BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

Top                 

การใช้ Finasteride ในการรักษา
ชายที่มีศีรษะล้านส่วนหน้า
การใช้ HAIRPRIME ในการสนับสนุน
การเสริมสร้างและชลอการหลุดร่วง
ของเส้นผมก่อนเวลา

วิธีใหม่ในการรักษาผมร่วงได้ผลแค่ไหน
อาการท้องผูกกับผู้สูงอายุ

ปาร์ตี้ ยาอี / เอคตาซี-Ecstasy

โพรพีเซีย เป็นสารสังเคราะห์ซึ่งมีฤทธิ์
ยับยั้งจำเพาะต่อเอนไซม์ 5-alpha-reductase

การรักษาภาวะไขมันในเลือดสูง
ในผู้ป่วยเบาหวาน
การป้องกัน bone loss ในหญิงวัยทอง

   bar8.JPG (7232 bytes)


      


 

 

 

 

 


hair.jpg (25650 bytes)การใช้ Finasteride ในการรักษา
ชายที่มีศีรษะล้านส่วนหน้า

  Journal of American Academy of Dermatology 
 40: 1999: 930-937




 

บทคัดย่อ
Finasteride เป็นยายับยั้งเอนไซม์ type II 5 alpha reductase อย่างจำเพาะเจาะจง จึงสามารถลด
ระดับของ dihydrotestosterone ทั้งในเลือดและที่หนังศีรษะและแสดงให้เห็นแล้วว่าใช้ได้ผลดีใน
ผู้ชายที่ผมร่วงแบบ vertex male pattern

วัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาถึงประสิทธิผลของ finasteride 1 มก./วัน ในผู้ชายที่มีผมส่วนหน้าบาง frontal
(anterior/mid) scalp hair thining

hp5.jpg (5227 bytes)

วิธีการ
เป็นการศึกษาแบบ double blind, placebo controlled ใช้เวลา 1 ปี แล้วต่อด้วย open extension
อีก 1 ปี การประเมินผลดูจากการนับจำนวนเส้นผม (ในวงกลมขนาด 1 ตารางเซนติเมตร) โดยผู้ป่วย
เองและผู้ทำการวิจัยและการประเมินจากรูปถ่ายโดยผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ทราบรายละเอียดการทดลอง

ผล
พบจำนวนเส้นผมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการนับเส้นผมบริเวณด้านหน้าในกลุ่มที่ได้รับ finasteride
1 มก./วัน รวมทั้งการประเมินทุกวิธีโดยผู้ป่วยเอง ผู้ทำการวิจัยและ glabal photographic review
ประสิทธิผลที่ได้รับยังคงดำเนินต่อไปหรือดีขึ้นตลอดปีที่ 2 ของการทดลองที่ดำเนินต่อ ผู้ป่วยทนต่อยา
finasteride ได้ดี


สรุป
ในเพศชายที่ผมร่วงบริเวณ anterior/mid ของศีรษะ ยา finasteride 1 มก./วัน ช่วยให้ผมร่วงช้าลงและ
ช่วยให้ผมขึ้นใหม่มากขึ้น

ภาวะผมบางศีรษะล้านแบบ male pattern hair loss หรือ androgenic alopecia ที่พบได้บ่อย
จากสาเหตุทั้งทางพันธุกรรมและฮอร์โมนเพศ มีลักษณะเฉพาะคือจะมีผมร่วงและผมบางลงเรื่อยๆ
ในบริเวณที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ bitemporal และเชิงผมบริเวณ anterior/middle scalp จะร่น
เข้าไป หรือบริเวณ vertex จะบางลง ถึงแม้ว่าอัตราการสูญเสียเส้นผมจะแตกต่างกันในผู้ชายแต่
ละคน แต่กระบวนการค่อนข้างจะช้าคือส่วนใหญ่เป็นเวลาหลายปี ผมที่เหลืออยู่รอบๆจะมีขนาด
เล็กลงและสีจะเข้มน้อยลง

ถึงแม้ว่าบทบาทของพันธุกรรมยังคงมีการศึกษากันอยู่ แต่ความเกี่ยวพันที่สำคัญยิ่งของฮอร์โมน
androgen ทราบมากว่า 50 ปีแล้ว ขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า dihydrotestosterone เป็น
androgen ซึ่งเป็นต้นเหตุของ male pattern hair loss ภาวะนี้ยืนยันได้จากการสังเกตุผู้ชายที่มี
ความผิดปกติทางพันธุกรรมคือพร่องฮอร์โมน type II alpha reductase ทำให้ระดับของ
dihydrotestosterone ต่ำ แต่มีระดับ testosterone ปกติ จะไม่พบลักษณะ male pattern hair
loss เลย นอกจากนี้ยังพบว่า dihydrotestosterone พื้นฐานในคนที่มีลักษณะ ผมบางศีรษะล้าน
จะสูงกว่าคนที่มีผมปกติ

Finasteride เป็นสารต้านเอนไซม์ type II alpha reductase อย่างจำเพาะเจาะจง ได้แสดงให้
เห็นว่าสามารถลดระดับ dihydrotestosterone ทั้งในเลือดและที่หนังศีรษะของคนผมบางศีรษะ
ล้าน ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่า finasteride 1 มก./วัน ช่วยเพิ่มปริมาณเส้นผมในผู้ชายที่มี
ผมบางในลักษณะ vertex thining ผมร่วงบริเวณด้านหน้าศีรษะ

การประเมินผล
    โดยการนับเส้นผม (Hair counts)

การนับเส้นผมทำได้โดยใช้ภาพขยายโดยคอมพิวเตอร์ช่วย โดยการตัดผมบริเวณที่ต้องการนับ
เป็นพื้นที่ 1 ตารางเซนติเมตร และที่ศูนย์กลางของบริเวณที่ใช้นับซึ่งทำเครื่องหมายไว้เพื่อให้
ได้จุดเดิมทุกครั้ง ภาพขยายจะถูกเปลี่ยนเป็น dot maps ของเส้นผมแต่ละเส้นโดยเจ้าหน้าที่
ผู้ชำนาญการซึ่งไม่ทราบรายละเอียดในการรักษา
    โดยผู้ป่วยเอง (Patient self-assessment)
ผู้ป่วยประเมินตนเองโดยการตอบแบบสอบถามซึ่งประกอบด้วย 6 คำถาม แต่ละคำถามมีการ
เปรีบยเทียบกับเมื่อเริ่มต้นการทดลอง ประกอบด้วย ลักษณะของเส้นผม / ความเจริญของเส้นผม /
การชะลอการสูญเสียเส้นผม / ความพอใจกับลักษณะผมของตน / ความพึงพอใจใน frontal hair
line (ตีนผม) / ความพึงพอใจ กับผมโดยรวม
    โดยผู้วิจัย (Investigator Assessment)
ผู้วิจัยทำการประเมินผลคนไข้ในแต่ละราย โดยใช้ระบบการให้คะแนนมาตรฐาน 7 คะแนน เกี่ยว
กับการเจริญของเส้นผมในขณะนั้นเมื่อเทียบกับตอนเริ่มต้นดังนี้ -3 ลดลงมาก / -2 ลดลงปานกลาง /
-1 ลดลงเล็กน้อย / 0 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง / 1 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย / 2 เพิ่มขึ้นปานกลาง / 3 เพิ่มขึ้นมาก
    โดยการใช้ภาพถ่าย (Global photographic assessment)
การใช้ภาพถ่ายกลางศีรษะ (anterior/mid) ทำก่อนตัดผมเพื่อ scan ด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับนับ
เส้นผม ยึดศีรษะของผู้ป่วยด้วย stereotactic device เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งและระยะเดิมสำหรับ
ถ่ายรูปทุกครั้งก่อนถ่ายรูปหวีผมให้อยู่ในทางเดิมของผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อให้บริเวณที่ศีรษะล้านมอง
ได้ชัดเจน เมื่อสิ้นสุดการทดลอง แพทย์ผิวหนังผู้มีประสบการณ์ 3 คน จะเป็นผู้ประเมินว่ามีการเพิ่ม
ขึ้นของผมหรือมีผมร่วงมากขึ้นโดยเปรียบเทียบกับก่อนวิจัย โดยใช้ระบบ 7 คะแนน

ผลการศึกษา
จากการประเมินโดยการนับจำนวนเส้นผม
ระหว่างปีแรกของการศึกษาพบว่าจำนวนเส้นผมเฉลี่ยที่นับได้ใน 1 ตารางเซนติเมตรเพิ่มขึ้น 
9.6 +/- 1.5 เส้น ในกลุ่มที่ได้รับยา finasteride และลดลง 2.06 +/- 1.5 เส้น ในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก
เมื่อสิ้นสุดในเดือนที่ 12 พบว่า 70% ของกลุ่มที่ได้รับยา finasteride ไม่มีการสูญเสียเส้นผมเพิ่มขึ้น
 ในขณะที่ 56% ของผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกยังคงสูญเสียเส้นผมต่อไป

จากการประเมินโดยผู้วิจัย
การประเมินโดยผู้วิจัยพบว่าการเจริญของเส้นผมในกลุ่มที่รับยา finasteride ดีกว่ากลุ่มยาหลอก
อย่างมีนัยสำคัญที่ทุกระยะเวลาโดยเริ่มเห็นผลตั้งแต่เดือนที่ สามและความแตกต่างจะมีเพิ่มมาก
ขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อระยะเวลาผ่านไป12 เดือนพบว่า ในกลุ่มได้รับยา finasteride ได้รับ
การประเมินว่า 52 % ดีชึ้น นอกจากนี้ผู้ทำการวิจัยพบว่าอาการผมร่วงดีขึ้นตลอดในช่วง  2 ปีที่ทำ
การวิจัย
จากการประเมินตนเองของผู้ป่วย
การประเมินผลด้วยผู้ป่วยเองจากการตอบคำถามทั้ง 6 ข้อจะพบว่า finasteride ให้ผลดีกว่ายาหลอก
ตั้งแต่การประเมินครั้งแรกคือที่ระยะ 3 เดือนและทุกๆครั้งหลังจากนั้นถ้าแยกลงไปในแต่ละข้อจะพบ
ว่าคำถามที่ 1และคำถามที่ 3 ได้ผลดีมากในกลุ่มที่ได้รับยา finasteride เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มยา
หลอกเมื่อครบเดือนที่ 3 และเมื่อถึงเดือน 6 จนจบการทดลองพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ของทั้งสองกลุ่ม คำถามที่ได้รับการตอบสนองในทางบวกมากที่สุดในกลุ่มที่ได้รับ finasteride คือ
ข้อสาม ประสิทธิภาพในการชลอการสูญเสียเส้นผม

จากการประเมินจากภาพถ่าย

แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับ finasteride มีอาการศีรษะล้านดีขึ้นมาก เมื่อเปรียบกับกลุ่มยาหลอกที่ระยะ
6 และ12 เดือน (p<0.001) ที่ระยะ 12 เดือน 37% ของผู้ชายในกลุ่ม finasteride ประเมินว่าดีขึ้นใน
ขณะที่เทียบกับกลุ่มยาหลอกเพียง 7 %  และอาการที่ดีขึ้นนี้ดำเนินต่อไปตลอดปีที่ 2 ของการทดลอง
ความปลอดภัย
ระหว่างการวิจัยผู้ร่วมโครงการทนต่อยาได้ดี ไม่พบอาการข้างเคียงที่สำคัญทั้งทางร่างกายและผล
ตรวจเลือดในกลุ่ม finasteride เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก อาการข้างเคียงเนื่องจากยาที่พบมีเพียง
อาการข้างเคียงทางเพศ ซึ่งรายงานประมาณ 2% ในทั้ง 2 กลุ่ม  (ผู้ป่วย 2 คนในแต่ละกลุ่มรายงาน
ว่ามีความต้องการทางเพศลดลงผู้ป่วย 1 รายในกลุ่มยาหลอกมีปัญหาในการหลั่ง ผู้ป่วย 1 รายในกลุ่ม
 finasteride รายงานว่าอวัยวะเพศไม่แข็งตัว)    แต่ไม่มีผู้ป่วยรายใดหยุดยาเพราะอาการข้างเคียง
ทางเพศ และทุกคนอาการหายไปเองในระหว่างทำการทดลองและไม่มีรายงานผลข้างเคียงเพิ่มขึ้น
ในปีที่ 2


ภาพแสดงผลการประเมินผล

Male.jpg (16541 bytes)    Malea1.jpg (14702 bytes) Malea2.jpg (13058 bytes)
  ก่อน-หลังการใช้ยา             ก่อน-หลังการใช้ยา

วิจารณ์
ในปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าสาเหตุของผมบางศีรษะล้านแบบ male pattern hair loss มีความ
เกี่ยวพันกับฮอร์โมน dihydrotestosterone (DHT) ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะนี้   เพราะ
ผู้ชายที่มีความบกพร่องทางพันธุกรรมคือไม่มี เอมไซม์ 5-alpha reductase        และมีระดับของ 
dihydro testosterone ต่ำจะไม่พบภาวะผมบางศีรษะล้านบริเวณ bitemporal  หรือ androgenic 
alopecia และตัวยา finasteride ได้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาผมบางศีรษะล้านบริเวณ 
vertex  (ส่วนกลาง)

ความสำคัญของผลการรักษาที่ดีขึ้นเนื่องจาก finasteride   จะเห็นได้ชัดจากการประเมินผลโดยผู้ป่วย
เองประมาณ 50% ของผู้ที่ได้รับ finasteride พบว่าสภาพของผมของตนดีขึ้น และเกือบ 70% ของผู้ที่
ได้รับว่ารายงานว่าการสูญเสียเส้นผมช้าลงและลดลง นอกจากนี่ความพึงพอใจต่อผมของตนเองซึ่งเป็น
สิ่งที่วัดได้ยากก็ดีขึ้นเมื่อผ่านระยะการทดลอง

สภาพของผมจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่เดือนที่ 6 และดำเนินต่อไปเรื่อยๆตลอด 24 เดือน และเมื่อเวลาผ่านไป
จะพบการเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน โดย finasteride จะเริ่มด้วยการลดชลอการสูญเสีย
เส้นผมให้ช้าลง โดยเริ่มสังเกตุเห็นได้ในเดือนที่ 3 และจะเริ่มช่วยให้เส้นผมใหม่สามารถเจรฺญงอกงาม
เมื่อการรักษาดำเนินต่อไปผมที่ขึ้นมาใหม่ก็จะมีขนาดหนาและยาวขึ้น เนื่องจากวงจรของเส้นผมนั้นจะ
ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ดังนั้นผลการรักษาที่ดีขึ้นจะดำเนินไปอย่างช้าๆ และ finasteride มุ่งเน้นแก้ที่
สาเหตุโดยตรงของการเกิด androgenic alopecia ดังนั้นภายหลังจากการแก้ไขสาเหตุเบื้องต้นแล้วก็
ตามมาด้วยสภาพของผมที่ดีขึ้น

ในการศึกษานี้ไม่มีอาการข้างเคียงที่พบใน finasteride มากไปกว่าในกลุ่มยาหลอก ในบางงานวิจัยมี
รายงานผลข้างเคียงทางเพศบ้าง แต่อาการข้างเคียงเหล่านี้หายไปหมดเมื่อหยุดยาและบางส่วนก็หาย
ไปแม้ในผู้ที่ยังคงทานยาอยู่ต่อไป

สนใจโปรแกรมเสริมสร้างเส้นผมตามธรรมชาติ-ORDER

bar8.JPG (7232 bytes)

FINASTERIDE, MSD Inhibits formation of DHT, a key underlying cause of 
androgenic alopecia
HAIRPRIME ,USA Promote healthy hair growth with natural supplement for 
hair growth













hp1.jpg (9602 bytes)

การใช้ HAIRPRIME ในการสนับสนุนการเสริม
สร้างเส้นผมและชลอการหลุดร่วงก่อนเวลา






 




วงจรชีวิตของเส้นผม
สามารถจัดแบ่งได้ออกเป็น3 ระยะดังต่อไปนี้
1. Anagen phase ระยะที่มีการเจริญเติบโตของเส้นผม โดยปกติแล้วเส้นผมในช่วงเวลานี้จะมีช่วง
อายุประมาณ 2-3 ปี
2. Catagen phase ระยะหยุดการเจริญเติบโตของเส้นผม โดยทั่วไปเส้นผมจะอยู่ในช่วงระยะเวลานี้
ประมาณ 2-3 เดือน
3. Telogen phase ระยะวัยชราของเส้นผม เส้นผมที่อยุ่ในระยะเวลานี้จะทยอยหลุดร่วงไปตาม
ธรรมขาติ ขณะเดียวกัน เซลรากผมก็จะเริ่มสร้างเส้นผมเส้นใหม่ขึ้นมาทดแทนเส้นผมเดิมที่จะหลุดร่วง
ไป ระยะเวลานี้ประมาณ 3-7 วัน

hp6.jpg (16719 bytes)

โดยเฉลี่ยแล้วเส้นผมของเราจะมีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 1000 วัน มีอัตราการงอกใหม่ประมาณ 
2-3% /เดือน มีความยาว เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 0.5 นิ้ว/เดือน ดังนั้นในคนปกติแล้วจะมีเส้นผม
ที่ถึงวาระหลุดร่วงได้ประมาณ 40-50 เส้น/วัน

ในกรณีที่มีลักษณะผมร่วงมากกว่าปกติจนเข้าสู่ลักษณะผมบางนั้นมักมีสาเหตุมาจาก
- สาเหตุบางอย่างที่ทำให้มีการร่วงมากกว่าปกติ จนทำให้ผมใหม่ขึ้นมาทดแทนไม่ทัน
- มีอัตราการร่วงของเส้นผมตามปกติ แต่มีเหตุบางประการยับยั้งไม่ให้มีการสร้างเส้นผมใหม่
  ขึ้นมาทดแทนได้ทัน
- หรืออาจมีสาเหตุทั้งสองประการร่วมกัน

ลักษณะที่จะเกิดขึ้นคือจะมีลักษณะผมบางขึ้นเรื่อยๆ ซึ้งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้ดำเนินการดูแล
รักษาอย่างถูกขั้นตอนลักษณะผมบางจะเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่ลักษณะผมล้านต่อๆไป ในกรณีนี้หากว่า
เซลรากผมได้ถูกทำลายจนเสื่อมสภาพหรือตายไปก็จะไม่สมารถกระตุ้นหรือฟื้นฟูให้เกิดการงอก
ของเส้นผมได้ใหม่ตลอดไป ดังนั้นการดูแลฟื้นฟูแต่เนินๆจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุด
จากวงจรชีวิตของเส้นผมข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการดูแลฟื้นฟูให้มีลักษณะที่ดีขึ้นจำเป็นต้องใช้ระยะ
เวลาพอสมควร เป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดหวังให้เส้นผมกลับมาสู่สภาพปกติภายในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ความสามารถในการฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมนั้นยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาของอาการว่าเป็น
มานานมากน้อยเพียงใด

 

เราสามารถแบ่งลักษณของอาการผมร่วงมากผิดปกติออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่

1. ผมร่วงแบบชนิดมีแผลเป็นและมีการทำลายของเซลรากผม (Scarring Alopecia)
ผมร่วงประเภทนี้เกิดจากเซลรากผมถูกทำลายไปพร้อมกับการสูญเสียของเส้นผมด้วย
ทำให้ไม่สามารถที่จะมี เส้นผมใหม่งอกขึ้นมาได้อีก เช่นเกิดจากแผลไฟไหม้บริเวณหนังศีรษะ
ถูกหรือสัมผัสรังสีในปริมาณมากๆหรือเป็นระยะเวลานาน โรคเรื้อน วัณโรคที่หนังศีรษะ  งูสวัด
และเริม เป็นต้น

hp4.jpg (4937 bytes)

2. ผมร่วงแบบชนิดไม่มีแผลเป็น (Non Scarring Alopecia)

เป็นกลุ่มอาการผมร่วงที่ไม่ได้มีการทำลายเซลรากผมโดยตรง ซึ่งลักษณะการร่วงของเส้นผมในกลุ่มนี้
ส่วนใหญ่สามารถช่วยให้เส้นผมสามารถกลับงอกขึ้นมาใหม่ได้อีก สาเหตุสำคัญของกลุ่มนี้ได้แก่
2.1 อาการผมร่วงมากในมารดาหลังการคลอดบุตร เนื่องมาจากการแปรปรวนของฮอร์โมนที่เปลี่ยน
แปลงในช่วงก่อนและหลังการคลอดบุตร
2.2 ผมร่วงมากจากไข้ไทฟอยด์ ภาวะความเครียด หรือการขาดอาหารโดยเฉพาะพวกโปรตีนเป็นระยะ
เวลานาน
2.3 สภาพมลภาวะที่ไม่สะอาด การติดเชื้อรา การอักเสบของหนังศีรษะจากเชื้อแบคทีเรีย การเปลี่ยน
แปลงของอุณหภูมิอย่างรวดเร็วเป็นประจำ การอบหรือดัดผมที่ใช้อุณหภูมิสูงเป็นประจำ การแพ้ต่อ
สารเคมีบางชนิด เป็นต้น
2.4 จากพันธุกรรมและความผิดปกติไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศ โรคของต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

ในกลุ่มนี้โดยเฉพาะ 2.1-2.3 หากค้นพบสาเหตุและกำจัดต้นเหตุหรือหลีกเลี่ยงแก้ไขต้นเหตุได้แล้ว 
อาการผมร่วงก็จะหายไปได้และค่อยๆกลับสู่สภาพผมปกติได้ตามเดิมแต่ถ้าไม่สามารถแก้ที่ต้นเหตุ
ได้อาการก็จะยังไม่ดีขึ้นหรือเป็นๆหายๆ

ส่วนในกลุ่ม 2.4 นั้นจะพบได้บ่อยในเพศชายทั้งในวัยหนุ่มจนถึงวัยที่เข้าสู่วัยกลางคน มักมีสาเหตุจาก
พันธุกรรมและความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศโดยเฉพาะฮอร์โมน DHT Dihydrotestosterone ที่มี
ระดับสูงกว่าคนปกติทั่วไป จะไปทำให้เส้นผมมาอยู่ในช่วงที่ 3 (Telogen phase) มากขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมทั้งไปกดการสร้างเส้นผมใหม่และทำให้เซลรากผมเสื่อมสภาพและตายเร็วขึ้น ลักษณะจะเป็น
ไปอย่างช้าๆแต่ต่อเนื่องตลอดเวลา และเมื่อปล่อยไว้นานมากขึ้นอาการก็จะปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เป็นแบบมาตรฐานตามภาพประกอบ

hp3.jpg (10504 bytes)

ลักษณะอาการผมร่วงมากกว่าปกติที่เนื่องมาจากกรรมพันธุ์และความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศ
(Androgenic Alopecia) มักพบได้บ่อยในเพศชาย สามารถเริ่มปรากฏอาการได้ตั้งแต่วัยหนุ่มขึ้นไป
แต่มักจะเห็นได้ชัดเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยกลางคน จากผลการวิจัยของนักชีววิทยาในปัจจุบันทำให้เรา
ทราบว่ามีสาเหตุมาจากเอ็นไซม์ 5-Alpha-reductase ซึ่งจะพบได้มากบริเวณ papilla ของรากผม
ซึ่งหากมีเอ็มไซม์ตัวนี้มากเจ้าเอ็มไซม์ตัวนี้จะไปเปลี่ยนฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนให้กลายไปเป็น
ไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) เพิ่มมากขึ้น และเจ้าฮอร์โมน DHT นี้ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าเป็นตัวเหตุ
ุสำคัญที่ทำให้เกิดลักษณะผมร่วงมากผิดปกติ เกิดลักษณะผมบางจนไปถึงศีรษะล้านได้ในที่สุด โดย
ฮอร์โมน DHT จะไปกดและทำให้เซลรากผมเสื่อมสภาพทำให้ไม่มีการสร้างเส้นผมใหม่ / เส้นผมเติบ
โตช้า / เส้นผมหลุดร่วงง่าย  ดังนั้นการควบคุม ลด หรือกำจัดเอ็นไซม์ 5-Alpha-reductase หรือ ฮอร์โมน 
Dihydrotestosterone (DHT) ก็จะช่วยให้อาการผมร่วงมากผิดปกติลอลงไปด้วย

แฮร์ไพร์ม ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนที่เป็นตัวสาเหตุสำคัญ เพื่อคืนสภาพเส้นผมให้กับมาสู่วงจร
เส้นผมตามปกติอย่างธรรมชาติ พร้อมอาหารเสริมเพื่อฟื้นฟูเซลรากผมให้กลับมาแข็งแรงตามเดิม
โดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ เนื่องจากสกัดมาจากสารธรรมชาติ

ชุดโปรแกรมของแฮร์ไพร์ม เพื่อช่วยดูแลเสริมสร้างเส้นผมประกอบด้วย
1. HairPrime Herbal&Vitamin Supplement สารสกัดจากธรรมชาติพร้อมวิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น
ในการสนับสนุนการสร้างเส้นผมใหม่เช่น Panththenic Acid,Zinc, Biotin เป็นต้น สารสกัดธรรมชาติช่วย
ปรับสมดุลของฮอร์โมนให้อยู่ในระดับปกติเพื่อให้เส้นผมสามารถดำเนินไปตามวงจรชีวิตของเส้นผมได้
2. HairPrime Shampoo  เป็นแชมพูที่ไม่มีสารเคมีที่ทำให้เกิดการแพ้และระคายเคืองต่อเซลรากผม 
สามารถทำความสะอาดและชำระไขมันส่วนเกินได้ดีกว่า พร้อมสารสกัดธรรมชาติในการช่วยกระตุ้นเซล
รากผมให้แข็งแรงช่วยลดการอักเสบของรากผม
3. HairPrime Herbal Cream Treatment ครีมนวดกระตุ้นเซลรากผมประกอบด้วย Healthy hair 
factor ช่วยกระตุ้นฟื้นฟูเซลรากผมให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ช่วยลดดระดับฮอร์โมน Dihydrotestosterone 
(DHT) ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการผมร่วงมากผิดปกติเป็นการลดของร่วงและช่วยเสริมสร้าง
เส้นผมใหม่ให้แข็งแรง


hp2.jpg (6082 bytes)
ภาพแสดงผลจากการทดลองในอาสาสมัครใช้ผลิตภัณฑ์แฮร์ไพร์ม โดยสถาบันวิจัยในสหรัฐอเมริกา
โดยใช้แฮร์ไพร์มอย่างต่อเนื่องประมาณ 12-16 เดือน


การใช้ผลิตภัณฑ์ ทั้ง Finasteride และ HairPrime ร่วมกันจะเพิ่มประสิทธิภาพและโอกาสในการ
เสริมสร้างเส้นผมใหม่และลดการร่วงของเส้นผม ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้มากขึ้น       ที่สำคัญคือ
หากเซลรากผลถูกทำลายหรือเสื่อมสภาพไปแล้ว จะไม่มีโอกาสใดๆที่จะสามารถกระตุ้นให้สร้าง
เส้นผมขึ้นมาใหม่ได้

สนใจโปรแกรมเสริมสร้างเส้นผมตามธรรมชาติ-ORDER

bar8.JPG (7232 bytes)


 

 

 

 

 

 

   PROPECIA  (finasteride)

Ppc.jpg (6380 bytes)โพรพีเซีย เป็นสารสังเคราะห์ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งจำเพาะต่อเอนไซม์
5-alpha-reductase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงฮอร์โมน
แอนโดรเจน เทสโทสเตอโรน ให้เป็น ไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT)





ข้อบ่งใช้  
   มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการผมร่วงในผู้ชาย โดยเฉพาะแบบ Androgenic Alopecia โดยมีผล
ต่อการเพิ่มของเส้นผม และป้องกันไม่ให้ผมร่วงอีก   ไม่มีข้องบ่งใช้ในสตรีหรือเด็ก

ขนาดและการบริหารยา
    แนะนำให้รับประทานขนาด 1 mg วันละ 1 เม็ด อาจให้พร้อมอาหารหรือไม่ก็ได้
โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นผลในการเพิ่มการงอกของเส้นผม และหรือการป้องกันผมร่วง หรือไม่ก็ต่อเมื่อมีการใช้ยา
ติดต่อกันทุกวันนาน 3 เดือนขึ้นไป และควรใช้ติดต่อกันไปเพื่อให้ได้ผลการรักษาสูงสุด การหยุดยาในกลุ่มของ
Androgenic Alopecia จะมีผลทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนการใช้ยาได้ภายใน 12 เดือน

ข้อห้ามใช้ โพรพีเซียมีข้อห้ามใช้ในกรณีต่อไปนี้
- หญิงมีครรภ์ หรือมีโอกาสมีครรภ์ (ดูหญิงมีครรภ์)
- ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบใดๆของยานี้
โพรพีเซีย ไม่มีข้อบ่งใช้ในผู้หญิงและเด็ก

ข้อควรระวัง     จากการศึกษาทางคลีนิคของการใช้โพรพีเซียในผู้ชายอายุประมาณ 18 - 41 ปี พบว่าค่า PSA
Prostatic Specific Antigen ลดลงจาก 0.7 นาโนแกรม/มิลลิลิตร เป็น 0.5 นาโนแกรม/มิลลิลิตรในเดือนที่ 12
เมื่อใช้โพรพีเซียในการรักษาอาการผมร่วงในผู้ชายสูงอายุที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic
hyperplasia ) ร่วมด้วย ควรตระหนักว่าในผู้ป่วยดังกล่าวค่า PSA จะลดลงถึง 50 %

หญิงมีครรภ์     ห้ามใช้โพรพีเซียในหญิงมีครรภ์หรือคิดว่าอาจมีครรภ์ เนื่องจากเอนไซม์ 5-alpha-reductase
รวมทั้ง finasteride สามารถยับยั้งการเปลี่ยนฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน เป็นไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน จึงอาจ
ทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะเพศภายนอกของทารกเพศชายในครรภ์ได้ ถ้ามารดาที่กำลังตั้งครรภ์ได้รับ
ยานี้ หญิงให้นมบุตร โพรพีเซียไม่มีข้องบ่งใช้และยังไม่มีข้อมูลว่ายาสามารถถูกขับออกมาทางน้ำนมหรือไม่

ปฏิกริยาต่อกันระหว่างยา     ไม่พบปฏิกริยาต่อกันที่มีความสำคัญทางคลีนิคของยานี้กับยาอื่น ไม่ปรากฏว่า
ฟิแนสเตอไรด์ มีผลต่อกลุ่มยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยระบบเอมไซม์ Cylochrome P450 ยาที่ได้รับการศึกษาใน
มนุษย์ ได้แก่ แอนติพัยริน ดิจ็อกซิน กลัยบูไรด์   โพรพรโนรอล  ธีโอฟิลลีน   และวอร์ฟารีน ซึ่งไม่พบว่ามีปฏิกริยา
ต่อกันระหว่างยา นอกจากนี้ ฟิแนสเตอไรด์ ขนาด 1 mg หรือมากกว่าใช้ร่วมกับยา กลุ่ม ACE-inhibitors,
Acetaminophen, Alpha blockers, เบนโซไดอาซิฟีน, beta blockers, Calcium-channel blockers,
Cardiac nitrates, ยาขับปัสสาวะ Antagonists, HMG-CoA reductase inhibitor, ยาต้านอักเสบที่มิใช่
สเตียรอยด์ และควิโนโลน ไม่พบปฏิกริยาต่อกันระหว่างยาที่มีนัยสำคัญทางคลีนิค

อาการข้างเคียง   
ผู้ทานมักทนต่อยาได้ดี อาการข้างเคียงที่ปรากฏมักไม่รุนแรงและไม่จำเป็นต้องหยุดยา
จากการศึกษาทางคลีนิคแบบ placebo-controlled double-blind multicenter 3 การศึกษา ในผู้ชายมากกว่า
3200 คน เป็นระยะเวลา 12 เดือน ได้มีการประเมินความปลอดภัยของการใช้ฟิแนสเตอไรด์ในการรักษาอาการ
ผมร่วงในผู้ชาย พบว่าความปลอดภัยของผู้ได้รับยาโพรพีเซียใกล้เคียงกันกับผู้ได้รับยาหลอก โดยการหยุดการ
รักษาเนื่องจากอาการข้างเคียงของยาเกิดขึ้น 1%ในชาย 945 คนที่ได้รับโพรพีเซีย และ 2.1% ในชาย 934 คน
ที่ได้รับยาหลอกจากการศึกษาเหล่านี้พบว่าอาการข้างเคียงเนื่องจากยาโพรพีเซียที่พบดังต่อไปนี้

ความรู้สึกทางเพศลดลง  โพรพีเซีย 1.8% ยาหลอก 1.3%
ความผิดปกติในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ  โพรพีเซีย 1.3% ยาหลอก 0.7%
ปริมาณอสุจิที่ขับออกมาลดลง   โพรพีเซีย 0.8% ยาหลอก 0.4%

ภาวะอาการข้างเคียงเหล่านี่แก้ไขให้หายไปได้โดยการหยุดยาโพรพีเซีย และหลายรายที่ใช้ยาต่อไปอาการ
ข้างเคียงก็หายไปเอง
อาการข้างเคียงที่เกิดในชาย 547 คน ที่ใช้ยาโพรพีเซียต่อไปจนถึง 24 เดือน พบว่าใกล้เคียงกับที่พบเมื่อ
การศึกษาที่ระยะ 12 เดือน

ขนาดบรรจุ     ยาเม็ดโพรพีเซีย ประกอบด้วยฟิแนสเตอไรด์ 1 มิลลิกรัม บรรจุในแผงบริสเตอร์ กล่องละ 28 เม็ด

สนใจโปรแกรมเสริมสร้างเส้นผมตามธรรมชาติ-ORDER

bar8.JPG (7232 bytes)

 

 

 

 

 

 

ปาร์ตี้ ยาอี / เอคตาซี-Ecstasy

Ecstasy   ที่หลายคนรู้จักกันในนาม ยาอี จากชื่อก็คงจะพอบอกได้ว่าเมื่อเสพเข้าไปแล้ว
จะทำให้ผู้เสพรู้สึก คึกคัก ตื่นเต้น สนุกสนาน ยาตัวนี้จึงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ที่รักสนุก ที่จริง
แล้วยาตัวนี้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศนานมาแล้ว แต่เพิ่งเป็นที่รู้จักในบ้าน
เราเมื่อไม่นานมานี้เอง และมีการกระจายในกลุ่มคนระดับหนึ่งดังที่เราทราบๆกันจากข่าว
ต่างๆ ว่ามีดารามั่วยาอี / มีการจัดปาร์ตี้เสพยาอีตามสถานที่ต่างๆ เช่น คลับ ตามดิสโก้เธค
แม้แต่เหมาห้องตามโรงแรม
    เนื่องจากยาอีมีผลต่อผู้เสพ ทำให้จิตใจรู้สึกสนุกสนาน ลืมความกังวลต่างๆ ทำให้สามารถ
เต้นรำในคลับ ในเธคได้อย่างสนุกสนานไม่รู้จักเหนื่อย ลืมความเศร้าโศกต่างๆได้ แต่นี่ไม่ใช่
ประโยชน์ของยาอี แต่เป็นผลที่เกิดการเสพที่แฝงไปด้วยอันตรายทั่งในระยะสั้นและในระยะ
ยาว สามารถทำให้คนปกติที่ร่างกายแข็งแรงเสียชีวิตได้

ยาอี คืออะไร ?
    ยาอี หรือ Ecstasy เป็นสารเสพติดในกลุ่มเดียวกันกับยาบ้า หรือ AMPHETAMINE-
แอมเฟตามีน  ชื่อเต็มของยาอี ก็คือ
Methylene Dioxy Amphetamine (MDA) ซึ่งก็
คือสารอนุพันธ์ของแอมเฟตามีนนั้นเอง

ยาอี ออกฤทธิ์อย่างไร ?
    การออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นต่อระบบประสาทส่วนกลาง มีผลทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิต
แรงขึ้น ทำให้รู้สึกคึกคักพึงพอใจ   มีความสุข   ระยะต่อมาจะมีอาการเคลิ้มจิต (Euphoria)
สามารถพูด ทำกิจกรรม เคลื่อนไหวได้ดีกว่าปกติ ( Hyperactive) ส่วนปัญหาระยะยาว
ของการใช้ยาอย่างต่อเนื่องหรือเป็นประจำ จะทำให้เกิดอาการทางจิตประสาท Paranoid
Psychosis ภาวะจิตหลอน ( Hollucination) ได้

ยาอี ทำให้ถึงกับเสียชีวิตได้อย่างไร ?
    มีรายงานการเสียชีวิตเนื่องมาจากการใช้ยาอีเป็นประจำได้หลายสาเหตุ เช่น

      - Ventricular Arrhythmia
      - Intercranial Hemorrhage
      - Hyperthermia เนื่องมาจากการชัก เกร็งของกล้ามเนื้อ
หรือเกิดภาวะไตวาย ทำให้เสียชีวิตได้

การตรวจวิเคราะห์หายาอี
    เนื่องจาก ยาอี Ecstasy หรือ MDA (Methylene Dioxy Amphetamine) เป็นสาร
อนุพันธ์ที่มีโครงสร้างคล้ายกับ Amphetamine ดังนั้นการตรวจพิสูจน์หาสาร MDA ใน
ปัสสาวะจึงเริ่มต้นในการตรวจคัดกรองโดยการใช้ชุดตรวจหา แอมเฟตามีนก่อน เป็นวิธี
ตรวจเบื้องต้น (Screening) ในระดับหนึ่งก่อนเพื่อตรวจสอบดูว่าในตัวอย่างปัสสาวะมีสาร
แอมเฟตามีน หรืออนุพันธ์ของแอมเฟตามีน (เช่น MDA / MDMA หรือไม่ก่อน) เพราะค่า
ใช้จ่ายในการตรวจกรองเบื้องต้นยังไม่แพงนัก ถ้าผลการทดสอบเบื้องต้นให้ผลออกมาเป็น
ลบ แสดงว่าตรวจไม่พบสารแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์   แต่ถ้าผลตรวจให้ผลเป็นบวกเราจะ
ดำเนินการตรวจในขั้นต่อไป เรียกว่าการตรวจพิสูจน์ยืนยัน (Confirm test) เพื่อแยกว่า
สารที่ให้ผลบวกนั้น มาจากตัวไหน ระหว่าง Amphetamine AMP / MDA / MDMA
ซึ่งจะใช้เทคนิคและเครื่องมือที่ค่อนข้างซับซ้อนที่เรียกว่า HPLC ( High Performance
Liquid Chromatography) ซึ่งจะมีความจำเพาะเจาะจงสูง สามารถแยกชนิดของสาร
ที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกัน ออกจากกันได้ แต่เนื่องจากการทดสอบในแต่ละครั้งมีราคาค่อน
ข้างสูง ดังนั้นการตรวจเบื้องต้น เป็นสิ่งจำเป็นก่อนในขั้นแรก และตรวจเพื่อยืนยันในรายที่
ได้ผลบวกมาจากการตรวจขั้นต้น  

       
bar8.JPG (7232 bytes)

 

 

 

 

 

 

 

วิธีใหม่ในการรักษาผมร่วงได้ผลแค่ไหน

 

ถ้าคุณผู้ชายรู้สึกว่าขณะนี้ คุณสามารถมองเห็นหนังศีรษะของตนเองได้มากเกินไป แล้วละก็ 
ให้พึงระลึกไว้อย่างหนึ่งว่า คุณไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวเท่านั้นที่มีความรู้สึกเช่นนี้ เพราะจากราย

งานของ American Academy of Dermatology ของสหรัฐ ระบุว่า 2 ใน 3 ของผู้ชาย
ในสหรัฐ
2 ใน 3 ของผู้ชายในสหรัฐมีโอกาศที่จะศีรษะล้าน  
มีโอกาศที่จะศีรษะล้าน
ขณะเดียวกันวิธีการรักษาผมร่วง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยการใช้ยาหรือ
การผ่าตัดที่เรียกว่า Hair Transplantation ก็ก้าวขึ้นมาเป็นความหวังของผู้ที่ตกอยู่ในภาวะดังกล่าว

Neil Sadick แพทย์และอาจารย์ ของหน่วย Dematology แห่ง Cornell University Medical
College กล่าวว่า อาการผมร่วมของผู้ชายส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ ที่เรียกว่า
Androgenic Alopecia

Androgenic Alopecia
Androgenic Alopecia

โดยคนกลุ่มนี้จะมีระดับของฮอร์โมนที่เรียกว่า 5(Alpha)-Reductase เพิ่มมากขึ้น จากนั้นจะฮอร์โมน
ดังกล่าวจะไปเปลี่ยน Testosterone ให้เป็น Dihydrotesterone หรือ DHT ซึ่ง DHT นี้ เป็นสาเหตุทำ
ให้รากผม ผลิตเส้นผมที่ที่ขึ้นมาใหม่ ให้บางและ สั้นลง จนกระทั่งรากผลนั้นตายไป ไม่สร้างเส้นผมขึ้น
มาอีกในที่สุด

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิจัยต่างก็พยายามหาวิธีทางหยุดยั้งกระบวนการที่ทำให้ศีรษะล้านเหล่านี้  
โดยเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๑๙๙๙ วารสารการแพทย์ Journal of Clinical Investigation รายงานว่านัก
วิทยาศาสตร์แห่ง Weil MedicalCollege of Cornell University ประสบความสำเร็จ ในการ

กระตุ้นรากผม ด้วยการนำไวรัสไข้หวัด มาดัดแปลงให้กลายเป็นตัวนำยีนที่เรียกว่า 
Sonic
Hedgehog  ซึ่งเป็นยีนที่มีบทบาทสำคัญในพัฒนาการของรากผม อย่างไรก็ตาม 
การรักษาด้วยวิธีนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองกับหนูทดลองเท่านั้น และอย่างน้อย ก็เรียกได้ว่า สัมฤทธิ์
ผลให้หนู แต่การที่จะนำมาใช้ในการรักษาผู้มีปัญหาศีรษะล้านจริง ๆ นั้น จะต้องมีการทำลอง 
และศึกษาผลมากกว่านี้

Hedgehog ซึ่งเป็นยีนที่มีบทบาทสำคัญในพัฒนาการของรากผม อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วย
วิธีนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองกับหนูทดลองเท่านั้น และอย่างน้อย ก็เรียกได้ว่า สัมฤทธิ์ผลให้หนู แต่การ

ที่จะนำมาใช้ในการรักษาผู้มีปัญหาศีรษะล้านจริง ๆ นั้น จะต้องมีการทำลอง และศึกษาผลมาก
กว่านี้
Hedgehog มีโอกาศที่จะศีรษะล้าน มีโอกาศที่จะศีรษะล้าน ขณะเดียวกันวิธีการรักษาผมร่วง
 ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยการใช้ยาหรือการผ่าตัดที่เรียกว่า Hair Transplantationก็ก้าวขึ้นมาเป็น
ความหวังของผู้ที่ตกอยู่ในภาวะดังกล่าว

 

Hedgehog ซึ่งเป็นยีนที่มีบทบาทสำคัญในพัฒนาการของรากผม อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วย
วิธีนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองกับหนูทดลองเท่านั้น และอย่างน้อย ก็เรียกได้ว่า สัมฤทธิ์ผลให้หนู แต่การ
ที่จะนำมาใช้ในการรักษาผู้มีปัญหาศีรษะล้านจริง ๆ นั้น จะต้องมีการทำลอง และศึกษาผลมาก
กว่านี้
Hedgehog
ซึ่งเป็นยีนที่มีบทบาทสำคัญในพัฒนาการของรากผม อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วย
วิธีนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองกับหนูทดลองเท่านั้น และอย่างน้อย ก็เรียกได้ว่า สัมฤทธิ์ผลให้หนู แต่การ
ที่จะนำมาใช้ในการรักษาผู้มีปัญหาศีรษะล้านจริง ๆ นั้น จะต้องมีการทำลอง และศึกษาผลมาก
กว่านี้

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ ได้เปิดเผยขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี ๑๙๙๙ โดยงานชิ้นนี้
ระบุว่า การปลูกรากผมและเส้นผม สามารถทำได้ด้วยการนำเซลรากผมจากผู้บริจาคมาใช้

รากผม นับว่าเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของร่างการมีลักษณะพิเศษ เรียกว่าเป็น Immunoprivileged
ซึ่งได้รับการปกป้องจาก Immune System ดังนั้นร่างกายจะไม่แสดงอาการต่อต้านรากผม ดังนั้น
ร่างกายจะไม่แสดงอาการต่อต้านรากผม
จากผู้อื่นเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอม 
 จากทฤษฎีดังกล่าวนี้ ทำให้นักวิจัยจึงคิดว่า เป็นไปได้ ที่จะนำเอารากผมจากบุคคลผู้หนึ่งมาปลูกถ่ายให้กับอีกบุคคลหนึ่ง 
โดยร่างกายของผู้รับการปลูกถ่าย ไม่แสดงปฏิกริยาต่อต้าน เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวข้างต้น นักวิทยาศาสตร์ชาย ได้เสียสละ
เซลรากขน ในส่วนแขนของตนเอง ไปปลูกถ่ายไว้บนแขนของนักวิทยาศาสตร์หญิง ซึ่งปรากฏว่าหลังจากนั้นสองสาม
สัปดาห์ แขนของนักวิทยาศาตร์หญิง มีขนเส้นใหญ่ และดกดำขึ้นมา ไม่เหมือนกับเส้นขนของตัวเธอเอง โดยเส้นขนดังกล่าว
นั้น ขึ้นอยู่ ณ บริเวณที่แขนถูกปลูกถ่าย

สำหรับการปลูกถ่ายผมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น เซลที่ใช้จะเป็นเซลจากส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย
ของผู้รับการปลูกถ่ายเอง ซึ่งก็จะเป็นเซลรากผมจากส่วนของหนังศีรษะที่ยังมีผมปกคลุมอยู่

นั่นหมายถึงว่า ผู้รับการปลูกถ่าย ไม่ได้มีผมมากขึ้น เพียงแต่ทำให้เส้นผมขึ้นกระจาย ปกคลุม
พื้นที่ออกไปให้ทั่ว ส่วนจะสามารถปลูกถ่ายได้กินบริเวณมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับจำนวน
รากผม ที่ยังเหลืออยู่ของผู้รับการปลูกถ่ายเอง

Peter B. Cserhalmi-Friedman หนึ่งในคณะแพทย์ทางด้านโรคผิวหนังของ
College of Physicians and Surgeons แห่ง Columbia University กล่าวว่า
ถ้าเทคนิคในการปลูกถ่ายเซลรากผมนี้พัฒนาไปถึงขั้นที่เรียกว่าเป็น Viable Technique แล้ว
ก็จะ ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนรากผมที่จะถูกสร้างขึ้นใหม่อีกต่อไป เพราะผู้รับการปลูก
ถ่าย ไม่จำเป็นต้องสละรากผมออกมาจากส่วนอื่น ๆ ของหนังศีรษะ ดังนั้น จากเดิมที่เทคนิคนี้จะ 
  
สำหรับการปลูกถ่ายผมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น เซลที่ใช้จะเป็นเซลจากส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย
ของผู้รับการปลูกถ่ายเอง ซึ่งก็จะเป็นเซลรากผมจากส่วนของหนังศีรษะที่ยังมีผมปกคลุมอยู่
 
ของผู้รับการปลูกถ่ายเอง ซึ่งก็จะเป็นเซลรากผมจากส่วนของหนังศีรษะที่ยังมีผมปกคลุมอยู่
นั่นหมายถึงว่า ผู้รับการปลูกถ่าย ไม่ได้มีผมมากขึ้น เพียงแต่ทำให้เส้นผมขึ้นกระจาย ปกคลุม
พื้นที่ออกไปให้ทั่ว ส่วนจะสามารถปลูกถ่ายได้กินบริเวณมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับจำนวน
รากผม ที่ยังเหลืออยู่ของผู้รับการปลูกถ่ายเอง

แต่อย่างไรก็ตาม แพทย์กล่าวว่า อย่างเพิ่งหวังว่าจะมีใครบริจาคเซลเส้นผมให้กับคุณ เพราะ
เทคนิคที่กำลังพัฒนาอยู่นี้จะต้องใช้เวลาในการศึกษาอีกนานพอควร อย่างน้อยก็อีกนานเป็นสิบปี

สำหรับการรักษาอาการศีรษะล้านในปัจจุบันนั้น FDA ได้อนุญาติให้มีการใช้ยา ที่ทำ
ให้มีการสร้างเส้นผม ซึ่งจะใช้ได้ผลดี ก็ต่อเมื่อรากผมของผู้ใช้ยานั้นยังไม่ตายไป
อีกทั้งยังต้องมีการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง เหมาะสมอีกหลายข้อ เพื่อให้ยาได้ผลดี

แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังเห็นว่า แม้จะมีวิธีการรักษาอาการศีรษะล้านอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่น่า
จะได้ผลดีที่สุด น่าจะเป็นการผ่าตัดปลูกถ่ายเซลรากผมนั่นเอง

Cover Story from CNN Health
http://www.cnn.com/2000/HEALTH/men/01/06/hair.loss.update.wmd/index.html

 

Comment จากแพทย์

อย่างที่กล่าวข้างต้น ถ้าพูดถึงการใช้ยา ปัจจุบัน ก็มี 2 ตัวเท่านั้นที่พิสูจน์ว่าได้ผล ซึ่งในส่วน
ของ Minoxidil นั้นเป็น Lotion ทาที่หนังศรีษะ วันละ 2 ครั้ง ซึ่งหลังทาประมาณ 3-4 เดือน
จะเริ่มมีผมขึ้น แต่ไม่ได้ได้ผลทุกคน ประมาณ 30-40% ของคนไข้เท่านั้น จะเริ่มมีผมขึ้น แต่
ไม่ได้ได้ผลทุกคน ประมาณ 30-40% ของคนไข้เท่านั้น
จะเริ่มมีผมขึ้น แต่ไม่ได้ได้ผลทุกคน
ประมาณ 30-40% ของคนไข้เท่านั้น
จากเดิมที่เทคนิคนี้จะ จากเดิมที่เทคนิคนี้จะใช้ได้ ก็ต่อเมื่อ
ผู้รับการปลูกถ่าย มีเส้นผมเหลือบนหนังศีรษะมากพอ จะก้าวขึ้นไปถึงขั้นที่เทคนิคดังกล่าว
 
สามารถใช้ได้แม้กระทั่งกับผู้ที่ไม่เหลือเส้นผมอยู่บนหนังศีรษะเลย

แต่อย่างไรก็ตาม แพทย์กล่าวว่า อย่างเพิ่งหวังว่าจะมีใครบริจาคเซลเส้นผมให้กับคุณ เพราะ
เทคนิคที่กำลังพัฒนาอยู่นี้จะต้องใช้เวลาในการศึกษาอีกนานพอควร อย่างน้อยก็อีกนานเป็นสิบปี

 

ยกตัวอย่างยา Finasteride ซึ่งจำหน่ายภายใต้ชื่อ Propecia นั้น เป็นยาที่ต้องรับประทานทุกวัน
ซึ่งยาตัวนี้ ได้มีการศึกษาและรายงานผลใน New England Journal of Medicine เมื่อเดือน
กันยายน ปี ๑๙๙๙ ว่า หลังจากผู้ใช้ยาจำนวน ๒ ใน ๓ ใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ๒ ปี ปรากฏว่า
มีผมปกคลุมพื้นที่หนังศีรษะเพิ่มมากขึ้น เส้นผมยาว และหนาขึ้น มีชายจำนวนน้อยเท่านั้น ที่ใช้
ยานี้แล้วไม่ได้ผล ส่วน Side Effect นั้น ยังไม่ปรากฏให้เห็นในช่วงระยะเวลาที่ทำการทดสอบ

สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรับประทานยานั้น ก็มียา Minoxidil ที่จำหน่ายภายใต้ชื่อ Rogaine
เป็นยาที่ต้องใช้ทาหนังศีรษะวันละ ๒ ครั้ง แต่จะใช้ได้ผลดี กับผู้ที่ยังศีรษะล้านไม่มากนัก ส่วนผลข้าง
เคียงนั้นอาจทำให้ผู้ใช้เกิดอาการระคายเคืองหนังศีรษะ

แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังเห็นว่า แม้จะมีวิธีการรักษาอาการศีรษะล้านอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่น่า
จะได้ผลดีที่สุด น่าจะเป็นการผ่าตัดปลูกถ่ายเซลรากผมนั่นเอง

Cover Story from CNN Health
http://www.cnn.com/2000/HEALTH/men/01/06/hair.loss.update.wmd/index.html

 

Comment จากแพทย์

อย่างที่กล่าวข้างต้น ถ้าพูดถึงการใช้ยา ปัจจุบัน ก็มี 2 ตัวเท่านั้นที่พิสูจน์ว่าได้ผล ซึ่งในส่วนของ Minoxidil
 นั้นเป็น Lotion ทาที่หนังศรีษะ วันละ 2 ครั้ง ซึ่งหลังทาประมาณ 3-4 เดือน
จะเริ่มมีผมขึ้น แต่ไม่ได้ได้ผล
ทุกคน ประมาณ 30-40% ของคนไข้เท่านั้น
จะเริ่มมีผมขึ้น แต่ไม่ได้ได้ผลทุกคน  ต้องใช้ต่อเนื่อง ถ้าหยุดยา
ผมจะร่วงใน 2-3 เดือน

ส่วนในเรื่องของ ยากิน ก็คือ Finasteride นั้น ใช้ได้ผล แต่มีข้อควรระวังคือ เสื่อมสมรรถ  
แต่มีข้อควรระวังคือ เสื่อมสมรรถ
ภาพทางเพศ ซึ่งมีรายงาน ประมาณ 1-2% ของผู้ใช้ 
นอกจากนั้น ห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์

เพราะจะมีผลต่อ อวัยวะเพศของเด็ก ทั้ง 2 ชนิดเป็นยาอันตรายก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์

ในส่วนของการผ่าตัดปลูกถ่ายผม ปัจจุบันก็มีทำกัน โดยจะเอาเซลผม ส่วนที่มี อาจเป็น
ด้านข้างหรือ ด้านหลังศีรษะ มาแบ่งออกเป็นเส้น จากนั้น ก็ทำการฝัง เหมือนดำนา เข้าไป
ที่บริเวณที่ต้องการปลูก ซึ่งข้อดี คือ ได้เป็นผมเราเอง แต่ข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
และต้องทำการผ่าตัดหลายครั้ง จากรายงานที่มี ถ้าสามารถเอาเซลจากคนอื่นมาได้จริง
ก็จะสามารถช่วยผู้ที่มีปัญหานี้ได้อีกมาก แต่ยังไงคงต้องรายงานการวิจัยต่อไป

bar8.JPG (7232 bytes)

 

 

 

 

 

 

 

”ท้องผูก”ไม่ใช่อาการร้ายแรงที่ถึงขนาดต้องมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษา แต่ก็เป็นอาการที่ก่อให้
เกิดปัญหาให้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะอาการท้องผูกไม่เพียงแต่สร้างความอึดอัด
ให้กับหลายๆ คน แต่ยังส่งผลให้สุขภาพเสื่อมตามมาอีกด้วย      เช่น ทำให้อารมณ์แปรเปลี่ยนกลาย
เป็นคนหงุดหงิดง่ายขี้รำคาญ และอาจมีผลกระทบต่อมนุษยสัมพันธ์ และบุคลิกภาพในทางลบ แถม
ยังทำให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงทวารตามมาด้วย และหากยิ่งปล่อยให้อาการท้องผูกรบกวนโดยไม่หา
ทางแก้ไข ผลร้ายที่สุด คือ การเกิดมะเร็งในลำไส้ที่สามารถคร่าชีวิตในเวลา ต่อมานั่นเอง ที่น่าเป็น
ห่วงมากที่สุดก็คือ ในรายที่มีอาการท้องผูกรุนแรงมาก เพราะนอกจากจะต้องประสบปัญหาการถ่าย
ยากแล้ว อาการท้องผูกยังอาจนำไปสู่โรคริดสีดวงทวาร เพราะในขณะ ขับถ่ายต้องใช้แรงเบ่งมาก
กว่าปกติ ทำให้เส้นเ ลือดบริเวณรอบๆ ทวารหนักพองตัว เมื่ออุจจาระที่แข็งตัวเคลื่อนผ่านทวารหนัก
ก็จะเกิดการเสียดสี ทำให้เป็นแผล มีเลือดออกได้ ซึ่งจะสร้างความเจ็บปวดทรมานมาก ทำให้ยิ่งไม่
อยากถ่าย ผลที่ตามมาก็คือ ทำให้ท้องผูกมากขึ้น

การแก้ไขหรือบำบัดรักษาอาการท้องผูก มีหลายวิธีให้เลือก จะเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายๆ วิธีร่วม
กันก็ได้ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่มเริ่มมีอาการท้องผูกเป็นครั้งแรก ยิ่งง่ายต่อการแก้ไข โดยอาจจะต้อง
เพิ่มปริมาณอาหารที่มีเส้นใยหรือกากใยอาหารให้มากขึ้น พร้อมกับดื่มน้ำในแต่ละวัน ให้ได้อย่าง
น้อย 6-8 แก้ว เพราะกากใยอาหารจะช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ต้องอาศัยน้ำในการทำงานซึ่งวิธี
การดังกล่าวนี้นับเป็นการแก้ไขปัญหาอาการท้องผูกที่ได้ผล ปลอดภัย และยังได้สารอาหารที่มี
ประโยชน์จากผักผลไม้ผักผลไม้มีเส้นใยอาหาร 2 ชนิด คือ ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ และชนิดที่ละลาย
น้ำ ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ให้ผลในการขับถ่ายและขจัดของเสียจากร่างกาย ส่วนชนิดที่ละลายน้ำมี
บทบาทสำคัญในการลดโคเลสเตอรอล ผักและผลไม้ที่มีกากใยอาหารมากและเป็นที่รู้จักกันดีมี
หลายชนิดด้วยกัน เช่น มะขาม ส้ม มะละกอ ลูกพรุน ผักต่างๆ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ฯลฯ เพราะเส้นใย
อาหารที่อยู่ในผักผลไม้เหล่านี้ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ เมื่อย่อยไม่ได้ ลำไส้ก็จะขับถ่ายออกมา
พร้อมกับของเสียอื่นๆ จึงทำให้ขับถ่ายสะดวก ไม่มีปัญหาของเสียคั่งค้างภายในร่างกาย ลดอาการ
ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขจัดสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ให้ออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น ป้องกันโรคลำไส้ใหญ่
อักเสบโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ และทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสด้วย

จากการดื่มน้ำมากขึ้น และจากสารอาหารต่างๆ ที่ได้จากผักผลไม้ ผลไม้ไทยและเทศ ที่มีกากใย
สูงติด 5 อันดับแรก ได้แก่ ลูกพรุน  มะเดื่อแห้ง มะขามหวาน แอปเปิ้ล และส้ม สำหรับลูกพรุนและ
มะขามหวาน ได้ชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายตามธรรมชาติที่สามารถแก้อาการท้องผูก
ได้ดี คนฝรั่งถือว่าลูกพรุน เป็นผลไม้ที่ให้ผลทางด้านโภชนบำบัดสำหรับคน ที่มีปัญหาทางระบบขับ
ถ่าย ริดสีดวงทวาร และโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้โป่งพอง น้ำพรุน จึงจัดเป็นอาหาร
เหลวของอาหารกากสูงของเมนูชาวฝรั่ง ส่วนพรุนแห้ง อาจจะต้องระวังในเรื่องของปริมาณที่รับ
ประทาน เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างเข้มข้น หากรับประทานมากๆ อาจทำให้เพิ่มน้ำหนัก
ตัวได้ และน้ำตาลในเลือดสูง สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน

สำหรับบางท่านที่มีอาการท้องผูกรุนแรงมากเป็นพิเศษที่อาจจะต้องใช้ยาระบายช่วย ก็ควรปรึกษา
แพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเหล่านั้น เพราะหากมีการใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจ มีผลเสีย
ต่อร่างกาย และนิสัยการขับถ่ายที่ต้องพึ่งยาระบายได้

ศัลยา คงสมบูรณ์เวช
Registered Dietition (U.S.A.)

bar8.JPG (7232 bytes)

 

 

 

 

 

 

 


เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า เบาหวานนั้นเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบตันได้ง่ายกว่าปกติ 
ยิ่งถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วย เช่น ภาวะอ้วน ความดันโลหิตสูง และไขมันในโลหิตสูง จะยิ่งเร่ง
ให้หลอดเลือดแดง เกิดการตีบตันได้เร็วขึ้นไปอีก เบาหวานและ ไขมันในโลหิตสูง เป็นภาวะที่พบ
ร่วมกันได้บ่อย มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานจะมีภาวะไขมันในโลหิตสูงบ่อยกว่า ผู้ที่ไม่
ได้เป็นเบาหวานถึง 2 เท่า ทั้งเพศชายและเพศหญิง ดังนั้นการรักษาภาวะไขมัน ในโลหิตสูงร่วมด้วย

นอกเหนือไปจากการรักษาเบาหวาน จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคของหลอดเลือดแดงตีบตันได้ 
คำถามต่อมาก็คือว่า
การรักษาภาวะไขมันในโลหิตสูงนั้น ทำได้อย่างไร แตกต่างจากผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานหรือไม่ การ
รักษาก็จะคล้ายกับในผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน คือ ควรจะควบคุมให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL 
ให้น้อยกว่า หรือเท่ากับ 130 มิลลิกรัม ต่อ เดซิลิตร หรือจะให้ง่ายขึ้น และเหมาะสมกับผู้ป่วยเบา
หวานมากกว่า การดูระดับคอเลสเตอรอล LDL คือ การดูระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ใช่ HDL 
(ใช้ค่าของคอเลสเตอรอลทั้งหมด ลบด้วย ระดับคอเลสเตอรอล HDL ) ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมีคอ
เลสเตอรอล 250 มิลลิกรัม ต่อ เดซิลิตร และคอเลสเตอรอลชนิด HDL 50 มิลลิกรัม ต่อ เดซิลิตร 
ดังนั้น คอเลสเตอรอลที่ไม่ใช่ HDL จะเท่ากับ 200 มิลลิกรัม ต่อ เดซิลิตร) โดยควรรักษาระดับไข
มันที่ไม่ใช่ HDL ให้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 160 มิลลิกรัม ต่อ เดซิลิตร

แล้วเราจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อจะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลเหล่านี้ อยู่ในระดับที่เราต้องการ
1. การควบคุมอาหาร ผู้ที่มีไขมันในโลหิตสูง ควรรับประทานอาหารที่มีสัดส่วนของไขมันน้อยกว่า
ร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด และควรให้ไขมันชนิดอิ่มตัวน้อยกว่าร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด
ด้วย ผู้ป่วยควรทานอาหารที่มีไฟเบอร์ร่วมด้วย เช่น ผักและผลไม้ ซึ่งแม้ว่าอาหารจำพวกไฟเบอร์ 
จะมีผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดและน้ำตาลในเลือดได้ไม่มาก แต่จะทำให้ร่างกายได้วิตามินต่างๆ
 จากธรรมชาติอย่างเพียงพอ โดยทำให้ไม่ต้องซื้อยาเม็ดวิตามินมาทานทดแทนอย่างไม่จำเป็น นอก
จากนี้ผักผลไม้ยังเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ และไม่มีไขมัน ทำให้ช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้ง่ายขึ้น 
ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม เพราะจะยิ่ง ทำให้ไขมัน
ในเลือดสูงขึ้น ส่วนผู้ป่วยเบาหวานที่มีไขมันในโลหิตสูง และมีภาวะอ้วนร่วมด้วย การลดน้ำหนักและ
การออกกำลังกาย จะทำให้การควบคุมระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดได้ดียิ่งขึ้น
2. การใช้ยา จริงๆแล้วการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี ไม่ว่าจะใช้ยาอะไร ก็จะทำให้ระดับ
ไขมันในเลือดลดลงได้อยู่แล้ว แต่บางรายระดับไขมันอาจจะลดลงมาไม่ถึงระดับที่พอใจ จึงอาจ
จำเป็นต้องใช้ยาอื่นๆ มาช่วยเพื่อให้ระดับไขมันในเลือดลงมาสู่ระดับเป้าหมายที่ต้องการ โดยที่ยา
ที่มีใช้ในปัจจุบันมีหลายชนิด เป็นยากลุ่มสตาติน, กรดไฟบริค, กรดนิโคตินิค, เรซินรวมทั้งฮอร์โมน
เพศหญิง เช่น เอสโตรเจน ที่นิยมใช้กันในหญิงวัยหมดประจำเดือน ก็สามารถลดระดับคอเลสเตอ
รอลลงได้

นพ.ศักดิ์ชัย จันทรอมรกุล
อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ

bar8.JPG (7232 bytes)

 

 

 

 

 

 

 

   ระยะเวลาในการป้องกัน bone loss ในหญิงวัยทอง

Alendronate สามารถป้องกันกระดูกพรุนและกระดูกหักในสตรีวัยหมดประจำเดือนได้ แต่ประสิทธิ
ผลในระยะยาวและระยะเวลาการให้พี่พอเหมาะยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ในการศึกษาระดับนานาชาติ
ซึ่งสนับสนุนโดยบริษัทผู้ผลิต alendronate ได้ทำการ randomize สตรีหลังหมดประจำเดือน 1,609 
คน ซึ่ง 10% พบว่ามี osteoporosis ให้รับ alendronate (5 มิลลิกรัมหรือ 2.5 มิลลิกรัม วันละครั้ง)
หรือยาหลอก หรือ มิฉะนั้นก็จะเป็น estrogen-progestin (estrogen medroxyprogesterone หรือ
 estrodiol-norethisterone) แบบ open label หลังจากรับการรักษามาเป็นเวลา 2 ปีครึ่งหนึ่งของ
กลุ่มที่ได้ alendronate จะสลับไปรับยาหลอก

เมื่อครบ 4 ปี
- พวกที่ได้ alendronate 5 มิลลิกรัม พบว่ามีความหนาแน่นของกระดูก (BMD) เพิ่มขึ้นที่กระดูก
  สันหลัง สะโพก ทั่วร่างกายและ BMD ที่ปลายแขนคงที่
- สำหรับกลุ่มที่ได้รับ alendronate 2.5 มิลลิกรัมก็เช่นเดียวกันแต่เพิ่มขึ้นน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับ 5 
  มิลลิกรัม 
- พวกที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนและกลุ่ม alendronate ให้ผลคล้ายกัน ยกเว้นกลุ่มที่ได้ estradiol
  -norethisterone ทำให้ BMD ของร่างกายทั้งหมดเพิ่มขึ้นมากกว่า และฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดได้ผล
  ดีที่แขนส่วนปลายมากกว่า สตรีที่เปลี่ยนจาก alendronate มาเป็นยาหลอกภายหลัง 2 ปีนั้นพบว่า
  มีการสูญเสีย BMD หลังจากหยุดยา ไม่เหมือนพวกที่ยังคงได้รับ alendronate ต่อ ถึงแม้ว่า BMD
  จะยังมีมากกว่าในกลุ่มที่ได้รับยาหลอกมาโดยตลอด

สตรีวัยหมดประจำเดือนทั้งหลาย รวมทั้งแพทย์ของเธอเหล่านี้กำลังถามว่าวิธีป้องกันไหนดีที่สุด และ
ควรจะใช้เป็นเวลานานเท่าใดเพื่อให้ได้ประโยชน์แต่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด ถึงแม้ว่าการศึกษานี้จะ
ไม่สามารถตอบได้ แต่ก็ช่วยในการตัดสินใจ ประการที่หนึ่ง ฮอร์โมนทดแทนดูเหมือนจะมีประสิทธิ
ภาพดีกว่า alendronate ในการเพิ่ม BMD ประการที่สอง alendronate ทำให้ BMD เพิ่มและคงอยู่
ตลอดการใช้เป็นเวลา 4 ปี พอมองได้ว่าการเพิ่มค่า BMD นั้นสามารถเลือกใช้ได้ทั้งสองวิธีคือการ
ให้ฮอร์โมนทดแทนหรือการใข้ alendronate แม้แต่การใช้แบบสลับกันเป็นครั้งคราวเพื่อมิให้ได้
รับยานานเกินไป ก็เป็นช่วยลดความเสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง


bar8.JPG (7232 bytes)

 

UN5.gif (5462 bytes)
ThaiL@bOnline

Email :
vichai-cd@usa.net
  

 

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.