BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

bot="HTMLMarkup" endspan

Google
Search WWW Search thailabonline.com
  ไข้หวัดใหญ่ Influenza    โรคมากับหน้าหนาว   ไข้หวัด Common Cold    โรคมากับหน้าหนาว
  ต่อมทอลซิลอักเสบ /คออักเสบ Tonsilitis   การอักเสบภายในลำคอ Pharyngitis
  อีสุกอีใส Chickenpox / Varicella
     
โรคมากับหน้าหนาว
  หัดเยอรมัน Rubella      โรคมากับหน้าหนาว
  หัด Measles / Rubeora  โรคมากับหน้าหนาว   ไซนัส Sinusitis
  ปอดทะลุ-ปอดรั่ว / มีลมในช่องปอด
      Pneumothorax
 
  ปอดอักเสบ Pneumonia  โรคมากับหน้าหนาว   วัณโรคปอด/ฝีในท้อง Pulmomary Tuberculosis
  เลือดกำเดา Nose Bleed   ยาแก้แพ้หรือ Antihistamine เป็นยาที่มีใช้อย่าง
      กว้างขวางในการรักษาโรคเกี่ยวกับภูมิแพ้
  โรคเกี่ยวกับภูมิแพ้ มีหลายชนิดมาดูรายละเอียดของอาการภูมิแพ้ในรูปแบบต่างๆได้ที่นี่
      Types of Allergies : Here's a list of the complete contents of this section:
  หอบหืด Asthma
 
หืดเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะตีบตัวของหลอดลม 
   หวัดภูมิแพ้ หวัดแพ้อากาศ โรคแพ้อากาศ /
       
Allergic Rhinitis-Hay fever
  Asthma หอบหืด Animated pictures 
      See what's going on. Find out what causes it 
      บรรยายเรื่องหอบหืดพร้อมภาพประกอบความเข้าใจ
  Allergic Rhinitis Animated pictures 
    
See what's going on. Find out what causes it 
      บรรยายเรื่องหอบหืดพร้อมภาพประกอบความเข้าใจ
  แนวทางการรักษาโรคหอบหืด สำหรับผู้ใหญ่   แนวทางการรักษาโรคหอบหืด สำหรับเด็ก
  แนวทางการดูแล ป้องกัน การรักษา ให้ระบบทางเดินหายใจให้โล่ง  ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืดมักพบปัญหา
     ของระบบทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบากไม่สดวก มารู้เรื่อง 3 ขั้นตอนในการป้องกัน
    
One in six peoples suffers from allergies or asthma. Don't let these conditions limit your 
     life. Follow our three-step plan and Breathe Free!

How You Catch a Cold
An upper respiratory infection, or cold, is an infection of the nose and throat. Learn how these infections occur and how they're spread

All About Allergies
Allergies are the immune system's response to normally harmless substances that it can't tolerate. Learn  about how allergies affect the body and how they're treated.

Anti-smoking Ad: Smoking Causes Emphysema, Lung Cancer
This 3D medical animation is part  of an anti-smoking campaign ad, showing how smoking causes normal alveolar sacs to become enlarged and thinned over time  from emphysema. Because the alveoli 

Respiratory System Structure and Function
A summary of the basics on the Respiratory System

Respiratory System (2nd Ed.,) 
The mechanism of breathing and the anatomy of the organs that carry out this activity are brought vividly to life through revealing animation and x-ray motion pictures. Additional animation explain... 

Understanding Chronic Obstructive Pulmonary Disease (COPD#1)
Chronic obstructive pulmonary disease affects 12 million Americans—most of them smokers. Here, we'll cover the basics on America's fourth leading cause of death.Watch More Health Videos at Health 

Understanding Asthma (Asthma #1)
More than 20 million Americans have some form of the disease known as asthma. Get the basics on this common condition.Watch More Health Videos

Treating Asthma (Asthma #2)
Asthma doesn't need to be a prescription to sit on the sidelines of life! A plethora of treatments can help sufferers boast normal, active existences.Watch More Health 

What Causes Asthma?
Asthma is chronic disorder that restricts breathing. Here's more information on how asthma affects the lungs and what happens during an asthma attack. 

What Causes Sinusitis?
If mucus collects in the sinuses, it can cause sinusitis. Sinusitis has many painful symptoms. Learn more about this condition and how it develops.

Do You Suffer From Hay Fever?
Allergic rhinitis, commonly called hay fever, is an inflammation of the membranes of the nose caused by allergens like pollen or dust mites. Learn more about hay fever and how it's treated. 

Information About the Flu
Influenza, better known as the flu, is caused a virus, and spreads through airborne particles. Learn more about how the flu affects the body and how the immune system fights off the virus. 


bar5.jpg (6486 bytes)





 

 



ไข้หวัดใหญ่ Influenza

ลักษณะทั่วไป
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย พบได้เกือบทั้งปี แต่จะเป็นมากใน
ช่วงฤดูฝน (ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม) บางปีอาจพบการระบาดทั่วโลก   พบเป็น
สาเหตุอันดับแรก ๆ ของอาการไข้ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน แพทย์มักจะให้การวินิจฉัยผู้ใหญ่
ที่มีอาการตัวร้อนมา 2-3 วัน โดยไม่มีอาการอย่างอื่นชัดเจนว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งบาง
ครั้งก็อาจจะผิดพลาดได้

สาเหตุ
เกิดจาก เชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า อินฟลูเอนซาไวรัส (Influenza virus) เชื้อนี้จะอยู่ใน
น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัส
ถูกมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่แปดเปื้อนเชื้อ (เช่นเดียวกับไข้หวัด)   ระยะฟักตัว 1-4 วัน
เชื้อไข้หวัดใหญ่มีอยู่ 3 ชนิดใหญ่ ๆ เรียกว่า ชนิด เอ, บี และ ซี ซึ่งแต่ละชนิดยังแบ่งเป็นพันธุ์ย่อย ๆ
ออกไปอีกมากมาย ในการเกิดโรคแต่ละครั้งจะเกิดจากพันธุ์ย่อยเพียงพันธุ์เดียว เมื่อเป็นแล้วก็จะมี
ภูมิต้านทานต่อพันธุ์นั้น แต่ไม่สามารถต้านทานพันธุ์อื่น ๆ ได้ จึงอาจติดเชื้อจากพันธุ์ใหม่ได้อีก เชื้อ
ไข้หวัดใหญ่บางพันธุ์ อาจผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำให้เกิด การระบาดใหญ่ และมีการเรียกชื่อโรค
ที่ระบาดแต่ละครั้งตามชื่อของประเทศที่เป็นแหล่งต้นกำเนิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง (เรียกสั้น ๆ ว่า
ไข้หวัดฮ่องกง หรือ หวัดฮ่องกง), ไข้หวัดรัสเซีย, ไข้หวัดสิงคโปร์ เป็นต้น

อาการ
มักจะเกิดขึ้นทันทีทันใดด้วยอาการไข้สูง หนาว ๆ ร้อน ๆ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก (โดยเฉพาะ
ที่กระเบนเหน็บ ต้นแขนต้นขา) ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ขมในคอ อาจมีอาการเจ็บในคอ
คัดจมูก น้ำมูกใส ไอแห้ง ๆ จุกแน่นท้อง แต่บางรายก็อาจไม่มีอาการคัดจมูก หรือเป็นหวัดเลยก็ได้
มีข้อสังเกตว่า ไข้หวัดใหญ่ มักเป็นหวัดน้อย แต่ไข้หวัดน้อยมักเป็นหวัดมาก ไข้มักเป็นอยู่ 2-4 วัน
แล้วค่อย ๆ ลดลง อาการไอ และอ่อนเพลีย อาจจะเป็นอยู่ 1-4 สัปดาห์ แม้ว่าอาการอื่น ๆ จะทุเลา
แล้วก็ตาม บางคนเมื่อหายจากไข้หวัดใหญ่ แล้วอาจมีอาการวิงเวียนเหมือนเมารถเมาเรือ เนื่อง
จากมีอาการอักเสบของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน   ซึ่งมักจะหายเองภายใน 3-5 วัน

สิ่งตรวจพบ
ไข้ 38.5-40 ํซ หน้าแดง เปลือกตาแดง อาจมีน้ำมูกใส คอแดงเล็กน้อยหรือไม่แดงเลย (ทั้ง ๆ ที่
ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บคอ) ส่วนมากมักตรวจไม่พบอาการผิดปกติอื่น ๆ

อาการแทรกซ้อน
ส่วนมากจะหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน
ส่วนน้อยอาจมีภาวะแทรกซ้อน ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไซนัสอักเสบ , หูชั้นกลางอักเสบ , หูชั้นใน
อักเสบ , หลอดลมอักเสบ, หลอดลมพอง ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ปอดอักเสบ ซึ่งมักจะเกิด
จากแบคทีเรียพวก นิวโมค็อกคัส หรือ สแตฟฟีโลค็อกคัส (เชื้อชนิดหลังนี้ มักจะทำให้เป็นปอด
อักเสบร้ายแรงถึงตายได้)
ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงมักจะเกิดในเด็กเล็ก คนสูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน คนที่สูบบุหรี่จัด หรือ
ผู้ป่วยที่มีโรคของปอดเรื้อรัง
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงตายได้นั้น นับว่าน้อย
มาก มักเกิดในเด็กเล็ก หรือคนสูงอายุที่ร่างกายอ่อนแออยู่ก่อน

การรักษา
1. ให้การดูแลปฏิบัติตัว และรักษาตามอาการเหมือนไข้หวัด คือ นอนพักมาก ๆ ห้ามตรากตรำ
งานหนัก ห้ามอาบน้ำเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวหรือ ประคบด้วยแผ่นประคบเย็น เวลามีไข้สูง กิน
อาหารอ่อน (ข้าวต้ม โจ๊ก) ดื่มน้ำและน้ำหวาน หรือน้ำผลไม้มาก ๆ ให้ยาลดไข้แก้ปวด  (ในเด็ก
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน) ยาแก้ไอ  เป็นต้น
2. ยาปฏิชีวนะ ไม่จำเป็นต้องให้เพราะเป็นโรคที่เกิดจากไวรัส จะให้ต่อเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนจาก
เชื้อแบคทีเรีย เช่น มีน้ำมูกหรือเสลดสีเหลืองหรือเขียว, ไซนัสอักเสบ, หูชั้นกลางอักเสบ , หลอด
ลมอักเสบ  เป็นต้น ยาปฏิชีวนะที่มีให้เลือกใช้ ได้แก่ เพนวี , อะม็อกซีซิลลิน   หรือ อีริโทรไมซิน
3. ถ้ามีอาการหอบ หรือสงสัยปอดอักเสบ โดยเฉพาะถ้าพบในคนสูงอายุหรือเด็กเล็ก ควรส่งโรง
พยาบาลด่วน ถ้าพบว่าเป็นปอดอักเสบ ควรให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่ตรวจพบ

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้ถือว่าไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง ส่วนมากให้การดูแลรักษาตามอาการ ก็หายได้เองภายใน 3-5 วัน
ข้อสำคัญ ต้องนอนพัก ดื่มน้ำมาก ๆ และห้ามอาบน้ำเย็น ถ้าไข้ลดลงแล้วควรอาบน้ำอุ่นอีก 3-5 วัน 
ในรายที่ไม่ได้พักผ่อน หรือตรากตรำงานหนักอาจหายช้า หรือมีภาวะแทรกซ้อน
2. อาการไข้สูง ปวดเมื่อย และไม่มีอาการอื่น ๆ ชัดเจน อาจมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ ในระยะเริ่มแรก
ก็ได้ เช่น ไข้รากสาดน้อย, ตับอักเสบจากไวรัส , ไข้เลือดออก, หัด เป็นต้น จึงควรสังเกตอาการ
เปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด
ถ้ามีอาการอื่น ๆ ปรากกฏให้เห็นก็ควรให้การรักษาตามโรคที่สงสัย ถ้าหากมีไข้นานเกิน 7 วัน มักจะ
ไม่ใช่ ไข้หวัดใหญ่ แต่อาจมีสาเหตุจากโรคอื่น เช่น ไข้รากสาดน้อย , มาลาเรีย เป็นต้น ผู้ป่วยที่เป็น
ไข้หวัดใหญ่ มักจะมีไข้ไม่เกิน 7 วัน
3. ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ บางครั้งอาจมีอาการคล้ายกันมาก แต่ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงและปวดเมื่อย
มาก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะแยกกันไม่ออก แต่ก็ให้การดูแลรักษาเหมือน ๆ กัน

การป้องกัน
การป้องกัน ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับไข้หวัด
ส่วนวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ มักจะฉีดในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ ซึ่งจะป้องกันได้นานประมาณ
12 เดือน ถ้ามีการระบาดในปีต่อ ๆ ไป ก็ต้องฉีดใหม่อีก โดยทั่วไปถ้าไม่มีการระบาด จะไม่ฉีดวัคซีน
ให้แก่คนทั่วไป ทั้งนี้เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีอยู่หลายพันธุ์เราไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้
ว่าในการระบาดครั้งต่อไป จะเกิดจากเชื้อชนิดใด ในแง่ปฏิบัติ จึงไม่นิยมฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่กัน

รายละเอียด
ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ มีอาการคล้ายกัน และให้การรักษาแบบเดียวกัน ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้
ไม่เกิน 7 วัน

bar5.jpg (6486 bytes)








 

 

การอักเสบภายในลำคอและต่อมทอนซิล Pharyngitis/Tonsillitis

ลักษณะทั่วไป
การอักเสบภายในลำคอและต่อมทอนซิล มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ทำให้มี
ไข้สูงและเจ็บคอ คออักเสบที่เกิดจากไวรัส ที่พบได้บ่อย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ พวกนี้มักจะ
มีน้ำมูกใส ๆ ต่อมทอนซิลไม่แดงมาก และไม่มีหนอง เมื่อพูดถึงต่อมทอนซิลอักเสบ เรามักจะ
หมายถึง การอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อบีตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่ม เอ 
ซึ่งอาจทำให้มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โรคนี้พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กวัยเรียน และพบได้เป็นครั้ง
คราวในผู้ใหญ่

สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ที่สำคัญ คือ เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า
บีตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่ม เอ (Beta Streptococcus group A) ซึ่งทำให้เกิด โรคแทรกซ้อนที่
สำคัญ คือ ไข้รูมาติก และหน่วยไตอักเสบ ติดต่อโดยการหายใจ ไอหรือจามรดกัน (เช่นเดียว
กับไข้หวัด) ระยะฟักตัว ประมาณ 1-5 วัน

อาการ
ในรายที่เป็นเฉียบพลัน จะมีไข้สูงเกิดขึ้นทันทีทันใด และมีอาการปวดศรีษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
ครั่นเนื้อครั่นตัว หรือหนาวสะท้าน รู้สึกแห้งผากในลำคอ หรือเจ็บในคอมาก บางคนอาจเจ็บคอมาก
จนกลืนน้ำและอาหารลำบาก ในเด็กเล็กอาจมีอาการอาเจียน ไอ ปวดท้อง หรือท้องเดินร่วมกัน เด็ก
บางคนอาจมีไข้สูงจนชัก หรือร้องกวนไม่ยอมนอน
บางครั้งอาจสังเกตเห็นมีก้อนบวมและเจ็บ (ก้อนลูกหนู หรือต่อมน้ำเหลืองอักเสบ) ที่บริเวณใต้คาง
ข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง ในรายที่เป็นเรื้อรัง จะมีอาการเจ็บคอบ่อย ๆ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
ไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อย มักไม่มีไข้ หรือบางครั้งอาจมีไข้ต่ำ ๆ

สิ่งตรวจพบ
ไข้สูง (39-40 ํ ซ.)
ในรายการที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักจะพบต่อมทอนซิลบวมโต มีสีแดงจัด และมีหนองขาว ๆ
เหลือง ๆ เป็นจุด ๆ อยู่บนต่อมทอนซิล ซึ่งเขี่ยออกง่าย ถ้าพบเป็นแผ่นขาวปนเทาซึ่งเขี่ยออกยาก
และมีเลือดออก ควรนึกถึงคอตีบ) นอกจากนี้ อาจพบต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวม และเจ็บ
ในรายการที่ต่อมทอนซิลโตมาก ๆ จนดันลิ้นไก่เบี้ยวไปอีกข้างหนึ่ง ควรนึกถึงโรคฝีของทอนซิล
ในรายที่เป็นเรื้อรัง พบว่าต่อมทอนซิลโต ผิวขรุขระแต่ไม่แดงมาก และพบตุ่มน้ำเหลืองบนผนังคอ
เป็นลักษณะแดงเรื่อ และสะท้อนแสงไฟ ต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางมักจะโต และเจ็บเรื้อรัง

อาการแทรกซ้อน
1. เชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงทำให้หูชั้นกลางอักเสบ, ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ,
จมูกอักเสบ, ไซนัสอักเสบ, ฝีของทอนซิล (peritonsillar abscess), ปอดอักเสบ
2. เชื้ออาจแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด ทำให้เป็นข้ออักเสบเฉียบพลัน กระดูกอักเสบ (osteomyelitis)
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
3. โรคแทรกที่สำคัญ คือ ไข้รูมาติก   และหน่วยไตอักเสบ ซี่งมักจะเกิดหลังต่อมทอนซิลอักเสบ
1-4 สัปดาห์ เกิดจากปฏิกิริยาจากแอนติบอดี (ที่ถูกกระตุ้นด้วยเชื้อบีตาสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ)

การรักษา
1. แนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ควรให้ผู้ป่วยกินอาหาร
อ่อน และดื่มน้ำหวานบ่อย ๆ ควรกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ (ผสมเกลือป่นประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ ในน้ำอุ่น
1 แก้ว) วันละ 2 -3 ครั้ง
2. ให้ยาลดไข้   เด็กเล็กที่เคยชัก ให้ยากันชัก ร่วมด้วย
3. ในรายที่ต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งต่อมทอนซิลมักจะมีลักษณะสีแดงจัด หรือจุด
หนอง หรือมีต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวมและเจ็บ ให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ตัวที่แนะนำ คือ เพนวี 
หรือ อะม็อกซีซิลลิน ถ้าแพ้ยานี้ให้ใช้ อีริโทรไมซิน แทน ให้ยาสัก 3 วันดูก่อน ถ้าดีขี้นควรให้ต่อจน
ครบ 10 วัน เพื่อป้องกัน มิให้เกิด ไข้รูมาติก หรือหน่วยไตอักเสบแทรกซ้อน
4. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 3 วัน หรือ กินยาไม่ได้ หรือสงสัยมีโรคแทรกซ้อนรุนแรง ให้แนะนำผู้ป่วยไป
โรงพยาบาล ในรายที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และไม่มีประวัติการแพ้เพนิซิลลิน อาจต้องใช้ยาฉีด
ประเภทเพนิซิลลิน ที่สะดวก ได้แก่  เบนซาทีน เพนิซิลลิน หรือเพนาเดอร์ ซึ่งใช้ยาฉีดเพียงเข็มเดียว
เท่านั้น ถ้าเป็นฝีของทอนซิล อาจต้องผ่าหรือเจาะเอาหนองออก
5. ในรายที่เป็นเรื้อรัง ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิล
(tonsillectomy) ถ้าเป็นปีละหลายครั้ง (มากกว่า 4 ครั้งขึ้นไป) จนเสียงาน หรือหยุดเรียนบ่อย 
หรือมีอาการอักเสบของหูบ่อย ๆ นอกจากนี้ในรายที่เป็นฝีของทอนซิลแทรกซ้อน อาจต้องรักษา
ด้วยการผ่าตัดทอนซิล เพราะถ้าทิ้งเอาไว้ก็อาจมีการอักเสบเรื้อรังได้ การผ่าตัดทอนซิลมักจะทำ
ในช่วงอายุ 6-7 ปี

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เด็กบางคนอาจเป็นได้บ่อย แต่เมื่อโตขึ้น ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้น
ก็อาจค่อย ๆเป็นห่างขึ้นได้
2. อาการเจ็บคอ อาจมีสาเหตุได้หลายประการ ไม่จำเป็นต้องเป็นต่อมทอนซิลอักเสบเสมอไป ดังนั้น
ถ้าพบคนที่มีอาการเจ็บคอ ควรซักถามอาการอย่างละเอียด และตรวจดูคอทุกราย เพื่อแยกแยะสาเหตุ
3. ถ้าสงสัยว่าเกิดจากเชื้อบีตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ เช่น มีไข้สูงร่วมกับต่อมทอนซิลโตแดง หรือเป็น
หนอง หรือมีต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวมและเจ็บ ควรให้เพนิซิลลินวี  หรือ อะม็อกซีซิลลิน หรือ
อีริโทรไมซิน ให้ได้ครบ 10 วันเป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันมิให้เกิดไข้รูมาติก หรือหน่วยไตอักเสบแทรก
ซ้อน การรักษาอย่างผิด ๆ หรือกินยาไม่ครบขนาด เช่น ซื้อยาชุดกินเอง ถึงแม้ว่าจะช่วยให้อาการทุเลา
 แต่ก็มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนดังกล่าวได้
สำหรับไข้รูมาติก ซึ่งพบมากในช่วงอายุ 5-15 ปี ถ้าไม่ได้รักษาหรือปล่อยให้เป็นเรื้อรัง จะทำให้เกิดโรค
หัวใจรูมาติก (Rheumatic heart disease) หรือลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบได้ บางรายอาจต้องลงเอย
ด้วยการผ่าตัดหัวใจ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเงินทองและเวลามาก

การป้องกัน
ปฏิบัติเช่นเดียวกับไข้หวัด และหมั่นรักษาสุขภาพฟันและช่องปาก

bar5.jpg (6486 bytes)

 

 

 

 

 

 

คออักเสบ Pharyngitis
ต่อมทอลซิลอักเสบ   Tonsilitis

ลักษณะทั่วไป
การอักเสบภายในลำคอและต่อมทอนซิล มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ทำให้มีไข้สูง
และเจ็บคอ
คออักเสบที่เกิดจากไวรัส ที่พบได้บ่อย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ พวกนี้มักจะมีน้ำมูกใส ๆ ต่อมทอนซิล
ไม่แดงมาก และไม่มีหนอง
เมื่อพูดถึงต่อมทอนซิลอักเสบ เรามักจะหมายถึง การอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 
เชื้อบีตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่ม เอ ซึ่งอาจทำให้มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โรคนี้พบได้บ่อยในกลุ่มเด็ก
วัยเรียน และพบได้เป็นครั้งคราวในผู้ใหญ่

สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด
ที่สำคัญ คือ เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า บีตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่ม เอ (Beta Streptococcus group A) 
ซึ่งทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ ไข้รูมาติก และหน่วยไตอักเสบ   ติดต่อโดยการหายใจ
ไอหรือจามรดกัน (เช่นเดียวกับไข้หวัด) ระยะฟักตัว ประมาณ 1-5 วัน

อาการ
ในรายที่เป็นเฉียบพลัน จะมีไข้สูงเกิดขึ้นทันทีทันใด และมีอาการปวดศรีษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
ครั่นเนื้อครั่นตัว หรือหนาวสะท้าน รู้สึกแห้งผากในลำคอ หรือเจ็บในคอมาก บางคนอาจเจ็บคอมาก
จนกลืนน้ำและอาหารลำบาก ในเด็กเล็กอาจมีอาการอาเจียน ไอ ปวดท้อง หรือท้องเดินร่วมกัน เด็กบาง
คนอาจมีไข้สูงจนชัก หรือร้องกวนไม่ยอมนอน บางครั้งอาจสังเกตเห็นมีก้อนบวมและเจ็บ
(ก้อนลูกหนู หรือต่อมน้ำเหลืองอักเสบ) ที่บริเวณใต้คางข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง
ในรายที่เป็นเรื้อรัง จะมีอาการเจ็บคอบ่อย ๆ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อย
มักไม่มีไข้ หรือบางครั้งอาจมีไข้ต่ำ ๆ

สิ่งตรวจพบ
ไข้สูง (39-40 ํ ซ.)
ในรายการที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักจะพบต่อมทอนซิลบวมโต มีสีแดงจัด และมีหนองขาว ๆ
เหลือง ๆ เป็นจุด ๆ อยู่บนต่อมทอนซิล ซึ่งเขี่ยออกง่าย
ถ้าพบเป็นแผ่นขาวปนเทา ซึ่งเขี่ยออกยาก และมีเลือดออก ควรนึกถึงคอตีบ
นอกจากนี้ อาจพบต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวม และเจ็บ
ในรายการที่ต่อมทอนซิลโตมาก ๆ จนดันลิ้นไก่เบี้ยวไปอีกข้างหนึ่ง ควรนึกถึงโรคฝีของทอนซิล
ในรายที่เป็นเรื้อรัง พบว่าต่อมทอนซิลโต ผิวขรุขระแต่ไม่แดงมาก และพบตุ่มน้ำเหลืองบนผนังคอ
เป็นลักษณะแดงเรื่อ และสะท้อนแสงไฟ ต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางมักจะโต และเจ็บเรื้อรัง

อาการแทรกซ้อน
1. เชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงทำให้หูชั้นกลางอักเสบ , ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ,
จมูกอักเสบ , ไซนัสอักเสบ , ฝีของทอนซิล (peritonsillar abscess), ปอดอักเสบ
2. เชื้ออาจแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด ทำให้เป็นข้ออักเสบเฉียบพลัน กระดูกอักเสบ
(osteomyelitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
3. โรคแทรกที่สำคัญ คือ ไข้รูมาติก และหน่วยไตอักเสบ ซี่งมักจะเกิดหลังต่อมทอนซิลอักเสบ
1-4 สัปดาห์ เกิดจากปฏิกิริยาจากแอนติบอดี (ที่ถูกกระตุ้นด้วยเชื้อบีตาสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ)

การรักษา
1. แนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ควรให้ผู้ป่วยกินอาหาร
อ่อน และดื่มน้ำหวานบ่อย ๆ   ควรกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ (ผสมเกลือป่นประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ ในน้ำ
อุ่น 1 แก้ว) วันละ 2 -3 ครั้ง
2. ให้ยาลดไข้ เด็กเล็กที่เคยชัก ให้ยากันชัก ร่วมด้วย
3. ในรายที่ต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งต่อมทอนซิลมักจะมีลักษณะสีแดงจัด หรือ
จุดหนอง หรือมีต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวมและเจ็บ ให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ตัวที่แนะนำ คือ
เพนวี  หรือ อะม็อกซีซิลลิน   ถ้าแพ้ยานี้ให้ใช้ อีริโทรไมซิน แทน ให้ยาสัก 3 วันดูก่อน ถ้าดีขี้นควรให้
ต่อจนครบ 10 วัน เพื่อป้องกัน มิให้เกิด ไข้รูมาติก หรือหน่วยไตอักเสบแทรกซ้อน
4. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 3 วัน หรือ กินยาไม่ได้ หรือสงสัยมีโรคแทรกซ้อนรุนแรง ให้แนะนำผู้ป่วยไป
โรงพยาบาล   ในรายที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และไม่มีประวัติการแพ้เพนิซิลลิน อาจต้องใช้ยาฉีด
ประเภทเพนิซิลลิน ที่สะดวก ได้แก่ เบนซาทีน เพนิซิลลิน หรือเพนาเดอร์ ซึ่งใช้ยาฉีดเพียงเข็มเดียว
เท่านั้น  ถ้าเป็นฝีของทอนซิล อาจต้องผ่าหรือเจาะเอาหนองออก
5. ในรายที่เป็นเรื้อรัง ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิล
(tonsillectomy) ถ้าเป็นปีละหลายครั้ง (มากกว่า 4 ครั้งขึ้นไป) จนเสียงาน หรือหยุดเรียนบ่อย 
หรือมีอาการอักเสบของหูบ่อย ๆ นอกจากนี้ในรายที่เป็นฝีของทอนซิลแทรกซ้อน อาจต้องรักษาด้วย
การผ่าตัดทอนซิล เพราะถ้าทิ้งเอาไว้ก็อาจมีการอักเสบเรื้อรังได้ การผ่าตัดทอนซิลมักจะทำในช่วง
อายุ 6-7 ปี

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เด็กบางคนอาจเป็นได้บ่อย แต่เมื่อโตขึ้น ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้น
ก็อาจค่อย ๆ เป็นห่างขึ้นได้
2. อาการเจ็บคอ อาจมีสาเหตุได้หลายประการ ไม่จำเป็นต้องเป็นต่อมทอนซิลอักเสบเสมอไป ดังนั้นถ้า
พบคนที่มีอาการเจ็บคอ ควรซักถามอาการอย่างละเอียด และตรวจดูคอทุกราย เพื่อแยกแยะ
สาเหตุ
3. ถ้าสงสัยว่าเกิดจากเชื้อบีตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ เช่น มีไข้สูงร่วมกับต่อมทอนซิลโตแดง หรือ
เป็นหนอง หรือมีต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวมและเจ็บ ควรให้เพนิซิลลินวี หรือ อะม็อกซีซิลลิน หรือ
อีริโทรไมซิน  ให้ได้ครบ 10 วันเป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันมิให้เกิดไข้รูมาติก หรือหน่วยไตอักเสบ
แทรกซ้อน การรักษาอย่างผิด ๆ หรือกินยาไม่ครบขนาด เช่น ซื้อยาชุดกินเอง ถึงแม้ว่าจะช่วยให้อาการ
ทุเลา แต่ก็มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนดังกล่าวได้
สำหรับไข้รูมาติก ซึ่งพบมากในช่วงอายุ 5-15 ปี ถ้าไม่ได้รักษาหรือปล่อยให้เป็นเรื้อรัง จะทำให้เกิดโรค
หัวใจรูมาติก (Rheumatic heart disease) หรือลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบได้ บางรายอาจต้องลงเอย
ด้วยการผ่าตัดหัวใจ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเงินทองและเวลามาก

การป้องกัน
ปฏิบัติเช่นเดียวกับไข้หวัด และหมั่นรักษาสุขภาพฟันและช่องปาก

รายละเอียด
เมื่อสงสัยต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ควรให้ยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 10 วัน

bar5.jpg (6486 bytes)

 

 

 

 

 


อีสุกอีใส   Chickenpox/Varicella

ลักษณะทั่วไป
อีสุกอีใสเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน ในผู้ใหญ่อาจพบได้บ้าง ซึ่งมักเป็นคนที่ไม่เคยเป็น
โรคนี้มาก่อน แล้วมักจะมีอาการ และภาวะแทรกซ้อนมากกว่าที่พบในเด็ก
มักพบระบาดในตอนปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน (มกราคมถึงเมษายน) เช่นเดียวกับหัด แต่ก็พบ
ได้ประปรายตลอดทั้งปี

สาเหตุ
เกิดจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลาไวรัส (Varicella virus) หรือ Human herpes
virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด (188 ) ติดต่อโดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง
หรือสัมผัสถูกของใช้ (เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน) ที่เปื้อนถูกตุ่มน้ำของคนที่
เป็นอีสุกอีใสหรืองูสวัด หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ ผ่านเข้าทางเยื่อเมือกระยะฟักตัว
10-20 วัน

อาการ
เด็กจะมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลียและเบื่ออาหารเล็กน้อย ในผู้ใหญ่มักมีไข้สูง และปวดเมื่อยตามตัว
คล้ายไข้หวัดใหญ่ นำมาก่อน ผู้ป่วยจะมีผื่นขี้น ซึ่งจะขึ้นพร้อม ๆ กันกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ 1 วัน
หลังจากมีไข้ เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใส ๆ อยู่ข้างใน
และมีอาการคัน ต่อมาจะกลายเป็นหนอง หลังจากนั้น 2-4 วัน ก็จะตกสะเก็ด ผื่นและตุ่มจะขึ้น
ตามไรผมก่อน แล้วลามไปตามหน้าลำตัว และแผ่นหลัง จะทยอยขึ้นเต็มที่ภายใน 4 วัน บางคน
มีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากเปื่อย ลิ้นเปื่อย เจ็บคอ  บางคนอาจไม่มีไข้ มีเพียงผื่นและตุ่มขึ้น
ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเริม ได้ เนื่องจากผื่นตุ่มของโรคนี้จะค่อย ๆ ออกทีละระลอก (ชุด) ขึ้นไม่
พร้อมกันทั่วร่างกาย ดังนั้นจะพบว่า บางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่ม
กลัดหนอง และบางที่เริ่มตกสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ชาวบ้านจึงเรียกว่า อีสุกอีใส (มีทั้งตุ่มสุกตุ่มใส)

สิ่งตรวจพบ
มีผื่นแดงราบ ตุ่มใส ตุ่มหนอง กระจายตามหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง มักพบว่ามีไข้

อาการแทรกซ้อน
พบได้น้อยในเด็ก แต่ถ้าเป็นในผู้ใหญ่ อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้บ่อยและรุนแรงขึ้นที่พบได้บ่อย
คือ ตุ่มกลายเป็นหนองจากเชื้อแบคทีเรีย   พุพอง   ซึ่งอาจทำให้กลายเป็นแผลเป็นได้   บางคน
อาจกลายเป็นปอดอักเสบ   แทรกซ้อน ซึ่งอาจทำให้ตายได้ มักพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ที่ร้าย
แรง คือ สมองอักเสบ แต่พบได้น้อยมาก ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง มักเกิดในคนที่ใช้ยาที่ลด
ภูมิต้านทานโรค เช่น สเตอรอยด์   หรือยารักษามะเร็ง (เช่น เด็กที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว),
หรือผู้ป่วยเอดส์
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้แต่ค่อนข้างน้อยมาก ก็คือ หญิงตั้งครรภ์ในระยะไตรมาสแรกหรือ
ไตรมาสที่ 2 ที่ติดเชื้ออีสุกอีใส อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการ (เช่น แขนพิการ สมองพิการ ตา
เป็นต้อกระจก เป็นต้น) นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นอีสุกอีใสในระยะก่อนคลอด 5 วันหรือ
หลังคลอด 2 วัน ทารกที่เกิดมาอาจเป็นอีสุกอีใสชนิดรุนแรงได้ ทารกกลุ่มนี้ควรได้รับการฉีดสาร
อิมมูนโกลบูลิน (เช่น Varicella-zoster immune globulin) ป้องกันทันที

การรักษา
1. แนะนำการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย เช่น พักผ่อน, ดื่มน้ำมาก ๆ, ถ้ามีไข้สูง ห้ามอาบน้ำเย็น, ควรใช้ผ้า
ชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ, ถ้าปากเปื่อยลิ้นเปื่อยใช้น้ำเกลือกลั้วปาก, ควรอาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาด (อาจ
ใช้สบู่ที่มียาฆ่าเชื้อ เช่น ไฟโซเฮกช์ ก็ได้) เพื่อป้องกันมิให้ตุ่มกลายเป็นหนอง
ผู้ป่วยควรตัดเล็บให้สั้น และพยายามอย่าแกะ หรือเกาตุ่มคัน อาจทำให้เกิดติดเชื้อกลายเป็นตุ่ม
หนองได้
2. ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ , ทายาแก้ผดผื่นคัน , ถ้าคันมากให้ยาแก้แพ้ หรือไดอาซีแพม
เป็นต้น (ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน เพราะอาจทำให้เป็นเรย์ซินโดรม ซึ่งมีอันตรายร้าย
แรงได้)
3. ถ้าตุ่มกลายเป็นหนอง ให้ทาด้วยขี้ผึ้งเตตราไซคลีน หรือ เจนเชียนไวโอเลต ถ้าเป็นมากให้กินยา
ปฏิชีวนะ เช่น คล็อกซาซิลลิน หรือ อีริโทรไมซิน
4. ถ้ามีอาการรุนแรงเช่น หอบ ชัก ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว ควรส่งโรงพยาบาลด่วน

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และหายได้เอง โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ไข้อาจ
    มีอยู่เพียงไม่กี่วัน ส่วนตุ่มจะตกสะเก็ดหลุดหายใน 1-3 สัปดาห์ ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้ อาจเป็นนาน 
    และมีความรุนแรงมากกว่าผู้ป่วยเด็ก
2. โรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิต้านทานไปจนตลอดชีวิต จะไม่เป็นซ้ำอีก แต่อาจมีโอกาสเป็นงูสวัด
    ในภายหลังได้
3. ไม่ควรใช้ยาที่เข้าสเตอรอยด์ทั้งยากิน (เช่น ยาชุด) และยาทา เพราะอาจทำให้โรคลุกลามได้
4. ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหาก ระยะแพร่เชื้อติดต่อให้คนอื่นได้ คือ ตั้งแต่ระยะ 24 ชั่วโมงก่อนมีผื่นขึ้น
 
ลักษณะทั่วไป
อีสุกอีใสเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน ในผู้ใหญ่อาจพบได้บ้าง ซึ่งมักเป็นคนที่ไม่เคยเป็น
โรคนี้มาก่อน แล้วมักจะมีอาการ และภาวะแทรกซ้อนมากกว่าที่พบในเด็ก
มักพบระบาดในตอนปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน (มกราคมถึงเมษายน) เช่นเดียวกับหัด แต่ก็พบ
ได้ประปรายตลอดทั้งปี

สาเหตุ
เกิดจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลาไวรัส (Varicella virus) หรือ Human herpes
virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด (188 ) ติดต่อโดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง
หรือสัมผัสถูกของใช้ (เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน) ที่เปื้อนถูกตุ่มน้ำของคนที่
เป็นอีสุกอีใสหรืองูสวัด หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ ผ่านเข้าทางเยื่อเมือกระยะฟักตัว
10-20 วัน

อาการ
เด็กจะมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลียและเบื่ออาหารเล็กน้อย ในผู้ใหญ่มักมีไข้สูง และปวดเมื่อยตามตัว
คล้ายไข้หวัดใหญ่ นำมาก่อน ผู้ป่วยจะมีผื่นขี้น ซึ่งจะขึ้นพร้อม ๆ กันกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ 1 วัน
หลังจากมีไข้ เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใส ๆ อยู่ข้างใน
และมีอาการคัน ต่อมาจะกลายเป็นหนอง หลังจากนั้น 2-4 วัน ก็จะตกสะเก็ด ผื่นและตุ่มจะขึ้น
ตามไรผมก่อน แล้วลามไปตามหน้าลำตัว และแผ่นหลัง จะทยอยขึ้นเต็มที่ภายใน 4 วัน บางคน
มีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากเปื่อย ลิ้นเปื่อย เจ็บคอ  บางคนอาจไม่มีไข้ มีเพียงผื่นและตุ่มขึ้น
ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเริม ได้ เนื่องจากผื่นตุ่มของโรคนี้จะค่อย ๆ ออกทีละระลอก (ชุด) ขึ้นไม่
พร้อมกันทั่วร่างกาย ดังนั้นจะพบว่า บางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่ม
กลัดหนอง และบางที่เริ่มตกสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ชาวบ้านจึงเรียกว่า อีสุกอีใส (มีทั้งตุ่มสุกตุ่มใส)

สิ่งตรวจพบ
มีผื่นแดงราบ ตุ่มใส ตุ่มหนอง กระจายตามหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง มักพบว่ามีไข้

อาการแทรกซ้อน
พบได้น้อยในเด็ก แต่ถ้าเป็นในผู้ใหญ่ อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้บ่อยและรุนแรงขึ้นที่พบได้บ่อย
คือ ตุ่มกลายเป็นหนองจากเชื้อแบคทีเรีย   พุพอง   ซึ่งอาจทำให้กลายเป็นแผลเป็นได้   บางคน
อาจกลายเป็นปอดอักเสบ   แทรกซ้อน ซึ่งอาจทำให้ตายได้ มักพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ที่ร้าย
แรง คือ สมองอักเสบ แต่พบได้น้อยมาก ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง มักเกิดในคนที่ใช้ยาที่ลด
ภูมิต้านทานโรค เช่น สเตอรอยด์   หรือยารักษามะเร็ง (เช่น เด็กที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว),
หรือผู้ป่วยเอดส์
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้แต่ค่อนข้างน้อยมาก ก็คือ หญิงตั้งครรภ์ในระยะไตรมาสแรกหรือ
ไตรมาสที่ 2 ที่ติดเชื้ออีสุกอีใส อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการ (เช่น แขนพิการ สมองพิการ ตา
เป็นต้อกระจก เป็นต้น) นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นอีสุกอีใสในระยะก่อนคลอด 5 วันหรือ
หลังคลอด 2 วัน ทารกที่เกิดมาอาจเป็นอีสุกอีใสชนิดรุนแรงได้ ทารกกลุ่มนี้ควรได้รับการฉีดสาร
อิมมูนโกลบูลิน (เช่น Varicella-zoster immune globulin) ป้องกันทันที

การรักษา
1. แนะนำการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย เช่น พักผ่อน, ดื่มน้ำมาก ๆ, ถ้ามีไข้สูง ห้ามอาบน้ำเย็น, ควรใช้ผ้า
ชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ, ถ้าปากเปื่อยลิ้นเปื่อยใช้น้ำเกลือกลั้วปาก, ควรอาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาด (อาจ
ใช้สบู่ที่มียาฆ่าเชื้อ เช่น ไฟโซเฮกช์ ก็ได้) เพื่อป้องกันมิให้ตุ่มกลายเป็นหนอง
ผู้ป่วยควรตัดเล็บให้สั้น และพยายามอย่าแกะ หรือเกาตุ่มคัน อาจทำให้เกิดติดเชื้อกลายเป็นตุ่ม
หนองได้
2. ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ , ทายาแก้ผดผื่นคัน , ถ้าคันมากให้ยาแก้แพ้ หรือไดอาซีแพม
เป็นต้น (ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน เพราะอาจทำให้เป็นเรย์ซินโดรม ซึ่งมีอันตรายร้าย
แรงได้)
3. ถ้าตุ่มกลายเป็นหนอง ให้ทาด้วยขี้ผึ้งเตตราไซคลีน หรือ เจนเชียนไวโอเลต ถ้าเป็นมากให้กินยา
ปฏิชีวนะ เช่น คล็อกซาซิลลิน หรือ อีริโทรไมซิน
4. ถ้ามีอาการรุนแรงเช่น หอบ ชัก ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว ควรส่งโรงพยาบาลด่วน

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และหายได้เอง โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ไข้อาจ
    มีอยู่เพียงไม่กี่วัน ส่วนตุ่มจะตกสะเก็ดหลุดหายใน 1-3 สัปดาห์ ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้ อาจเป็นนาน 
    และมีความรุนแรงมากกว่าผู้ป่วยเด็ก
2. โรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิต้านทานไปจนตลอดชีวิต จะไม่เป็นซ้ำอีก แต่อาจมีโอกาสเป็นงูสวัด
    ในภายหลังได้
3. ไม่ควรใช้ยาที่เข้าสเตอรอยด์ทั้งยากิน (เช่น ยาชุด) และยาทา เพราะอาจทำให้โรคลุกลามได้
4. ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหาก ระยะแพร่เชื้อติดต่อให้คนอื่นได้ คือ ตั้งแต่ระยะ 24 ชั่วโมงก่อนมีผื่นขึ้น
     จนกระทั่งระยะ 6 วันหลังผื่นตุ่มขึ้น
5. ไม่มีของแสลงสำหรับโรคนี้ ควรให้ผู้ป่วยกินอาหารพวกโปรตีน (เช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่าง ๆ) 
    ให้มาก ๆ เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรค
6. ในปัจจุบันมียาต้านไวรัส - อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ผู้ใหญ่ให้ครั้งละ 800 มก. วันละ 5 ครั้ง (เด็ก
อายุต่ำกว่า 12 ปีให้ในขนาด 20 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้งทุก 6 ชั่วโมง) นาน 5-7 วัน
ควรให้หลังมีอาการภายใน 24 ชั่วโมงจะช่วยลดความรุนแรง และระยะของโรคลงได้ แต่จะพิจารณาใช้
ในรายที่จำเป็น เช่น มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ, เป็นปอดอักเสบจากเชื้ออีสุกอีใส

การป้องกัน
ในปัจจุบันมีวัคซีนฉีดป้องกันโรคอีสุกอีใสใช้แล้ว แต่ราคาค่อนข้างแพง จึงแนะนำให้ฉีดในคนที่มีอายุ
มากกว่า 15 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคนี้สูง เช่น 
บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดูแลเด็กในสถานเลี้ยงเด็ก ครูอนุบาลหรือชั้นประถมศึกษา เป็นต้น ควร
เจาะเลือดตรวจหาแอนติบอดีต่อโรคนี้ก่อน (ถ้าตรวจพบแสดงว่าเคยได้รับเชื้อแล้ว ไม่จำเป็นต้อง
ฉีดวัคซีน) ส่วนคนที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ส่วนใหญ่จะมีโอกาสติดเชื้อโดยธรรมชาติอยู่แล้ว และมักจะเป็น
ไม่รุนแรง จึงมีความจำเป็นในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ไม่มาก  

รายละเอียด
เด็กที่เป็นอีสุกอีใส ควรตัดเล็บให้สั้น และอย่าเกาตุ่มคัน อาจทำให้กลายเป็นแผลเป็นได้

bar5.jpg (6486 bytes)

 

 

 

 

 

 

 

ลักษณะทั่วไป
หัดเยอรมันเป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีอาการไข้ และออกผื่นคล้ายหัด 
แต่มีความรุนแรงและโรคแทรกซ้อนน้อยกว่าหัด เนื่องจากแพทย์ชาวเยอรมันเป็นผู้อธิบายว่า 
โรคนี้เป็นโรคใหม่ที่ต่างจากหัดเป็นคนแรก โดยทั่วไป จึงเรียกโรคนี้ว่า หัดเยอรมัน     ส่วนใน
บ้านเรามีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เหือด โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง ถ้าเป็นกับเด็กหรือผู้ใหญ่ทั่วไป
มักจะหายได้เอง โดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง
ที่สำคัญคือ ถ้าเกิดในหญิงตั้งครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก เชื้ออาจแพร่กระจายเข้าทารกในครรภ์
ทำให้ทารกพิการได้ โรคนี้มักพบระบาดในโรงเรียน โรงงาน ที่ทำงาน ที่มีคนอยู่กันมาก ๆ ในช่วง
เดือนมกราคมถึงเมษายน

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อหัดเยอรมัน เป็นไวรัสที่มีชื่อว่า รูเบลลา (Rubella) ซึ่งมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย
ติดต่อโดยการ ไอ จาม หรือ หายใจรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัด หรือหัด    ระยะฟักตัว 14-21 วัน

อาการ
มีไข้ต่ำ ๆ ถึงปานกลาง ร่วมกับมีผื่นเล็ก ๆ สีชมพูอ่อนขึ้นกระจายทั่วไป ผื่นมักอยู่แยกจากกันชัดเจน 
(แต่อาจแผ่รวมกันเป็นแผ่นได้) เริ่มขึ้นที่หน้าผากตรงชายผม รอบปาก และใบหูก่อน แล้วลงมาที่คอ
ลำตัว และแขนขา ผื่นอาจมีอาการคันหรือไม่ก็ได้ ผื่นอาจขึ้นในวันเดียวกับที่มีไข้ หรือหลังมีไข้ 
1-2 วัน และมักจะจางหายภายใน 3-5 วัน โดยจางหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งรอยแต้มดำ ๆ ให้
เห็นเหมือนผื่นของหัดบางคนอาจมีผื่นขึ้นโดยไม่มีไข้ หรือมีไข้โดยไม่มีผื่น
บางคนอาจมีอาการแสบตาเคืองตา เจ็บคอเล็กน้อย ปวดเมื่อยตามตัวเล็กน้อย อาการโดยทั่วไปมัก
ไม่ค่อยรุ่นแรง และดูท่าทางค่อนข้างสบาย
บางคนอาจติดเชื้อหัดเยอรมัน โดยไม่มีอาการแสดงใด ๆ เลยก็ได้

สิ่งตรวจพบ
ไข้ 37.5 - 38.5 ํ ซ. ผื่นแดงเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วตัว ตาแดงเล็กน้อย
ที่สำคัญซึ่งบ่งชี้ถึงลักษณะของโรคนี้ คือ มีต่อมน้ำเหลืองโต (คลำได้เป็นเม็ดตะปุ่มตะป่ำ)
ตรงหลังหู หลังคอ ท้ายทอย และข้างคอทั้ง 2 ข้าง

อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้ข้อนิ้วมือนิ้วเท้าอักเสบเล็กน้อย
สมองอักเสบอาจพบได้บ้าง แต่น้อยมาก
ข้อสำคัญ คือ ถ้าเป็นในหญิงมีครรภ์ 3 เดือนแรก อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ (ครรภ์ภาย
ในเดือนที่ 1 พบทารกพิการถึง 10% - 50%, ภายในเดือนที่ 2 พบได้ 14%-25%, ภายในเดือน
ที่ 3 พบได้ 6%-17% และหลังเดือนที่ 3 พบได้ 0-5%) ทำให้ทารกที่คลอดออกมาเป็นต้อกระจก
ต้อหิน หูหนวก หัวใจพิการแบบต่าง ๆ (ที่พบบ่อยคือ patent ductus arteriosus) เด็กน้ำหนักตัว
น้อยกว่าปกติ ตับอักเสบ (ดีซ่าน) ซีด มีจ้ำเขียวขึ้นตามตัว สมองอักเสบ ปัญญาอ่อน เป็นต้น ความ
พิการเหล่านี้อาจเกิดร่วมกัน หรือเป็นเพียงอย่างเดียวก็ได้ การช่วยเหลือให้สู่ภาวะปกติ
ทำได้น้อยราย เราเรียกทารกที่ติดเชื้อหัดเยอรมันขณะอยู่ในครรภ์ดังกล่าวนี้ว่า โรคหัดเยอรมัน
โดยกำเนิด (Congenital rubella)

การรักษา
1. สำหรับหัดเยอรมันที่พบในเด็ก และผู้ใหญ่ทั่วไป (ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์) ให้การรักษาตามอาการ
    เช่น ยาลดไข้ , ถ้าคันทายาแก้ผดผื่นคัน   โดยทั่วไปมักจะหายภายใน 3-5 วัน
2. ถ้าพบในหญิงตั้งครรภ์ระยะ 3 เดือนแรก ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องตรวจเลือดพิสูจน์ 
    ถ้าเป็นจริงควรแนะนำให้ทำแท้ง


1. ควรอธิบายให้ประชาชนทั่วไปทราบว่า โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงที่เกิดกับคนทั่วไป 
    ความรุนแรงมีน้อยกว่าหัดด้วยซ้ำไป แต่ที่สร้างปัญหา คือ ส่วนที่เกิดกับหญิงตั้งครรภ์อ่อน ๆ
ลักษณะทั่วไป
หัดเยอรมันเป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีอาการไข้ และออกผื่นคล้ายหัด 
แต่มีความรุนแรงและโรคแทรกซ้อนน้อยกว่าหัด เนื่องจากแพทย์ชาวเยอรมันเป็นผู้อธิบายว่า 
โรคนี้เป็นโรคใหม่ที่ต่างจากหัดเป็นคนแรก โดยทั่วไป จึงเรียกโรคนี้ว่า หัดเยอรมัน     ส่วนใน
บ้านเรามีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เหือด โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง ถ้าเป็นกับเด็กหรือผู้ใหญ่ทั่วไป
มักจะหายได้เอง โดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง
ที่สำคัญคือ ถ้าเกิดในหญิงตั้งครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก เชื้ออาจแพร่กระจายเข้าทารกในครรภ์
ทำให้ทารกพิการได้ โรคนี้มักพบระบาดในโรงเรียน โรงงาน ที่ทำงาน ที่มีคนอยู่กันมาก ๆ ในช่วง
เดือนมกราคมถึงเมษายน

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อหัดเยอรมัน เป็นไวรัสที่มีชื่อว่า รูเบลลา (Rubella) ซึ่งมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย
ติดต่อโดยการ ไอ จาม หรือ หายใจรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัด หรือหัด    ระยะฟักตัว 14-21 วัน

อาการ
มีไข้ต่ำ ๆ ถึงปานกลาง ร่วมกับมีผื่นเล็ก ๆ สีชมพูอ่อนขึ้นกระจายทั่วไป ผื่นมักอยู่แยกจากกันชัดเจน 
(แต่อาจแผ่รวมกันเป็นแผ่นได้) เริ่มขึ้นที่หน้าผากตรงชายผม รอบปาก และใบหูก่อน แล้วลงมาที่คอ
ลำตัว และแขนขา ผื่นอาจมีอาการคันหรือไม่ก็ได้ ผื่นอาจขึ้นในวันเดียวกับที่มีไข้ หรือหลังมีไข้ 
1-2 วัน และมักจะจางหายภายใน 3-5 วัน โดยจางหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งรอยแต้มดำ ๆ ให้
เห็นเหมือนผื่นของหัดบางคนอาจมีผื่นขึ้นโดยไม่มีไข้ หรือมีไข้โดยไม่มีผื่น
บางคนอาจมีอาการแสบตาเคืองตา เจ็บคอเล็กน้อย ปวดเมื่อยตามตัวเล็กน้อย อาการโดยทั่วไปมัก
ไม่ค่อยรุ่นแรง และดูท่าทางค่อนข้างสบาย
บางคนอาจติดเชื้อหัดเยอรมัน โดยไม่มีอาการแสดงใด ๆ เลยก็ได้

สิ่งตรวจพบ
ไข้ 37.5 - 38.5 ํ ซ. ผื่นแดงเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วตัว ตาแดงเล็กน้อย
ที่สำคัญซึ่งบ่งชี้ถึงลักษณะของโรคนี้ คือ มีต่อมน้ำเหลืองโต (คลำได้เป็นเม็ดตะปุ่มตะป่ำ)
ตรงหลังหู หลังคอ ท้ายทอย และข้างคอทั้ง 2 ข้าง

อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้ข้อนิ้วมือนิ้วเท้าอักเสบเล็กน้อย
สมองอักเสบอาจพบได้บ้าง แต่น้อยมาก
ข้อสำคัญ คือ ถ้าเป็นในหญิงมีครรภ์ 3 เดือนแรก อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ (ครรภ์ภาย
ในเดือนที่ 1 พบทารกพิการถึง 10% - 50%, ภายในเดือนที่ 2 พบได้ 14%-25%, ภายในเดือน
ที่ 3 พบได้ 6%-17% และหลังเดือนที่ 3 พบได้ 0-5%) ทำให้ทารกที่คลอดออกมาเป็นต้อกระจก
ต้อหิน หูหนวก หัวใจพิการแบบต่าง ๆ (ที่พบบ่อยคือ patent ductus arteriosus) เด็กน้ำหนักตัว
น้อยกว่าปกติ ตับอักเสบ (ดีซ่าน) ซีด มีจ้ำเขียวขึ้นตามตัว สมองอักเสบ ปัญญาอ่อน เป็นต้น ความ
พิการเหล่านี้อาจเกิดร่วมกัน หรือเป็นเพียงอย่างเดียวก็ได้ การช่วยเหลือให้สู่ภาวะปกติ
ทำได้น้อยราย เราเรียกทารกที่ติดเชื้อหัดเยอรมันขณะอยู่ในครรภ์ดังกล่าวนี้ว่า โรคหัดเยอรมัน
โดยกำเนิด (Congenital rubella)

การรักษา
1. สำหรับหัดเยอรมันที่พบในเด็ก และผู้ใหญ่ทั่วไป (ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์) ให้การรักษาตามอาการ
    เช่น ยาลดไข้ , ถ้าคันทายาแก้ผดผื่นคัน   โดยทั่วไปมักจะหายภายใน 3-5 วัน
2. ถ้าพบในหญิงตั้งครรภ์ระยะ 3 เดือนแรก ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องตรวจเลือดพิสูจน์ 
    ถ้าเป็นจริงควรแนะนำให้ทำแท้ง


1. ควรอธิบายให้ประชาชนทั่วไปทราบว่า โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงที่เกิดกับคนทั่วไป 
    ความรุนแรงมีน้อยกว่าหัดด้วยซ้ำไป แต่ที่สร้างปัญหา คือ ส่วนที่เกิดกับหญิงตั้งครรภ์อ่อน ๆ
    (ภายในระยะ 3 เดือน) เท่านั้น ที่ทำให้ทารกในครรภ์เกิดมาพิการ
2. โรคนี้เป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก เพราะภูมิต้านทานโรคไปชั่วชีวิต
3. หญิงที่เป็นหัดเยอรมัน ให้คุมกำเนิดไว้ 3 เดือน เพื่อความแน่ใจว่าทารกจะปลอดภัย
4. ในระยะที่มีการระบาดของโรค สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้ว ซึ่งยังไม่เคยฉีดวัคซีน หรือเคยเป็น
    โรคนี้มาก่อน ควรคุมกำเนิดไว้ก่อนจนพ้นระยะระบาด ระหว่างนี้ควรฉีดวัคซีนป้องกัน
5. หญิงมีครรภ์ที่มีอาการไข้และมีผื่นขึ้น หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรคหัดเยอรมัน (แม้จะไม่มี
    อาการอะไรเลยก็ตาม) ควรไปพบแพทย์ แพทย์มักจะเจาะเลือดตรวจ โดยเจาะอย่างน้อย 2 ครั้ง
    ห่างกัน 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน สุดแล้วแต่แพทย์เห็นสมควร
    ถ้าพบว่าเป็นหัดเยอรมัน สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก แพทย์จะแนะนำให้ทำแท้ง 
    ส่วนครรภ์ในระยะเดือนที่ 7-9 ทารกมักจะปลอดภัย ส่วนครรภ์ในระยะเดือนที่ 4-6 ทารกอาจมี
    โอกาสพิการ แต่น้อยมาก แพทย์จะตัดสินใจเป็นราย ๆ ว่าจำเป็นต้องทำแท้งหรือไม่

การป้องกัน
โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ถ้าฉีดครั้งแรกตอนอายุ 9-15 เดือน ควรฉีดกระตุ้นอีกครั้ง
เมื่ออายุ 12-16 ปี แต่ถ้าเริ่มฉีดเข็มแรกตอนโต ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้น
คนที่ควรแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้มากที่สุด คือ กลุ่มเด็กหญิงวัยรุ่น และกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์
ถ้าเป็นหญิงที่แต่งงานแล้ว แนะนำให้ฉีดวัคซีนในระยะที่มีประจำเดือน และคุมกำเนิดอย่างน้อย 8
สัปดาห์ เหตุผลไม่ใช่เพราะว่า วัคซีนมีอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่เนื่องจากวัคซีนจะสร้างภูมิคุ้มกัน
โรคได้จริง ๆ หลังฉีด 6-8 สัปดาห์ไปแล้ว ถ้าระหว่างนี้มีการติดเชื้อจากผู้อื่นอาจบดบังอาการของโรคได้ 
และอาจมีอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

รายละเอียด
หัดเยอรมัน อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้

bar5.jpg (6486 bytes)

  

 

 

 

 

 

 

 

 ไข้หวัด - Common Cold /Upper respiratory tract infection (URI)

ไข้หวัด เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ บางคนอาจเป็นปีละหลายครั้ง
(โดยเฉพาะในเด็กเล็ก และเด็กที่เพิ่งเข้าโรงเรียนในปีแรก ๆ อาจเป็นเฉลี่ยประมาณเดือนละครั้ง)
ทำให้ต้องสูญเสียแรงงาน เวลาเรียนและสิ้นเปลืองเงินทองไปปีละมาก ๆ   ทั้งนี้เนื่องจากเชื้อไวรัส
ที่เป็นสาเหตุของไข้หวัด (เชื้อหวัด) มีอยู่มากกว่า 200 ชนิด ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำให้
เกิดการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนต้น (จมูกและคอ) ครั้งละชนิด
เมื่อมีอายุมากขึ้น ร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อหวัดชนิดต่าง ๆ มากขึ้น ก็จะป่วยเป็นไข้หวัดห่าง
ขึ้น และมีอาการรุนแรงน้อยลงไป

โรคนี้สามารถติดต่อกันได้ง่าย โดยการอยู่ใกล้ชิดกัน จึงพบเป็นกันมากตามโรงเรียน โรงงานและ
ที่ ๆ มีคนอยู่รวมกลุ่มกันมาก ๆ
เป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปี มักจะพบมากในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว หรือในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง 
ส่วนในฤดูร้อนจะพบน้อยลง

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อหวัด ซึ่งเป็นไวรัส (virus) มีอยู่มากกว่า 200 ชนิดจากกลุ่มไวรัส 8 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มไวรัส
ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มไรโนไวรัส (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิด,  นอกนั้นก็มีกลุ่มโคโรนาไวรัส
(Coronavirus), กลุ่มอะดิโนไวรัส (Adenovirus), กลุ่มอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus/
RSV), กลุ่มไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza virus), กลุ่มเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza 
virus), กลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus), กลุ่มเชื้อเริม (Herpes simplex virus) เป็นต้น 
การเกิดโรคขึ้นในแต่ละครั้ง จะเกิดจากเชื้อหวัดเพียงชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วคนเราก็จะมีภูมิต้านทาน
ต่อเชื้อหวัดชนิดนั้น ในการเจ็บป่วยครั้งใหม่ก็จะเกิดจากเชื้อหวัดชนิดใหม่ หมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
เชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน นอกจาก
นี้ เชื้อหวัดยังอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวคือ เชื้อหวัดอาจติดที่มือของผู้ป่วยหรือสิ่งของเครื่องใช้ 
(เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ชาม ของเล่น หนังสือ ฯลฯ) ที่ผู้ป่วยสัมผัส เมื่อคนปกติสัมผัส
ถูกมือของผู้ป่วยหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่แปดเปื้อนเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของ
คน ๆ นั้น และเมื่อใช้นิ้วมือขยี้ตา หรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคน ๆ นั้น จนกลายเป็น
ไข้หวัดได้
ระยะฟักตัว (ระยะตั้งแต่ผู้ป่วยรับเชื้อเข้าไปจนกระทั่งมีอาการเกิดขึ้น) 1-3 วัน

อาการ
มีไข้ตัวร้อนเป็นพัก ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย ปวดหนักศีรษะเล็กน้อย เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกใส 
จาม คอแห้ง หรือเจ็บคอเล็กน้อย ไอแห้ง ๆ หรือไอมีเสมหะเล็กน้อย ลักษณะสีขาว บางครั้งอาจทำ
ให้รู้สึกเจ็บแถวลิ้นปี่เวลาไอ
ในผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้ มีเพียงคัดจมูก น้ำมูกใส 
ในเด็กมักจับไข้ขี้นมาทันทีทันใด บางครั้งอาจมีไข้สูงและชัก  ท้องเดิน หรือถ่ายเป็นมูกร่วมด้วย
ถ้าเป็นอยู่เกิน 4 วัน อาจมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียว หรือไอมีเสลดเป็นสีเหลืองหรือเขียว จากการ
อักเสบซ้ำของเชื้อแบคทีเรีย และอาจมีอาการอื่น ๆ แทรกซ้อนตามมา ซึ่งจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ
ร่วมด้วย

สิ่งตรวจพบ
ไข้ น้ำมูก เยื่อจมูกบวม และแดง คอแดงเล็กน้อย ในเด็กอาจพบต่อมทอนซิลโต แต่ไม่แดงมาก 
และไม่มีหนอง

อาการแทรกซ้อน
ที่พบบ่อยเกิดจากการอักเสบแทรกซ้อนของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้มีน้ำมูกหรือเสลดเป็นสีเหลือง 
หรือเขียว ถ้าลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง อาจทำให้เป็นต่อมทอนซิลอักเสบ , ไซนัสอักเสบ , 
หูชั้นกลางอักเสบ , หลอดลมอักเสบ , ปอดอักเสบ  ในเด็กเล็ก อาจทำให้มีอาการชักจากไข้สูง , 
ท้องเดิน บางคนอาจมีเสียงแหบ เนื่องจากกล่องเสียงอักเสบ
บางคนอาจมีอาการวิงเวียน เนื่องจากอวัยวะการทรงตัวภายในหูชั้นในอักเสบ , ดังที่เรียกว่า หวัด
ลงหู ซึ่งจะหายได้เองภายใน 3-5 วัน
โรคแทรกที่รุนแรงมักเกิดในผู้ป่วยที่ไม่ได้พักผ่อน ตรากตรำงานหนัก ร่างกายอ่อนแอ (เช่น ขาด
อาหาร) ในทารกหรือคนสูงอายุ

การรักษา
เนื่องจากไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ เพียงแต่ให้การรักษาไปตาม
อาการเท่านั้น ได้แก่
1. แนะนำการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย ดังนี้
1.1 พักผ่อนมาก ๆ ห้ามตรากตรำงานหนัก หรือออกกำลังกายมากเกินไป
1.2 สวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝน หรือถูกอากาศเย็นจัด และอย่าอาบน้ำเย็น
1.3 ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยลดไข้ และทดแทนน้ำที่เสียไป เนื่องจากไข้สูง
1.4 ควรกินอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อน ๆ
1.5 ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกธรรมดา อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง
ข้อแนะนำเหล่านี้สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีไข้จากสาเหตุอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกัน
2. ให้ยารักษาตามอาการ ดังนี้
2.1 สำหรับผู้ใหญ่ และเด็กโต (อายุมากกว่า 5 ปี)
- ถ้ามีไข้ ให้ลดยา เช่น แอสไพริน (ย1.1), พาราเซตามอล 
- ถ้ามีอาการคัดจมูกมากหรือน้ำมูกไหลมาก ให้ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก 
เมื่อทุเลาแล้ว ควรหยุดยา หรือกรณีที่มีอาการไม่มาก ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยานี้
- ถ้ามีอาการไอ จิบน้ำอุ่นมาก ๆ หรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน มะนาว 1 ส่วน), ถ้าไอมาก 
ลักษณะไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ ให้ยาระงับการไอ 
2.2 สำหรับเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 5 ปี)
- ถ้ามีไข้ให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อม 
- ถ้ามีน้ำมูกมาก ให้ใช้ลูกยางเบอร์ 2 ดูดเอาน้ำมูกออกบ่อย ๆ หรือใช้กระดาษทิชชูพันเป็นแท่ง 
สอดเข้าไปเช็ดน้ำมูก (ควรชุบน้ำสุก หรือน้ำเกลือพอชุ่มก่อน ถ้าน้ำมูกข้นเหนียว)
- ถ้ามีอาการไอ จิบน้ำอุ่นมาก ๆ หรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว
3. ยาปฏิชีวนะ ไม่จำเป็นต้องให้ เพราะไม่ได้ผลต่อการฆ่าเชื้อหวัดซึ่งเป็นไวรัส (อาการที่สังเกตได้คือ 
มีน้ำมูกใส ๆ) ยกเว้นในรายที่สงสัยว่าจะมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม เช่น มีน้ำมูกหรือเสลด
ข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง หรือปวดหู หูอื้อ หรือมีไข้เกิน 4 วัน
ยาปฏิชีวนะ ให้เลือกใช้เพนวี , อะม็อกซีซิลลิน ในรายที่แพ้เพนิซิลลิน ให้ใช้อีรีโทรไมซิน  แทน
ควรให้นาน 7-10 วัน ส่วนขนาดที่ใช้ให้ดูในภาค 3
4. ถ้าไอมีเสลดเหนียว ให้งดยาแก้แพ้  และยาระงับการไอ  และให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ วันละ 10-15 แก้ว 
(ห้ามดื่มน้ำเย็น), อาจให้ยาขับเสมหะ  ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
5. ถ้ามีอาการหอบ หรือนับการหายใจเร็วกว่าปกติ (เด็ก อายุ 0-2 เดือน หายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อ
นาที, อายุ 2 เดือนถึง 1 ปี หายใจมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที, อายุ 1-5 ปี หายใจมากกว่า 40 ครั้งต่อนาที) 
หรือมีไข้นานเกิน 7 วัน ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว อาจเป็นปอดอักเสบ  หรือ ภาวะรุนแรงอื่น ๆ ได้
อาจต้องเอกซเรย์ หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ
6. ถ้ามีอาการชักร่วมด้วย ดูเรื่อง "ชักจากไข้สูง"

ข้อแนะนำ
1. ในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้รักษา และป้องกันไข้หวัดอย่างได้ผล การรักษาอยู่ที่การพักผ่อนและ
การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ยาที่ใช้ก็เป็นเพียงยาที่รักษาตามอาการเท่านั้น โดยทั่วไปอาการ
ตัวร้อนมักจะหายภายใน 4 วัน  ผู้ป่วยบางคนถึงแม้จะหายตัวร้อนแล้ว แต่ก็อาจมีน้ำมูกและไอต่อ
ไปได้ บางคนอาจไอโครก ๆ นาน  2-3 สัปดาห์ (นานสุด 4-6 สัปดาห์) ซึ่งมักจะเป็นลักษณะแห้ง ๆ 
หรือมีเสมหะเล็กน้อยเป็นสีขาว 
ถ้าพบว่าผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วยก็ไม่ต้องให้ยาอะไรทั้งสิ้น ให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ห้าม
ดื่มน้ำเย็น อาการไอจะค่อย ๆ หายไปเอง
2. ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ (ย4) แก่ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดทุกราย ยกเว้นในรายที่สงสัยจะมีอาการ
แทรกซ้อนเท่านั้น
3. ผู้ที่เป็นไข้หวัด (มีอาการตัวร้อนร่วมด้วย) เรื้อรังหรือเป็น ๆ หาย ๆ ประจำอาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย 
เช่น โรคหัวใจรั่วมาแต่กำเนิด, ทาลัสซีเมีย, โรคโลหิตจางอะพลาสติก , โรคขาดอาหาร เป็นต้น 
จึงควรตรวจดูว่ามีสาเหตุเหล่านี้ร่วมด้วยหรือไม่ หากสงสัยควรแนะนำไปโรงพยาบาล
4. เด็กเล็กที่เพิ่งฝากเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือ เข้าโรงเรียนในช่วง 3-4 เดือนแรก อาจเป็นไข้
หวัดได้บ่อย เพราะติดเชื้อจากเด็กคนอื่น ๆ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเรื่อย ๆ ควรตรวจร่างกายอย่าง
ถี่ถ้วน ถ้าไม่พบมีความผิดปกติ และเด็กมีพัฒนาการดี ก็ควรอธิบายให้พ่อแม่เด็กเข้าใจ ควรมียา
ลดไข้-พาราเซตามอลไว้ประจำบ้าน ให้เด็กกินเวลาตัวร้อน ส่วนยาอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องให้ อย่ากิน
ปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น (ควรสงวนไว้ใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้) ควรดูแลเรื่องอาหารการกิน หมั่นชั่งน้ำหนัก
ตัว พอพ้น 3-4 เดือน อาการก็จะเป็นห่างไปเอง
5. ผู้ที่เป็นหวัดและจามบ่อย ๆ โดยไม่มีไข้ มักเกิดจากการแพ้อากาศ แพ้ฝุ่น หรือละอองเกสร เป็นต้น 
มากกว่าจากการติดเชื้อไวรัส
6. ผู้ที่มีอาการไข้และมีน้ำมูก แต่ตัวร้อนจัดตลอดเวลากินยาลดไข้ก็ไม่ค่อยทุเลา มักจะไม่ใช่เป็น
ไข้หวัดธรรมดา แต่อาจมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น หัด , ปอดอักเสบ หรือ ต่อมทอนซิลอักเสบ ควรตรวจดู
อาการของโรคเหล่านี้อย่างละเอียด
นอกจากนี้ยังมีโรคติดเชื้ออื่น ๆ อีกหลายชนิด ที่ในระยะแรกอาจแสดงอาการคล้ายไข้หวัดได้ เช่น 
ไข้เลือดออก , ไอกรน , คอตีบ , โปลิโอ , ตับอักเสบจากไวรัส , ไข้รากสาดน้อย , สมองอักเสบ , 
ไขสันหลังอักเสบ เป็นต้น จึงควรติดตามดูอาการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ถ้าพบว่ามีไข้
นานเกิน 7 วัน หรือมีอาการผิดไปจากไข้หวัดธรรมดา ควรแนะนำให้ผู้ป่วยไปโรงพยาบาล
7. อย่าซื้อหรือจ่ายยาชุดแก้หวัดที่มีคลอแรมเฟนิคอล  เตตราไซคลีน  หรือ เพร็ดนิโซโลน ผสมอยู่ด้วย
 นอกจากจะไม่จำเป็นแล้วยังอาจมีอันตรายได้ 
8. สำหรับเด็กเล็ก อย่าซื้อยาแก้หวัดแก้ไอสูตรผสมต่าง ๆ กินเอง เพราะอาจมีตัวยาเกินความจำเป็น 
จนอาจเกิดพิษได้ ในการรักษากันเองเบื้องต้น ควรใช้ยาลดไข้-พาราเซตามอล เพียงชนิดเดียว จะ
ปลอดภัยกว่า

การป้องกัน
1. ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหาก อย่านอนปะปนกับผู้อื่น เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าปิดปากหรือจมูก 
ไม่หายใจรดผู้อื่น
2. อย่าเข้าใกล้ หรือนอนรวมกับผู้ป่วย
3. ระวังรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง
4. อย่าตรากตรำงานหนักเกินไป แต่ควรออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ
5. ไม่ควรเข้าใปในที่ที่มีคนแออัด เช่น ตามโรงมหรสพ โดยเฉพาะ ในขณะที่มีการระบาดของไข้
หวัด หรือไข้หวัดใหญ่
6. ไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินใป โดยเฉพาะในเวลาที่มีอากาศเย็น
7. ควรหมั่นล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ (ทั้งผู้ป่วย และคนที่อยู่ใกล้เคียง) และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือ
แคะไชจมูก
8. อย่าใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ เครื่องใช้ ของเล่น ร่วมกับผู้ที่เป็นไข้หวัด

รายละเอียด
การล้างมือบ่อย ๆ อาจมีส่วนป้องกันการติดเชื้อหวัด

bar5.jpg (6486 bytes)

 

 

 

 

 

 

 

เลือดกำเดา เกิดจากเส้นเลือดฝอยที่บริเวณเยื่อจมูกมีการแตกทำลาย ทำให้มีเลือดไหลออกทางจมูก
ส่วนมากมักเกิดขึ้นเฉียบพลัน และมักออกเพียงข้างเดียว บางคนอาจออกทั้ง 2 ข้าง บางคนอาจมี
อาการเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย พบได้บ่อยในคนทุกวัย ส่วนมากจะไม่มีอันตรายร้ายแรง และหายได้เอง

สาเหตุ
โดยมากมักไม่มีสาเหตุร้ายแรง ซึ่งจะมีเลือดออกเพียงเล็กน้อย และหยุดได้เอง เช่น เกิดจากไข้หวัด
หวัดจากการแพ้  ไซนัสอักเสบ  เยื่อจมูกอักเสบ  เส้นเลือดฝอยเปราะเนื่องจากอากาศแห้ง (เช่น ในฤดู
หนาว) การแคะจมูกแรง ๆ เป็นต้น บางคนอาจเกิดจากได้รับบาดเจ็บ เช่น ถูกแรงกระแทกที่ดั้งจมูก
ผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูง  บางครั้งก็อาจมีเลือดกำเดาไหล บางครั้งก็อาจพบร่วมกับโรคติดเชื้อ
เช่น ไข้หวัดใหญ่ , มาลาเรีย , ไทฟอยด์ , ไข้เลือดออก , คอตีบ เป็นต้น ส่วนน้อยที่อาจมีสาเหตุร้ายแรง
เช่น โรคเลือด ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว , โลหิตจางอะพลาสติก, ไอทีพี เป็นต้น ซึ่งมักมีเลือดออก
ตามไรฟันมีจ้ำเขียวขึ้นตามตัว หรือตับโตม้ามโตร่วมด้วยนอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากมะเร็งหรือเนื้องอก
ในจมูกหรือลำคอ ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่พบได้น้อยมากสาเหตุของอาการเลือดกำเดาไหล

อาการ
มีเลือดสด ๆ ไหลออกทางรูจมูก

อาการแทรกซ้อน
ถ้าออกมากอาจทำให้เกิดภาวะซีดได้ (ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างน้อย)

การรักษา
1. ให้การปฐมพยาบาลโดยให้ผู้ป่วยเงยหน้าขึ้นหรือก้มหน้าลงมาก ๆ ใช้นิ้วมือบีบ (กด) ปีกจมูกทั้ง 2
 ข้างให้แน่นเป็นเวลา 5-10 นาที บอกให้ผู้ป่วยหายใจทางปากแทน ส่วนมากมักจะได้ผลโดยวิธี
ดังกล่าว ถ้าไม่ได้ผลให้ทำซ้ำอีกครั้งนาน 10 นาที ถ้าเลือดยังไม่หยุด ให้ใช้ผ้ากอซหรือผ้าสะอาด
ชิ้นเล็ก ๆ ชุบอะดรีนาลิน ขนาด 1:1,000 ให้ชุ่มสอดเข้าในรูจมูกข้างที่มีเลือดออก ยัดให้แน่น ยานี้จะ
ช่วยให้เส้นเลือดฝอยตีบลงและเลือดหยุดได้ ควรยัดผ้ากอชไว้นาน 2-3 ชั่วโมง เมื่อแน่ใจว่าเลือดหยุด
ดีแล้ว จึงค่อย ๆ ดึงเอาออก
2. ควรหาสาเหตุ เช่น ตรวจวัดความดันโลหิต คลำตับม้าม ดูรอยจ้ำเขียวตามตัว เป็นต้น ถ้าพบสาเหตุ
ที่แน่ชัดให้ทำการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุด้วย เช่น ถ้าพบว่าความดันโลหิตสูง ก็ให้การรักษาแบบ
ความดันโลหิตสูง ถ้าเกิดจากไข้หวัดใหญ่, เยื่อจมูกอักเสบ , ไซนัสอักเสบ ก็ให้การรักษาตามสาเหตุ
ที่พบถ้าพบว่า ตับม้ามโต หรือมีเลือดออกตามที่อื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งชวนให้คิดว่าเป็นโรคทางเลือด
 ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว
3. ถ้าเลือดออกไม่หยุด หรือเป็นเรื้อรัง ซึ่งชวนให้สงสัยว่ามีสาเหตุที่ร้ายแรง ควรส่งโรงพยาบาลเพื่อ
ตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัดในรายที่เลือดออกไม่หยุด อาจต้องรักษาด้วยการจี้ด้วยไฟฟ้า (electro
cautery)

bar5.jpg (6486 bytes)

 


ThaiL@bOnLine - Crystal Diagnostics
Email :
info@thailabonline.com

 

   

 

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.