BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com

op


อาการเจ็บหน้าอกในผู้สูงอายุ
    Chest pain


เจ็บหน้าอกเพราะอะไร

 Chest Pain and Heart 
    Disease
Diagnosing Chest Pain

 

 โรคของระบบไหลเวียน
 โลหิต/เม็ดเลือด



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

  อาการเจ็บหน้าอกในผู้สูงอายุ      

ปกติอาการเจ็บหน้าอกในผู้สูงอายุนั้น เจอได้บ่อยทีเดียว และแม้ว่าคนส่วนใหญ่ จะนึกถึงโรคหัวใจไว้ก่อน 
เพราะดูน่ากลัวที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีสาเหตุมากมาย ที่ทำให้เจ็บหน้าอกได้    ยกตัวอย่างเช่น 
กล้ามเนื้อทรวงอก และกระดูกอ่อน อักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร หรืออาจเกิดความวิตกกังวล อารมณ์
แปรปรวนได้ ทั้งหมดนี้ คงมิใช่อาการที่น่าตกใจ แต่หากเป็นโรคที่เกิดกับกล้ามเนื้อหัวใจ หรือเนื้อปอด
แล้วล่ะก็ คงเป็นเรื่องที่รอช้าไม่ได้แน่

กรณีของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มักเกิดอาการจุกแน่นทรวงอก อาจจะร้าวไปที่คอ คางและแขนซ้ายด้านใน 
รวมทั้งมีเหงื่อแตก ใจสั่น ก็เจอร่วมกันได้ ในบางราย อาจมีสาเหตุนำมาก่อนเช่น ออกกำลังกายหนัก กินอาหาร
มื้อใหญ่ ๆ หรืออารมณ์โกรธ ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่กระตุ้นความผิดปกติของระบบ
หลอดเลือด ซึ่งไปเลี้ยงหัวใจให้มีมากขึ้นจนเกิดอาการได้ เข้าทำนองมีจุดอ่อนอยู่แล้ว ยังถูกจู่โจมอีกนั่นเอง

คนที่จะป่วยด้วยโรคหัวใจดังกล่าวนี้ มักมีความเสี่ยงอยู่ก่อนแล้ว บางรายอาจมี น้ำหนักตัวมาก ขาดการ
ออกกำลังกาย มีระดับของไขมันในเลือดสูง รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ทั้งหมดนี้จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง 
และควรป้องกันเอาไว้หากทำได้

ถ้าพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงร่วมกับอาการที่ใกล้เคียงก็ต้องรีบไปตรวจวินิจฉัย อย่างการตรวจ คลื่นหัวใจ ส่วนเรื่อง
การเจาะเลือดดูระดับเอนไซม์ คงต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป บางรายที่ผลชัดเจนก็ไม่ต้องทำก็ได้

มีผู้สูงอายุอีกประเภทที่มักมีอาการผิดปกติเป็น ๆ หาย ๆ แต่พอตรวจดูแล้วก็ไม่พบอะไร ที่ผิดปกติ มักพบว่า
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้มักมีปัญหาทางอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์ซึมเศร้า รายที่ลูกหลานไม่ค่อยสนใจแต่พอพามา
โรงพยาบาลทีก็หายจ้อย แบบนี้เจอบ่อยว่า ผู้สูงอายุจะเกิดความไม่สบายใจ

การพูดคุยและหากิจกรรมให้ผู้สูงอายุทำเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ไม่ว่าจะเป็นปลูกต้นไม้ ดายหญ้า (มีผู้สูงอายุอยู่
รายหนึ่ง แกจะรู้สึกไม่สบายเนื้อตัว หากไม่ได้ดายหญ้า) ทำขนม กับข้าว ไปวัดทำบุญ
เข้าสู่ยุคไอเอ็มเอฟ ผมสังเกตว่า ผู้สูงอายุหลายท่านเดิมทีต้องมาโรงพยาบาลเอง หรือคนข้างบ้านพามาส่ง 
ก็จะมีลูกหลานมาเป็นเพื่อนด้วย ถามดูได้ความว่าตกงานอยู่ จึงมีเวลามาดูแล เรียกว่าเป็นเรื่องดีในเรื่องร้าย
ก็เป็นได้ บางทีการที่เศรษฐกิจตกต่ำ ก็ทำให้คนเรากลับสู่ความเป็นจริงมากขึ้น และอาจพึงพอใจอะไรง่าย
ขึ้นมาบ้าง ซึ่งคงต้องทำใจกันสักพัก

สำหรับคนที่ยังไม่เป็นอะไร ยังไงเสียการทานอาหารอย่างพอเหมาะ คือมันน้อย งดของทอด หรือหวานจัด 
รู้จักการออกกำลังกายตามสมควรแก่สังขารอย่างสม่ำเสมอ ฝึกสงบจิตใจให้ผ่องแผ้ว ก็น่าจะเป็นการาป้องกัน 
"เจ็บยอดอก" และอันตราย ไปได้มากทีเดียว

อาการของโรคที่เป็นสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอก
สาเหตุ รูปแบบ ลักษณะ การเจ็บ ตำแหน่ง ปัจจัย ที่เกี่ยวข้อง อาการร่วม
กล้ามเนื้อ หัวใจ ขาดเลือด เป็นๆหายๆ จุกแน่น ตรงกลาง ร้าวไปคอไหล่ แขนซ้าย การออกกำกาย อารมณ์ เวียนศรีษะ เป็นลม
ปอดอักเสบ เป็นเรื้อรัง ตลอดเวลา แหลมคม ด้านข้าง ร้าวไปไหล่ การหายใจ การไอ ไข้ ไอ หายใจลำบาก
กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน อักเสบ เป็นเรื้อรัง ตลอดเวลา เจ็บตื้อๆ เฉพาะที่ การเคลื่อนไหว ปวดคอ ปวดหลัง แขนขา ไม่มีแรง
ประสาท กังวล อารมณ์ เป็นๆหายๆ ไม่แน่นอน ไม่แน่นอน ความเครียด อาการทางจิต
(ที่มา - สัจพันธ์ อิศรเสนา, อายุรศาสตร์ผู้ป่วยนอก, ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์,พ.ย.2535,หน้า 70)

นพ.เทอดศักดิ์ เดชคง

 

 

 

   เจ็บหน้าอกเพราะอะไร

 

 

 

นพ.ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์

ความที่โรคหัวใจขาดเลือดเป็นที่รู้จักและหวาดกลัวกันมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ กล่าวคือ 
ทุกครั้งที่ท่านผู้อ่านมีอาการเจ็บหน้าอก ก็จะนึกถึงโรคหัวใจเป็นสิ่งแรก ซึ่งก็เป็นการดีเพราะภาวะที่อันตราย
มาก หากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดตีบตันมาก ๆ แล้วก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

อาการเจ็บหน้าอกจึงเป็นเหตุผลที่พบบ่อยที่สุดอาการหนึ่ง ในการนำผู้มีอาการไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล 
อย่างที่สหรัฐอเมริกานั้น มีชาวอเมริกันเรียก รถพยาบาลให้มารับไปส่งห้องฉุกเฉิน เพราะอาการเจ็บหน้าอก
ปีละ 5 ล้านราย

คิด ๆ ดูก็น่าตกใจถ้าหากท่านต้องตื่นขึ้นมากลางดึก ด้วยอาการเจ็บหน้าอกและข่มตาหลับต่อไปไม่ไหว 
บางคนจะเกิดความตื่นตระหนกด้วยเกรงว่า จะเป็นอาการของโรคหัวใจขาดเลือดที่รู้จักในภาษาอังกฤษว่า 
HEART ATTACK แต่จริง ๆ แล้วอาการเจ็บหน้าอกไม่ได้หมายความถึง โรคหัวใจขาดเลือดเสมอไป 
จึงขอแบ่งสาเหตุการเจ็บหน้าอกออกเป็น

  1. เจ็บหน้าอกเพราะโรคหัวใจ และ

  2. เจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากหัวใจ

อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจ เกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ

  1. หัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

  2. เป็นโรคหัวใจแต่ไม่เกี่ยวกับการขาดออกซิเจน

เมื่อหัวใจขาดออกซิเจนมาหล่อเลี้ยง

สาเหตุพื้นฐานมักจะเป็นเพราะเลือดที่อุดมด้วยออกซิเจนไปไม่ถึงหัวใจ อันสืบเนื่องจากเส้นเลือด
เลี้ยงหัวใจตีบแคบลง มีผลทำให้เกิดความผิดปกติที่หัวใจได้ 2 ประการคือ

  1. ถ้าเลือดและออกซิเจนที่มาหล่อเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว จะเกิดอาการเจ็บ
    หน้าอกที่เรียกว่า แองไจนา เป็คตอริส (ANGINA PECTORIS) 
    ซึ่งมักมีสาเหตุจากเส้นโลหิตแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ มีไขมันมาพอกผนังจนตีบแคบลง
    บางรายอาจเกิดจากลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบแคบลง (AORTIC STENOSIS) 
    หรือเส้นโลหิตที่นำเลือดจากหัวใจสู่ปอดเกิดความดันสูงขึ้น (PULMONARY 
    HYPERTENSION) อาการแองไจนาน ี้ คนไข้บอกเล่าว่า เหมือนมีแรงมากดบนหน้าอก 
    หรือรู้สึกแน่นหน้าอกเวลาเกิดอารมณ์เครียด หรือออกกำลังทำกิจกรรมสักอย่างหนึ่ง 
    พอหยุดพักหรือคลายเครียดได้ อาการเจ็บหน้าอกก็จะหายไปภายในไม่กี่นาที
     

  2. ถ้าเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดตีบตันทั้งเส้น หรือหลาย ๆ เส้น 
    เนื่องจากมีก้อนเลือดมาอุดกล้ามเนื้อหัวใจอันทรงพลัง ก็จะขาดเลือดมาหล่อเลี้ยงฉับพลัน 
    จนเซลล์กล้ามเนื้อตาย เกิดภาวะที่เรียกว่า ไมโอคาร์เดียล อินฟาร์กชั่น (MYOCARDIAL 
    INFARCTION) หรือพวกหมอชอบเรียกสั้น ๆ ว่า เอ็มไอ (MI) 
    อาการเจ็บหน้าอกในกรณีนี้จะรุนแรง เหมือนมีมือยักษ์มาบีบหน้าอก อยู่เป็นเวลานานกว่าที่
    เกิดในภาวะแองไจนา

 

ส่วนอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ ที่ไม่เกี่ยวกับการขาดออกซิเจน

ก็มีสาเหตุอาทิเช่น การอักเสบของถุงหุ้มหัวใจ (PERICARDITIS) หรือกล้ามเนื้อหัวใจโตเกินไป 
(HYPERTROPHY) เป็นต้น


ความที่ชาวอเมริกันเป็นโรคหัวใจขาดเลือดกันมาก โรงพยาบาลเกือบทุกแห่งจึงต้องจัดเตรียมห้องฉุกเฉิน
ไว้ให้พร้อม ในการรักษาผู้ป่วยที่มาด้วยเรื่องเจ็บหน้าอก บางแห่งจะจัดบริเวณพิเศษภายในห้องฉุกเฉิน
เพื่อตรวจรักษาอาการนี้โดยเฉพาะ

เมื่อมาถึงห้องฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่จะรีบวัดแรงดันโลหิต จับชีพจรและวัดไข้ทันที หมอสั่งการตรวจอื่น ๆ 
ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นอาการเจ็บหน้าอกที่บ่งบอกความฉุกเฉินของปัญหา

ถ้าหมอตรวจแล้วค่อนข้างแน่ใจว่า เป็นภาวะหัวใจขาดเลือด ก็จะเริ่มมีการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด 
หรือทำการขยายหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ หรือผ่าตัดต่อเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ

การขยายหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเรียกว่า แองจิโอพลาสตี้ (ANGIOPLASTY) คือ หัตถการที่หมอหัวใจ 
สอดสายสวน ที่ปลายเป็นลูกโป่งยุบพองได้เพื่อไปขยายเส้นเลือดบริเวณที่ตีบให้กว้างออก จนเลือดไหล
เวียนดีขึ้น

การตรวจอื่น ๆ ในห้องฉุกเฉินมีอาทิเช่น

  1. ตรวจคลื่นไฟฟ้าของหัวใจ หรืออีเคจี (ECG หรือ EKG ย่อจาก คำว่า 
    ELECTROCARDIOGRAM) เพื่อช่วยให้คุณหมอเห็นคลื่นไฟฟ้า จากการเต้นของหัวใจ 
    ถ้าหัวใจขาดเลือดจนกล้ามเนื้อเสียหาย ก็จะทำให้คลื่นไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ ไปจนหมอ
    วินิจฉัยโรคได้
  2. การเจาะเลือด ดูว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือเสียหายมากจน ปล่อยสารเอนไซม์บางอย่าง
    ออกมามากเกินไปหรือเปล่า ถ้ามีก็แสดงว่าหัวใจขาดเลือดจริง ๆ
  3. ตรวจความฟิตของหัวใจในการเผชิญหน้าความเครียด (STRESS TEST) 
    ซึ่งจะวัดดูว่า หัวใจตอบสนองต่อการออกกำลังอย่างไร และช่วยหมอวินิจฉัยภาวะ
    หัวใจขาดเลือดได้ วิธีตรวจนี้ หมออาจให้ท่านขึ้นเดินบนเครื่องที่มีสายพาน (TREADMILL) 
    หรือถีบจักรยานอยู่กับที่ ขณะที่ต่อสายไปบันทึกคลื่นไฟฟ้าของหัวใจตลอดเวลา หมอหัวใจจะ
    ต้องอยู่กำกับดูแลการตรวจนี้ เพราะถ้าหัวใจขาดเลือดมากอยู่แล้ว การออกกำลังกายเพิ่มอีกเล็ก
    น้อย อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเลยได้
  4. การใช้รังสีนิวเคลียร์ถ่ายภาพหัวใจ (NUCLEAR SCAN TEST) 
    หมอจะฉีดสารรังสีปริมาณเล็กน้อย เช่น ทาเลียม (THALLIUM) เข้าไปในร่างกาย แล้วใช้
    กล้องถ่ายภาพพิเศษถ่ายสารรังสีที่ผ่านหัวใจ และหลอดเลือดเพื่อดูว่า มีการไหลเวียนผิดปกติที่ใด 
    การตรวจนี้มักจะทำร่วมกับการตรวจในข้อ 3
  5. การฉีดสีทึบแสงเข้าเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ( CORONARY CATHETERIZATION
     หรือ CORONATY ANGIOGRAM) หมอจะฉีดสารทึบแสงเข้าไปในเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ 
    แล้วถ่ายภาพเอกซเรย์ต่อเนื่องเหมือนถ่ายภาพเพื่อดูการเต้นของหัวใจ ดูเส้นเลือดว่าตีบตรงไหน
    บ้าง
  6. ถ่ายภาพรังสีของทรวงอก เพื่อดูสภาพของปอด ตลอดจนขนาดและรูปร่างของหัวใจ รวมทั้ง
    เส้นเลือดขนาดใหญ่ ๆ
  7. ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ตรวจดูการเต้นของหัวใจ เรียกว่า เอ็คโค่คาร์ดิโอแกรม 
    (ECHOCARDIOGRAM) คลื่นเสียงความถี่สูงนี้จะสร้างภาพให้เห็นการเต้นของหัวใจได้

    จากประวัติการเจ็บป่วยร่วมกับการตรวจร่างกาย และนำผลการ ตรวจต่าง ๆ มาประมวลกันเข้า 
    หมอก็จะให้การวินิจฉัยได้ว่า อาการเจ็บหน้าอกที่เป็นอยู่นั้นมาจากโรคหัวใจหรือเปล่า

 

ข้อควรระวัง

เนื่องจากสารเอนไซม์ที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือขาดเลือดรุนแรงบ่อยครั้ง จะปรากฏ
ในกระแสเลือดช้ากว่าอาการเจ็บหน้าอก ตั้งแต่ 4-6 ชั่วโมง ตามกระบวนการเกิดโรค ดังนั้น 
ตอนแรกที่ไปถึงห้องฉุกเฉิน หมออาจจะยังบอกไม่ได้ว่าท่านเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือเปล่า 
แต่เพื่อความปลอดภัย จะขอให้ท่านนอนพักอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อสังเกตอาการใกล้ชิดอย่างน้อย 
4-6 ชั่วโมง

ระหว่างนี้นึกอะไรเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสุขภาพได้ ก็ขอให้เล่าให้หมอหรือเจ้าหน้าที่
ได้รับทราบ ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าหมอจะลืมถามก็ตาม

 
 อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากหัวใจ

เนื่องจากหน้าอกของคนเรา มีอวัยวะหลายอย่าง จึงทำให้เจ็บหน้าอกได้เช่นกัน หลังจากหมอตรวจท่าน
ไปพักหนึ่ง แล้วบอกว่า ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจแล้ว หลายท่านจะโล่งใจไปมาก แต่ก็ยังสงสัยว่า แล้วอาการ
เจ็บหน้าอกมาจากไหนกันล่ะ ? จะเป็นจากอะไรก็คงไม่ร้ายแรงเท่าโรคหัวใจ

ภาวะที่อาจทำให้เจ็บหน้าอกที่พบบ่อย ๆ รองลงมา คือ

  1. ความผิดปกติของทางเดินอาหาร เช่น
    1. การไหลย้อนกลับของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีกรดเป็นสารหลัก ทำให้หลอด
      อาหารที่อยู่ในทรวงอกได้รับความระคายเคือง เกิดอาการแสบร้อนขึ้นมา เรียกว่าภาวะ 
      GERD (ย่อจากคำเต็มว่า GASTROESOPHAGEAL REFLUX DISEASE) 
      อาการแสบร้อนที่ว่านี้ ฝรั่งบัญญัติศัพท์ไว้เหมาะสมมากว่า HEARTBURN 
      หรือหัวใจไหม้ ซึ่งนอกจากทำให้เจ็บหน้าอก แสบที่หน้าอกแล้ว บางท่านอาจรู้สึก
      มีรสเปรี้ยวในปาก หรือรู้สึกว่ามีอาหารขย้อนกลับขึ้นมา โดยมากจะเกิดหลังอาหาร 
      และเป็นอยู่หลายชั่วโมง ยิ่งถ้านอนราบหรือก้มต่ำก็จะยิ่งเป็นมาก แต่จะบรรเทาได้ 
      ถ้าเราออกมาหรือรับประทานยาลดกรด
      ในกรณีนี้ หมอจะจ่ายยาลดกรดให้กลับไปรับประทานต่อที่บ้าน การไหลย้อนกลับของ
      กรดในกระเพาะอาหารขึ้นสู่หลอดอาหาร ถ้าทิ้งไว้จะทำให้หลอดอาหารเป็นแผล 
      ตามมาด้วยการเกิดแผลเป็น และหลอดอาหารตีบแคบลง
      หมอจะตรวจวินิจฉัยได้โดยการ ให้ท่านกลืนแป้งแบเรียม แล้วถ่ายภาพเอกซเรย์ หรือ
      ใช้กล้องส่องลงไปตรวจดูผนังหลอดอาหาร และโพรงกระเพาะอาหาร
    2. ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร (ESOPHAGEAL MOTILITY 
      DISORDER) เกิดจากความผิดปกติในการบีบตัวของกล้ามเนื้อรอบหลอดอาหาร 
      จนกลืนลำบาก และอาจเจ็บหน้าอก
      ข้อสังเกตคือ ภาวะนี้บรรเทาได้ด้วยยา เช่น ไนโตรกลีเซอรีน ซึ่งบรรเทาอาการเจ็บ
      หน้าอกจากหัวใจขาดเลือดได้ด้วยบางครั้ง จึงวินิจฉัยแยกโรคยากและหมออาจคิดว่า 
      เป็นโรคหัวใจในตอนแรกได้
  2. ความผิดปกติทางอารมณ์ (ANXIETY DISORDER)

    มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไปห้องฉุกเฉิน วนไม่น้อยที่ไปห้องฉุกเฉิน เพราะอาการเจ็บหน้าอก 
    เนื่องจากความวิตกกังวลอันเป็นผลจากความเครียด เช่น
     

    1. ความวิตกกังวลทั่ว ๆ ไป อย่างคนที่เคยเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือมีญาติพี่น้อง
      ที่มีประวัติหัวใจขาดเลือด จะมีความกังวลเกี่ยวกับอาการเจ็บหน้าอก พอนึกไปนึกมา
      เลยเจ็บหน้าอกเข้าจริง ๆ แต่ถ้ารู้ว่าไม่ใช่โรคหัวใจแล้ว อาการจะหายไปเลย
    2. ความตื่นตระหนก (PANIC ATTACKS) เป็นความเครียดที่ทำให้เจ็บหน้าอกได้ 
      เนื่องจากความกลัวสุดขีด จนเหงื่อไหลชุ่ม หายใจไม่สะดวกและเจ็บหน้าอก
  3. เป็นภาวะที่พบบ่อยเช่นกัน อาทิเช่น
    1. กระดูกอ่อนของซี่โครงอักเสบ (COSTOCHONDRITIS) 
      อาจเจ็บหน้าอกอย่างเฉียบพลันและเจ็บได้มาก ๆ จนนึกว่าหัวใจขาดเลือด ข้อแตกต่าง
      คือ บริเวณที่อักเสบเวลาจับต้องแล้วจะปวด ในขณะที่หัวใจขาดเลือดจะเจ็บกินบริเวณ
      กว้างกว่าและกดไม่เจ็บ รักษาโดยพัก ใช้ยาบรรเทาปวด ใช้ความร้อนประคบ
    2. เจ็บกล้ามเนื้อหน้าอกจากการไอมาก ๆ การบาดเจ็บของซี่โครงหรือกล้ามเนื้อหน้าอกช้ำ
  4. โรคปอด อาการเจ็บหน้าอก จากโรคปอด พบไม่มากนัก แต่ก็มีความสำคัญเช่น เป็นผลจาก
    1. ลิ่มเลือดคั่งในเส้นเลือดของปอด จนเลือดไหลสู่เนื้อปอดบางส่วนไม่ได้ นับเป็นภาวะ
      อันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน แต่คนไทย จะเป็นกันน้อย อาการเจ็บหน้าอกจะมีลักษณะ
      เหมือน ถูกของมีคม เลวลงเวลาไอหรือหายใจลึก ๆ
    2. เยื่อหุ้มปอดอักเสบจะเจ็บเวลาหายใจหรือไอ สาเหตุอาจเกิดจากติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย 
      (ปอดบวม) หรือ โรคภูมิแพ้ตัวเอง (LUPUS)
    3. ปอดแฟบ (PNEUMOTHORAX)

     

  5. โรคอื่น ๆ ที่ทำให้เจ็บหน้าอกได้มีอาทิเช่น งูสวัด นิ่วในถุงน้ำดีหรือตับอ่อนอักเสบ 
    มะเร็งปอด

โดยสรุปอาการเจ็บหน้าอกอาจวินิจฉัยหาสาเหตุได้ยาก แต่การสังเกตอาการสัก 2-3 ชั่วโมง ที่ห้องฉุกเฉิน 
จะช่วยนำไปสู่เบาะแสต่าง ๆ เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ข้อสำคัญคือ เมื่อรู้ว่าไม่ใช่โรคหัวใจขาดเลือด บางทีพานหายเจ็บหน้าอกเอาดื้อ ๆ ถ้าอย่างนั้นก็ดีไป

นพ.ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์


Chest Pain and Heart Disease


Chest pain is one of the most common reasons that people visit the emergency 
department (ED) - every year nearly 6 million Americans are seen by ED doctors 
for this symptom.1 Chest pain has many causes and one of the most dangerous 
is heart disease.

Chest Pain Perspectives® is designed to help you understand chest pain caused 
by heart disease. You will learn:
How heart disease causes chest pain and "heart attack"
How to recognize the symptoms
When to seek emergency care
How to identify if you're at risk


What is heart disease and how can it cause chest pain?
The term "heart disease" applies to conditions that affect both the heart and the 
blood vessels (called coronary arteries) that supply blood and oxygen to the heart. 
Heart disease does not occur overnight. Most often, heart disease develops 
gradually and is discovered later in life. It may go unnoticed for years, even in the 
advanced stages. Heart disease is the leading cause of death for both men and 
women in the United States.

Coronary Artery Disease (CAD) is one of the most common forms of heart disease 
- it is estimated that over 12 million Americans have CAD.2 CAD is a narrowing of 
the arteries to the heart and is usually the result of atherosclerosis - a condition 
where cholesterol and other fatty deposits build up on the walls of the arteries.

People with CAD may develop a state called ischemia as a result of an insufficient 
supply of blood that brings oxygen to the heart. Ischemia can cause:
Heart attack:
Over 7 million Americans can be expected to have a heart attack during their lifetime.2 A heart attack occurs when the blood supply to part of the heart muscle is severely reduced or stopped, causing damage to the heart muscle. A heart attack is often the result of a blocked coronary artery. For people with CAD, this is usually caused by a blood clot that forms in, or arrives at, a narrowed artery.
Chest Pain called angina pectoris:
Over 6 million Americans experience angina,2 which is pain from a temporary decrease in blood flow to heart muscle. Angina pectoris can occur when the blood circulation is enough for normal needs, but not enough when the needs increase. For example, during times of emotional or physical stress. Angina can be a warning sign that someone is at risk of a heart attack.
Silent ischemia:
Three to four million Americans have ischemic episodes without knowing it.3 In addition, people who have angina may also have silent ischemia. People with silent ischemia can have a heart attack without any prior warning.

What are the symptoms of Coronary Artery Disease (CAD)?
Many people with CAD will not have any symptoms, such as those with silent 
ischemia. If symptoms do occur, they may include:
Dizzy spells or fainting
Discomfort following meals, especially if long-lasting
Shortness of breath, even after slight exercise
Unusual tiredness
A "fluttering" sensation in the chest

Chest pain caused by angina is usually described as a pressure or tightness in 
the chest that occurs during physical exercise or times of emotional stress. 
Angina often disappears within minutes of stopping the stressful activity.

The pain of a heart attack is usually described as "crushing" chest pain and it 
usually lasts longer than angina. Often, the symptoms are less severe. Other 
warning signals of heart attack are:
Uncomfortable pressure, fullness, squeezing or pain in the center of the chest that lasts more than a few minutes or goes away and comes back
Pain that spreads to the shoulders, neck or arms
Chest discomfort with lightheadedness, fainting, sweating, nausea or shortness of breath


When should you seek emergency care?
Early Treatment Saves Lives
A heart attack does not usually happen all at once - it may last for hours. Each 
minute of the attack without treatment can cause more damage to the heart.

During a heart attack many people wait hours or longer before seeking treatment 
because they aren't sure of the signs or they deny them. In fact, each year 
approximately 250,000 Americans die before reaching the hospital.2 For people 
who survive a heart attack, much of the damage done to the heart occurs during 
the first hours of the attack. So if you're having a heart attack, remember - every 
minute counts.

Clot-dissolving drugs and other therapies improve your chances of surviving a 
heart attack, but treatment needs to begin early.

Every minute counts!
If you experience chest pain, even if you don't think you could be having a heart 
attack, act immediately:
First, call 911. Describe your symptoms of chest pain and ask for immediate assistance.
Make sure that you are taken to the nearest emergency cardiac care center.

 


Diagnosing Chest Pain

If you arrive in the emergency department with chest pain, the first thing that will be suspected is a heart attack. A heart attack is not always easy to detect because there are many causes of chest pain.

Evaluating people with chest pain usually includes four steps:

Medical history, including symptoms and risk factors
Physical exam
A test called an electrocardiogram (ECG)
Blood tests called cardiac markers

Medical History and Physical Exam

There are important facts about your symptoms and medical history that help doctors decide if you may be having a heart attack. To learn more, click on Risk Factors for Heart Disease.


The Electrocardiogram (ECG)

This test records the electrical activity of your heart through electrodes attached to your skin. Because injured heart muscle does not conduct impulses normally, this test may detect if a heart attack is occurring now or has in the past.

 
Blood Tests to Detect Heart Attack

Certain blood tests can detect a 
heart attack in the early stages. 
When blood flow and oxygen 
supply to the heart are decreased, 
the lack of oxygen can damage 
the heart muscle. Damaged heart 
muscle releases proteins 
(commonly called cardiac 
markers) into the bloodstream. 
Cardiac markers can either 
confirm (or negate) the suspicion 
of heart attack.


Mass CK-MB - The Old Standard

One blood test that helps detect 
heart muscle damage is the 
measurement of an enzyme 
called CK-MB. CK-MB will not 
rise in the bloodstream until 6 to 
8 hours after the onset of a heart 
attack.

CK-MB is also released by other 
muscles in the body so its 
presence in the bloodstream may 
not always be a sign of heart 
damage.


The Earliest Marker - Myoglobin

Myoglobin, a protein found in 
cardiac and skeletal muscle, is 
valuable in the early evaluation of 
chest pain patients. It may appear 
in the blood in high levels as early 
as 1 to 3 hours after the onset of 
a heart attack.

Myoglobin has also been shown 
to be useful in ruling out a heart 
attack. However, the presence of 
Myoglobin in the blood does not 
necessarily confirm a heart attack 
since it can also be released by 
other muscles in the body.

 

Serum Troponin Helps Diagnose Heart Attack and Identify Future Risk

Another test measures the level of other cardiac muscle proteins that help control the contractions (or squeezing) of the heart muscle. These markers are called Cardiac Troponin I (cTnI) and troponin T. Because cTnI has been shown to be less likely to be released by other muscles, it has become the marker that is considered most important. It can appear on average 4 to 6 hours after heart damage and remain in the bloodstream for several days afterwards.1

Cardiac Troponin I can also help identify people who are having chest pain and may have a heart attack in the future.

Medical studies have shown that people who have chest pain called angina pectoris and elevated cTnI levels have a higher risk of future heart attacks.1


A New Marker Can Help Identify Heart Disease Before Symptoms Occur

Published studies2,3 suggest cardiovascular and peripheral vascular disease are inflammatory processes and can result in small elevations of C-Reactive Protein. Compared to traditional assays, high sensitivity C-Reactive Protein (hs-CRP) is capable of detecting these small elevations. Published data show that, in conjunction with other markers, hs-CRP may indicate a greater risk of cardiovascular and peripheral vascular disease.4 In fact, results from several large studies5,6 suggest that hs-CRP may add to the predictive value of other clinical parameters, such as cholesterol and high density lipoprotein (HDL)-cholesterol, which are used to assess the risk of these diseases.

Make sure and ask your primary care physician about this important new blood test!

 
What other tests might be done?
Finding the cause of chest pain isn't 
always easy. Other tests may be ordered 
which include:
An exercise test, or an injection that stimulates your heart in the same way as exercise. You will take this test while connected to the electrocardiogram to determine how your heart and blood vessels respond to physical stress.
A cardiac perfusion test in which special cameras study the flow of radiopaque material through your heart and vessels. This test helps determine if there are blood flow problems.
Echocardiogram, a test that uses sound waves to produce a picture of your heart.
Coronary catheterization (angiogram) in which a liquid dye is injected into the arteries of your heart through a long tube. The dye allows the arteries to be seen on an X-ray to show if they are narrowed or blocked.

What happens if a heart attack is diagnosed?
Most people who are having a heart 
attack will be managed in a special heart 
care unit. Most will receive:
Clot-dissolving therapy (when possible)
Bed rest
Aspirin or other blood thinners
Oxygen
Pain medications
Heart monitoring with an electrocardiogram

Some patients will be candidates for 
procedures (called angioplasty or 
coronary artery bypass surgery) that help 
clear or replace severely narrowed 
vessels.

 


   

BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.