BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ


       
top

โรคกระดูกพรุน   
   Osteoporosis




 


















สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้


Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมรักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์



 โรคกระดูกพรุน - Osteoporosis      

โรคกระดูกพรุน คือโรคที่ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดน้อยลงเรื่อยๆ รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะ
โครงสร้างของกระดูก ซึ่งมีผลทำให้กระดูก ไม่สามารถจะรับน้ำหนักหรือแรงกดดันได้ตามปกติ ทำให้เกิด
อาการกระดูก หักตามมา (Decreased bone mass, defective bone microarchitecture
นอกจากจะเรียกโรคกระดูกพรุน อาจเรียก โรคกระดูกบาง โรคกระดูกผุ ก็ได้

ขบวนการเกิดกระดูกในร่างกาย
กระดูกในร่างกายนั้นเมื่อมองจากภายนอกจะเห็นเป็นท่อนแข็งๆคล้ายๆกันแต่เมื่อมองละเอียดลงไปจะสามารถ
จำแนกลักษณะของกระดูกออกได้เป็น 2 ชนิดคือ Cortical bone และ Cancellous bone
- Cortical bone คือกระดูกส่วนเปลือกนอก ซึ่งมีลักษณะแข็งและจับตัวกัน อย่างหนาแน่น ซึ่งเป็นส่วนที่
  เห็นด้านนอกของโครงกระดูก
- Cancellous bone จะเป็นส่วนที่เป็นแผ่นเยื่อใยที่สอดไขว่สลับไปมาอยู่ใน ช่องโพรงกระดูกภายใน 
  กระดูกแต่ละท่อนของร่ากายจะประกอบด้วยกระดูก ทั้งสองแบบ ซึ่งอยู่ในสัดส่วนที่แตกต่างกันไปแล้วแต่
  ตำแหน่งของกระดูกนั้นๆ  เช่นตรงส่วนกลางของกระดูกแขนขา (long bone) จะประกอบด้วย cortical 
  bone เป็นส่วนใหญ่ ที่บริเวณส่วนปลายจึงจะมี cancellous bone ในปริมาณ ที่มากขึ้น  
  ส่วนกระดูกสันหลังจะประกอบด้วย cancellous bone เป็นส่วน ใหญ่ ซึ่งกระดูกทั้งสองถูกออกแบบให้
  เหมาะสมกับการรับแรงกดแรงกระแทก ในลักษณะต่างกัน ทั้งสองแบบมีการตอบสนองต่อ metabolism 
  ของแคลเซี่ยม แตกต่างกัน

กระดูกยังประกอบด้วยสารอินทรีย์ชื่อ คอลลาเจน (จากโปรตีน)      ซึ่งจะก่อตัว เป็นฐานให้สารอนินทรีย์ 
เช่น แคลเซี่ยมฟอสเฟตมาตกผลีกจับตัวกับคอลลาเจน จนแปรสภาพกลายเป็นของแข็ง ที่สามารถรับน้ำหนัก
และมีความยืดหยุ่นใน ตัวเอง  เมื่อมองลึกลงไปถึงระดับเซลล์จะพบว่ากระดูกประกอบด้วยเซลล์หลัก
2 ชนิดคือ เซลล์ที่เป็นตัวสร้างกระดูก( Osteoblast) และเซลล์ที่ทำหน้าที่สลาย กระดูก(Osteoclast)  
เพราะกระดูกของเราไม่ได้อยู่ในลักษณะนิ่งๆเหมือน การก่อกำแพง แต่จะเป็นลักษณะแบบไดนามิก คือมีการ
เคลื่อนไหวถ่ายเทกัน อยู่ตลอดเวลา คือมีการสร้างขึ้นใหม่และสลายของเดิมกันไปอยู่ตลอดเวลา

ช่วงที่มีการสะสมของแคลเซี่ยมมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเด็กที่กำลังเจริญเติบโตเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์คือประมาณ
อายุ 14 ปี ในเด็กผู้หญิง และประมาณ 16 ปีใน เด็กชาย หลังจากหยุดสูงแล้ว (epiphyxial plate ปิด) 
กระดูยังมีการหนาตัวได้ อีกเล็กน้อยจนถึงช่วงอายุประมาณ 30 ปี และจะคงที่อยู่สักระยะหนึ่ง แล้วจึงจะ
เริ่มมีการสูญเสียเนื้อกระดูกไปเรื่อยๆปีละ 0.5-1%  ต่อปีทั้งหญิงและชาย  แต่ในผู้หญิงหลังวัยหมด
ประจำเดือนจะเกิดการสูญเสียเนื้อกระดูกเพิ่มมากขึ้นทำ ให้กระดูกบางลงกว่าเดิม อาจมองไม่เห็นความแตกต่าง
เมื่อมองจากภายนอก กระดูก 2 แบบคือแบบท่อนยาว cortical bone และแบบท่อนแบน cancell ous 
bone (ส่วนใหญ่ของกระดูกสันหลัง)    จะมีการสูญเสียของเนื้อกระดูกที่ แตกต่างกัน 
โดยที่กระดูกท่อนแบน จะมีการสูญเสียของเนื้อกระดูกก่อนและ รวดเร็วกว่าแบบกระดูกท่อนยาว เมื่อความ
หนาแน่นลดลงจนถึงระดับหนึ่งจะ เกิดการทรุดตัวได้แม้ในขณะที่กำลังทำงานบ้านอยู่ ส่วนกระดูกท่อนยาว
นั้นมัก ไม่มีการทรุดตัวอย่างกระดูกสันหลัง แต่มักจะหักเมื่อเกิดแรงกระแทกเข้ามาซึ่งแรงกระแทกอาจไม่
จำเป็นต้องรุนแรงนัก เช่นอาจเกิดกระดูกต้นขาหักจาก การล้มลงในระดับยืน การเซถลาไปปะทะกำแพง เป็นต้น

จากที่กล่าวข้างต้น   จะช่วยให้มองเห็นสถานะภาพรวมของกระดูกในร่างกาย ตั้งแต่เกิดจนถึงวัยสูงอายุ 
ในช่วงเด็กจะมีการสร้างมากกว่าการทำลาย ในช่วง กลางคนการสร้างและการทำลายจะพอดีกัน และการ
ทำลายของกระดูกจะมี มากกว่าเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ    แต่ก็ไม่ใช่หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนจะต้องเกิด
กระดูกสันหลังทรุดหรือกระดูกหัก ทั้งนี้เป็นผลจากมีการสะสมของเนื้อกระดูกไว้ตั้งแต่ในช่วงเด็กและวัยรุ่น   
ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสะสมของกระดูกสูงสุด
เพราะเมื่อมีการสูญเสียเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้นในช่วงวัยหมดประจำเดือนไป  ก็ยังมีความหนาแน่นของกระดูก
ในเกณฑ์ปกติได้  ซึ่งจะต่างกับรายที่ไม่ได้มีการ สะสมของกระดูกไว้ในวัยเด็ก  เนื้อกระดูกก็อาจจะลดลง
จนถึงระดับที่เป็นอัน ตรายได้

โรคกระดูกพรุน Osteoporosis นี้พบมากในผู้สูงอายุโดยประมาณ 60 ปีขึ้นไปโดยจะพบปัญหาใน
หญิงมากกว่าชาย เพราะในหญิงจะมีการลงลงของเนื้อกระ ดูกเป็นอย่างมากในช่วง 5 ปี หลังวัยหมด
ประจำเดือน สตรีวัยหมดประจำเดือน ในอเมริกา  ประมาณ 1/3-1/2 ของสตรีกลุ่มนี้จะเป็นโรคกระดูกพรุน
และเมื่อ อายุสูงขึ้นโอกาสกระดูกหักก็จะสูงเพิ่มตามไปด้วย โดยจะเป็นการทรุดหักของ กระดูกสันหลัง 
การหักของกระดูกสะโพก และสุดท้ายคือกระดูกต้นขาหัก  จะเห็นว่าปัญหากระดูกพรุนนี้ก่อให้เกิดการ
สูญเสียต่อชีวิต คุณภาพของชีวิตและ ทรัพย์สินอย่างมาก ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้
โรคกระดูกพรุนพบมากในสตรีผิวขาวโดยเฉพาะพวกที่อยู่ใกล้ขั้วโลก รองลงมา เป็นชาวผิวเหลืองในเอเซีย
และพบน้อยลงในชาวผิวดำ 
สาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุน สามารถกล่าวรวมๆของปัญหาที่มีผลทำให้การสะสมของเนื้อกระดูก
ได้ไม่ดี และปัจจัยที่ทำให้มีการสูญเสียมากกว่าปกติ
 พันธุ์กรรม  จากเชื้อชาติ ผิวขาว > เอเซีย > ผิวดำ
 เพศ หญิง มากกว่า  ชาย
 โภชนาการ  บริโภคแคลเซี่ยมต่ำ
 คื่มอัลกอฮอล์มาก
 ดื่มกาแฟมาก
 บริโภจเกลือมาก
 บริโภคโปรตีนจากสัตว์มาก
 ชีวิตความเป็นอยู่  สูบบุหรี่มาก
 กิจวัตรการออกกำลังกายน้อย
 โรคที่มีผลต่อการเสียเนื้อกระดูก  รังไข่ฝ่อ (ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน)
 การตัดมดลูก
 ต่อมทัยรอยด์ทำงานมากเกินไป
 ต่อมพาราทัยรอยด์ทำงานมากเกินไป
 ไตวายเรื้อรัง
 โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 
 ภาวะ  วัยหลังหมดประจำเดือน
 ยาที่มีผลต่อการสูญเสียเนื้อกระดูก  ยาทดแทนทัยรอยด์
 ยากลุ่มสเตียรอยด์
 ยากันชัก
 ยาขับปัสสาวะ ชนิด "loop"
 ยาลดกรดที่มีฤทธิ์จับกับฟอสเฟต
 ยาเตตร้าซันคลิน
 ยารักษาวัณโรค ไอโซไนเอซิค

จากปัจจัยต่างๆข้างต้นนี้ บางปัจจัยมีผลต่อช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่บาง
ปัจจัยก็มีผลต่อการก่อให้เกิดโรคได้ตลอดชีวิต  เช่นพันธุกรรมจะเป็นปัจจัยที่
สำคัญที่สุดในการกำหนดว่า จะมีมวลกระดูกสูงสุดได้เท่าใด  ในขณะที่ปัจจัย
อื่นๆจะเป็นการดัดแปลงคำสั่งจากพันธุกรรม โดยมีได้ทั้งผลบวกและผลลบ

ปัจจัยทางด้านโภชนาการ เป็นส่วนที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็น
ปัจจัยที่สามารถปรุงแต่งเได้ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการบริโภคอาหาร
โดยเฉพาะแคลเซี่ยมและโปรตีน
ส่วนปัจจัยที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากก็คือเรื่องเกี่ยวกับฮอร์โมน
เพศหญิง โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งพบว่านอกจากจะช่วยพยุงเนื้อ
กระดูกเอาไว้ ป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูกแล้วยังสามารถช่วยเพิ่มเนื้อกระ
ดูกได้ด้วย โดยกลไกที่อาจเป็นไปได้
- เอสโตรเจรออกฤทธิ์ผ่านแคลซิโตนิน
- เอสโตรเจนสร้างสารซึ่งมีผลควบคุมการทำงานของเซลสลายกระดูก ซึ่งจะ
ช่วยทำให้เซลสร้างกระดูก Osteoblast ทำงานได้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามโดย
ภาพรวมของการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริม ช่วยทำให้กระดูกในหญิงนั้น
เป็นไปในลักษณะที่ดีขึ้น ช่วยให้เห็นโอกาสในการป้องกันและรักษาโรคกระดูก
พรุนได้ 

การวินิจฉัย
ในปัจจุบันใช้การวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone mineral density mea
surement)โดยใช้เครื่อง DEXA (Dual energy x-ray absorptionmetry)
โดยวัดความหนาแน่นของกระดูกที่กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก กระดูกต้นขา
ปลายกระดูกข้อมือ และนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่าปกติในเพศและอายุ
ช่วงเดียวกัน 
  
ถ้าพบว่ากระดูกมี Bone mineral density (BMD) < 1.00 gm/cm2 จะมีโอกาสกระดูกหักได้ง่าย
   การวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุนเมื่อ BMD < 2.5 SD (standard diviation) ของประชากรในวัยสาว

การวัดความหนาแน่นกระดูกบุคคล 2 ครั้งห่างกัน 1-2 ปี จะช่วยให้สามารถ
คาดการณ์หรือพยากรณ์โรคกระดูกพรุนได้ เป็นวิธีที่ช่วยให้การประกอบการ
ตัดสินใจในการป้องกันและหรือวางแผนการรักษาโรคกระดูกพรุนต่อไป

ไม่นิยมในการตรวจจากเลือด เพราวิธีการตรวจยังไม่ไวและแม่นยำพอ  บาง
ตัวถึงแม้ให้ความแม่นยำดีแต่การวิเคราะห์สารเหล่านี้ทำได้ยาก และยังมีค่า
ใช้จ่ายที่สูง มักจะใช้ในการวิจัยเพื่อการศึกษา ดังนั้นในปัจจุบันการตรวจวัด
การวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone mineral density measurement)
จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด

การป้องกันและการรักษา
การที่จะมีกระดูกที่แข็งแรงสมบูรณ์นั้น ส่วนการสร้างกระดูกและส่วนการ
สลายกระดูกต้องสมดุลย์กัน ในกรณีที่มีภาวะกระดูกพรุนนั้นจะพบว่ามีการ
สลายกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก ดังนั้นหลักการดูแลก็คือให้มีการสร้างกระดูกมากขึ้น 
หรือลดการสลายของ กระดูกให้ลดลง

สารที่ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างกระดูกมากขึ้น
เราทราบดีว่าไวตามินดีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อขบวนการกระดูก โดย
แอกทีฟฟอร์มของไวตามินดี (1,25-dihydroxy vitamin D = calcitriol) จะช่วยเพิ่มการดูดซึมของแคลเซี่ยมจากลำไส้และเพิ่มระดับของแคลเซี่ยม
ในเลือดให้เพียงพอที่จะช่วยยับยั้งการหลั่งของพาราทัยรอยด์ ซึ่งเป็นฮอร์โมน
ที่จะกระตุ้นให้มีการสลายของกระดูก วิตามินดีมีประสิทธิภาพในการช่วย
พยุงเนื้อกระดูกและลดอัตรากระดูกหัก ข้อควรระวังอาจทำให้แคลเซี่ยมในเลือดสูงขึ้น
จนอาจก่อให้เกิดนิ่วในระบบ ทางเดินปัสสาวะได้ จึงควรมีการเฝ้าดูระดับแคลเซี่ยมใน
เลือดและปัสสาวะ  รวมทั้งดูการทำงานของไต

สารที่ลดการสลายกระดูก
ได้แก่ฮอร์โมนเอสโตรเจน / แคลซิโตนิน / บิสฟอสฟอเนต / แคลเซี่ยม
- ฮอร์โมนเอสโตรเจน ปัจจุบันนิยมให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนในสตรีหลัง
วัยหมดประจำเดือน เพื่อป้องกันและรักษาภาวะกระดูกพรุน โดยจะต้องให้
ฮอร์โมนทดแทนนานหลายปีซึ่งอาจต้องให้จนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งจะแตกต่างกับ
การให้ฮอร์โมนเพื่อลดอาการวูบวาบ หงุดหงิด อันเนื่องจากภาวะหมดประจำ
เดือน (วัยทอง) ซึ่งจะเป็นการให้ในระยะสั้นเพื่อบรรเทาอาการข้างต้นเท่านั้น 
และจะค่อยๆลดระดับฮอร์โมนลงจนหยุดยาไปในที่สุด  เนื่องจากต้องเป็นการ
ได้รับในระยะยาว ดังนั้นเอสโตรเจนที่ใช้นิยมใช้ เอสโตรเจนที่มาจากธรรม
ชาติ ที่ใช้มากในปัจจุบันคือ conjugated equine estrogen (CEE) ซึ่งได้
จากการสกัดจากปัสสาวะของม้าที่ตั้งครรภ์แล้วนำมาทำให้บริสุทธิ์
เอสโตรเจนสังเคราะห์ เช่น estradiol derivative ที่ใช้ในยาคุมกำเนิดไม่แนะ
นำให้นำมาใช้ในระยะยาวเพราะมีผลต่อการทำงานของตับ 
ผลเสียจากการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนนานๆ คือทำให้เกิดการหนาตัวของ
เยื่อบุมดลูก ซึ่งอาจกลายไปเป็นมะเร็งของเยื่อบุมดลูกได้ ซึ่งสามารถแก้ไข
ได้โดยการให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนร่วมด้วยซึ่งจะช่วยป้องกันการหนาตัว
ของเยื่อบุมดลูกและเนื้องอกในมดลูกได้ ดังนั้นข้อควรระวังในการรับฮอร์โมน
ในการรักษาคือ ต้องไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของตับหรือเป็นโรคตับ
เรื้อรัง ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นเลือดอุดตัน ไม่มีปัญหาเลือดออกทางช่องคลอด
ผิดปกติ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งต้องแน่ใจว่าไม่เป็นมะเร็งของเต้านมอยู่ก่อน
แล้วเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนจะไปกระตุ้นการโตเร็วขึ้นของเนื้องอกด้วย

ประโยชน์ของการใช้ฮอร์โมนทดแทนในการป้องกันโรคกระดูกพรุนแล้ว ยัง
ช่วยแก้อาการที่เกิดในระยะหมดประจำเดือนด้วย เช่นหงุดหงิด ร้อนวูบวาบ
ช่องคลอดแห้ง ปัสสาวะเล็ด ผิวหนังเหี่ยวย่น อาการห่อเหี่ยวหดหู่ โรคไขมัน
อุดตันในเส้นเลือดหัวใจ และโรคอัลไซเมอร์ได้
- แคลซิโตนิน เป็นฮอร์โมนจาก C-cell ของต่อมไทรอยด์ ฆรือสกัดจากปลา
ซัลมอน  มีหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเซลสลายกระดูก 
แคลซิโตนินจะได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีการสร้างและการสลายกระดูกที่เกิดขึ้น
อย่างรวดเร็ว เช่นในช่วงหลังวัยหมดประจำเดือน 
ข้อเสียคือยามีราคาแพง ต้องฉีดและมีผลข้างเคียงเช่น ร้อนตามตัว หน้าแดง 
คลื่นไส้ ปัจจุบันเริ่มมีแบบฉีดพ่นทางจมูก
- แคลเซี่ยม การให้แคลเซี่ยมเพียงอย่างเดียวในสตรีหลังวัยหมดประจำเดือน 
(ในช่วง 5 ปีแรก) ไม่สามารถช่วยพยุงเนื้อกระดูกไว้ได้ แต่ถ้าให้ในกลุ่มที่
หมดประจำเดือนเกินกว่า 5 ปีไปแล้วจะช่วยลดการสูญเสียกระดูกได้  อย่างไร
ก็ตามการบริโภคแคลเซี่ยมในระดับเพียวพอและสมำเสมอตั้งแต่ต้นจะช่วย
รักษาโรคกระดูกพรุนได้ โดยช่วยให้ร่างกายเก็บสะสมเนื้อกระดูกตุนไว้ให้
มากที่สุด และถ้าให้แคลเซี่ยมร่วมกับเอสโตรเจนในสตรีหลังวัยหมดประจำเดือน
จะช่วย ลดขนาดของการใช้เอสโตรเจนลง

- ในช่วงเด็กต้องการแคลเซี่ยมประมาณ 1.5 กรัมต่อวัน
- ผู้ใหญ่ควรได้รับประมาณ 800-1000 มิลลิกรัม/วัน
- สตรีหลังวัยหมดประจำเดือนจนถึงวัยสูงอายุควรได้แคลเซี่ยม 
  1000-1500 มิลลิกรัมต่อวัน

โดยแคลเซี่ยมจะถูกดูดซึมทางลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด โดยจะดูดซึมเข้า
สู่ร่างกายได้ประมาณร้อยละ 10-40 ของแคลเซี่ยมที่ทานเข้าไป ปัจจัยที่ทำให้
การดูดซึมแคลเซี่ยมลดลงได้แก่
- ขาดวิตามินดี
- อาหารที่มีไขมันสูง
- กรดออกซาลิค / กาแฟ / อัลกอฮอล / บุหรี่

อาหารที่ให้แคลเซี่ยมมากได้แก่นม ผลิตภัณฑ์จากนม แต่ต้องระวังเรื่องไขมัน 
โคเลสเตอรอลด้วย รองลงมาได้แก่ ปลา หรือสัตว์ที่กินได้ทั้งกระดูกเช่น กุ้งแห้ง 
ปลาป่น ปลากระป๋อง ถั่ว ลูกนัท ผักใบเขียว เช่น ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า 
ผักบร็อคโคลี่ (เป็นกลุ่มผักที่มีแคลเซี่ยมสูง)

การรักษาด้วยวิธีอื่นๆจะไม่ได้ผลดีเลยถ้าในร่างกายมีระดับแคลเซี่ยมไม่มาก
พอ ดังนั้นไม่ว่าจะรักษาโดยวิธีใดก็ควรมีการได้รับแคลเซี่ยมเสริมด้วย

- บิสฟอสโฟเนส ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการจับกับแคลเซี่ยมแทนฟอสเฟตตัวจริง 
และเมื่อเซล สลายกระดูกจะมาสลายกระดูกตรงที่มีสารตัวนี้อยู่ เซลก็จะทำงานไม่ได้ 
ทำให้ การสลายของกระดูกลดลง ยากลุ่มนี้เป็นทางเลือกของสตรีวัยสูงอายุที่มีภาวะ
กระดูกพรุนแล้วและไม่สามารถใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนได้
 ยากลุ่มนี้ไม่ได้มีฤทธิ์เป็นฮอร์โมน ใช้รักษาป้องกันโรคกระดูกผุและแตกใน
คนไข้หรือผู้สูงอายุที่มีอาการกระดูกผุหรือพรุนแล้ว (โดยมรความหน่าแน่น
ของกระดูก < 2 เท่าของคนปกติ) ซึ่งการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทนอาจช้าไป
หรือคนไข้ที่ไม่สามารถใช้การรักษาโดยวิธีฮอร์โมนทดแทนได้ ยาในกลุ่มนี้
ได้แก่ อเลนโดรเนต/Alendronate และเอทิโดรเนต /Etidronate ขนาดรักษา
10 มิลลิกรัม รับประทานติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน โดยรับทาน
หลังตื่นนอนในตอนเช้าพร้อมน้ำแก้วโต อาหารหรือน้ำผลไม้จะขัดขวางการดูด
ซึมของยา  ประโยชน์ช่วยให้กระดูกแข็งแรงมากขึ้น ไม่มีอาการข้างเคียงของ
ฮอร์โมน
อาการข้างเคียง อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน อาจกัดกระเพาะได้จึงควรดื่มน้ำ
ตามและควรเดินหรือนั่งไม่ควรนอนเพื่อไม่ให้ยาหยุดนิ่งในกระเพาะ

ข้อแนะนำสำหรับสตรี
1. การได้รับแคลเซี่ยมอย่างเพียงพอตลอดอายุขัย ตั้งแต่วันเด็กไปจนถึงวัยชรา 
    จะช่วยไม่ให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้
2. มีสุขนิสัยที่ดีในการบริโภคอาหาร โปรตีน เพื่อเป็นแกรของกระดูก /
    แคลเซี่ยมและฟอสเฟต ( มาจับที่กระดูกเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูก
3. ออกกำลังกายอยู่อย่างสมำเสมอ อย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เพราะจะมีการ
    สลายของกระดูกมากขึ้น
4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
5. ดูแลตนเองให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียของกระดูก
6. ได้มีการประเมินสภาวะของกระดูกว่ามีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมาก
    น้อยเพียงใด ในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน
7. ในหญิงที่มีความหนาแน่นของกระดูกน้อยกว่า 1 SD ควรได้รับฮอร์โมน
    ทดแทน ดูข้อห้ามก่อน
8. ถ้ามีข้อตรงกับการห้ามใช้ฮอร์โมนช่วย ให้ปรีกษาแพทย์เพื่อหาวิธีอื่นที่
    เหมาะสมแทน
9.ให้มีความระมัดระวังในการเคลื่อนไหว และดูแลสภาพแวดล้อมให้มีความ
    ปลอดภัย เพื่อลดการลื่นหกล้ม

 
Article by :
- สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
   สิรินทร ฉันศิริกาญจน์

- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
  ดร.สุมล ปวิตรานนท์



    


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.