น มีการหนาตัว (ซึ่งเกิดจากการระคายเคือง ของไขมัน
จากต่อมไขมัน) ก็จะทำให้เกิดการคั่งของน้ำมันในขุมขน เกิดเป็นหัวสิวหรือโคมีโดม 
(Comedome) เรียกว่า "สิวเสี้ยน" ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสิวหัวดำและสิวหัวขาว เมื่อมีการอุดตัน
มากขึ้น ไขมันจะสะสมในท่อมากขึ้นจนพองโตและแตก สารที่อยู่ภายในต่อมไขมันกระจาย
ไปยังหนังกำพร้าและหนังแท้บริเวณใกล้เคียง      ทำให้เกิดการอักเสบของสิวขึ้น นอกจากนี้
การอักเสบก็ยังเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในต่อมไขมันชนิดหนึ่ง มีชื่อว่า พีแอกเนส์ (P. acnes
 / Propionibacterium acnes) ซึ่งจะย่อยไขมันเป็นกรดไขมันอิสระ (free fatty acid)
 ทำให้เกิดการอักเสบของหัวสิว ร่วมกับสารต่าง ๆ ที่เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้หลั่งออกมา  สิวที่
อักเสบ จะมีลักษณะเป็นสิวหัวแดง หรือตุ่มหนอง ถ้าอักเสบรุนแรง หัวสิวอาจปูดโปนเป็น
ตุ่มใหญ่ เรียกว่า สิวหัวช้างเชื่อว่ากรรมพันธุ์อาจมีความสัมพันธ์กับการ เกิดสิว มักพบว่า
ถ้ามีพ่อแม่เป็นสิว ลูกก็มีโอกาสเป็นสิวมากขึ้น  นอกจากนี้ยังพบว่ามีสาเหตุอีกหลายอย่างที่
กระตุ้นให้สิวกำเริบ เช่น ความวิตกกังวล หรืออารมณ์เครียด (เช่น เวลาใกล้สอบ), พักผ่อน
ไม่เพียงพอ, ระยะก่อนมีประจำเดือน, การใช้ยา (เช่น ยาคุมกำเนิดทั้งชนิดกินและฉีด ที่เข้า
ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน, ยาสเตอรอยด์ทั้งกินและทา, ไอเอ็นเอช,ไรแฟมพิซิน, ฟีโนบาร์บิทาล, 
เฟนิโทอิน, ไทโอยูราซิล, วิตามินบี 12 ฯลฯ), การระคายผิว (เช่น การนวดหน้า, การขัดหน้า,
 การใช้ผ้าถูหน้าแรง ๆ), การใช้เครื่องสำอาง (ที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอก,ลาโนลิน หรือ
ขี้ผึ้งขาว),  สบู่ (ที่มีส่วนผสมของทาร์หรือ กำมะถัน),  น้ำมันใส่ผม (ชนิดเหนียวเหนอะหนะ
หรือ พอมเมด) หรือ ครีมทาฝ้าลอกฝ้า, การทำงานอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมาก 
เป็นต้น

Welcome to Acne Anatomy! This section illustrates the process of the development of a whitehead and the unfortunate result of squeezing a pimple. If you have high bandwidth, you may choose to view this process in the "acne animation" to the left. 
The birthplace of a whitehead is the pore around a hair follicle. Cells from the lining of the hair follicle are shed and clump together blocking the sebum, (which normally lubricates the skin), from exiting the pore to the skin surface. When sebum is blocked in the pore but is exposed to air, a "blackhead" forms.

The main components of a whitehead are the hair follicle where dead cells accumulate, the sebaceous gland, which makes oil or sebum, and the skin surface…where the effects of what is happening under the surface…are visible to you. 
When the outlet for the hair follicle is closed, the sebum and dead skin cells begin to build. Bacteria that normally live on the surface of the skin also mix with the dead skin cells and sebum causing infection. 
You see this infection as swelling, redness and pus. And while you may feel like what you see on the surface is unsightly, the real damage can be happening underneath. 


อาการ
ในระยะเริ่มเป็น จะพบสิวหัวดำหรือสิวหัวขาวขนาดเท่าหัวเข็มหมุดขึ้นที่บริเวณหน้าผากและ
แก้ม บางคนอาจขึ้นที่หน้าอกและหลังด้วย ต่อมาเมื่อมีการอักเสบจะกลายเป็นตุ่มแดง (สิว
หัวแดง) และตุ่มหนอง บางคนเมื่อหัวสิวยุบแล้ว  อาจเป็นรอยสีน้ำตาลดำ อยู่นานหลายเดือน
กว่าจะจางลงไป พบได้บ่อยในคนผิวคล้ำถ้าเป็นมากจะปูดโปน (เรียกว่า สิวหัวช้าง) หรือ เป็น
ถุงซิสต์ใหญ่ขนาด 0.5-1 ซม. เมื่อหายแล้วจะกลายเป็นหลุม หรือเป็นแผลเป็น (บางคนอาจ
กลายเป็น คีลอยด์ หรือแผลปูด) ถ้าเป็นไม่มาก หัวสิวที่เกิดขึ้น อาจไม่มีการอักเสบ และยุบ
หายไปได้เอง แต่ก็อาจทิ้งรอยแผลเป็นเล็ก ๆ

อาการแทรกซ้อน
มักไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง บางคนอาจมีการอักเสบรุนแรง และกลายเป็นแผลเป็น หรือ
แผลคีลอยด์ หรือ ผิวหน้าขุรขระ อาจทำให้ขาดความเชื่อมั่น และเสียบุคลิกภาพ

When you squeeze an infected pimple, you create pressure that can spread the infection. 
The infection spreads above the skin, but also deep inside the pore. This enlarges and spreads the infection, and can cause or increase scarring. 
When the damage is severe enough, scar tissue forms, which appears as a depression, or "pit" in the skin surface. 
Scarring is the long-term effect of acne and may look like an uneven skin surface, or in some skin tones, discoloration. 


การรักษา
1. แนะนำข้อปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นสิว ดังนี้
1.1 ล้างหน้าด้วยสบู่เด็ก หรือสบู่อ่อน (ที่ใช้สารเคมีที่ผ่านการทดสอบแล้วว่า ไม่ก่อให้เกิดสิว) 
กับน้ำสะอาด (น้ำก๊อก ธรรมดา) วันละไม่เกิน 2 ครั้ง ห้ามล้างหน้านาน ๆ หรือถูแรง ๆ การใช้
สบู่มากเกินไปอาจทำให้เกิดสิวได้
1.2 อย่าบีบ เค้น กด หรือแกะสิวเอง อาจทำให้ติดเชื้อลุกลามได้
1.3 หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีผลต่อผิวหนัง และต่อมไขมัน เช่น ครีมบำรุงผม ครีม
นวดหน้า ครีมแก้รอยเหี่ยวย่นที่มีสเตอรอยด์ผสม ถ้าจำเป็นต้องใช้ ควรเลือกครีมที่มีความ
ชุ่มชื้น ซึ่งมีสารเคมี ที่ไม่ก่อให้เกิดสิว (โดยทั่วไป ชุดแต่งหน้า เช่น ลิปสติก แป้ง ชุดรองพื้น
บรัชออน มาสคารา อายแชโดว์ จะไม่ก่อให้เกิดสิว)
1.4 หลีกเลี่ยงจากอารมณ์เครียด และความวิตกกังวลต่าง ๆ เพราะอาจทำให้สิวเห่อได้
1.5 ออกกำลังกายเป็นประจำ

2. ถ้าเป็นเพียงสิวเสี้ยน (สิวหัวดำ หรือหัวขาว) ยังไม่มีการอักเสบเป็นตุ่มแดง หรือตุ่มหนอง 
ควรให้การรักษาดังนี้
2.1 ใช้ยาทารักษาสิว ชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- เทรติโนอิน (Tretinoin) ชนิดเจลหรือครีม ขนาด 0.025%, 0.05% และ 0.1% มีชื่อทางการ
ค้าเช่น แอรอล (Airol), ยูไดนา (Eudyna), เรติน-เอ (Retin-A) ยานี้อยู่ในกลุ่มกรดเรติโนอิก
(Retinoic acid) มีฤทธิ์ละลายขุย ทำให้หัวสิวหลุดลอก และป้องกันมิให้เกิดสิวใหม่ ใช้ทาทั่ว
ใบหน้า ยกเว้นรอบตา และซอกจมูก วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน (ถ้าใช้ขนาดเข้มข้นสูง หรือใช้ร่วม
กับยารักษาสิวตัวอื่น ควรใช้ทาวันเว้นวัน) จะเริ่มเห็นผลเมื่อใช้นาน 3-4 เดือน ยานี้อาจทำให้
เกิดการระคายเคือง หน้าแดง แสบ แห้ง ลอก และเกิดการแพ้แดดได้ ในบางคนอาจทำให้เป็น
สิวมากขึ้นในช่วง 3-4 สัปดาห์แรกของการใช้ยา
- ไอโซเทรติโนอิน (Isotretinoin) ชนิดเจล ขนาด 0.05% ยานี้อยู่ในกลุ่มกรดเรติโนอิกเช่นกัน
มีฤทธิ์ทำให้การสร้างเคอราตินกลับสู่สภาพปกติ และลดการอักเสบ ใช้ทาวันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน
มีผลข้างเคียงน้อยกว่าเทรติโนอิน
- เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide/BP) ชนิดเจลหรือครีม ขนาด 2.5%, 5% และ
10% มีชื่อทางการค้า เช่น แอกเนโรซิด (Akneroxid), เบนแซก (Benzac), พาโนซิล 
(Panoxyl) ยานี้ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อพีแอกเนส์ ลดการอักเสบ และลดปริมาณไขมันที่ผิวหนัง แต่
อาจทำให้หน้าแดงแสบ แห้งเป็นขุย เริ่มต้นควรใช้ขนาดความเข้มข้นต่ำก่อน ทาทิ้งไว้ 5-10 
นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด วันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน เมื่อเริ่มคุ้นกับยา จึงเพิ่ม
เวลาให้นานขึ้น และเพิ่มขนาดของยาได้ ทุก ๆ 1-2 เดือน

ถ้าใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล ก็อาจให้ 2 ชนิดร่วมกัน โดยใช้ เบนโซอิล
เพอร์ออกไซด์ ทาตอนเช้า และใช้กรดเรติโนอิกชนิดใดชนิดหนึ่งข้างต้น ทาตอนก่อนนอน 
เริ่มต้นควรให้สลับวันก่อน เมื่อเริ่มคุ้นกับยา จึงปรับมาใช้ในวันเดียวกันต่อไป
2.2 ทำการกดสิว โดยใช้เครื่องมือกดสิว ในรายที่รูเปิดเล็กมาก อาจจำเป็นต้องใช้เข็มเบอร์ 25
หรือ 26 ขยายรูเปิด ช่วยให้การกดสิวเป็นไปได้ง่ายขึ้น การกดสิวควรทำให้ถูกหลักวิธีและ
สะอาด

3. ถ้าเป็นสิวหัวแดง หรือตุ่มหนอง นอกจากใช้ยาทาดังกล่าวในข้อ 2.1 แล้ว ควรให้ยาปฏิชีวนะ
ร่วมด้วย ถ้าอักเสบไม่มาก ให้ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทา เช่น คลินดาไมซิน (Clindamycin) ชนิด
น้ำ 1% หรืออีริโทรไมซิน ชนิดน้ำ 1% ทาวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น นาน 8-12 สัปดาห์ ยานี้อาจ
มีผลข้างเคียง ทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวหนังแดง แห้ง ลอก และคันได้ (จากตัวยาที่ใช้
ผสม)ถ้าไม่ได้ผล หรือมีการอักเสบมาก ให้กินยาปฏิชีวนะ เช่น เตตราไซคลีน หรือ อีริโทรไ
มซิน ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง นาน 1 เดือน, เดือนที่ 2 ลดเหลือครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 
3 ครั้ง, เดือนที่ 3 ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง, เดือนที่ 4 ครั้งละ 1 แคปซูล วันละครั้ง (ห้าม
ใช้เตตราไซคลีน ในหญิงตั้งครรภ์ และเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี) ยาปฏิชีวนะ จะช่วยฆ่าเชื้อ
พีแอกเนส์ และลดปริมาณของกรดไขมันอิสระ ที่เป็นต้นเหตุของการอักเสบของสิว

4. การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล หรือมีการอักเสบรุนแรง (เช่น มีสิวหัวช้างขึ้นหลายแห่ง)
หรือมีแผลเป็น หรือแผลปูด (คีลอยด์) หรือผิวหน้าขรุขระมาก ควรปรึกษาแพทย์ทางโรคผิวหนัง 
ซึ่งอาจใช้วิธีปรับยารักษาใหม่ ในผู้หญิง อาจให้กินยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีตัวยา ไซโพรเทโรน
อะเซเทต (Cyproterone acetate) เช่น ไดแอน-35 (Diane-35) นาน 6-12 เดือน 
(เริ่มเห็นผลหลังใช้ยา 3-4 เดือน) ยานี้จะลดขนาดของต่อมไขมัน และปริมาณของไขมัน

ในรายที่เป็นรุนแรง ขึ้นเป็นถุงซิสต์ อาจรักษาโดยการฉีดสเตอรอยด์ ได้แก่ ไตรแอมซิโนโลน
อะเซโทไนด์ เข้าที่หัวสิว หรือให้กินไอโซเทรติโนอิน (กรดเรติโนอิก) ชนิดเม็ด ยากินชนิดนี้
มีฤทธิ์ในการทำให้ต่อมไขมันมีขนาดเล็กลง ลดปริมาณไขมันในต่อมไขมัน ลดจำนวนเชื้อ
แบคทีเรีย และลดการอักเสบ กินในขนาดวันละ 20-30 มก. แบ่งกินวันละ 1-2 ครั้ง นาน
16-20 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นผลใน 3-4 สัปดาห์ (บางราย สิวอาจจะเห่อมากขึ้น ใน 2-4 สัปดาห์
แรก) ใช้ได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาอื่น ๆ แต่ยานี้มีผลข้างเคียง
เช่น ริมฝีปากอักเสบ ตาอักเสบ ตาแห้ง สู้แสงไม่ได้ ปากแห้ง จมูกแห้ง ปวดกล้ามเนื้อ ปวด
ศีรษะ ภาวะไขมันในเลือดสูง การทดสอบการทำงานของตับผิดปกติ ไม่ควรใช้ร่วมกับ
เตตราไซคลีน อาจทำให้เกิดภาวะความดันของน้ำในสมองสูงได้ และข้อสำคัญหญิง
ตั้งครรภ์ที่กินยานี้ อาจทำให้ทารกพิการได้ (ควรระวังการใช้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ ก่อนใช้
ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่ได้ตั้งครรภ์ และระหว่างที่ใช้ ก็ต้องหาวิธีคุมกำเนิด และควร
หยุดกินยา ก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 2 เดือน) ดังนั้น ยาชนิดนี้จึงควรสั่งใช้โดยแพทย์ผู้เชี่ยว
ชาญเท่านั้นในรายที่เป็นถุงซิสต์ อาจใช้ไนโตรเจนเหลว (liquid nitrogen) แตะที่สิวที่เป็น
ถุงซิสต์ เพื่อช่วยลดการอักเสบ และใช้ความเย็นจากสารชนิดนี้ ทำลายผนังของถุงซิสต์
ในรายที่เป็นแผลเป็น ผิวหน้าขรุขระมาก อาจต้องแก้ไขด้วยการใช้เครื่องมือขัดผิวหน้า
(dermabrasion) หรือใช้สารเคมีกัดส่วนที่เป็นริ้วรอยแผลเป็นออกไป
(chemosurgery) ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ข้อแนะนำ
1. สิวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติในคนที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นแทบทุกคน เนื่องจากการเปลี่ยน
แปลงของฮอร์โมนเพศในวัยนี้ แต่อาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นกับปัจจัยทาง
กรรมพันธุ์และอื่น ๆ
2. ยาและเครื่องสำอาง อาจเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ควรซักถามประวัติทางด้านนี้ ถ้า
พบว่าเกิดจากยาหรือเครื่องสำอาง ควรงดการใช้ยา หรือเครื่องสำอางนั้น ๆ เสียอาจช่วย
ให้อาการดีขึ้น
3. การเกิดสิวไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกทางเพศ หรือกิจกรรมทางเพศ รวมทั้ง
อาหารก็ไม่มีผลต่อการเกิดสิวแต่อย่างไร จึงไม่มีข้อห้ามในเรื่องนี้ ยกเว้นสำหรับบางราย
ถ้ากินอาหารบางอย่าง (เช่น ช็อกโกแลต, นม, อาหารทะเล)แล้วสิวเห่อ ก็ควรจะงดอาหาร
นั้น ๆ เสีย
4. การรักษาสิว จะเริ่มเห็นผล ต้องใช้เวลา 3-6 สัปดาห์ และกว่าจะได้ผลจริงจัง ก็อาจเป็น
เวลาหลายเดือน และมักเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ผู้ป่วยจึงควรติดตามรักษากับแพทย์อย่าง
ต่อเนื่อง และรู้จักดูแลตนเองอย่างจริงจัง
5. ในรายที่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะเป็น เวลานาน ๆ อาจทำให้มีอาการตกขาวจากเชื้อรา
ได้ ถ้าพบควรหยุดยาแล้วกลับไปปรึกษาแพทย์ที่รักษาอยู่เดิม

 

  สิว      

สิวเป็นโรคที่พบบ่อยมากในวัยรุ่น  มักจะเป็นเมื่อเข้าสู่หนุ่มสาวและจะเป็นมากในช่วงอายุ 17 - 18 ปี 
(สำหรับผู้หญิง) 19 ปี (สำหรับผู้ชาย)  จากนั้นจะค่อยทุเลาลงจนกระทั่งอายุมากกว่า 25 ปี ขึ้นไปก็จะหาย
ได้เองเป็นส่วนใหญ่ แต่บางคนเป็นจนเรื้องรังจนถึงอายุ 40 - 50 ปี สิวเป็นโรคที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
ร้ายแรง แต่อาจทำให้ใบหน้ามีแผลเป็น หรือผิวหน้าขรุขระ ทำให้เสียบุคลิกภาพ ขาดความเชื่อมั่นใน
ตนเอง บางรายแกะสิวแล้วเกิดภาวะติดเชื้อลุกลามไปที่สมองเป็นฝีในสมองถึงแก่ความตาย ชายหญิงมี
โอกาสเป็นได้เท่า ๆ กัน แต่ผู้ชายมักจะเป็นรุนแรงกว่า (1)

                คนที่เป็นสิวมักจะขวนขวายหายามารักษา มีราคาส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในต่างประเทศ 
มีราคาแพงทำให้สิ้นเปลืองเงินตราเป็นจำนวนมาก ชาวชนบทรู้จักนำสมุนไพรชนิดหนึ่งชื่อ ขมิ้นชัน โดยนำ
เอาเหง้าของขมิ้นชันมาขูดให้ละเอียดแล้วใช้ทาบริเวณที่เป็นสิวซึ่งได้ผลเป็นที่พอใจ แต่ยังไม่มีผู้ใดศึกษา
สรรพคุณ  ของสมุนไพรตัวนี้อย่างจริงจังตามหลักวิชาการ เป็นเพียงคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า ขมิ้นชันมี
สรรพคุณในการรักษาสิว บำรุงผิว

สิวแบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ ดังนี้ (2.,3)

                สิวหัวดำ คือ สิวอุดตันที่มีจุดดำตรงกลาง มีรูเปิด
                สิวหัวขาว  คือ สิวอุดตันที่มีหัวสีขาว  ตรงกลางรูของไขผิวหนังปิดตัน การรักษาต้องใช้เวลานาน
                สิวหัวแดง  คือ หัวสิวที่การอักเสบ
                สิวหัวช้าง  คือ  สิวอักเสบมีขนาดใหญ่มาก เป็นถุงน้ำหนอง

บริเวณที่เกิดสิวมากที่สุดคือ ใบหน้า โดยเฉพาะแก้ม ร่องจมูก และหน้าผาก บริเวณหลัง ลำคอ และอก อาจเกิดสิวได้

                สิวเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน ซึ่งการอุดตันนี้ อาจเกิดขึ้นได้ 2 ทาง (4) คือ

                1. จากการกระตุ้นของสารเคมีภายในต่อมไขมันเอง ฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งหลั่งมากในวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาวจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ เกิดการขับไขมันมาก ตัวต่อมเองเกิดการอักเสบและโต ทำให้เกิดการอุดตัน ไขมันที่คั่งค้างทำให้เกิดบวมออกมาเป็นสิว
หรือคอมมิโดน

                2. จากการกระตุ้นของสารเคมีภายนอก เช่น สารที่ผสมผสานอยู่ในสบู่หรือเครื่องสำอาง ยาบางชนิดสามารถรบกวนการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้เกิดอุดตันเป็นสิวขึ้น นอกจากนี้ มีปัจจัยเสริม เช่น พันธุกรรม การมีประจำเดือน ความเครียด การเสียดสี รังสี แสงแดด เป็นต้น

การรักษาสิวมีอยู่ 3 ขั้นตอน(5) คือ
1. ป้องกันไม่ให้ต่อมไขมันที่อุดตันอยู่แล้วอักเสบหรือลดการอักเสบของสิวโดยการรับประทานยาปฏิชีวนะ
บางชนิด เช่น tetracycline, erythromycine ภายใน 1-3 สัปดาห์ อาการอักเสบจะลดลงหรือหมดไป 
จึงดำเนินขั้นตอนที่ 2 ต่อไป

2. ขจัดการอุดตันของต่อมไขมัน โดยใช้ยาทาให้สิ่งอุดตันนั้นหลอมตัวถูกขับออกมาได้ หรือใช้เครื่องกดหรือ
ดูดสิว สำหรับยาที่ใช้ขจัดการอุดตันได้แก่ กรดวิตามินเอ และ benzoyl peroxide 5%

3. ป้องกันมิให้มีการอุดตันอีก โดยใช้ยารับประทานต่อเนื่องไปจนพ้นวัยของการเป็นสิว หรือป้องกันโดย
หลบเลี่ยงต้นเหตุหรือปัจจัยร่วมต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดสิว

 จากการศึกษาครั้งนี้ เป็นการทดลองเพื่อศึกษาสรรพคุณของขมิ้นชันในการรักษาสิว เพื่อใช้ทดแทนวิธีรักษา
ด้วยยาต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว
ขมิ้นชัน เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี มีลำต้นอยู่ใต้ดิน เป็นเหง้า มีเนื้อสีเหลือง  ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์คือ 
เหง้าสอ มีรสฝาด มีกลิ่นเฉพาะตัว ใช้บำบัดอาการของโรคได้หลายอย่าง เช่น แผลในกระเพาะอาหาร 
อุจจาระร่วง ท้องอืด ท้องเฟ้อ รักษาโรคผิวหนังผื่นคัน ชาวบ้านนิยมทาตามร่างกายของทารกเพื่อรักษา
โรคผื่นคัน (6)

 จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า ขมิ้นชันสามารถทำให้สิวยุบตัวหายเร็วขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับสิวที่ไม่ได้ทา 
(p<0.05) และจำนวนสิวที่หายก็มีมากกว่าถึง 1.9 เท่า โดยไม่พบอาการข้างเคียงเลย

           ขมิ้นชันรักษาสิวโดยกลไกในการลดการอักเสบของสิวและมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดตามผล
การทดลองของ Shankar และ Murthy(7) ซึ่งพบว่า สารน้ำละเหยที่ได้จากขมิ้นชันสามารถฆ่าเชื้อ
แบคทีเรียได้หลายชนิด นอกจากนี้ Yegnanarayana และคณะ(8) ศึกษาพบว่า ขมิ้นชันสามารถลดการ
อักเสบและบวมในหนูทดลอง

การเตรียมขมิ้นชันเป็นยารักษาสิว
ในขมิ้นชันที่แก่เต็มที่บดเป็นผงละเอียด ผสมน้ำสะอาด ในอัตราส่วนขมิ้นชันต่อน้ำหนักเท่ากับ 0.7 กรัม ต่อ
ครึ่งช้อนชา ผสมเข้ากันดีแล้วนำมาใช้ทาหัวสิวได้ทันที

 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทำการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของขมิ้นชันที่บริเวณอุ้งเท้าหนู(9) โดยให้
น้ำขมิ้นชันสอดทางช่องท้องแก่หนูขาวในขนาด 250, 500, 1,000 และ 2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมหรือ
สกัดด้วยแอลกอฮอล์ 95% ในขนาด 270, 540 และ 1,350 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทางปากหรือทาง
ช่องท้อง พบว่าสามารถลดการบวมที่เท้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

 ฤทธิ์ต้านการอักเสบของขมิ้นชันนี้ ยับพบในผลการศึกษาของบุคคลอื่น ๆ อีกหลายราย (10-12) รวมทั้งฤทธิ์
ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ(12,13)

แม้จะไม่มีหลักฐานทางเภสัชวิทยาว่า ขมิ้นชันสามารถขจัดสิ่งอุดตันของสิว แต่การศึกษาครั้งนี้พบว่าสิว
ที่ไม่มีการอักเสบก็ยุบตัวได้เร็วขึ้นเช่นกัน แสดงว่าขมิ้นชันน่าจะมีส่วนช่วยหลอมหรือขับสิ่งอุดตันในสิวได้

ผลการศึกษานี้ แสดงได้ชัดเจนว่า ขมิ้นชันมีสรรพคุณในการรักษาสิวได้ ทั้งยังหาง่าย ราคาถูก การเตรียม
ไม่ยุ่งยาก ชาวบ้านรู้จักใช้กันมานาน แต่ที่ผ่านมายังขาดหลักฐานทางคลินิกมาสนับสนุน งานวิจัยครั้งนี้จึง
เป็นเครื่องมือยืนยันสรรพคุณของขมิ้นชันในการรักษาสิวได้เป็นอย่างดี นับเป็นการสนับสนุนภูมิปัญญา
พื้นบ้านในการนำสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรคสนับสนุนการแพทย์แผนไทย หากมีการใช้กันอย่างแพร่
หลายก็จะช่วยลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์รักษาสิวจากต่างประเทศ ขมิ้นชันจึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่น่าจะ
นำมาผลิตในเชิงพาณิชย์ให้เป็นยารักษาสิว ซึ่งจะมีราคาถูกเพราะสามารถหาซื้อวัสดุดิบคือขมิ้นชันได้ง่าย
ภายในประเทศทั้งยังจะเป็นการส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกขมิ้นชันไว้
จำหน่าย สุดท้ายประโยชน์ที่ได้รับ คือ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสมุนไพรไทยชั่วกาลนาน

 

เอกสารอ้างอิง

                1. สุรเกียรติ   อาชานุภาพ. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์หมอ         ชาวบ้าน, 2532:-14.
                2.  ธาดา  เปี่ยมพงศ์สานต์. เวชปฏิบัติโรคผิวหนัง, พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: สินประสิทธิการพิมพ์,              2535:2.
                3.  ประวิตร  พิศาลบุตร. ผิวหนังสดใส, พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: โฮลิสติกพลับลิชชิ่ง, 2538:4-10
                4.   Kligmam AM. An overview of acne.J Invest Dermatol 1974;62:268-287.
                5.   สนิธพ  โฉมยา. สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน: ขมิ้นชัน.ขอนแก่น: เภสัชศาสตร์,  2472:3-4.
                6.   พิชิต  สุวรรณประกร. ตำรับยาและวิธีรักษาโรคผิวหนัง, พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:โพสต์พลับลิชชิ่ง           จำกัด, 2538 :169-193.
                7.   Shankar TWB, Murthy VS. The antibacterial efficacy of curcuma. Food Sci  Technol 1978;15:152.
                8.   Yegnanarayana R. The anti-inflammation of curcuma.Indian J Med Res 1976;64:601.
                9.   กองวิจัยและพัฒนสมุนไพร. คู่มือสมุนไพรเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน. กรุงเทพมหานคร:Text and                       Jounral Corporation Co Ltd, 2533:40-41.
                10.  Ammon HPT. Mechanism of anti-inflammatory actions of curcuma and boswellic acids. J                      Ethnopharmacol 1993;38: 113-119.
                11. Srimal RC. Pharmacology of diferuloyl methane (curcumin), a non-steroidal antiinflammatory      agent. J Pharm Pharmc 1973:25-452.
                12.  Herman PTA. Pharmacology of Curcuma longa. Planta Medica 1991;57:1-7.
                13.  Lutomoski VJ. Wirkung des athnolextraktes and akiver substanzen aus Curcuma longa auf bakterien and              plize. Planta Med

 



 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.