BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 
top

โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดง
   แตกง่าย  

   Hemolytic Anemia

โลหิตจาง จากขาดธาตุเหล็ก    
   Iron Deficiency 
   Anemia

ทาลัสซีเมีย
   Thalassemia
ภาวะโลหิตจาง Anemia
   สาเหตุ /อาการ / การรักษา 




ความดันโลหิตสูง
   Hypertension

วิธีการดูแลตนเอง
   เมื่อเป็นความดันโลหิตสูง

ช็อก SHOCK
โรคหัวใจขาดเลือด 
   Myocardial Infarction

เยื่อบุหัวใจอักเสบ  
  Bacterial endocarditis



 

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์



 

เม็ดเลือดแดงที่ปกติจะมีชีวิตประมาณ 120 วัน กล่าวคือ     จะไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดประมาณ
120 วัน แล้วเสื่อมสลายไป โดยถูกทำลายที่ม้ามเป็นส่วนมาก ในแต่ละวันจึงมีเม็ดเลือดแดงที่แก่ตัว
แล้วเสื่อมสลายไปจำนวนหนึ่ง
  และมีเม็ดเลือดแดงใหม่ที่ไขกระดูกสร้างเข้ามาทดแทนจำนวนหนึ่ง
จึงอยู่ในภาวะสมดุล ไม่เกิดภาวะโลหิตจาง แต่ถ้าหากมีภาวะผิดปกติเกิดขึ้น เม็ดเลือดแดงจะมีชีวิต
สั้นกว่าปกติ ถูกทำลายเร็วขึ้น ซึ่งถ้าหากมีการสลายของเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก จนไขกระดูกสร้าง
ทดแทนให้ไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดภาวะเลือดจาง เรียกว่า โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก
(Hemolytic anemia) ผู้ป่วยจะมีอาการซีดเหลือง ปัสสาวะสีน้ำปลา อ่อนเพลีย บางคนอาจมีไข้สูง 
หนาวสั่น ตับโต ม้ามโต ภาวะโลหิตจางชนิดนี้ อาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง ที่พบบ่อยในบ้านเรา ได้แก่ 
ทาลัสซีเมีย และภาวะพร่องเอนไซม ์จี-6-พีดี (G-6-PD deficiency) ทาลัสซีเมียได้แยกกล่าวไว้แล้ว
ในที่นี้จะกล่าวถึง ภาวะพร่องเอนไซม์
จี-6-พีดี

ภาวะพร่องเอนไซม์ จี-6-พีดี
เอนไซม์ จี-6-พีดี (G-6-PD) ย่อมาจาก Glucose-6-phosphate dehydrogenase เป็นเอนไซม์
ที่มีอยู่ในเซลล์ทั่วไปของร่างกาย รวมทั้งเม็ดเลือดแดง ถ้าขาดเอนไซม์ชนิดนี้ จะทำให้เม็ดเลือดแดง
แตกง่าย ผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ชนิดนี้ มักมีสาเหตุจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์     ซึ่งส่วนใหญ่
จะแสดงอาการ ในผู้ชาย ผู้หญิงก็อาจพบมีอาการได้ แต่น้อยกว่าผู้ชายมาก    โรคนี้เฉลี่ยทั่วประเทศ
พบได้ประมาณ 12% ของประชากรทั่วไป ทางภาคอีสานพบได้ 12-15% ของประชากรทั่วไป  และ
ภาคเหนือพบได้ 9-15% ของประชากรทั่วไป

อาการ
มีไข้สูง หนาวสั่น ซีดเหลือง อ่อนเพลียมาก ปัสสาวะสีคล้ายน้ำปลา หรือโคล่า อาการมักจะเกิดขึ้นทันที
หลังเป็นโรคติดเชื้อ (เช่นไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ มาลาเรีย ไทฟอยด์ ตับอักเสบ เป็นต้น) หรือหลังได้
รับยาที่แสลง เช่น แอสไพริน , คลอโรควีน , ไพรมาควีน , ควินิน , ควินิดีน, คลอแรมเฟนิคอล ,
พีเอเอส, ยากลุ่มซัลฟา, ฟูราโซลิโดน, ไนโตรฟูแลนโทอิน, เมทิลีนบลู, กรดนาลิดิซิก, แดปโซน 
เป็นต้น หรือหลังกินถั่วปากอ้า (Fava beans) ทั้งดิบและสุกอาจมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ได้บ่อย

สิ่งตรวจพบ
จะตรวจพบภาวะซีด ตาเหลือง ตัวเหลือง แต่ตับม้ามมักไม่โต

อาการแทรกซ้อน
ถ้าเป็นรุนแรง อาจมีภาวะไตวาย  แทรกซ้อน

การรักษา
ควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อการวินิจฉัย โดยการเจาะเลือดตรวจดูระดับเอนไซม์
จี-6-พีดี และให้การรักษาตามอาการ ถ้าซีดมากอาจต้องให้เลือด ถ้าพบมีโรคอื่น ๆ (เช่น มาลาเรีย 
ไทฟอยด์) ร่วมด้วย ก็ให้การรักษาพร้อมกันไปด้วย แต่ต้องระวังยาที่อาจทำให้เกิดอาการเม็ดเลือด
แดงแตกมากขึ้นผู้ป่วยต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันมิให้ไตวาย

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์แบบ X-linked (มีความผิดปกติอยู่ที่โครโมโซม X) กล่าวคือ
ถ้าผู้ป่วยเป็นชายจะต้องรับกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติมาจากแม่ และลูกผู้หญิงของผู้ป่วยทุกคนจะรับความ
ผิดปกติไปโดยไม่มีอาการแสดง แต่จะถ่ายทอดไปสู่หลานอีกต่อหนึ่ง (ซึ่งถ้าเป็นหลานผู้ชายจะมี
อาการแสดง) ส่วนลูกผู้ชายของผู้ป่วยทุกคนจะไม่ได้รับการถ่ายทอดกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติไปจากผู้ป่วย
นอกจากนี้พี่หรือน้องผู้ชายของผู้ป่วยที่เกิดแต่แม่เดียวกันอาจเป็นหรือไม่เป็นโรคก็ได้ (มีอัตราเสี่ยง
ประมาณ 50% ) ส่วนพี่หรือน้องผู้หญิง ประมาณ 50% อาจรับความผิดปกติไปโดยไม่มีอาการแสดง
(ยกเว้นถ้าพ่อเป็นโรคนี้ด้วย ก็จะมีอาการแสดง)
ถ้าผู้ป่วยเป็นหญิง จะต้องรับกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติมาจากทั้งพ่อ (ซึ่งมีอาการแสดง) กับแม่ (ซึ่งอาจมี
หรือไม่มีอาการก็ได้) และพี่น้องของผู้ป่วยส่วนมากจะรับความผิดปกติไปด้วย   ถ้าเป็นพี่น้องผู้หญิง
อาจมีหรือไม่มีอาการแสดงก็ได้ ถ้าเป็นพี่น้องผู้ชายถ้าได้รับความผิดปกติไป มักจะมีอาการแสดงเสมอ    
ผู้ป่วยที่มีอาการแสดงของโรคนี้ทั้งคู่ไม่ควรแต่งงานกัน เพราะลูกที่เกิดมาไม่ว่าชายหรือหญิงจะมี
อาการของโรคนี้ทุกคน
2. โรคนี้จะเป็นติดตัวไปตลอดชีวิต โดยไม่เกิดอันตรายร้ายแรงถ้ารู้จักระวังตัวโดยหลีกเลี่ยงยา  หรือ
สารที่แสลง แต่ถ้าเกิดมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตก เนื่องจากเป็นโรคติดเชื้อ ผู้ป่วยควรต้องดื่มน้ำมาก ๆ
และรีบไปหาหมอ
3. ผู้ที่เป็นโรคนี้ ควรพกบัตรประจำตัว (หรือใช้กระดาษแข็งแผ่นเล็ก ๆ ) ซึ่งเขียนระบุชื่อผู้ป่วย  โรค
ที่เป็น และรายชื่อยามีควรหลีกเลี่ยง (โดยสอบถามจากแพทย์ที่รักษา) 
ควรนำบัตรนี้แสดงแก่แพทย์
ทุกครั้งที่ไปตรวจรักษาด้วยโรคใด ๆ ก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่แสลงต่อโรคน
ี้4. โรคนี้แยกออกจากทาลัสซีเมียได้ โดยที่ทาลัสซีเมียจะแสดงอาการซีดเหลืองและม้ามโตมาตั้ง
แต่เกิด และจะมีอาการอยู่ตลอดเวลา ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ จี-6-พีดี ปกติจะแข็งแรงดี 
แต่จะมีอาการซีดเหลืองเป็นครั้งคราว เมื่อเป็นโรคติดเชื้อ หรือได้รับยาหรือสารที่แสลง

้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ภาวะพร่องเอ็มไซม์ G-6-PD : 
Glucose-6-Phosphate Dehydrogenase Deficiency





 

ธาตุเหล็ก เป็นองค์ประกอบสำคัญอันหนึ่งของการสร้างเม็ดเลือดแดง ถ้าร่างกายขาดธาตุเหล็กก็จะ
สร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ทำให้เกิดภาวะเลือดจาง เรียกว่า โลหิตจางจาก
ภาวะขาดธาตุเหล็ก โรคนี้พบเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ ของภาวะโลหิตจางในบ้านเรา พบได้ในคนทุกวัย
โดยเฉพาะพบมากในชาวชนบท และคนยากจน

สาเหตุ
เกิดจากการได้รับสารอาหาร (รวมทั้งธาตุเหล็ก) ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เช่น กิน
เนื้อสัตว์ ตับ นม ไข่ ผักใบเขียว น้อยเกินไป ซึ่งอาหารเหล่านี้ล้วนมีธาตุเหล็กมาก จึงทำให้ร่างกาย
ขาดธาตุเหล็ก
นอกจากนี้คนที่เบื่ออาหารจากการเจ็บปวดเรื้อรังด้วยโรคอื่น ๆ หรือ ผู้ที่กินมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด
หรือผู้สูงอายุที่กินอาหารได้น้อย หรือไม่ครบส่วน ก็อาจได้รับธาตุเหล็กน้อยเกินไ
การเสียเหล็กออก
ไปกับเลือด เช่น มีประจำเดือนออกมาก ตกเลือดเนื่องจากแท้งบุตร หรือคลอดบุตร เลือดออกจาก
แผลในกระเพาะอาหาร หรือริดสีดวงทวาร เป็นโรคพยาธิปากขอ เป็นต้น ก็ทำให้ร่างกายขาดธาตุ
เหล็กได้ ตามปกติหญิงตั้งครรภ์ จะมีความต้องการเหล็กเพิ่มขึ้นกว่าคนปกติ เพื่อนำไปใช้ในการ
เจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ถ้าไม่ได้กินธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น ก็มักจะเกิดภาวะโลหิตจางได้

อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น มึนงงหน้ามืด วิงเวียน และมักมีอาการเบื่ออาหาร
ร่วมด้วย (ยิ่งเบื่ออาหาร ก็ยิ่งทำให้ขาดธาตุเหล็ก และทำให้ภาวะโลหิตจางยิ่งรุนแรงขึ้น)

สิ่งตรวจพบ
การตรวจร่างกายจะพบผู้ป่วยมีอาการซีดขาวของใบหน้า เยื่อบุเปลือกตา ริมฝีปาก ลิ้น ฝ่ามือและเล็บ
ถ้าเป็นเรื้อรังอาจมีอาการลิ้นมันเลี่ยน มุมปากเปื่อย เล็บมีลักษณะอ่อนและแบน หรือเล็บเงยขึ้นมีแอ่ง
ตรงกลางคล้ายช้อน เรียกว่า เล็บรูปช้อน หรือ คอยโลนีเคีย (Koilonychia)

อาการแทรกซ้อน
ส่วนใหญ่ไม่มีอาการแทรกซ้อนที่ร้ายแรง นอกจากทำให้อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย ทำงานไม่ได้เต็มที่อาจ
ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานน้อย ถ้าเกิดการเจ็บป่วย หรือมีบาดแผล ก็มักจะฟื้นหายได้ช้า   ใน
ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจอยู่เดิม ถ้าหากมีภาวะโลหิตจางรุนแรง อาจทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือ
ภาวะหัวใจวาย ได้

การรักษา
1. เมื่อแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่ได้ซีดจากสาเหตุที่ร้ายแรง (ดูแผนภูมิที่ 8) ให้รักษาด้วยยาบำรุงโลหิต  เช่น 
เฟอร์รัสซัลเฟต หรือเฟอร์โซเลต วันละ 2-3 เม็ดเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ พอเริ่มดีขึ้นผู้ป่วยจะกินข้าว
ได้ดีขึ้น(เบื่ออาหารน้อยลง) หน้าตามีเลือดฝาดดีขึ้น (ซีดน้อยลง) และมีเรี่ยวแรงมากขึ้น ควรให้ยา
ต่ออีก 1-2 เดือน ถ้ามีสาเหตุชัดเจน ให้รักษาสาเหตุที่เป็นร่วมไปด้วย เช่น รักษาโรคกระเพาะ/แผล
เพ็ปติก  หรือโรคพยาธิปากขอ  
2. ถ้าอาการซีดไม่ดีขึ้น ใน 2 สัปดาห์ หรือสงสัยว่ามีสาเหตุที่ร้ายแรง ควรแนะนำไปโรงพยาบาล เพื่อ
ตรวจหาสาเหตุ (ตรวจเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ เอกซเรย์ หรืออื่น ๆ) และให้การรักษาตามสาเหตุ


ข้อแนะนำ
ผู้ป่วยที่มีอาการซีด (โลหิตจาง) ถ้าไม่มีอาการตับโต ม้ามโต และไม่มีประวัติซีดเหลืองมาตั้งแต่เกิด
ที่ชวนสงสัยว่าเป็นทาลัสซีเมีย  อาจให้การรักษาเบื้องต้นด้วยยาบำรุงโลหิต สัก 1-2 สัปดาห์ ถ้าอาการ
ดีขึ้นก็แสดงว่าเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก

การป้องกัน
โรคโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก สามารถป้องกันได้ ด้วยการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กมาก เช่น
เนื้อสัตว์ ตับหมู ตับวัว เลือดหมู นม ไข่ ถั่ว ผักใบเขียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และทารก
ควรบำรุงอาหารเหล่านี้ให้มาก หรือให้กินยาบำรุงโลหิตเสริม

รายละเอียดเสริม
รักษาโรคโลหิตจางด้วยยาเข้าเหล็ก


 

 

 

 

 

ลักษณะทั่วไป
เป็นโรคเลือดชนิดหนึ่งที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะ
ผิดปกติ จึงมีการแตกสลายเร็วกว่าที่ควร ทำให้มีอาการซีดเหลืองเรื้อรังผู้ที่มีอาการแสดงของโรคนี้
จะต้องรับกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติมาจากทั้งฝ่ายพ่อและแม่ (ซึ่งอาจไม่มีอาการแสดง) ถ้ารับจากฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการแสดง   แต่จะมีกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติอยู่ในตัวและสามารถถ่าย
ทอดไปยังลูกหลานต่อไป (ดูแผนภูมิอธิบายเพิ่มเติม)ในบ้านเราพบว่ามีกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติของโรคนี้ 
โดยไม่แสดงอาการเป็นจำนวนมาก    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนอีสาน อาจมีถึง 40% ของประชากร
ทั่วไปที่มีกรรมพันธุ์ของโรคนี้ ส่วนผู้ที่มีอาการของโรคนี้อย่างชัด ๆ มีประมาณ 1 ใน 100 คน โรคนี้
อาจแบ่งออกเป็นหลายชนิด ซึ่งมีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป

สาเหตุ
เกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์

อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการซีดเหลืองและตับม้ามโตมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายเติบโตช้า ตัวเตี้ย และน้ำหนักน้อย
ไม่สมอายุในรายที่เป็นทาลัสซีเมียชนิดอ่อนที่เรียกว่า โรคฮีโมโกลบินเอช (Hemoglobin H disease)
ตามปกติจะไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างไร แต่จะมีอาการซีดเหลืองเป็นครั้งคราวขณะที่เป็นหวัดเจ็บ
คอ หรือเป็นโรคติดเชื้ออื่น ๆ แบบเดียวกับโรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก

สิ่งตรวจพบ
ผู้ป่วยจะมีอาการซีดเหลือง หน้าแปลก โดยมีสันจมูกแบะ (จมูกแบน) หน้าผากโหนกชัน กระดูกแก้ม
และขากรรไกรกว้างใหญ่ ฟันยื่นเขยิน ลูกตาอยู่ห่างกันมากกว่าคนปกติ    ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า หน้า
มงโกลอยด์ หรือ หน้าทาลัสซีเมีย ผู้ป่วยมักจะมีม้ามโตมาก บางรายอาจโตถึงสะดือ (คลำได้ก้อนแข็ง
ที่ใต้ชายโครงซ้าย) อาการม้ามโต ชาวบ้านอาจเรียกว่า ป้าง หรือ อุปถัมภ์ม้ามย้อย (จุกกระผามม้ามย้อย)

อาการแทรกซ้อน
ถ้าซีดมาก อาจทำให้มีอาการหอบเหนื่อย บวม และตับโต เนื่องจากหัวใจวาย บางคนอาจเป็นไข้ เจ็บ
คอบ่อย จนกลายเป็นโรคหัวใจรูมาติก หรือหน่วยไตอักเสบ ผู้ป่วยอาจมีนิ่วในถุงน้ำดี   ได้บ่อยกว่าคน
ทั่วไป เนื่องจากมีสารบิลิรูบินจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ   ในรายที่มีชีวิตอยู่ได้
นาน จะมีเหล็ก (ที่ได้จากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง) สะสมในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ที่ผิวหนังทำให้
ผิวออกเป็นสีเทาอมเขียว ที่ตับทำให้ตับเข็ง ที่หัวใจทำให้หัวใจโตและเหนื่อยง่าย เป็นต้น

การรักษา
ถ้าซีดมาก อาจทำให้มีอาการหอบเหนื่อย บวม และตับโต เนื่องจากหัวใจวาย บางคนอาจเป็นไข้ เจ็บ
คอบ่อย จนกลายเป็นโรคหัวใจรูมาติก หรือหน่วยไตอักเสบ ผู้ป่วยอาจมีนิ่วในถุงน้ำดี   ได้บ่อยกว่าคน
ทั่วไป เนื่องจากมีสารบิลิรูบินจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ ในรายที่มีชีวิตอยู่ได้
นาน จะมีเหล็ก (ที่ได้จากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง) สะสมในอวัยวะต่าง ๆ เช่นที่ผิวหนังทำให้
ผิวออกเป็นสีเทาอมเขียว ที่ตับทำให้ตับเข็ง ที่หัวใจทำให้หัวใจโตและเหนื่อยง่าย
เป็นต้น


ข้อแนะนำ
1. ควรให้ผู้ป่วยกินอาหารพวกโปรตีน และอาหารที่มีกรดโฟลิกสูง (เช่น ผักใบเขียว เนื้อสัตว์) มาก ๆ
เพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง
2. อธิบายให้ผู้ป่วยและญาติทราบว่า โรคนี้เป็นโรคกรรมพันธุ์ติดตัวไปตลอดชีวิต  ไม่มีทางรักษาให้
หายขาด แต่ถ้าได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องอาจมีชีวิตยืนยาวได้ควรรักษาที่โรงพยาบาล    ที่อยู่
ใกล้บ้านเป็นประจำ ไม่ควรกระเสือกกระสนย้ายหมอ ย้ายโรงพยาบาล ทำให้หมดเปลืองเงินทองโดย
ใช่เหตุ
3. แนะนำให้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นทาลัสซีเมียคุมกำเนิด หรือผู้ที่มีประวัติว่ามีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ ไม่ควร
แต่งงานกัน หรือจำเป็นต้องแต่งงานก็ไม่ควรมีบุตร   เพราะลูกที่เกิดมามีโอกาสเป็นโรคนี้ถึง 1 ใน 4
(ร้อยละ 25) ทำให้เกิดภาวะยุ่งยากในภายหลังได้  ถ้าหากมีการตั้งครรภ์ ในปัจจุบันมีวิธีการเจาะเอา
น้ำคร่ำมาตรวจดูว่าทารกเป็นโรคนี้หรือไม่ ดังที่เรียกว่า "การวินิจฉัยก่อนคลอด" (Prenatal diagnosis)
  ถ้าพบว่าผิดปกติ อาจพิจารณาทำแท้ง (ดูแผนภูมิอธิบายเพิ่มเติม)
4. ในปัจจุบันสามารถใช้วิธีการพิเศษ  เพื่อตรวจดูว่ามีเชื้อกรรมพันธุ์ของโรคนี้หรือไม่   ถ้าเป็นไปได้
ก่อนแต่งงานควรตรวจดูให้แน่นอน

-- ข้อมูลเกี่ยวกับทาลัสซีเมียเพิ่ม - More information about Thalasemia


 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.