BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 top

โรคหัวใจ/
    Heart Disease


หัวใจวาย - หัวใจล้ม / 
Congestive Heart failure


 
Mutant Gene Predicts Heart Disease

DD genotype may stimulate 
increased ACE activity The 
increased blood pressure 
eventually leads to ventricular 
hypertrophy. 

 




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์




 หัวใจวาย - หัวใจล้ม / Congestive Heart failure      

หัวใจวาย (หัวใจล้ม หัวใจไม่ทำงาน ก็เรียก) หมายถึง ภาวะที่หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไม่ได้ หรือได้ไม่
เต็มที่  ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ และมีเลือดคั่งในปอด ตับ แขนขา และอวัยวะ
ต่าง ๆ อาการอาจเกิดขึ้นเฉียบพลันทันที หรือค่อยเป็นค่อยไปอย่างเรื้อรังก็ได้ แล้วแต่สาเหตุที่พบ
โรคนี้ถือเป็นภาวะร้ายแรง หากรักษาไม่ทัน อาจตายได้ ในรายที่เป็นนาน ๆ อาจมีตับแข็ง แทรกได้

สาเหตุ
มักมีสาเหตุจากโรคหัวใจ (เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด, โรคหัวใจรูมาติก, โรคหัวใจขาดเลือดหรือกล้าม
เนื้อ หัวใจตาย, โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ), ความดันโลหิตสูง, โรคไต, โรคปอดเรื้อรัง (เช่น ถุงลมพอง, 
หลอดลมพอง,  หืด ฯลฯ), เบาหวาน, คอพอกเป็นพิษ, โลหิตจางรุนแรง, โรคเหน็บชา, เอสเอลอี, การให้
น้ำเกลือเร็วเกินไป เป็นต้น

อาการ
ในระยะแรก มีอาการหอบเหนื่อยเฉพาะเวลาออกแรงมากหรือทำงานหนัก ๆ และอาจมีอาการไอและหายใจ
ลำบาก ในตอนดึก ๆ ช่วงหลังเข้านอนแล้ว จนต้องลุกขึ้นนั่ง บางคนอาจมีอาการหอบคล้ายเป็นหืด ต้องลุกไป
สูดหายใจที่ริม หน้าต่าง จึงรู้สึกค่อยยังชั่ว บางคนอาจรู้สึกจุกแน่นอึดอัดในท้องหรือลิ้นปี่ ปวดบริเวณชาย
โครงด้านขาว บวมที่ ข้อเท้าเมื่อเป็นมากขึ้น จะมีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้น แม้ทำงานเพียงเล็กน้อย หรืออยู่
เฉย ๆ ก็รู้สึกหายใจลำบาก  อ่อนเพลีย นอนราบไม่ได้ ต้องนอนหรือนั่งพิงหมอนสูง ๆ (หมอนหลายใบ) 
ปัสสาวะออกน้อย หรือบางคนอาจ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน เท้าบวมขึ้น และอาจมีท้องบวม (ท้องมาน) 
โดยมากมักจะไม่บวมที่หน้า หรือหนังตา เช่นที่พบในผู้ป่วยเป็นโรคไต เมื่อเป็นรุนแรง อาจมีอาการไอรุนแรง 
และมีเสมหะเป็นฟองสีแดงเรื่อ ๆ อาจมีอาการ ตัวเขียว ริมฝีปากเขียว กระสับกระส่าย ใจสั่น และหากไม่ได้
รับการรักษาได้ทันท่วงที อาจตายได้

สิ่งตรวจพบ
หอบ นอนราบไม่ได้ เส้นเลือดที่คอโป่ง เท้าบวม กดมีรอยบุ๋ม บางคนอาจมีท้องมาน ชีพจรเต้นเร็ว ใช้เครื่อง
ฟัง ตรวจปอดมีเสียงกรอบแกรบ(crepitation) ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมักจะฟังชัดที่บริเวณใต้สะบัก บางรายอาจ
ได้ยิน เสียงวี้ด (wheezing) คล้ายหืดร่วมด้วย มักคลำได้ตับโต  บางคนใช้เครื่องฟังตรวจหัวใจอาจได้
ยินเสียงหัวใจ เต้นไม่สม่ำเสมอ หรือมีเสียงฟู่ (murmur)   บางคน อาจมีความดันโลหิตสูง หรือมีอาการอื่น
แล้วแต่สาเหตุ  ที่เป็น

อาการแทรกซ้อน
ถ้าเป็นเรื้อรัง อาจมีตับแข็ง  แทรกซ้อนได้, อาจมีอาการหอบหืด (cardiac asthma)

การรักษา
หากสงสัยควรส่งโรงพยาบาลทันที  ถ้าบวมและหอบมาก อาจให้ยาขับปัสสาวะ เช่น ฟูโรซีไมด์ 1-2 หลอด
ฉีดเข้า หลอดเลือดดำ
ในเด็กเล็ก ถ้าสงสัยเกิดจากโรคเหน็บชา ให้ฉีดวิตามินบี 1 ร่วมด้วย
ผู้ป่วยมักจะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อาจต้องตรวจเลือด (ดูภาวะซีด, ทดสอบการทำงานของไต, 
อีเลกโทรไลต์ ฯลฯ), ตรวจปัสสาวะ, เอกซเรย์ปอด, ตรวจคลื่นหัวใจ, ถ่ายภาพหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง 
(echocardiogram) หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ
การรักษา ให้ออกซิเจน จำกัดปริมาณน้ำที่ดื่ม ให้ยาขับปัสสาวะ  ร่วมกับยาต้านเอซ  เช่น อีนาลาพริล หรือ
แคปโทพริล (Captopril) ถ้ายังไม่ได้ผล อาจให้ยาช่วยหัวใจทำงาน เช่น ลาน็อกซิน (Lanoxin) หรือ
ไดจอกซิน (Digoxin) เพิ่มเติม  นอกจากนี้ก็ให้ยารักษาโรคที่เป็นสาเหตุร่วมด้วย เช่น ถ้าเกิดจากโรค
ความดันโลหิตสูง ก็ให้ยาควบคุมโรคความดันโลหิตสูงถ้าเกิดจากโรคเหน็บชา ก็ให้วิตามินบี 1 ถ้าซีดอาจ
ต้องให้ เลือด และยาบำรุงโลหิต  ถ้าเกิดจากโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคหัวใจรูมาติก อาจต้องรักษา
ด้วยการผ่าตัด

ข้อแนะนำ
1. ผู้ป่วยโรคหัวใจ บางครั้งฟังปอดอาจมีเสียงวี้ด (wheezing) คล้ายโรคหืด เรียกว่า อาการหืดจากโรค
    หัวใจ  (Cardiac asthma) ดังนั้นก่อนจะฉีด อะดรีนาลิน รักษาผู้ป่วยที่สงสัยเป็นหืด ต้องแน่ใจว่าไม่มี
    อาการบวม  ตับโต หรือมีประวัติของโรคหัวใจ มิเช่นนั้น ผู้ป่วยอาจได้รับอันตรายจากการฉีดยาได้
2. ผู้ป่วยที่กินยาช่วยหัวใจทำงาน เช่น ลาน็อกซินหรือไดจอกซิน ต้องระวังหากกินเกินขนาดหรือในภาวะ
    โพแทสเซียมในเลือดต่ำ อาจมีพิษต่อหัวใจได้ อาการเป็นพิษ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่าตาลาย ชีพจร
    เต้นช้า กว่านาทีละ 60 ครั้ง ดังนั้นถ้าผู้ป่วยกินยาขับปัสสาวะ ซึ่งอาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ 
    อาจต้องให้ กินยาน้ำโพแทสเซียมคลอไรด์ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-3 ครั้งร่วมด้วย
3. ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้
   3.1 ติดต่อรักษากับแพทย์อย่าได้ขาด และกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง
   3.2 งดเหล้า บุหรี่
   3.3 ห้ามตรากตรำงานหนัก
   3.4 งดอาหารเค็ม เพื่อลดบวมและป้องกันอาการกำเริบ

รายละเอียด
ผู้ป่วยโรคหัวใจควรงดอาหารเค็ม

 

 

 

 

 

 

  โรคหัวใจ - Heart Disease      


คำว่า “โรคหัวใจ” เป็นคำที่กว้างมาก ฟังดูน่ากลัวมากสำหรับผู้ป่วย ในความเป็นจริงแล้วโรคหัวใจแบ่ง
ย่อยออกได้ มากมายหลายชนิด ความรุนแรง และความจำเป็นในการรักษาก็แตกต่างกัน 
ดังนั้นหากคุณหมอบอกท่านว่าท่านเป็นโรคหัวใจ ท่านควรจะทราบ รายละเอียดเกี่ยวกับความเจ็บป่วย 
ของท่าน มากขึ้น ว่าท่านเป็นโรคหัวใจชนิดใด เกิดจากอะไรและมีแนวทางการรักษาอย่างไร

เราอาจแบ่งชนิดของโรคหัวใจคร่าวๆได้ดังนี้
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นมาตั้งแต่เกิด บางครั้งวินิจฉัยได้แต่แรกคลอด แต่
บางครั้ง ก็ไม่มีอาการใดๆ จนกว่าจะอายุมากก็มี ความผิดปกตินี้อาจเกิดขึ้นกับทุกส่วนของหัวใจ เช่น 
หลอดเลือดหัวใจ  ลิ้นหัวใจ ผนังกั้นห้องหัวใจ หรือ ตัวห้องหัวใจเอง มีสภาพไม่สมบูรณ์ เหมือน บ้านที่
สร้างไม่เสร็จ มีรอยโหว่ รู้รั่ว  ประตูปิดไม่ดี น้ำท่วม เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วเรา ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน 
เชื่อว่าการติดเชื้อไวรัสและการได้รับ สารเคมี เช่น ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์อ่อนๆอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง 
ความผิดปกติเหล่านี้หลายอย่างสามารถ ผ่าตัดแก้ไขได้ แต่บางครั้งก็ทำอะไรไม่ได้

โรคลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจพิการ อาจเป็นแต่กำเนิดหรือมาเป็นภายหลังได้ ที่มาเป็นภายหลัง ส่วนมาก
เกิดจาก การติดเชื้อคออักเสบ และไม่ได้รับการรักษา อย่างถูกต้อง ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อต้านหัวใจ
ตัวเอง เกิดการ อักเสบของลิ้นหัวใจ และ เกิดลิ้นหัวใจพิการ (ตีบ รั่ว) ตามมา นอกจากนั้นลิ้นหัวใจพิการยัง 
อาจเกิดจากการติด เชื้อที่หัวใจโดยตรง หรือเกิดจากการเสื่อมของลิ้นหัวใจเองโดยมากแล้วเราสามารถ
ผ่าตัดแก้ไขได้

โรคกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติไม่ว่าจะบีบ หรือ คลายตัว กล้ามเนื้อหัวใจหนากว่า
ปกติ  เป็นต้น โรคที่พบบ่อย คือ กล้ามเนื้อหัวใจเสีย เนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษามานาน 
กล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือด หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย บางส่วน เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน เป็นต้น 
ยังมีโรคของกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ (อาจเกิดจากการ ติดเชื้อไวรัส)   ทำให้กล้ามเนื้อ
หัวใจบาง และบีบตัวอ่อนกว่าปกติมาก การรักษาโรคของกล้ามเนื้อหัวใจนี้ อาศัยการแก้ไขที่สาเหตุ เช่น 
ขยายหลอดเลือดหัวใจ  ผ่าตัดบายพาส ส่วนหากไม่ได้ผลหรือเป็นกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุ การรักษาสุดท้ายคือ
การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคกลุ่มเดียวกัน เพราะหลอดเลือดหัวใจจะนำเลือด
ไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อหลอดเลือด ผิดปกติจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การทำงานจึงผิดปกติ 
โรคของหลอด เลือดหัวใจอาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการสะสม ของไขมันที่ผนัง 
ทำให้หลอดเลือดหัวใจ ตีบและตันในที่สุด (ไม่ใช่มีก้อนไขมันในเลือดลอย ไปอุดตัน ตามที่เข้าใจกัน)

โรคเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส หรือ แบคทีเรีย 
หรือ เชื้อ วัณโรค โรคนี้ส่วนใหญ่รักษาได้ ยกเว้นกรณีที่มะเร็งแพร่กระจายมายังเยื่อหุ้มหัวใจ

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กลุ่มนี้มีหลายชนิดมาก บางชนิดไม่เป็นอันตราย บางชนิดอันตรายมาก 
(ส่วนใหญ่ของ กลุ่มที่ร้ายแรง มักมีความผิดปกติ ของกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือดหัวใจด้วย) สาเหตุเกิด
จากระบบไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติไป เช่น มีจุดกำเนิด ไฟฟ้าแปลกปลอมขึ้น หรือ เกิดทางลัด  (เรียก
ง่ายๆว่า ไฟช็อต) ในระบบ เป็นต้น

การติดเชื้อที่หัวใจ พบได้บ่อยในผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ หรือ ติดยาเสพติดชนิดฉีด โดยมากเกิดการ
ติดเชื้อที่ ลิ้นหัวใจ ซึ่งจะเป็นปัญหาในการรักษา อย่างมาก โรคหัวใจในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ก็เป็นอีกกลุ่ม
ที่มีลักษณะของโรค หลากหลายมาก

มะเร็งที่หัวใจ คุณคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับมะเร็งตามอวัยวะต่างๆบ่อยๆ เช่น ปอด ตับ กระดูก ไต 
เต้านม  มดลูก และ ปากมดลูก รังไข่ ฯลฯ แต่น้อยครั้ง มากที่จะได้ยิน”มะเร็งหัวใจ” เพราะเนื้องอกที่หัวใจ
พบได้น้อย  ส่วนใหญ่ของมะเร็งหัวใจ เกิดจากมะเร็งอวัยวะข้างเคียงลุกลามมายังหัวใจ เช่น มะเร็งปอด 
มะเร็งเต้านม เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นการจัดกลุ่มใหญ่ๆซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก แต่จะเห็นว่าผมไม่
กล่าวถึง  “โรคหัวใจอ่อน” “โรคประสาทหัวใจ” “โรคหัวใจโต” เลย เพราะความจริงแล้ว ไม่มีโรคนี้ 
ขอเน้นอีกครั้งว่า  โรคหัวใจอ่อน และ โรคประสาทหัวใจ ไม่ใช่โรคหัวใจ ส่วนใหญ่เกิดจากความกังวล 
ส่วนหัวใจโตนั้นเป็นภาวะมากกว่าที่จะเป็นโรค และ ต้องทราบ ว่าสาเหตุที่หัวใจโตนั้น เกิดจากโรคอะไร 
คำว่า หัวใจโตเฉยๆจึงไม่มีความหมายใดๆ

ลักษณะอาการของโรคหัวใจ

ความเป็นจริงแล้วคำว่า"โรคหัวใจ"มีความหมายกว้างมาก อาการที่เกิดจากโรคหัวใจหรือสัมพันธ์กับหัวใจนั้น 
มีไม่มากนัก ดังอาการ ข้างล่างนี้ แต่อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวก็มิได้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคหัวใจเท่านั้น 
ยังมีโรคอื่นๆที่ให้อาการคล้ายกัน ดังนั้นการที่ แพทย์จะพิจารณาให้การวินิจฉัยนั้น จำเป็นต้องอาศัยประวัติ 
อาการโดยละเอียด ร่วมกับการตรวจร่างกาย บางครั้งต้องอาศัยการ ตรวจพิเศษต่างๆ เช่น เลือด ปัสสาวะ 
เอกซเรย์  เป็นต้น เพื่อแยกโรคต่างๆที่มีอาการคล้ายกัน
เจ็บหน้าอก หอบ เหนื่อยง่าย ใจสั่น ขาบวม เป็นลม วูบ


เจ็บหน้าอก

อวัยวะที่อยู่ในทรวงอกนอกจากหัวใจแล้วยังมี เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด เยื่อหุ้มปอด หลอดอาหาร หลอดเลือดแดง
ใหญ่  กระดูกหน้าอก กระดูกซี่โครง เต้านม กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก เมื่อมีการอักเสบหรือพยาธิสภาพของอวัยวะเหล่านี้ ก็ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ได้ทั้งสิ้น แต่ลักษณะ
อาการอาจแตกต่างกัน

อาการต่อไปนี้เข้าได้กับอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด
1 เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก อาจจะเป็นด้านซ้าย หรือ ทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้าน
   เดียว)  บางรายจะร้าวไป ที่แขนซ้าย หรือ ทั้งสองข้าง หรือ จุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกราม
   คล้ายเจ็บฟัน
2 อาการตามข้อ 1 เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือ ขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห อาการดังกล่าว
   จะดีขึ้น เมื่อหยุดออกกำลัง
3 ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หรือ หลังอาหาร
4 กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมากอาจมีอาการอื่นๆ
   ร่วมด้วย  เช่น เหงื่อออก มาก เป็นลม (อาการเช่นนี้ยังพบได้ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริ ฉีก)

อาการต่อไปนี้ไม่เหมือนอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด
1 เจ็บแหลมๆคล้ายเข็มแทง เจ็บแปล๊บๆ เจ็บจุดเดียว กดเจ็บบริเวณหน้าอก
2 อาการเจ็บเกิดขึ้นในขณะพัก มีอาการนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน
3 อาการมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ ขยับตัว หรือ หายใจเข้าลึกๆ
4 อาการเจ็บร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ ปลายเท้า  อาการตามข้อ 1,2 และ 3 อาจเกิดจากกระดูก  กล้ามเนื้อ
   หน้าอก  เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากอาการเจ็บหน้าอกแล้ว ต้องอาศัยประวัติอื่นๆด้วย 
โดยเฉพาะ อย่างยิ่งปัจจัย เสี่ยงต่างๆ ดังนั้นในผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่เหมือนนัก แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ 
ก็ควรได้รับการ ตรวจพิเศษเพิ่มเติมด้วย

แนะนำอ่านเพิ่มเติมใน โรคหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย 


หอบ เหนื่อยง่าย

อาการหอบ เหนื่อยง่าย เวลาออกแรง เช่น เดิน วิ่ง ทำงาน มีสาเหตุมากมาย เช่น โลหิตจาง(ซีด) โรคอ้วน 
ความดัน โลหิตสูง โรคปอด ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) แม้แต่
ความวิตกกังวล  หรือ โรคแพนิค ก็ทำให้เหนื่อยได้เช่นกัน อาการเหนื่อยง่ายจากโรคหัวใจ และ ภาวะหัวใจ
ล้มเหลวนั้น จะเหนื่อย  หอบ หายใจเร็ว โดยเป็นเวลาออกแรง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง จะเหนื่อยในขณะพัก 
บางรายจะเหนื่อยมากจนนอนราบไม่ได้ (นอนแล้วจะเหนื่อย ไอ) ต้องนอนศีรษะสูงหรือ นั่งหลับ 

คำว่าเหนื่อย หอบ ในความหมายของแพทย์หมายถึง อัตราการหายใจมากกว่าปกติ แต่ในความหมายของ
ผู้ป่วย อาจรวมไปถึง อาการเหนื่อยเพลีย หมดแรง เหนื่อยใจ

อาการเหนื่อยแบบหมดแรง มือเท้าเย็นชา พูดก็เหนื่อย (โดยอัตราการหายใจปกติ) เหล่านี้มักจะไม่ใช่
อาการเหนื่อย จากโรคหัวใจ


ใจสั่น

ใจสั่นในความหมายแพทย์หมายถึง การที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือ เต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆ
หยุดๆ  อาการดังกล่าวอาจพบ ได้ในคนปกติ โรคหัวใจ และโรคอื่นๆที่มีผลต่อหัวใจ เช่น ต่อมไทรอยด์
เป็นพิษ โรคปอด  แพทย์จะซักประวัติละเอียดถึงลักษณะของ อาการใจสั่น เพื่อให้แน่ใจว่าเกิดจากหัวใจ
เต้นผิดจังหวะหรือไม่  บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยรู้สึก"ใจสั่น"โดยหัวใจเต้นปกติ 

การตรวจวินิจฉัยกลุ่มอาการใจสั่นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการชั่วขณะ เมื่อมาพบ
แพทย์  อาการดังกล่าว ก็หายไปแล้ว แพทย์จึงไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ
หรือไม่  ดังนั้นท่านควรศึกษาวิธีจับชีพจรตัวเอง เมื่อเกิดอาการ ว่าหัวใจเต้นกี่ครั้งในเวลา 1 นาที และ
สม่ำเสมอหรือไม่  ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ให้การวินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้น

แนะนำอ่านเพิ่มเติมใน หัวใจกระโดด การตรวจพิเศษ (Holter) 



ขาบวม

อาการขาบวมเกิดจากการที่ร่างกายมีเกลือ(โซเดียม)และน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย โดยอาจเกิดจากโรคไต 
(ขับเกลือไม่ได้)  โรคหลอด เลือดดำอุดตัน (การไหลเวียนไม่สะดวก) ขาดอาหาร โปรตีนในเลือดต่ำ โรคตับ ยาและฮอร์โมนบางชนิด  โรคหัวใจ หรือ ในบางราย ไม่พบสาเหตุ (idiopathic edema)  การบวมใน
ผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถ ไหลเทเข้าหัวใจด้าน
ขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรังก็ให้อาการเช่นนี้ได้เช่นกัน 
ดังนั้น เมื่อมีอาการขาบวม แพทย์จำเป็นต้องตรวจหลายระบบ เพื่อหาสาเหตุ จึงให้การรักษาได้ถูกต้อง


เป็นลม วูบ


คำว่า "วูบ" นี้เป็นปัญหาในการซักประวัติอย่างมาก เนื่องจากในภาษาไทยคำนี้มีความหมายต่างๆกัน แต่
ในความ หมายของแพทย์แล้ว จะตรงกับภาษาอังกฤษว่า syncope หมายถึง การหมดสติ หรือ เกือบ
หมดสติ ชั่วขณะ โดยอาจรู้สึกหน้ามืด จะเป็นลม ตาลาย มองไม่เห็นภาพชัดเจน โดยอาการเป็นอยู่ชั่วขณะ ไม่รวมถึงอาการเวียนศีรษะ  บ้านหมุน โคลงเครง วูบวาบตามตัว หายใจไม่ออก อาการดังกล่าวอาจเกิดจาก 
ความผิดปกติของสมอง เช่น ลมชัก  (แม้จะไม่ชักให้เห็น) เลือดออกในสมอง ความผิดปกติของหัวใจ เช่น 
หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง  หรือหยุดเต้นชั่วขณะ หรือ ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ
ที่ควบคุมหัวใจ นอกจากนั้นแล้ว "วูบ" 
ยังอาจพบได้ในคนปกติที่ขาดน้ำ เสียเลือด ท้องเสีย ไม่สบาย ขาดการออกกำลังกาย ยาลดความดันโลหิต 
อีกด้วย




 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.