BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com

op

โรคหัวใจรูมาติก/ไข้รูมาติก  
  Rheumatic Fever


  

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ   
  Cardiac arrhythmia

 

 

  โรคของระบบไหลเวียน
  โลหิต/เม็ดเลือด



Health Navigation


สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 โรคหัวใจรูมาติก - ไข้รูมาติก / Rheumatic Fever       

ไข้รูมาติก พบในคนทุกวัย แต่จะพบมากในเด็กอายุ 5-15 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่ฐานะค่อนข้างยากจน 
หรืออยู่กันอย่างแออัด
ผู้ป่วยไข้รูมาติก ถ้ามีอาการกำเริบซ้ำ ๆ ซาก ๆ จะทำให้หัวใจมีการอักเสบเรื้อรัง และในที่สุดลิ้นหัวใจ จะเกิด
การพิการ คือ ตีบและรั่ว เมื่อถึงขั้นนี้ เราเรียกโรคลิ้นหัวใจพิการชนิดนี้ว่า โรคหัวใจรูมาติก ซึ่งในประเทศเรา
มีการสำรวจพบว่า ในหมู่นักเรียนอายุ 5-15 ปี ในบางท้องที่ มีผู้ป่วยหัวใจรูมาติกประมาณ 0.5-2.1 ต่อนักเรียน
1000 คน

สาเหตุ
โรคนี้เป็นอาการแทรกซ้อนของคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ (8) จากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า บีตาสเตรปโต
ค็อกคัส กลุ่มเอ (Beta-streptococcus group A) ซึ่งอาจพบได้ประมาณ 0.3-3% ของผู้ป่วยที่เป็นคออักเสบ 
หรือต่อมทอนซิลอักเสบชนิดนี้ที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
อาการของไข้รูมาติก มักเกิดหลังคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ ประมาณ 1-4 สัปดาห์ ทำให้มีการอักเสบ
ของข้อต่าง ๆ และมักมีการอักเสบของหัวใจร่วมด้วย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ทราบถึงกลไกของการเกิดโรคอย่าง
แน่ชัด เชื่อว่าอาจมีความสัมพันธ์กับระบบภูมิต้านทาน หรือปฏิกิริยาอิมมูน (Immunological reaction)*

*สันนิษฐานว่าร่างกายสร้างภูมิต้านทาน (immunity) หรือแอนติบอดีต่อเชื้อโรคที่ทำให้คอหรือต่อมทอนซิล
อักเสบ  แล้วแอนติบอดีชนิดนี้เกิดไปสร้างปฏิกิริยา ต่อเนื้อเยื่อภายในร่างกายของตัวเองทำให้เกิดอาการอักเสบ
ของข้อ หัวใจ ผิวหนัง และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

อาการ
ลักษณะที่พบบ่อย คือ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้และปวดบวมแดงร้อน ตามข้อใหญ่ ๆ เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ 
ข้อศอก ซึ่งมักจะเป็นมากกว่าหนึ่งข้อ โดยจะไม่ปวดขึ้นพร้อมกัน แต่จะปวดที่ข้อหนึ่งก่อน แล้วจึงปวดที่อีกข้อ
หนึ่ง แต่ละข้อจะมีอาการอักเสบอยู่นาน 5-10 วัน บางคนอาจเป็นเรื้อรังถึงกับลุกเดินไม่ได้เป็นแรมเดือน 
อาการปวดบวมตามข้อมักจะหายได้เอง (แม้ไม่ได้รักษา) ข้อที่อักเสบจะกลับเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยความพิการ
แต่อย่างไร  โดยทั่วไป ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพีลย เบื่ออาหารน้ำหนักลดร่วมด้วย
ผู้ป่วยมักมีอาการอักเสบของหัวใจร่วมด้วย ถ้าเป็นไม่มากอาจไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน  ถ้าเป็นรุนแรงอาจทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หอบ นอนราบไม่ได้ (เนื่องจากภาวะหัวใจวาย)
ผู้ป่วยอาจมีประวัติเป็นไข้เจ็บคอนำมาก่อนประมาณ 1-4 สัปดาห์ แต่บางคนอาจไม่มีก็ได้
นอกจากนี้ บางคนอาจมีอาการผื่นแดงขึ้นแผ่ออกโดยรอบ เป็นวงขอบแดง ตรงกลางขาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 
1-3 ซม. เรียกว่า อีริทีมามาร์จินาตุม (erythema marginatum) ไม่เจ็บ ไม่คัน และจางหายได้เองอย่างรวดเร็ว 
(บางครั้งอาจหายภายในวันเดียว) มักขึ้นตรงบริเวณก้นหรือแขนขาส่วนต้น ถ้าพบมักแสดงว่ามีการอักเสบของ
หัวใจร่วมด้วย

บางคนอาจมีตุ่มขึ้นอยู่ใต้ผิวหนัง (subcutaneous nodules) ตรงบริเวณข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อศอก ไม่เจ็บ 
จับให้เคลื่อนอยู่ใต้ผิวหนังได้ อาจมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว หรือใหญ่ขนาด 2 ซม. ตุ่มนี้จะค่อย ๆ ยุบได้เอง 
กินเวลาหลายสัปดาห์ ถ้าพบมักแสดงว่ามีการอักเสบของหัวใจร่วมด้วย
บางคนอาจมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแขนขา หรือส่วนอื่น ๆ โดยที่ผู้ป่วยไม่สามารถบังคับได้ เช่น แขนขา
ขยุกขยิก หรือปัดแกว่งโดยไม่ได้ตั้งใจ บางคนอาจพูดไม่ชัดเขียนหนังสือหยิบของไม่ถนัด เป็นต้น 
อาการแบบนี้เรียกว่า โคเรีย (chorea) เกิดจากมีความผิดปกติในสมองร่วมด้วย อาจพบเป็นอาการโดด ๆ หรือร่วม
กับอาการอื่น ๆ ก็ได้ มักมีอาการหลังเจ็บคอ 1-6 เดือน (เกิดช้ากว่าอาการปวดข้อและอื่น ๆ) ถ้าพบมักแสดงว่า
มีการอักเสบของหัวใจร่วมด้วย

สิ่งตรวจพบ
มักมีไข้ และข้อบวมแดงร้อน
อาจพบผื่นอีริทีมา มาร์จินาตุม ตุ่มใต้ผิวหนัง หรืออาการโคเรีย
อาจตรวจพบความผิดปกติของหัวใจ เช่น เต้นไม่สม่ำเสมอ หรือใช้เครื่องฟังตรวจมีเสียงฟู่ (murmur) ซึ่งมัก
จะพบตรงบริเวณใต้ราวนมซ้าย
ถ้าเป็นรุนแรง อาจพบอาการของหัวใจวาย เช่น หอบ บวม ใช้เครื่องฟังตรวจปอดมีเสียงกรอบแกรบ(crepitation)

อาการแทรกซ้อน
ที่สำคัญได้แก่ โรคหัวใจรูมาติก ซึ่งจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยไข้รูมาติก ที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจัง แล้วมีการ
กำเริบของไข้รูมาติกซ้ำ ๆ ซาก ๆ ทำให้มีการอักเสบของหัวใจเรื้อรัง ในที่สุดลิ้นหัวใจเกิดการพิการอย่างถาวร 
ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจรูมาติก อาจไม่มีอาการแสดงอะไรในระยะแรก อาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะตรวจเช็กร่างกาย 
ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่องฟังตรวจหัวใจได้ยินเสียงฟู่ (murmur) ที่บริเวณใต้ราวนมซ้าย
ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา ในระยะอีกหลายปีต่อมาผู้ป่วยอาจเริ่มรู้สึกเหนื่อยง่าย ใจสั่น และเกิดภาวะหัวใจวายเรื้อรัง 
กลายเป็นคนกึ่งพิการ

การรักษา
1. หากสงสัยเป็นไข้รูมาติก ควรแนะนำผู้ป่วยไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง  ผู้ป่วยมักจะต้อง
พักรักษาตัวในโรงพยาบาล อาจต้องวินิจฉัยโดยการตรวจเลือด (ตรวจ ESR, ASO titer), ตรวจคลื่นหัวใจ, เอกซเรย์ และให้การรักษาด้วยเพนวี  หรืออีริโทรไมซิน  อย่างน้อย10 วัน และให้แอสไพริน 2-4 เม็ดทุก 
6 ชั่วโมง
ในรายที่มีอาการหัวใจอักเสบรุนแรง อาจเพิ่มสเตอรอยด์ เช่น เพร็ดนิโซโลน 
ถ้ามีภาวะหัวใจวาย  ก็ให้การรักษาแบบภาวะหัวใจวายร่วมได้
เมื่ออาการหายดีแล้ว ควรนัดผู้ป่วยมาตรวจรักษาเป็นประจำ โดยจะให้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นระยะยาวเพื่อป้องกัน
มิให้ลิ้นหัวใจพิการ กลายเป็นโรคหัวใจรูมาติก วิธีที่สะดวก คือ ฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลินเดือนละครั้งในขนาด 
1.2 ล้านยูนิต ทั้งเด็กและผู้ใหญ่, หรือให้กินเพนวี เด็กให้ขนาด 200,000 ยูนิต (ผู้ใหญ่ 400,000 ยูนิต) วันละ 2 ครั้ง ทุกวัน, หรืออีริโทรไมซิน เด็กให้ขนาด 125 มก. (ผู้ใหญ่ 250 มก.) วันละ 2 ครั้งทุกวัน หรือซัลฟา
ไดอาซีน ขนาด 1 กรัมวันละครั้ง (น้ำหนักต่ำกว่า 30 กิโลกรัม ให้วันละ 500 มก.) ทุกวัน
สำหรับผู้ป่วยที่มีการอักเสบของหัวใจร่วมด้วย หรือมีอาการโคเรีย ควรใช้ยาปฏิชีวนะไปตลอดชีวิต
ส่วนผู้ป่วยที่มีการอักเสบของหัวใจ ถ้าไม่มีอาการกำเริบอีก อาจใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันติดต่อกันอย่างน้อย 5 ปี 
(ยกเว้นในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ควรให้จนกระทั่งอายุ 15 ปีเป็นอย่างน้อย)*

2. ในรายที่สงสัยเป็นโรคหัวใจรูมาติก เช่น ใช้เครื่องฟังหัวใจได้ยินเสียงฟู่ (murmur) ควรแนะนำให้ผู้ป่วยไป
ตรวจที่โรงพยาบาล ถ้าเป็นจริงก็อาจต้องกินยาปฏิชีวนะดังกล่าวไปตลอดชีวิต
ในรายที่มีภาวะหัวใจวาย ก็ต้องให้ยารักษาแบบภาวะหัวใจวาย
ส่วนในรายที่ลิ้นหัวใจพิการมาก จนผู้ป่วยมีภาวะหัวใจวายรุนแรง อาจต้องผ่าตัดขยายลิ้นหัวใจที่ตีบ 
หรือใส่ลิ้นหัวใจเทียม ซึ่งจะช่วยให้มีชีวิตยืนยาวไปได้นาน

* จากรายงานสรุปผลการประชุม มติและข้อเสนอแนะ เรื่องการป้องกันและควบคุมโรคไข้รูมาติก และโรคหัวใจ
รูมาติกในประเทศไทย 26-28 ธันวาคม 2526, โรงแรมสยามเบย์วิว ชลบุรี. โดยกรมการแพทย์ร่วมกับคณะ
อนุกรรมการป้องกัน และควบคุมโรคไข้รูมาติก และโรคหัวใจรูมาติก

ข้อแนะนำ
1. ถ้าพบเด็กมีอาการปวดข้อ หรือมีอาการสงสัยว่าเป็นไข้รูมาติก ควรแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาลโดยเร็ว 
และถ้าเป็นโรคนี้จริง ควรแนะนำให้ผู้ป่วยติดต่อรักษากับแพทย์เป็นประจำ จะช่วยป้องกันมิให้กลายเป็นโรคหัวใจรูมาติกได้

2. เนื่องจากโรคนี้ พบมากในเด็ก อายุ 5-15 ปี ซึ่งอยู่ในวัยเรียน ครูในโรงเรียนและเจ้าหน้าที่อนามัยโรงเรียน 
จึงนับว่ามีบทบาทต่อการควบคุม และป้องกันโรคนี้ได้เป็นอย่างมาก ควรหาทางส่งเสริมสนับสนุนให้ครู และ
เจ้าหน้าที่อนามัยที่โรงเรียนมีความรู้ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้

การป้องกัน
โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ  จากบีตาสเตรปโตค็อกคัสด้วยยาปฏิชีวนะ
ให้ได้ครบ 10 วันเป็นอย่างน้อย

 

 

 

 

  โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ -  Cardiac arrhythmia      


ปกติ หัวใจของคนเรา (ชีพจร) จะเต้นประมาณ 72-80 ครั้งต่อนาที จังหวะสม่ำเสมอ และแรงเท่ากันทุกครั้ง
ภายหลังการออกกำลัง ตื่นเต้นตกใจ ดื่มชากาแฟหรือเหล้า สูบบุหรี่ กินยาเข้ากาเฟอีน หรือเป็นไข้ ชีพจรอาจเต้น
เร็วกว่านี้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นภาวะปกติธรรมดา
คนที่ออกกำลังสม่ำเสมอ ชีพจรอาจเต้นช้ากว่านี้ได้ แสดงว่าร่างกายอยู่ในภาวะแข็งแรง (ฟิต) เต็มที่แต่ในคนที่มี
ความผิดปกติของหัวใจก็อาจมีชีพจรผิดปกติ เช่น เต้นช้าไป หรือเร็วไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือไม่เป็นจังหวะ
เราจึงเรียกรวม ๆ ว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจแสดงอาการได้หลายอย่างด้วยกัน

สาเหตุ
ถ้าหัวใจเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที เรียกว่า หัวใจเต้นช้า (Bradycardia) อาจพบเป็นปกติในนักกีฬา หรือคน
ที่ร่างกายฟิต แต่ก็อาจพบผิดปกติในคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด  หรืออาจเกิดจากพิษของยา เช่น ไดจอกซิน 
(Digoxin), ลาน็อกซิน (Lanoxin), ยาปิดกั้นบีตา  เช่น โพรพราโนลอล

ถ้าหัวใจเต้นเร็วกว่า 140 ครั้งต่อนาที จังหวะไม่สม่ำเสมอ และแรงไม่เท่ากัน อาจพบในคนที่เป็นโรคหัวใจ
รูมาติก , โรคหัวใจขาดเลือด , คอพอกเป็นพิษ 

ถ้าหัวใจเต้นด้วยความเร็วที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ (60-100 ครั้งต่อนาที) แต่มีบางจังหวะที่เต้นรัว หรือวูบหายไป ก็อาจพบเป็นปกติในคนบางคน แต่ก็อาจพบในคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด, โรคหัวใจรูมาติก  หรือเกิดจากบุหรี่ 
ชา กาแฟ หรือเกิดจากพิษของยา (เช่น ไดจอกซิน, ลาน็อกซิน)

อาการ
ในรายที่ไม่มีสาเหตุร้ายแรง อาจไม่มีอาการอะไรเลย บางคนอาจเพียงแต่บ่นว่ารู้สึกใจสั่น หรือใจวูบหายเป็นครั้ง
เป็นคราว แต่ก็ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ
ผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากโรคหัวใจ คอพอกเป็นพิษ หรือสาเหตุที่ร้ายแรงอื่น ๆ อาจรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น 
เจ็บหน้าอก หน้ามืด วิงเวียน เป็นต้น

สิ่งตรวจพบ
ชีพจรและหัวใจมักจะเต้นไม่สม่ำเสมอ
สำหรับผู้ที่มีสาเหตุร้ายแรง ชีพจรอาจเต้นต่ำกว่า 40 ครั้งต่อนาทีหรือมากกว่า 140 ครั้งต่อนาที เสียงหัวใจ
อาจดังไม่เท่ากัน และไม่เป็นจังหวะ หรือชีพจรแรงบ้างค่อยบ้าง ไม่เป็นจังหวะแน่นอน บางครั้งอาจตรวจพบอาการของโรคหัวใจรูมาติก  หรือคอพอกเป็นพิษ 
ถ้าไม่มีสาเหตุร้ายแรง ชีพจรอาจเต้นรัว หรือวูบหายไป เป็นบางจังหวะแทรกระหว่างชีพจรที่ปกติ และชีพจร
มักเต้นระหว่างนาทีละ 60 ถึง 100 ครั้ง

อาการแทรกซ้อน
ถ้าเป็นมาก ๆ อาจแสดงอาการของภาวะของหัวใจวาย เป็นลมหรือชัก

การรักษา
1. ถ้ามีอาการเป็นลม ชัก หรือมีภาวะหัวใจวาย  ควรให้การรักษาเบื้องต้น แล้วส่งโรงพยาบาลด่วน
2. ถ้ามีอาการวิงเวียน เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือชีพจรต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที หรือมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที 
    ควรแนะนำไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล อาจต้องตรวจคลื่นหัวใจ เอกซเรย์ ตรวจเลือด หรืออื่น ๆ เพื่อค้นหา
    สาเหตุ และแก้ไขตามสาเหตุ

    ในรายที่ชีพจรเต้นเร็วช้ากว่านาทีละ 40 ครั้ง อาจให้อะโทรฟีน  หรือ โพรแบนทีน (Probanthine)เพื่อกระตุ้น
    ให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น
    ในรายที่ชีพจรเต้นเร็วกว่านาทีละ 140 ครั้ง อาจให้ไดจอกซิน (หรือ ลาน็อกซิน) หรือยาปิดกั้นบีตา เช่น  
    โพรพราโนลอล (Propranolol) เพื่อควบคุมให้หัวใจเต้นช้าลง
3. ถ้าไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ และชีพจรเต้นระหว่าง 60-100 ครั้งต่อนาที อาจให้ไดอะซีแพม (ย17.1) ขนาด 
    2-5 มก. วันละ 2-3 ครั้ง ถ้าสงสัยเกิดจากบุหรี่ ชา กาแฟ หรือยา (เช่น ลาน็อกซิล, ไดจอกซิน) ควรบอกให้
    ผู้ป่วยงดเสพสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่ได้ผล ควรแนะนำผู้ป่วยไปตรวจที่โรงพยาบาลเมื่อมีโอากาส

ข้อแนะนำ
1. ผู้ป่วยที่บ่นว่ามีอาการใจสั่น ใจหวิว อาจเกิดจากโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือสาเหตุอื่น ๆ ควรซักถามอาการ 
    ตรวจชีพจร (ควรจับให้ได้ 1-2 นาทีเป็นอย่างน้อย) และใช้เครื่องฟังหัวใจ 
    ถ้าชีพจรช้าหรือเร็วกว่าปกติหรือไม่สม่ำเสมอ ก็แสดงว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจริง
2. ชา กาแฟ บุหรี่ และเหล้า อาจทำให้เกิดอาการใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ถ้าเคยเป็น ควรงดเสพสิ่งเหล่านี้




   


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.