BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com

Top 
เนื่องจากพื้นที่ของเราอยู่ในเขตร้อน ซึ่งมีโรคหลายชนิดที่พบได้บ่อยจนเรียกว่าโรคประจำเขต "โรคเขตร้อน" โรคเหล่านี้สร้างปัญหาและ
ทำให้ถึงกับเสียชีวิตปีละเป็นจำนวนมาก  เราจึงควรมีความเข้าใจถึงโรคเหล่านี้
โรคเขตร้อนที่กล่าวนี้โดยรวมแล้วหมายถึง โรคที่เกี่ยวกับ
หนอนพยาธิ /โปรโตซัว / รวมถึงโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย / เชื้อไวรัสบางชนิด แต่สำหรับหมวดนี้เราจะเน้น
แต่เรื่องของ สัตว์พาราสิต ที่อาศัยสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อให้พาราสิตนั้นอยู่รอดได้ นอกจากพาราสิตเหล่านี้ยังเป็นตัวนำโรคติดต่อหลาย
ชนิดอีกด้วย  สามารถติดตามได้ในหัวข้อ โรคติดเชื้อ ต่อไป

จะเน้นเรื่องของยุง และวงจรชีวิตของยุง ซึ่งยุงจะเป็นตัวแพร่โรคติดต่อหลายชนิด เช่น โรคมาลาเรีย (Malaria) / โรคไข้เลือดออก 
(Dengue hemorrhagic fever / โรคไข้เหลือง ( Yellow fever) / โรคไข้สมองอักเสบ (Mosquito-borne arboviral 
encephalites) 

เรื่องของเชื้อที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรีย  เชื้อมาลาเรีย (Plasmodium spp.) จะมีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์ได้แก่ 
- พลาสโมเดียม ฟัลซิฟารั่ม (Plasmodium falciparum)
- พลาสโมเดียม ไวแว็กซ์ (Plasmodium vivax)
- พลาสโมเดียม มาลาเรอี (Plasmodium malariae)
- พลาสโมเดียม โอวาเล่ (Plasmodium ovale)

เรื่องของตัวหมัด (Flea)  และวงจรชีวิตของหมัด ที่มีแมวเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย สามารถนำเชื้อโรคไข้ไทฟัส [Flea typhus (murine)]
ไข้ไทฟัสเกิดจากจากเชื้อ Rickettsia เป็นโรคที่เกิดกับสัตว์และแพร่มาสู่คนโดยมีหมัด (Flea) ที่เป็นตัวพาหะนำโรค

เรื่องของตัวเห็บ (Tick)   และวงจรชีวิตของเห็บ ที่มีสัตว์สี่เท้าเช่นกวางเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย สามารถนำเชื้อโรคไข้ไทฟัส [Tick typhus 
(Rocky mountain spotted fever]  ไข้ไทฟัสเกิดจากจากเชื้อ Rickettsia เป็นโรคที่เกิดกับสัตว์และแพร่มาสู่คนโดยมีเห็บ (TICK) ที่เป็น
ตัวพาหะนำโรค
สำหรับในประเทศไทยจะเป็นตัวไร (Mite) เป็นตัวพาหะนำเชื้อ Rickettsia orientalis ทำให้เกิดโรคไข้ไทฟัส (Scrub typhus) 

เรื่องของตัวเหา (Louse)  แลวงจรชีวิตของเหา ทำให้เกิดไข้ได้บางแต่ไม่รุนแรงนักแต่จะก่อให้เกิดความรำคาญ คัน และสามารถติดต่อ
จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้จากการคลุกคลีด้วยกัน

 กลับหน้าแรก ภาพพาราสิตในมนุษย์  Go Back 

  หน้าต่อไป พาราสิตในมนุษย์-Next Human Parasite
  เรื่องยุง การกินดูดเลือดของยุง Mosquito Bite  มาดูโครงสร้างตั้งแต่ปากของยุง ดูดเลือดได้อย่างไร
  เรื่องยุง วงจรชีวิตของยุง Mosquito Life Cycle    ยุงตัวเมียกินเลือด ผสม วางไข่ ตัวอ่อนลาวา ปุป้า ๖ํซฉฏ๋
 ภาพแสดงขบวนการติดเชื้อมาลาเรีย Malaria Infection  ยุงเอดีส อีจิบไต ที่มีแกมีทโตซัยมากัดคน เชื้อเริ่มเข้าสู่
 ร่างกายมนุษย์ แล้วเรื่องราวตามมาอีกมากมาย
 แสดงวงจรชีวิตของพาราสิต เหา /Louse Life Cycle  ภาพชัดๆที่แสดงให้เห็นตัวเหา การกัดกินเลือด วางไข่
 แสดงวงจรชีวิตของพาราสิต หมัด / Flea Life Cycle  ภาพแสดงวงจรชีวิตของหมัดจอมกระโดด แมวคือเจ้าบ้าน
 แสดงวงจรชีวิตของพาราสิต เห็บ / Tick Life Cycle  เห็บตัวการนำโรคสครัป ไทฟัส นักเดินป่าควรรู้จักเจ้านี้ไว้
 ติดตามพาราสิตในรูปมินิซีรีส์ - Miniseries Parasite  ติดตามชมภาพเคลื่อนไหวพาราสิต - VedioHealth

bar5.jpg (6486 bytes)

รายละเอียดโรคเขตร้อน หนอนพยาธิ/โปรโตซัว

 กลับ-Go Back  Go Next Page
 

 ภาพแสดงโครงสร้างของยุงของแต่ละสายพันธุ์   อธิบายถึงขบวนการในการดูดเลือดของยุง  แสดงการถ่ายทอดเชื้อโรค

THE MOSQUITO STORY                       
Mosquitoes (Order Diptera, Family Culicidae) are some of the most adaptable and successful insects on 
earth and are found in some extraordinary places. Virtually any natural or man-made collection of water 
can support mosquito production. They've been discovered in mines nearly a mile below the surface,and 
on mountain peaks at 14,000 feet, and if you know where to look, there is a good possibility that there are mosquitoes breeding in your own backyard. Not every species of mosquito causes problems for man, but
many have profound effects. Mosquitoes can be distinguished easily from other flies by the fact that they 
have both a long, piercing proboscis and scales on the veins of their wings. Approximately 167 species of mosquitoes belonging to 13 genera are found in the United States, with only about 42 different species 
found in Colorado. Only a few of these are important as carriers of disease, but many more are important
as nuisances.

HOW MOSQUITOES SPREAD DISEASE
Mosquitoes can spread disease only when they bite their victim. Although it is commonly called a "bite", 
the process is actually a piercing-sucking action. Only the female mosquito bites, and takes a blood meal. The blood protein is needed to complete the mosquito's egg production cycle. During the feeding process, the female pierces her victims skin with her proboscis, (a long straw like structure with a sharp end) injects 
her saliva (which contains anti-coagulants) and then sucks the victim's bloods in through her proboscis. If 
the victim's blood contains disease-causing organisms, they too get sucked into the mosquitoes stomach. 
These organisms are then maintained within the mosquito and eventually may be injected into the next victim's bloodstream. In this way the mosquito can spread disease from animal to animal, animal to man, 
or even from person to person.

Mosquito Bites
Not all species of mosquitoes suck blood. However in some species a blood meal by the female is 
essential to the reproductive cycle. In most species the females, like the males, suck nectar and other 
juices from plants for nourishment. The bloodsucking species feed primarily on mammals or birds, though some mosquitoes will feed on reptiles and amphibians. Some species are particular in their choice of host species, whereas others appear to be less selective. The feeding periods of many types of mosquitoes 
are restricted to particular times of the day or night. 
To obtain a blood meal, a female mosquito selects a likely spot on her victim, brings her labium against it, and begins sawing through the skin with her mandibles and maxillae. Through her hypopharynx she injects saliva into the wound to prevent the blood from clotting so that it flows freely into her labro-hypopharyngeal tube. She then sucks up a supply of blood, stores it in her abdomen, and flies away. 

The itching of a mosquito bite is caused primarily by the saliva that has been injected. If the mosquito completes her withdrawal of blood before being driven away, much of the saliva will be removed and the itching may be less severe.

Only the Female Can Bite: When adult mosquitoes emerge from the aquatic stages, they mate, and the female seeks a blood meal to obtain the protein necessary for the development of her eggs. The females 
of a few species may produce a first batch of eggs without this first blood meal. After a blood meal is 
digested and the eggs are laid, the female mosquito again seeks a blood meal to produce a second batch
 of eggs. Depending on her stamina and the weather, she may repeat this process many times without 
mating again. The male mosquito does not take a blood meal, but may feed on plant nectar. He lives for 
only a short time after mating.

 ภาพแสดงโครงสร้างของยุง
  family Culicidae และ order Diptera 
  แบ่งส่วนของร่างกายได้ 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง
  มีปีกหลัก 1 คู่ และปีกบางๆเล็กอีก 1 คู่
  ที่ส่วนหัว จะมีตาแบบ ตาประกอบ (Compound eyes) / 
  หนวด1 คู่ / ปาก
  ที่ส่วนอก จะเป็นส่วนที่ประกอบด้วย ปีก และขาจำนวน 6 ขา
  ที่ส่วนท้อง เป็นส่วนที่บอบบางที่สุด ประกอบเป็นปล้องๆจำนวน 
  10 ปล้อง ส่วนปล้องสุดท้ายจะเป็นส่วนทวารหรืออวัยวะสืบพันธุ์

  ยุงที่กัดดูดเลือดจะเป็นยุงตัวเมีย เพราะต้องการสร้างอาหารในเลือด
  เพื่อนำไปใช้ในการสร้างไข่  ส่วนยุงตัวผู้จะดูดน้ำหวานจากดอกไม้
  ทั่วๆไป

  ปากของยุงตัวเมียเรียกว่า โพรโบสซิส (Proboscis) ภายในปากจะ
  ประกอบด้วยส่วนต่างๆเช่น ส่วนปลอกหุ้มอวัยวะอื่น (labium) และ
  ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นตัวเจาะทะลุผ่านผิวหนังเข้าไปหาเส้นเลือดฝอย
  ใต้ผิวหนัง ( mandibles and maxillae ) จากนั้นก็จะยื่นส่วนที่
  เป็นหลอด (injection tube) เพื่อปล่อยสารป้องกันไม่ให้เลือดแข็ง
  ตัวในระหว่างที่จะทำการดูดเลือต่อไป ช่วงนี้เองเป็นช่องทางที่จะทำ
  ให้เกิดการถ่ายทอดเชื้อโรคติดต่อที่ปนอยู่ในน้ำลายยุง กระจายเข้าสู่
  ร่างกายและทำให้เกิดโรคติดต่อ  จากนั้นส่วนที่เป็นท่อดูด (sucking
  tube จะเริ่มทำงานดูดเลือดเข้าสู่ตัวยุงไปสุดที่กระเพาะยุง
  อาการแพ้และคันที่เกิดขึ้นหลังจากถูกยุงกัดนั้นเกิดจากการแพ้ต่อส่วน
  น้ำลายของยุง ทำให้เกิดตุ่มคัน หรือผื่นคัน อาการอาจมากน้อยได้ไม่
  เท่ากันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นจะแพ้ต่อน้ำลายยุงมากเพียงใด

  การเกิดการติดเชื้อก็เกิดจากยุงไปกัดคนหรือสัตว์ที่ป่วยหรือเป็นแหล่ง
  อาศัยของเชื้อโรค เชื้อที่อยู่ในเลือดจะถูกดูดเข้าไปในตัวยุงพร้อมกับ
  เลือดที่กินเข้าไป  เชื้อเมื่อเข้าไปอยู่ในกระเพาะยุงก็จะมีระยะฟักตัวใน
  ตังยุงแล้วแต่ชนิดของเชื้อ จากนั้นเชื้ออก็จะเริ่มกระจายออกไปอยู่ตาม
  ส่วนต่างๆของยุงที่พบได้บ่อยก็คือส่วนต่อมน้ำลาย

  เมื่อยุงที่มีเชื้ออยู่ในตัวนี้บินไปกัดสิ่งมีชีวิตอื่น เช่นคน ด้วยวิธีการดูด
  เลือดของยุงนี้เอง เชื้อโรคที่อยู่ในต่อมน้ำลายก็จะไหลเข้าสู่ร่างกายคน
  ที่ถูกดูดเลือด เชื้อจะเข้าสู่ระยะฟักตัวต่อไปในตัวคน และเมื่อมีจำนวน
  มากถึงระดับหนึ่งก็จะทำให้เกิดพยาธิสภาพ คือเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น

  โรคติดต่อที่เกิดจากยุงนั้นมีมากมายหลายชนิด ส่วนที่เป็นปัญหาใหญ่
  เช่น โรคมาลาเรีย (malaria)  โรคไข้เลือดออก (hemorrhagic  
  fever) โรคไข้สมองอักเสบ (Japaness encephalitis) โรคไข้
  เหลือง (yellow fever) 

MOSQUITO. 
More than just annoying insects, some mosquitoes 
are responsible for transmitting diseases that can result in serious illness and even death. Mosquitoes were once viewed merely as a nuisance because of the itching and irritation that resulted from their bites. In the early 1900s, however, they were recognized as carriers of yellow fever, malaria, and other diseases. 
The mosquito is in the family Culicidae and belongs 
to the same order of insects as flies and gnats--the order Diptera--and has the same anatomical structure.  Its soft body is covered by an exoskeleton (an external supportive covering) and divided into three parts: the head, thorax, and abdomen. It has two 
narrow wings and a pair of knob-like structures, known as halteres, that are present in place of a second pair of wings. Unlike other Diptera, the wings of the mosquito have tiny scales on the veins. 

The mosquito's head is rounded and supported by a slender neck. It has large compound eyes, complex mouthparts, and two antennae, usually divided into 15 segments. The antennae of the male are more 
feathery in appearance than those of the female. The major body segment behind the head is called the thorax, to which the wings and six legs are attached. The legs are long, slender, and segmented. The final segment of the mosquito's body is the soft, cylindrical abdomen. It has ten segments, the last ones bearing the openings for the anus and reproductive organs. 

The most dangerous parts of a mosquito's anatomy are the female's mouthparts. These are modified into
 a proboscis for piercing and sucking. The proboscis looks like a single thin tube and is straight in most species. It actually consists of a sheath (the labium) that encloses saw-tipped daggers (the mandibles 
and maxillae), an injection tube (the hypopharynx), 
and a sucking tube (formed by closing the labrum against the hypopharynx). The construction of the proboscis is ideal for removing blood from beneath 
the skin of animals. The mouthparts of the male mosquito are modified for feeding on plant juices; 
male mosquitoes do not bite

 ภาพแสดงวงจรชีวิตของยุง การผสมพันธุ์ - การวางไข่ - ลูกน้ำ - ตัวแก่ - กลายเป็นยุง

 THE MOSQUITO LIFE CYCLE

There are approximately forty two different species of 
mosquitoes found in the State of Colorado, and of all 
of the different types, around 90% of the adult mosquito population along the Front Range is made 
up of two species, depending upon habitat. The first, and most vicious biter, is the "floodwater" mosquito, Aedes vexans. This mosquito and other closely related floodwater species are responsible for nearly all severe outdoor annoyance in Colorado. The second, an important disease vector, is Culex tarsalis. These two species, although very different in their life-styles, have one thing in common, and with all mosquito species. They must have water for their early stages, and all undergo the same four-stage life cycle: egg, larva,
pupa, and adult. The larval and pupal stages are 
always aquatic.

Mosquito Eggs

Depending on the particular species, the female mosquito lays her eggs either individually or in attached groups called rafts. The eggs are placed either directly on the surface of still water, along its edges, in treeholes, or other  areas that are prone to flooding from rain, irrigation or overflow. In some species, the eggs may hatch within a few days of being laid, with the exact amount of time dependent on temperature. But if the egg is laid out of water and is subject to intermittent flooding, the embryo may lay dormant for several years until the ideal natural hatching conditions are met. Mosquitoes frequently overwinter in the egg stage, but may also overwinter as larvae or adults. 

The Larval Stage

Once the egg hatches, the larval stage begins. The larvae of most mosquito species hang suspended from the water surface. An  air tube extends from the larva's posterior to the water surface and acts as a snorkel. The larvae filter-feed on aquatic microorganisms near the surface. As a defense mechanism, when alarmed, the larvae can dive deeper into the water by swimming in a characteristic "S" motion. As they feed, larvae outgrow their exterior covering and form a new larger skin, casting off the old ones. The stages between these molts are called instars. The larval stage has four instars. The length of the larval stage ranges from 4 to 14 days, varying with species, water temperature, and food availability. 

 

The Pupal Stage

In the pupal stage, no feeding occurs. But like the larva, the pupa is  sensitive  to light, shadows and other water disturbances. Pupae are also physically active and employ a tumbling action to escape to deeper water. The pupal stage lasts from 1 1/2 to 4 days, after which the pupa's skin splits along the back allowing the newly formed adult to slowly emerge and rest on the water surface.

 

Adult Mosquitoes

The male mosquito will usually emerge first and will linger near the breeding site, waiting for the females. Mating occurs quickly after emergence due to high adult mortality rates. As much as 30% of the adult population can die per day. The females compensate for this high rate by laying large numbers of eggs to assure the continuation of the species. Male mosquitoes will live only 6 or 7 days on average, feeding primarily on plant nectars. Females with an adequate food supply can live up to 5 months, while the average female survives about 6 weeks. To nourish and develop her eggs, the female usually must take a blood meal in addition to plant nectars. She locates her victims by the carbon dioxide and other trace chemicals exhaled, and the temperature patterns they produce. Mosquitoes are highly sensitive to several chemicals including carbon dioxide, amino acids, and octenol. The average female mosquitoes flight range is normally between 1 and 10 miles, but some species can travel up to 40 miles before taking
a blood meal. After each blood meal, the female will oviposit (lay) her eggs, completing the life cycle. Several ovipositions per female are possible.

 

 

 ภาพแสดงวงจรชีวิตของเชื้อมาลาเรีย  การถ่ายทอดจากยุงมาสู่คน  - วงจรชีวิตของมาลาเรียในคน - อาการป่วย
 มาลาเรีย เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อใน Class Sporozoa
 Genus Plasmodium เป็นสัตว์เซลเดียว ทำให้เกิด
 โรคที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยมีไข้ หนาวสั่นเป็นพักๆ
 ไข้จับทุกวันหรือวันเว้นสองวันก็ได้ มีอาการซีด ตับโต
 ม้ามโต อาจทำให้มีอาการทางสมองหรือไตร่วมด้วย

 เชื้อมาลาเรียที่ทำให้เกิดโรคในคนมีอยู่ 4 ชนิดคือ
 - Plasmodium falciparum
   พบมากในเขตร้อน และในไทย (70%)
 - Plasmodium vivax
   พบทั่วไปทั้งเขตร้อนและหนาว และในไทย (30%)
   พบมากในภาคใต้ของเรา (อาจสูงถึง 50%)
 - Plasmodium malariae
   พบได้กระจายทั่วไป แต่พบได้ไม่บ่อย
 - Plasmodium ovale
   มักจะพบเฉพาะในอัฟริกาและแถบอเมริกาใต้

 สัตว์ที่เป็นตัวแพร่เชื้อมาลาเรียได้แก่ยุงก้นปล่อง มี 5
 ชนิดดังต่อไปนี้
 1. Anopheles minimus
 2. Anopheles balabacencis
 3. Anopheles maculatus
 4. Anopheles sandicus
 5. Anopheles aconitus

 การเกิดโรค โดยยุงก้นปล่องตัวเมียที่มีเชื้อมาลาเรีย
 อยู่ในต่อมน้ำลาย เมื่อมากัดคนก็จะถ่ายทอดเชื้อเข้าสู่
 ร่างกายของผู้ถูกกัด นอกจากนั้นอาจติดต่อได้โดยทาง
 การถ่ายเลือด แต่มีโอกาสพบได้น้อยมาก

 วงจรชีวิตของเชื้อมาลาเรีย
 - วงจรชีวิตในตัวยุง (Sporogony)
  เมื่อยุงไปกัดคนที่มีเชื้อมาลาเรียอยู่ โดยเฉพาะระยะ
  แกมีทโตซัยท์ (gamete) ทั้งตัวผู้และตัวเมียเข้าสู่
  กระเพาะของยุง แกมีทโตซัยท์ ตัวผู้และตัวเมียจะจับ
  คุ่กัน ไปเจริญในผนังเซลกระเพาะอาหารจนกลายเป็น
  โอโอซีสต์ (Oocyst) ซึ่งภายในซีสต์จะประกอบด้วย
  สปอร์โรซอยท์ (Sporozoite) มากมาย เมื่อซีสต์แตก
  ออก สปอโรซอยท์จำนวนมากจะกระจายไปทั่วตัวยุงจะ
  มีมากเป็นพิเศษบริเวณต่อมน้ำลาย เพื่อรอเข้าไปยังผู้
  ที่ถูกยุงกัดต่อไป
 - วงจรชีวิตในคน (Schizogony)
  เริ่มต้นเมื่อยุงที่มีเชื้อมากัดคน สปอโรซอยท์ในน้ำลาย
  จะเข้าสู่ร่างกายคน และจะหายไปจากกระแสเลือดไปสู่
  เซลตับอย่างรวดเร็ว (ภายใน 30 นาที) ในช่วงนี้เรียก
  ว่าระยะเจริญของเชื้อก่อนเข้าสู่เม็ดเลือดแดง เรียกว่า
  Pre Erythrocyte Cycle(PE form) เชื้อมาลาเรีย
  จะไปแบ่งตัวในเซลตับมากมาย สำหรับ
  Pf ใช้เวลาประมาณ 6 วัน ได้ 40000 Merozoite
  Pv ใช้เวลาประมาณ 8 วัน ได้ 10000 Merozoite
  เมื่อมีจำนวนมากขึ้นจนเซลตับแตกออก เมอโรซอยท์
  จำนวนมากจะกระจายออกสู่กระแสเลือด ในกระแสเลือด
  เม็ดเลือดขาวจะเข้าทำลายเชื้อมาลาเรีย ทำให้เชื้อต้อง
  รีบหลบเข้าไปอาศัยในเม็ดเลือดแดงและไปเจริญต่อไป
  เรียกระยะเชื้อที่เข้าไปเจริญในเม็ดเลือดแดงว่าระยะ
  Erythrocytic Cycle (E form) 
  ในเม็ดเลือดแดง เมอโรซอยท์จะเจริญไปต่อไปเป็นระยะ
  โทรโฟซอยท์ (Trophozoite) - Ring form - ระยะ
  Amoeboid form - Schizont (ไชซอนท์) ซึ่งแต่ละ
  ไชซอนท์จะประกอบด้วยหลายเมอโรซอยท์ ตามแต่ชนิด
  Pf   ในหนึ่งไชซอนท์จะมี   8-24 เมอโรซอยท์
  Pv  ในหนึ่งไชซอนท์จะมี 12-24 เมอโรซอยท์
  Pm ในหนึ่งไชซอนท์จะมี   8-12 เมอโรซอยท์
  Po  ในหนึ่งไชซอนท์จะมี   6-12 เมอโรซอยท์
  เมื่อไชซอนท์โตเต็มที่จะแตกออกพร้อมทำให้เม็ดเลือด
  แดงแตกออกด้วย เมอโรซอยท์จะกระจายออกไปรีบหา
  เม็ดเลือดแดงใหม่และหลบอาศัยเพื่อแบ่งตัวต่อไป
  วงชีวิตนี้กินเวลานานแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของเชื้อ
  มาลาเรียและช่วงเม้โเลือดแดงแตก จะเป็นช่วงที่เรา
  เกิดอาการจับสั่น
  Pf   กินเวลาประมาณ 36-48 ชั่วโมง
  Pv  กินเวลาประมาณ       48 ชั่วโมง
  Pm กินเวลาประมาณ       72 ชั่วโมง
  Po  กินเวลาประมาณ       36 ชั่วโมง

 การแบ่งจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเช่นนี้เรียกช่วงวงจร
 ชีวิตแบบไม่อาศัยเพศ (Asexual Cycle)

 เชื้อมาลาเรียอีกส่วนหนึ่งจะเจริญอีกรูปแบบหนึ่งเรียก
 วงจรชีวิตแบบอาศัยเพศ (Sexual Cycle)  
 จากช่วงระยะ โทรโฟซอยท์ บางตัวจะเจริญไปเป็น
 แกมีทโตซัยท์ ชนิดตัวผู้และตัวเมีย ซึ่งจะมีรูปร่าง
 เฉพาะแตกต่างกันไปของแต่ละชนิด
 ระยะที่เป็นแกมีทโตซัตท์ ก็จะเป็นระยะที่จะรอจนกว่า
 มียุงใหม่มากัดดูดเลือดคนป่วยเข้าไป แกมีทโตซัยท์ก็
 จะเข้าไปสู่วงจรระยะเติบโตในตัวยุง กลายไปเป็น
 สปอโรซอยท์ เพื่อรอแพร่ไปในคนรายต่อไป

Young children should be protected from mosquito bites, especially at night.

Supporting Information

  • Malaria is spread by the bite of a mosquito. Care should be taken to keep mosquitoes away from young children. There are several ways of doing this:
    • by using bed nets (preferably impregnated with a mosquito repellent)
    • by using fumigants such as mosquito coils
    • by putting screens on house windows and doors
    • by killing mosquitoes in the house.

  • All members of the community should be protected against mosquito bites. A mosquito can take malaria from an infected person and pass it on to someone who is uninfected.


Communities should destroy mosquito larvae and prevent mosquitoes from breeding.

Supporting Information

  • Mosquitoes breed wherever stagnant water can collect: in ponds, swamps, pools, pits, drains, sometimes even tin cans and hoof-prints. They may also breed along the edges of streams, in overhead tanks, and in rice fields. Filling in or draining places where water collects can kill the mostquito larvae. Overhead tanks can be covered. The larvae in rice fields can be killed by alternately drying out the field and introducing larvae-eating fish into the water.

  • Regular clean-ups of the neighbourhood help to reduce mosquito breeding.


Wherever malaria is common, pregnant women should take anti-malarial tablets throughout pregnancy.

Supporting Information

  • Pregnant women are more than twice as likely to suffer from malaria. The disease is also more dangerous during pregnancy. It can lead to severe anaemia ('thin blood'), and may cause a miscarriage, premature birth, or still birth. Babies born to women with malaria are also very likely to be small, weak, and vulnerable to infections.

  • Pregnant women can be effectively protected against malaria by taking anti-malarial tablets regularly throughout pregnancy.

  • Anti-malarial tablets should be obtained from a clinic or health worker as not all anti-malarials are safe to take during pregnancy.


Wherever malaria is common, a child who has a fever should be taken immediately to a health worker. If malaria appears to be the cause, the child should be given a full course of an anti-malarial drug.

Supporting Information

  • A child with a fever, believed to be caused by malaria, should be given a course of anti-malarial tablets (young babies may be given an anti-malarial syrup). Treatment for malaria should begin immediately. Even a day's delay can be fatal. A health worker can advise on what type of treatment is best and how long it should last.

  • A child should be given the full course of treatment, even if the fever disappears rapidly.

  • If the symptoms continue, the child should be taken to a health centre or hospital - the malaria may be resistent to the drugs.


A child with a fever should be kept cool but not cold.

Supporting Information

  • Children with fever should be kept cool by:
    • giving a temperature-reducing medicine (such as paracetamol)
    • sponging or bathing with cool (not cold) water
    • not putting too many clothes or blankets on the child.


A child recovering from malaria needs plenty of liquids and food.

Supporting Information

  • Malaria burns up energy and the child loses a lot of liquid through sweating. As soon as the child can take food and drink again, these losses should be replaced. Plenty of food and liquid, when the child is recovering from malaria, will help to prevent malnutrition and dehydration.

 พยาธิสภาพ
 เชื้อมาลาเรียทำให้เกิดพยาธิสภาพคือ anoxia ของ
 เนื้อเยื่อต่างๆที่เกิดได้ทั่วไป เช่นถ้าไปเกิดที่สมองก็
 จะทำให้เกิดอาการชัก ไม่รู้สึกตัว เรียกระยะมาลาเรีย
 ขึ้นสมอง (Cerebral malaria)
 - เม็ดเลือดแดงถูกทำลายไปมากทำให้เกิดอาการซีด
  เกิกภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะเชื้อ Pf เป็นสาเหตุให้
  เกิด Hemoglobinuria หรือ Black water fever
 - การไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะอื่นๆติดขัด เนื่อง
  จากผิวเม็ดเลือดแดงโดยเฉพาะจากเชื่อ Pf เกิดความ
  เหนียว และทำให้เกิดการจับกลุ่มกันได้ง่าย เกิดการ
  อุดตันได้ง่าย
 - มีการตีบตัวของหลอดเลือดขึ้นได้ ทำให้การไหลเวียน
  ของเลือดลดลง
 - อาจมีการจับตัวกันเป็นลิ่มเลือดเล็ก กระจายไปทั่วได้
 - ม้ามมี hyperplasia ของ reticuloendothelial
   elements มีภาวะเลือดออกในเนื้อม้าม
 - ตับ จะมีขนาดโตขึ้น มีเลือดคั่ง ในไซนูซอยด์จะเต็ม
  ไปด้วยเม็ดเลือดแดงที่มีเชื้อมาลาเรีย  Kupffer cell
  จะมีขนาดใหญ่และเต็มไปด้วย malaria pigment 
  และยังมี necrosis เกิดรอบๆ central zone ของ
  lobule ของตับ
 - สมองมีอาการบวม มีเลือดคั่ง ในรายรุนแรงจะมีเลือด
  ออกเป็นหย่อมๆ
 - ไต จะมีขนาดโตขึ้นมีเลือดคั่ง อาจเสียหน้าที่การทำ
  งานทำให้ปัสสาวะได้น้อย 
 - ปอด มีเลือดคั่งและบวมเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย
  
การจับไข้
ในระยะ 2-3 วันแรกการจับไข้ยังไม่เป็นเวลา เนื่องจาก
เชื้อในร่างกายยังไม่เจริญร่วมเวลาเดียวกัน ประมาณ
ปลายสัปดาห์ที่แรกจะเริ่มจับไข้เป็นเวลาแบ่งอาการจับไข้
ออกได้เป็น 3 ระยะคือ
ระยะที่1 ระยะหนาว (Cold stage)  อาจนาน 15-60 นาที เริ่มมีหนาว - สั่น - เกร็ง อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น
ชีพจรเร็วและเบา แรงดันเลือดเพิ่มขึ้น ผิวหนังเย็น ซีด
คลื่นไส้ อาเจียน 
ระยะที่2 ระยะร้อน (Hot stage) กินเวลานาน 2 ขม.
อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ชีพจรแรง หน้าและผิวหนังแดง
แห้ง คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำ กระสับกระส่าย ปวด
ศีรษะแบบลึกเข้าไปในกระบอกตา
ระยะที่3 ระยะเหงื่อออก (Sweating stage) กินเวลา
1 ชม. ระยะนี้เหงื่อเริ่มออกบริเวญขมับก่อน แล้วกระจาย
ไปทั่วตัว อุณหภูมิ ชีพจร แรงดันเลือดกลับสู่ภาวะปกติ
ผู้ป่วยจะรู้สึกเพลีย เหนื่อย และหลับไป ไม่มีไข้

การจับไข้ของมาลาเรียชนิด ฟัลซิฟารั่ม 
ไข้จับสั่นชนิดวันเว้นวัน เป็นชนิดที่มีอันตรายมากที่สุด
เพราะสามารถทำให้เสียชีวิตได้  เกิดมาลาเรียขึ้นสมอง
มีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน
อาการนำก่อนมีไข้ มีอาการปวดศีรษะ รู้สึกไม่ค่อยสบาย
ปวดตามแขนขา ปวดหลัง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน
จากนั้นจะเริ่มมีอาการจับไข้ตามมา ตามลักษณะการจับ
ไข้ของเชื้อมาลาเรีย อาการจะรุนแรงกว่าชนิดไวแว็กซ์
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ จะพบเชื้อมาลาเรียในเลือด
จะพบทั่งระยะโทรโฟซอนท์ ไชซอนท์ เมอโรซอยท์ทุก
ระยะ แกมีทโตซัยท์จะเริ่มพบได้หลังมีอาการจับไข้แล้ว
ประมาณ สัปดาห์ขึ้นไป 

อาการไข้ในระยะแรกจะไม่แน่นอน จับไข้ไม่เป็นเวลา อาจจับทั้งวัน จับวันละหลายหน เป็นซัก 2-3 วัน จากนั้น
จะเริ่มจับไข้ทุก 36 ชม.    มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
ได้สูงเช่ย มาลาเรียขึ้นสมอง (Cerebral malaria) /
ภาวะแทรกซ้อนกับระบบหัวใจและหลอดเลือดทำให้เกิด
ภาวะช็อค / ภาวะแทรกซ้อนต่อระบบหายใจ / ภาวะ
แทรกซ้อนต่อระบบขับถ่ายปัสสาวะ ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะ
ได้น้อยลงจนไม่ขับปัสสาวะเลย มีระดีบ BUN,CREAT
เพิ่มสูงขึ้น เกิดภาวะยูรีเมีย

การจับไข้ของมาลาเรียชนิดไวแวกซ์
ไข้จับสั่นวันเว้นวันชนิดไม่ร้าย
มีระยะฟักตัวประมาณ 10-15 วัน  
อาการนำก่อนมีไข้ มีอาการปวดศีรษะ รู้สึกไม่ค่อยสบาย
ปวดตามแขนขา ปวดหลัง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน
จากนั้นจะเริ่มมีอาการจับไข้ตามมา ตามลักษณะการจับ
ไข้ของเชื้อมาลาเรีย
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ จะพบเชื้อมาลาเรียในเลือด
จะพบทั่งระยะโทรโฟซอนท์ ไชซอนท์ เมอโรซอยท์ทุก
ระยะ แกมีทโตซัยท์จะเริ่มพบได้หลังมีอาการจับไข้แล้ว
ประมาณ สัปดาห์ขึ้นไป มักพบเชื้อในเม็ดเลือดแดง
ประมาณร้อยละ 2
ถ้าไม่ได้รับการรักษา ก็จะมีการจับไข้แบบวันเว้นวันอยู่
ประมาณ 6 สัปดาห์-3 เดือน แล้วจะค่อยๆหายไปเอง 
ระยะจับไข้ค่อยๆสั้นลง ความรุนแรงลดลง อาการหนาว
สั่นลดลง จนหายไปในที่สุด  ในบางรายอาจเกิดอาการ
ไข้กลับมาใหม่ (Relapse) 

 

ภาพแสดงวงจรชีวิตของหมัด / Flea   ลักษณะอาการเมื่อมีหมัด  วงจรชีวิตการวางไข่  การนำโรคติดต่อ

     
IDENTIFICATION AND BIOLOGY OF FLEAS

This document will deal with the four most commonly encountered flea species mentioned above: the cat flea, the dog flea, the human flea, and the oriental rat flea. These fleas are found throughout the United States and are most likely to be encountered in mammal and bird nests or in pet bedding. Adult fleas are ectoparasites of their hosts, but unlike many other ectoparasites they do not spend the majority of their life cycle on their host.

Females deposit eggs in groups of 1 to 18 on the host after a blood meal. Some species, such as the cat flea, can deposit up to 25 eggs per day and over 1000 in a lifetime. Eggs soon drop off or are brushed off. Due to their spherical or oval shape, they roll into cracks and crevices on the floor or in or near nests and bedding. Eggs are whitish and 1/32" in diameter. Eggs hatch in 2 to 21 days.

Larvae are approximately 1/4" when first hatched, white, and have fine hairs. They lack legs or eyes but possess biting mouthparts. Most species feed on dried blood from the host (in the form of adult flea feces) or organic debris present in cracks and crevices. They also feed on cast larval skins. Depending on the availability of food, relative humidity, and other environmental factors, larvae pass through three stages (instars) in one week to several months. Optimal temperatures for larval development are 65 to 80 F. Larvae need a relative humidity of at least 50%. It is important to realize that even if the relative humidity of the ambient air is not this high, it could be much higher in the microhabitat of a burrow or den. Larvae can also survive short exposures to below freezing temperatures (Silverman and Rust 1983). Larvae pupate within cocoons spun from silk and may be covered with debris.

The pupal stage usually lasts approximately one week. The newly emerged adult may remain in the cocoon for some time; under adverse conditions, the adult may spend up to a year in the cocoon. Emergence occurs in response to pressure applied to the cocoon or detection of host warmth, vibrations, or carbon dioxide in the host's breath.

Adult fleas are small, brownish insects flattened from side to side, without wings but with powerful jumping legs. Adults can live for several years and go without feeding for months at a time under extreme conditions. Fleas can remain in a structure long after the host mammals have been removed. Depending on the species and environmental conditions, adults can breed from two weeks to two years after emerging. Adults feed on blood, and females deposit eggs only after a blood meal. Most species remain on the host only long enough to feed. Nearly all species have host preferences but are not restricted to any one host species. This trait is responsible for the transmission of several diseases (e.g. plague or murine typhus) from one host species to another. Adults prefer warm humid places and will leave a host if it dies
Medical Importance of Fleas

Flea bites vary in effect from short-lived itching welts to an overall rash to symptoms which may last over a year, depending on the sensitivity of the victim. Young children are more sensitive than older persons. Commonly, a small red spot appears where the skin has been pierced. Little swelling ensues, but the spot is accompanied by a red halo of irritated skin which usually lasts for several hours to a day.

Fleas are vectors of several diseases important to human health including plague, murine typhus, and tularemia. The oriental rat flea is the most important plague vector from rodents (primarily rats) to humans, but at least 30 other flea species can also transmit the disease, including the northern rat flea, dog flea, cat flea, and the human flea. Plague (in the sylvatic form) is endemic in the western United States among small rodents such as chipmunks, ground squirrels, and prairie dogs.

Nearly all known cases of plague in humans in the United States since 1925 have been associated with wild rodents (mostly from the Rocky Mountain states) and their fleas. The greatest threat to humans exist when domestic rats are exposed to infection from wild rodents in areas adjacent to human communities.

Murine typhus is a mild form of epidemic typhus that is usually spread by the human louse. The Norway rat population is the main reservoir of the disease. The disease is most common in the southwestern and Gulf states. The disease is commonly spread from rat to rat, and from rat to human by the oriental and northern rat fleas. It has also been transmitted by cat fleas from infected feral cats.

Fleas are also vectors of tularemia, a disease related to plague. The natural reservoirs of tularemia are cottontail rabbits in the East, and jack rabbits in the West. Most cases reported are by hunters.

Fleas can also be intermediate hosts of several species of tapeworm including species which parasitize humans, dogs, and cats.
CHEMICAL CONTROL OF FLEAS

Insecticides are also part of a flea management program. These are applied to areas where fleas are most likely to breed, including animal bedding, cracks in floors, and baseboards. Many veterinarians also recommend the use of indoor foggers to apply pesticides to rooms where domestic animals spend the bulk of their time. Flea collars are not considered to be effective (Whiteley 1987). When insecticides are used, it should be in conjunction with sanitation (Arthur et al. 1989). One difficulty with the use of insecticides as part of a flea management program is the ability of the adult flea to remain in its cocoon as a preemerged adult. This means that the adult flea can remain in the cocoon in which it pupates until it encounters a suitable host. Insecticides have been found to be ineffective against these preemerged adults (Rust and Reierson 1989). This highlights the importance of sanitation as the key element in a flea management program.
The flea passes through 4 stages in its life cycle. It undergoes a complete metamorphosis at each stage.(2) At any time, about 570f the fleas are eggs, 34% are larva, 8% are pupa, and only about 1% are present as adults. The life cycle can be completed in as little as 12 days or take as long as 174 days and is dependent upon the ambient temperature and humidity.(3) 
Flea eggs are oval, pearly white, non-sticky and about 0.5 mm in length.(4) The egg hatches between 1 and 10 days of being deposited on the host and falling off into the environment, depending on the ambient temperature and humidity (ideal conditions are 70% relative humidity and 35ฐ C (95ฐF).(2-4) 

Flea larvae emerge from the eggs after hatching. The larvae of C. felis felis has three stages or larval "instars." The larvae are about 2 mm long, slender, white, and covered with short hairs. They feed on organic debris and blood-containing feces from adult fleas. The larvae are negatively phototactic (move away from light) and positively geotactic (move toward the ground).(2,4) Therefore, indoors the larvae avoid direct sunlight and move under furniture, appliances, and into carpet fibers. Outdoors, they move into shaded areas under bushes, trees, and leaves. Five to 11 days are required for the larvae to molt twice during which they grow to about 5 mm in length. The larvae are extremely susceptible to heat and desiccation. They can survive only if the relative humidity is greater than 500r when soil moisture is between 1% to 20%.(3) Temperatures greater than 35ฐC (95ฐF) and cold less than 3ฐC (35ฐF) for more than 40 hours per month is also deleterious to survival. The mature larvae produce a sticky cocoon in which to pupate. Environmental debris may adhere to the cocoon which helps it to go undetected and provides excellent protection against insecticides. Pupation lasts from 5 to 9 days. Environmental locations suitable for a high rate of larval survival are termed "hot spots" or "source points." 
The pre-emerged adult flea is the stage that can extend the longevity of the flea. They can survive for up to 140 days in the cocoon if protected from desiccation. In the cocoon they are also protected from most insecticides. Physical pressure and changes in light, temperature, and carbon dioxide are thought to be stimuli for emergence of the adult flea. 

Newly emerged fleas can survive in the environment from 10 to 62 days, again depending on the temperature and humidity. (8) Once on the host, the flea begins feeding within seconds and becomes an obligate parasite. The animals grooming activity is the primary cause of mortality of ectoparasites. The flea feeds by piercing the skin of the host and inserting the tip of the labrum epipharynx to extract capillary blood. (5) Saliva is introduced by way of the salivary pump and used as an anticoagulant. (4) The female flea consumes an average of 14 microliters of blood per day (equivalent to 150f her body weight.)(6) About 72 female fleas will remove 1 milliliter of blood daily. Males consume less blood than females but feed more frequently. (2) Once fleas feed and initiate reproduction they become dependent on a constant source of blood or they will die within a couple of days. During feeding, female fleas excrete large quantities of incompletely digested blood ("flea dirt") in long tubular coils or fine pellets. (2) 

The first of multiple matings occurs on the host within 8 to 24 hours. Egg production begins within 36 to 48 hours of the first blood meal, reaches maximum production between 4 and 9 days, and may continue for more than 100 days. Egg production peaks at 40 to 50 per day and averages 27 eggs per day for the first 50 days. A single female flea may deposit over 2000 eggs during her lifetime .(4,7) 
Flea allergy dermatitis (FAD) is the most common veterinary dermatologic condition in the world. It begins with the bite of a flea. The saliva of the flea contains amino acids, aromatic compounds, fluorescent materials, polypeptides, and phosphorus. (9) In the dog the antigenic substances carry a molecular weight of 18,000 to 45,000 daltons with the major allergen of MW 30,000 to 32,000 daltons. (10) The main thing that dog owners notice is scratching, chewing, licking, biting, and other signs of pruritus. Sixty one percent of flea allergic dogs develop clinical signs between 1 and 3 years of age. (11) As animals age, with continued exposure to fleas, the degree of hypersensitivity may wane. FAD is uncommon in dogs less than 6 months of age. Patients usually have papules, crusts, salivary stains, excoriations, and erythema in a wedge-shaped pattern over the lumbosacral region, caudal thighs, proximal tail, ventral abdomen, and around the umbilicus. With chronic itching the areas become alopecic, lichenified, and hyperpigmented and the dog will develop an odor related to secondary infections with Staphylococcus intermedius and Malassezia pachydermatis. 


Figure 2 
A diagnosis of FAD is based on the age of onset of the pruritus, the distribution of the pruritus and clinical signs, and the observation of fleas and/or flea feces. Many dogs who are allergic to the bite of a flea have very few fleas on them at any time because their excessive grooming activity removes the fleas. Some of those patients will have recurrent tapeworm (Diplydium caninum) infestations from ingestion of the fleas. The diagnosis of FAD can be confirmed with an intradermal skin test with flea antigen. 


 

 






 

ภาพแสดงวงจรชีวิตของเห็บ / Tick and Mite     ลักษณะอาการ  วงจรชีวิตการวางไข่  การนำโรคติดต่อ

 
   
Insects never have more than three pairs of jointed legs. Scorpions,  spiders, mites and ticks have four pairs, at least when adult. Scorpions  have jointed abdomens but the other three do not. Spiders, however,  have a "waist" between the thorax and the abdomen, whereas the  abdomen of mites and ticks is broadly joined to the rest of the body.  Mites, such as chiggers and chicken mites, are generally much smaller  than ticks. A tick must get blood from some animal in order to exist,  although some may live for a year without it. Before feeding it is round  or oval, and quite flat. After burying its beak and head beneath the skin,  and gorging itself, the bloated body may be five or six times as long. It  should be removed, as soon as possible, by a straight slow pull with the  fingers, without jerking. Otherwise the head may break off and a needle  or knife will be required. A female tick lays several thousand eggs, on the ground, that hatch into  larvae or "seed-ticks" which have only six legs and seek to attach  themselves to some mammal or bird. Certain kinds molt and remain on  that animal until mature; others feed and then drop to the ground to  molt. There may be from 3 to 8 molts, depending upon the species,  before they become adult. Some kinds complete the life cycle in less  than a year, while others require up to four years. Some have simple  eyes. Others have no eyes but possess special sense organs that enable  them to detect animals many feet away. A camper, or a man standing in  the woods, may attract ticks from a large area and find scores of them  crawling up his legs.
Ticks belong to the class Arachnida, with their relatives the mites, spiders and scorpions. The tick's life cycle consists of egg, larva, nymph and adult. All stages except the egg are blood-sucking parasites. Ticks are most likely to be encountered in wooded or brushy areas, although you'll also find them in lawns because they've dropped there from a passing animal. The larval and, to a considerable extent, the nymphal stages feed on small animals and birds. Some nymphs and the adults seek out larger animals, including humans, when we venture into the tick's territory.

The two most common tick species in Missouri are the Lone Star tick, Amblyomma americanum (see Figure 1), and the American dog tick, Dermacentor variabilis. A third species, the brown dog tick, Rhipicephalus sanguineus, commonly is found on domestic dogs and may be a pest in homes with dogs. The brown dog tick feeds only on dogs and does not affect humans other than by being a pest with its presence. Several other species of ticks exist in Missouri, but they rarely come into contact with people.

 

Kinds of ticks

There are two basic types of ticks. Soft ticks, the argasids, are distinguished by their soft, leathery cuticle and lack of scutum. They can be recognized easily by their subterminal mouthparts that are on the underside of the tick. Soft ticks when engorged with blood blow up like a balloon. Soft ticks are fast feeders, being able to tank up in a matter of hours.

Hard ticks, the Ixodids, have a hard plate on the dorsal surface and have terminal mouthparts. When attaching, a tick will slice open the skin with the mouthparts and then attach itself. They also secrete a cement that hardens and holds the tick onto the host. Hard ticks are slow feeders, taking several days to finish their bloodmeal.

During feeding a tick may extract up to 8 ml of blood, they can take 100X their body weight in blood. Interestingly, they concentrate the blood during feeding and will return much of the water to the host while losing some by transpiration through the cuticle.

 

Lifecycle

All ticks have four life cycle stages. Adult ticks, produce eggs. A female tick can produce up to 20,000 eggs. Mating usually occurs on a host, after which the female must have a blood meal in order for the eggs to develop. Ixodid ticks are unusual in that mating does not occur on the host. The eggs are laid in the soil or leaf litter after the female drops off the host. These eggs hatch into a stage known as the larva. The larva is the smallest stage and can be recognized by having only 3 pairs of legs. These "seed ticks" are produced in great numbers. They must find a host and take a blood meal in order to molt to the next stage called the nymph. If the nymph can feed on a host, it will develop into the adult tick.

Ticks vary greatly in how long this cycle takes and the number of hosts involved. Some ticks are one host ticks; the entire cycle occurs on that one host. Others use two hosts, some three and some of the soft ticks are multi-host ticks.

Ticks require high humidity and moderate temperature. Juvenile ticks usually live in the soil or at ground level. They will then climb up onto a blade of grass or the leaf of a plant to await a potential host. They will sense the presence of a host and begin the questing behavior, standing up and waving their front legs. They are able to sense a vibration, a shadow, a change in CO2 level, or temperature change. When unsuccessful in their "quest" they become dehydrated and will climb back down the plant to the ground to become rehydrated. Then back up the plant, etc., until they are successful or they die. Some ticks have been known to live for over 20 years and they can live for a very long time without food. Their favored habitat is old field-forest ecozone. One way to cut down the number of ticks is to keep the area mowed.

ปัญหาเรื่องโรคไทฟัส (ไข้รากสาด) ในประเทศไทย
ไข้ไทฟัส (Typhus fever) หมายถึงไข้ที่เกิดจากเชื้อใน genous
Rickettsia ซึ่งเป็นโรคที่เกิดกับสัตว์แล้วแพร่มาสู่คน โดยมีพวก
หมัด เห็นบ ไร เป็นพาหะนำโรค

สำหรับในประเทศไทยจะกล่าวถึงไข้ไทฟัสที่จะเกิดจากตัวไร (mite)
เท่านั้น  ในประเทศไทยจะเกิดจากเชื้อ Rickettsia orientalis ใน
กลุ่มของ (R.tsttsugamushi) โดยมีไรอ่อนเป็นพาหะนำโรค

บริเวณที่จะพบสัตว์ที่เป็นรังของโรคและไรอ่อนที่เป็นพาหะนี้ เป็น
แถบทุ่งหญ้า ป่าละเมาะ พุ่มไม้เตี้ยๆ ทุ่งหญ้าคา ไร่พริก สวนยาง
พบได้แถบจังหวัด นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี ชลบุรี อุทัยธานี
ปราจีนบุรี นครราชสีมา อุบลราชธานี สุราษฏร์ธานี เชียงใหม่

เชื้อริงเก็ตเชีย มีรูปร่างคล้ายแบคทีเรีย มักอยู่เป็นคู่ๆ หรือเป็นกลุ่ม
ใหญ่ ลักษณะเป็น coccus เล็กๆ หรือแท่งสั้นๆติดสีแกรมลบที่หัว
ท้าย อยู่ในซัยโตพลาสมของเซล
เชื้อ R.orientalis อยู่ในทางเดินอาหารของตัวไร ตัวไรแก่อาศัย
บนพื้นหญ้าออกไข่ที่พื้นดิน ตัวอ่อนที่ออกจากไข่จะมี 6 ขาเรียกระยะ
ไรอ่อน (chigger) มีสีแดง ไรอ่อนจะกระโดดเกาะตัวนก สัตว์กัดแท
สัตว์เลื้อนคลาน หรือคนที่เดินผ่านเข้าไป ตัวอ่อนจะดูดน้ำเหลืองเป็น
อาหาร(ไม่กินเลือด) เมื่อไปดูดเอาเชื้อ R.orientalis เข้าไปในตัวไร
อ่อน เชื้อจะไชผ่านผนังลำไส้เข้าสู่ haemoccle เนื้อเยื่อนอกลำไส้
และต่อมน้ำลาย เชื้อสามารถผ่านไปทางไข่ของตัวไร ทำให้ไรอ่อน
รุ่นต่อไปติดเชื้อไปได้อีกหลายรุ่น
สัตว์ที่เป็นรังของโรค (reservoir) ในประเทศไทยคือหนู กระแต
กระจ้อน สำหรับคนเป็น accidental host
จะพบได้บ่อยในหน้าฝน เวลาที่ไรอ่อนออกหากินคือเวลา เช้า เย็นและ
กลางคืน เวลาอากาศร้อนก็จะหลบลงดิน

บริเวณที่ถูกไรอ่อนกัดจะมีลักษณะเป็นจุดดำๆเล็กๆขนาด 2-3 มม.
มีเนื้อตายตรงกลางในชั้น epidermis และ corium ลักษณะคล้าย
แผลถูกบุหรี่จี้ รอบๆแผลนูนแดง ต่อมน้ำเหลืองที่ใกล้จะโต  เชื้อกระ
จายไปสู่อวัยวะอื่นๆของร่างกายได้เช่น ปอด ม้าม ตับ ไต เป็นต้น

เมื่อถูกไรอ่อนกัดจะมีระยะฟักตัวประมาณ 4-18 วัน    เริ่มมีอาการ
ปวดศีรษะที่ขมับและหน้าฝากเป็นอาการเด่น เบื่ออาหาร หนาวๆ
ร้อนๆ ถึงสั่น ปวดเจ็บบริเวณที่ถูกไรกัด มีลักษณะแผลคล้าบบุหรี่จี้
เรียกลักษณะแผลนี้ว่า eschar มักพบบริเวณรักแร้ ขาหนีบ เอว
ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงจะโต  ไข้สูง ตาแดง กลัวแสง ไอ ไข้สูง ม้าม
โต ปวดเมื้อยตามตัว หูอื้อ มีผื่นแดงคล้ำกระจายสัก 3-+4 วัน
ระยะพักฟื้น แผลและอาการจะเริ่มหายไปในราวสัปดาห์ที่ 2-3 ของ
โรค ประมาณ 10-11% จะมีความผิดปกติของหูต่อไป

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ 
ตรวจพบลักษณะอาการและแผลแบบ eschar 
ตรวจปฏิกริยาน้ำเหลืองด้วยวิธี Weil-Felix test ให้ผลบวกใน
ช่วงสัปดาห์ที่ 2 -4 ของโรค
โดยการดูการตกตะกอนของแอนติเจน OX2/ OX19 /OXk
หากพบ OXk ให้ไตเตอรืสูงเกินกว่า 1:160 ถือว่าเป็นโรคนี้ หรือมี
ไตเตอร์เพิ่มสูงขึ้นในสัปดาห์ต่อไปก็ถือว่าใช้

ยาที่ใช้ในการรักษา Chloramphenicol / Chlotetracycline
และ Oxytetracycline

การป้องกัน
ทำลายแหล่งรังของไรอ่อน อย่าพยายามเข้าไปในพุ่มไม้ กำจัดหนู
ที่เป็นรังของโรค ยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคนี้

 Mite/Ticks 
small, often microscopic chelicerate that, along with the tick, makes up the order Acarina; it is also related to spiders.
The unsegmented mite body is typically oval and compact, although a few, mostly parasites, are elongated and wormlike.
There are four pairs of legs. The movable head is attached to the body by a hinge. 
There are four stages in the life cycle: egg, larva, 
nymph, and adult. 

1 The thousands of different mite species are worldwide in distribution and occupy diverse habitats, including plant galls,
mosses, other animals, and surface litter or upper layers of the soil. One group, the water mites, has returned to an aquatic environment, both fresh- 
and saltwater.Mites eat plant or animal substances, 
decaying organisms, and humus, and also infest 
stored food products such as cheese, meat,grains, 
and flour. The spider mite, or red spider, which is a mite and not a spider, feeds on plants and is destructive to crops. Many mites are parasitic on other arthropods, on mollusks, or on vertebrates. 
Mange and scabies mites lay their eggs in the skin and cause irritation in humans and fur-bearing animals. 
Other species are parasitic on the skin of birds and reptiles, and some live in the respiratory channels of birds and mammals. 
Chiggers, the larvae of harvest mites, transmit the organism that causes scrub typhus. Fowl mites feed on the blood of poultry. 
2 The larger members of the order Acarina, the
ticks,are all parasitic in at least one developmental
stage; most parasitize mammals and birds
although some have reptilian and amphibian hosts. Tick-borne diseases of livestock (e.g., babesiosis, 
anaplasmosis) are of great economic significance. An anchoring structure in the tick’s mouth enables it to embed its entire head under the skin of the host,
where it sucks the host’s blood. If a tick is pulled off the host, the head usually remains embedded in 
the skin. Members of the family (Argasidae) of soft ticks, with a membranous outer covering, hide in crevices 
and come out at night to suck blood. Hard ticks (family Ixodidae),which have thickened outer plates
made of chitin, remain attached to the host for long
periods. 
3 Ticks transmit Rocky Mountain spotted fever, tularemia, Lyme disease, equine encephalitis, several forms of ehrlichiosis, 
and other diseases. Each species needs three different hosts to complete its life cycle. Typically the larval stage will feed on small reptiles, birds, 
or mammals; the nymph stage will parasitize larger vertebrates; and adults will parasitize large 
herbivores and livestock. The adult of the ixodid species Ixodes dammini, the vector of Lyme disease in the E United States and Canada, 
usually chooses deer as its host (I. dammini of all stages will feed on humans). The closely related I. pacificus, which transmits Lyme disease and Rocky Mountain spotted fever in the western states
prefers livestock in the adult stage.Ticks can 
sometimes harbor more than one disease organism at a time. 
4 Mites and ticks belong in the phylum Chelicerata, class Arachnida, order Acarina. 

DISEASES TRANSMITTED BY TICKS TO HUMANS 

Rocky Mountain spotted fever. 
Rocky Mountain spotted fever is the most frequently reported tick-transmitted rickettsial disease in the U.S. Rickettsia rickettsii is
the causative agent in the western hemisphere although other distinct strains exist throughout the world. Most cases in humans 
occur where Dermacentor spp ticks occur with the primary vectors being D. variabilis in the eastern states and D. andersoni in 
the western states. 

Ticks are both reservoir hosts and vectors for R. rickettsii. Transmission to the tick can occur both transovarially and transstadially. 
Many small rodents serve as amplifying hosts being capable of developing high rickettsemias, thus serving as a source of 
infection for larval and nymphal ticks. 

Most human cases occur between mid-April and mid-September with June and July being the highest months. Mortalities are 
highest in children and people over 30 years of age. Clinical signs in infected people are variable and often mimic upper 
respiratory infections. Most commonly, fever, chills, headache, and abdominal pain are reported. A rash may develop later, 
often beginning on the soles of the feet and palms of the hands. Although common, the rash may only develop in 50% to 80% 
of infected people. Neuralgic signs may also occur but are most common late in the course of infection. 

Diagnosis is usually accomplished by both determining a history of exposure and by serologic means. The detection of antibody often takes
 1 to 3 weeks and early cases will not show positive serologic results. Treatment with tetracycline (22 mg/kg, q 8 h, po) or chloramphenicol (15 to 20 
mg/kg, q 8 h, po) is effective. Early diagnosis and treatment are essential in preventing complications, including death. Supportive care may be necessary in longer turn cases. 

Avoiding tick exposure and proper and early detection of tick infection and tick removal all aid in reducing the chances of infection.
Lyme disease or borreliosis. 
Lyme disease is the most frequently reported tick-transmitted disease of humans in the U.S. It is caused by a spirochete, Borrelia burgdorferi. 

Lyme disease has been reported in at least 24 states in the U.S., being most common in areas where certain Ixodes ticks occur.
The highest incidence occur in Northeastern and upper midwestern states along with pacific northwestern states. 

The life cycle involves several small mammals serving as reservoirs for the organism and a source of infection for the tick. Larval and nymphal 
Ixodes ticks become infected while feeding on these animals and transmit the infection to susceptible hosts 
transstadially during the next feeding cycle. Larger mammals, such as deer, often serve as important hosts for ticks and help maintain large tick numbers 
but appear to be of minimal importance in maintaining or amplifying the Borrelia organism. 

The clinical features of infection with B. burgdorferi are typically flu-like in nature. A unique skin rash termed erythema migrans usually develops after 
several days from exposure at the site of tick attachment. This rash differs from that reported for RMSF 
in that the Lyme rash is "bulls-eye" in appearance. The disease itself is typically multi-focal involving numerous systems. Early symptoms are usually 
associated with the rash, expanding to many other systems including cardiac, and eventually resulting in arthritic signs. 

Diagnosis is difficult. Serologic testing is often non-specific and organism culture is difficult and tedious. History of exposure and clinical signs 
often are important in a differential diagnosis. 

Tetracycline hydrochloride is the treatment choice in uncomplicated cases with sodium and/or potassium penicillin being used in complicated 
and long term cases. 

Prevention of tick infestations and early diagnosis is important in preventing disease in humans. Tick control is an important factor, especially in hyper-
endemic areas. 
Ehrlichia chaffeensis - human ehrlichiosis 
Ehrlichia chaffeensis is the causative agent of human ehrlichiosis. Although other Ehrlichia species occur in a variety of animals 
including dogs, this appears to be the only organism that infects humans. It was first recognized in 1986 in North America with 
approximately 400 cases being confirmed since that time. The majority of cases are restricted to the Ozark Plateau region of the 
US. The E. chaffeensis organism has been shown to be experimentally infective for humans, dogs, and white-tailed deer although 
the role of these animals in the epizootology of human disease is unclear. The only confirmed (experimental) vector is 
Amblyomma americanum . A second species has recently been implicated in human cases in areas of the upper-midwest and 
perhaps the northeast U.S. First reported in 1994, this ehelichial organism was identified in neutrophils from a patient in Minnesota. 
Since the first reporting, about 170 human cases have been confirmed from patients in Minnesota, Wisconsin, Massachusetts, 
Connecticut, New York, Rhode Island, Pennsylvania, Maryland, Florida, Arkansas and California. Molecular analysis suggests 
that the Ehrlichia spp that causes this disease, referred to as human granulocytic ehrlichiosis (HGE) is the same agent that is 
responsible for granulocytotrophic ehrlichiosis of horses in California and elseware and in dogs in the Upper Midwest. Dogs in 
other areas have E. ewingii infections in which the organisms are in neutrophils, but this agent has not been incriminated as a 
human pathogen. The clinical diseaase in humans with HGE is vary similar to that seen with HME and is characterized by fever,
chills, headache, nausea, cough, confusion, and arthraigia. 

Clinical signs are typically flu-like in nature with symptoms of fever, headache, anorexia, myalgia, chills and weight loss being 
common. A RMSF-like rash occurs in about 20% of infected people. 

Diagnosis is based on a history of exposure in an endemic area and can be confirmed by serologic tests (IFA) and/or 
identification of the organism in infected leukocytes and by culture methods. 

Tetracycline appears to be the treatment of choice with remission of fever occurring as soon as 24 hours following treatment. 

Minimizing tick exposure, early diagnosis and tick control measures are the only effective means of preventing infection 

Tularemia - Francisella tularensis 
The causative agent of tularemia (Francisella tularensis) is a small rod-shaped bacterium. There are several distinct types 
known that vary in virulence. The organism is worldwide in distribution and is capable of infecting a wide variety of animals. 
F. tularensis var tularensis is the most frequently isolated strain in the U.S. and is associated with tick-borne tularemia. 

Symptoms include fever, chills, malaise and fatigue. Several clinical forms are reported including ulceroglandular, typhoidal, 
pharyngotonsillitis, and pleuropulmonary. The specific form is usually related to the initial route of infection. The agent can be 
transmitted by both direct and indirect methods with ticks being the most frequent source of infection in humans. Exposure to 
infected animals, especially rabbits is the second most common source of human infection. 

Transstadial and transovarial transmission of this organism is common in ticks. Most human cases occur in summer 
concomitant with peak tick activity while a second peak often occurs in winter as a result of contact with infected rabbits. 

Symptoms generally occur in 3 to 5 days after exposure. The case fatality rate in the U.S. is about 5% to 7%. 

Streptomycin is the antibiotic of choice but other antibiotics are also effective. Diagnosis is dependent on isolating the 
organism in culture or by detection of antibodies in sera by laboratory testing. 
Babesia species 
Infection of humans in the U.S. with Babesia organisms has been reported as early as 1957. Increased numbers of cases, 
however, have occurred since that time in Nantucket Island and Martha's Vineyard in Massachusetts, Shelter island, New York 
as well as in Wisconsin. The causative agent has been Babesia microti, a normal parasite of small mammals transmitted by 
Ixodes scapularis ticks. Recently, possible cases have been seen in the south-central states. Patients that have been 
splenectomized or are immunocompromized are especially susceptible to infection. Recent findings in the Pacific Northwest 
indicate that a species of Babesia that appears to be distinct from B. microti has been involved in human cases. The 
epidemiology of this parasite is still under investigation. 

Clinical signs of human babesiosis mimic mild cases of malaria, appearing as a hemolytic anemia. Diagnosis is based on 
observing the organism in stained blood film. 

Treatment with chloroquine has been reported effective although not completely tested. Tick control and prevention of 
infestation appears to be the best method of preventing infection. 

 

 

ภาพแสดงวงจรชีวิตของเหา / Louse     ลักษณะอาการเมื่อมีเหา  การวางไข่ของเหา  การนำโรคติดต่อ

   
From whom did my child acquire head lice? Head lice are acquired from other infested people. Upon learning of their child's infestation, parents frequently seek to ascribe blame. This 'knee-jerk' reaction is understandable but unproductive. The offending lice came from some other person, but it is not currently possible to determine the identity of the donor. Parents are encouraged to focus their energies on education and treatment rather than on unsuccessful witch-hunts. Rather than accusing the school administrators or other parents for not preventing spread of head lice, parents are likely to benefit more by ensuring all children and adults in the home are inspected and treated as appropriate. 

What is the origin of head lice? Human lice likely co-evolved with people. Our primate relatives harbor their own species of lice. Lice are quite host specific; human lice, for instance, will not feed upon other animals, and lice of other animals would rarely feed upon a person. 

How many people are infested by head lice? Few useful statistics are available for estimating the prevalence of infestation. Far fewer people seemed infested than the general public or the medical community might believe. Reports of ‘epidemics’ of head lice may generally be attributed to incorrect identifications and misdiagnoses. The apparent annual and seasonal ‘increases’ in prevalence may be real or due to peculiarities in monitoring activities. The perception that lice are more prevalent today then in past decades may, perhaps, reflect societal changes in candor in discussing such issues 


What methods can I use to treat the infestation? First, ensure that a correct diagnosis/identification has been made before considering treatment options. An old infestation, manifested solely by hatched eggs, is not a cause for treatment. Treatment should be considered only when active lice or viable eggs are observed (refer to the images of lice and eggs). Several options exist to eliminate the infestation, but some are better tested than others. Success will likely depend on an integrated approach that relies on several of the methods listed below, combined with perseverance and a bit of levity. Because the egg is particularly resistant to some chemical treatments, a second treatment is often required about 10 days later to target the nymphs that hatch after the initial treatment. We have drafted management schemes to assist the parent and school administrator. 

Should everyone in the home be treated? Only those with live lice or viable eggs should be treated. Each person (adults as well as children) within the home should be inspected to determine if live lice are present. All those found to be infested should be treated simultaneously. 

Mechanical removal  Mechanically removing lice and nits can be an effective but time-consuming method.  Because most eggs will be non-viable, their removal is often impractical and unjustified. An infestation may be eliminated by combing each day to remove the live lice (including those that have hatched since the previous day). Comb daily until no live lice are discovered for about two weeks. Use illumination, magnification and a good louse or nit comb to locate and remove the offending insects. Although the hair may appear 'peppered' with eggs, there generally are fewer than a dozen active lice on the head at any time.  Adult female lice usually cement each egg to the base of a hair shaft near the skin.  As the hair grows (from the base), these attached eggs are transported away from the scalp.  Eggs more than one-half of one inch away from the scalp are nearly always hatched and do not, by themselves, indicate an active infestation. 

Louse or nit combs can be useful in removing lice and eggs. Diverse types of fine-toothed combs may be included within packages of pediculicides or they may be purchased from virtually any drug store, pet supply store (often at a discount) or via the web. Some louse combs are better than others; their effectiveness depends on a) their composition (metal vs. plastic) and construction (length and spacing of the comb teeth), b) the texture of the hair to be combed, c) the technique used to comb, and d) the time and care expended in the effort. Whereas straight hair is usually readily combed, tight curls may present an impossible and impractical challenge. Hair should be cleaned and well-combed or brushed to remove tangles before attempting to use a louse comb. Clean the louse comb frequently to remove any caught lice or eggs.  It may require several hours each night for several nights to tackle the problem. An entertaining video may help keep the child occupied during this exercise. Sit behind the child, and use a suitably bright light (and magnification if available), to inspect and comb through the hair, one small section at a time.  Repeat until no more active lice are observed. Some parents report that water, vegetable oils or hair conditioners help lubricate the hair and ease the combing process; others report that these lubricants make it more difficult to see the eggs. 

‘Electronic’ louse combs that resemble small bug ‘zappers’, or those with oscillating teeth would seem to offer little advantage, if any, over a well-designed traditional louse comb. Teeth of these devices may not effectively reach to the scalp and may not kill or remove eggs. 

 
What are head lice,  and how do they differ from other lice? Head lice (Pediculus capitis) are small parasitic insects exquisitely adapted to living mainly on the scalp and neck hairs of their human host. Their six impressive legs are elegantly evolved to grasp hair shafts and provide a striking example of biological specialization. Long associated with people, head lice have been recovered from prehistoric mummies. Head lice are equal opportunity parasites; they do not respect socio-economic class distinctions. Their presence does not connote a lack of hygiene or sanitation practiced by their host. Head lice are mainly acquired by direct head-to-head contact with an infested person's hair, but may infrequently be transferred with shared combs, hats and other hair accessories. They may also remain on bedding or upholstered furniture for a brief period. In North America and Europe, children are more frequently infested than are adults, and Caucasians more frequently than other ethnic groups. Neither able to fly nor jump, lice are also unlikely to wander far from their preferred habitat. Lice and their eggs are unable to burrow into the scalp. Lice are sometimes referred to as cooties, eggs as nits and infested people as lousy. The infestation by head or body lice is termed pediculiasis, and the associated "disease" pediculosis. Delousing (more properly termed lousing) consists of any method for eliminating an infestation. Chemical treatments directed against lice are pediculicides. Those that kill adult and nymphal lice are sometimes called lousicides; those that kill the developing embryo within the egg are ovicides. This discussion relates to head lice unless specific mention is made of other types of lice. 
Head lice derive nutrient by blood-feeding once or more often each day, and cannot survive for more than a day or so at room temperature without ready access to a person’s blood. A nymphal louse hatches from its egg after about 8 days of development, and begins to feed, grow and develop until it attains the adult stage about 9-12 days after hatching. A female louse may deposit more than 100 eggs at a rate of about six eggs each day. Only those eggs deposited by inseminated female lice will hatch. Generally, an infested person has fewer than a dozen active lice on the scalp at any time, but may have hundreds of viable, dead and hatched eggs. With adequate magnification, the developing nymph can be seen within the egg; hatched eggs are nearly transparent (see photos accompanying this site). 

Treatment should be considered only when active lice or viable eggs are observed. Itching of the scalp or the perception that something is crawling on the head do not warrant treatment for lice. Without magnification and suitable experience, they may be difficult to correctly distinguish from other material caught in the hair. Amongst presumed ‘lice’ and ‘nits’ submitted by physicians, nurses, teachers and parents, most are simply artifacts such as dandruff, hairspray droplets, scabs, dirt, or other insects (e.g. aphids blown by the wind and caught in the hair). To confirm the identity of suspected material, save a few lice and louse eggs under clear tape on our specimen submission form, and record the requested information. Submit the samples to us or to a qualified physician or entomologist to confirm the identity of the offending creatures (to learn more about this, visit the section: Specimen evaluation). 
Body lice (Pediculus humanus) are closely related to head lice, but are less frequently encountered in the US. As the name implies, body lice generally feed on the body, but may rarely be discovered on the scalp and facial hair. They usually remain on clothing near the skin, and generally deposit their eggs on or near the seams of garments. Body lice are acquired mainly through direct contact with an infested person or their clothing and bedding, and are most commonly found on individuals who infrequently change or wash their clothes. A change to clean clothes, and laundering of infested garments (especially drying with high heat or ironing), are generally effective to eliminate this burden. 

Body lice (but not head lice or pubic lice) serve as vectors of certain human pathogens. Epidemics of louse-borne typhus, louse-borne relapsing fever and trench fever decimated the populace through the ages, and millions more perished from these infections during the 1900’s during major conflicts and famines. Fear of these diseases fueled atrocious and perverse campaigns to quarantine and assault unpopular ethnic groups suspected of promoting risk. Current efforts to seek out and quarantine individuals infested with head lice may be driven, in part, by those who misinterpret or intentionally misapply certain principals of public health. 

Pubic or crab lice (Pthirus pubis) have a short crab-like body easily distinguished from that of head and body lice. Pubic lice are most frequently found around the pubic region of the infested person, but may also be found elsewhere on the body (including facial hair and eyelashes). The infestation by pubic lice is termed ‘pthiriasis’. Mechanical removal of these lice and their eggs is the preferred method of treatment. Because pubic lice are acquired mainly through sexual contact, their presence may be associated with other sexually-transmitted diseases. Pubic lice on a child may cause the physician to consider the possibility that the child may have had inappropriate contact. Pubic lice may also be acquired through more innocent means, such as by sharing a bed with an infested person

 

bar5.jpg (6486 bytes)

รายละเอียดโรคเขตร้อน หนอนพยาธิ/โปรโตซัว

 กลับ-Go Back

 Go Next Page

 

wpe5.jpg (2190 bytes)
ThaiLabOnline - Crystal Diagnostics
Email : info@thailabonline.com

 

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.