| ภูมิชีวิต-ภูมิต้านทานร่างกาย การกำจัดสิ่งแปลกปลอม |
|
|
|
ภูมิชีวิตImmune
System
คือระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมดของ
ร่างกายที่ทำหน้าที่คอยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม
ที่เป็นอันตรายเข้ามาทำอันตรายต่อร่างกายหรือเมื่อหลุดเข้ามา
แล้ว ระบบภูมิคุ้มกันก็จะพยายามทำลายกำจัดสิ่งแปลกปลอมให้
หมดไปจากร่างกายโดยเร็วและอย่างมีประสิทธิภาพ
หน้าที่โดยสังเขปของระบบอิมมูนร่างกายคือ
| -
Defense
ป้องกันและทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม |
- Homeostasis
คอยกำจัดเซลปกติที่เสื่อมสภาพเช่นเม็ดเลือดที่มีอายุ
มากแล้ว
ออกจากระบบของร่างกาย |
- Surveillance
คอยจับตาดูเซลต่างๆที่จะ
แปรสภาพผิดไปจากปกติ
เช่น
คอยดักทำลาย tumor cells
เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง |
ความสามารถในการตอบสนองของระบบอิมมูนต่อสิ่งแปลกปลอมนั้น แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ทั้งนี้ขึ้นกับ
ปัจจัยบางอย่างดังต่อไปนี้
1. Genetic factors ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่า การตอบสนองทางระบบอิมมูนอยู่ภายใต้การควบคุมทาง
genetic ดังหลักฐานการค้นพบไม่นานนี้ เกี่ยวกับ genetic complex
บนโครโมโซม
ซึ่งควบคุมการตอบ
สนองทางอิมมูน และควบคุมชนิดของ histocompatibility antigens (ดูรายละเอียดในบท HLA
และ
โรคที่เกี่ยวข้อง) ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ คือคู่แฝดชนิดที่กำเนิดจากไข่ใบเดียวกัน
(monozygotic twin)
มักจะ
เป็นโรคเดียวกัน มากกว่าคู่แฝดที่กำเนิดจากไข่คนละใบ
(dizygotic twin)
และโรคบางอย่างมักเป็นในกลุ่ม
ชนเชื้อชาติหนึ่งมากกว่าอีกเชื้อชาติหนึ่งเป็นต้น
ปัจจุบันเขื่อว่าโรคต่างๆ ในมนุษย์เกิดจากความล้มเหลวของ genes ที่ควบคุมการตอบสนองทางอิมมูน
2. Age factors เด็กเล็กๆ และผู้สูงอายุเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายกว่าในคนหนุ่มสาวทั้งนี้เพราะในเด็กเล็ก ๆ
ระบบ
อิมมูนยังเจริญไม่เต็มที่ขาด specific immunity ที่จะใช้ป้องกันโรค
ขณะเดียวกันระบบ non-specific
immunity ก็บกพร่องด้วย เช่น
ผิวหนังบางและกลไกการเกิดการอักเสบยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์เป็นต้น
เมื่ออายุมากขึ้น การทำหน้าที่ของระบบอิมมูนในร่างกายจะค่อยๆ ลดลงไป
ในผู้สูงอายุปริมาณของอิมมูนโนโกลบูลิน
และการทำหน้าที่ของ cell mediated immunity
จะน้อยกว่าคนหนุ่มสาว จะเห็นได้ว่า
นอกจากผู้สูงอายุจะเป็น
โรคติดเชื้อได้ง่ายแล้ว อัตราการเกิดโรค autoimmune และโรคมะเร็ง จะมีมากกว่าในคนหนุ่มสาว
3. Metabolic factors ฮอร์โมนบางชนิด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของระบบอิมมูน เช่น steroid
จะมีฤทธิ์ยับยั้ง phagocytosis ลดการอักเสบ และลดการสร้างแอนติบอดีย์
จะเห้นได้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับ steroid
นานๆ จะเกิดโรคบางชนิดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เช่น โรคสุกใส
(varicella), การติดเชื้อ staphylococus
เป็นต้น
4. Environmental factors สิ่งแวดล้มก็มีความสำคัญ กลุ่มชนที่ยากจนจะมีอัตราการเกิดโรคต่างๆสูงกว่ากลุ่มชน
ที่มีความเป็นอยู่ดีกว่า ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุหลายประการรวมทั้งการขาดอาหาร
ซึ่งจะทำให้การทำงานของระบบ
อิมมูนเลวลง (ดูรายละเอียดในบทโภชนาการกับความต้านทานของร่างกาย)
5. Anatomic factors
ผิวหนังและเยื่อเมือกที่บุอวัยวะต่างๆทำหน้าที่เป็นด่านแรกที่ร่างกายใช้ป้องกันไม่ให้
เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย (ดูรายละเอียดในเรื่อง non-specific immunity ของบทนี้)
ในผู้ป่วยที่เป็น eczema
หรือ burns คุณสมบัติดังกล่าวจะเสียไป เกิดการติดโรคและแพร่กระจายไปทั่วร่างกายได้ง่ายกว่าในคนปกติ
6. Microbial factors จุลชีพประจำถิ่น (normal flora) ที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ โดยไม่ทำให้เกิดโรค
เช่นในลำไส้ นอกจากจะช่วยผลิตวิตามิน K ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว
ยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของ
จุลชีพที่ทำให้เกิดโรค (pathogenic microorganism) ได้ด้วย
เมื่อใดก็ตามที่จุลชีพชนิดแรกถูกทำลาย
เช่น ได้รับ broad-spectrum antibiotic จุลชีพให้เกิดโรคจะทวีจำนวนขึ้นเป็นผลร้ายแก่บุคคลนั้นได้
7. Physiologic fictors ที่มีอยู่ในร่างกายช่วยป้องกันโรคได้ เช่นน้ำย่อยในกะเพาะอาหาร ขนอ่อน (cilia)
ในระบบทางเดินหายใจ การขับถ่ายปัสสาวะ ฯลฯ (ดูรายละเอียดในบทความต้านทานของร่างกายต่อการติดเชื้อ)
ถ้าสิ่งดังกล่าวผิดไปจากปกติ จุลชีพจะเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
หลักการเรื่องภูมิต้านทานร่างกายนี้ได้ถูกนำมาใช้อธิบายทั้งในการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ
ใช้อธิบายกลไก
การเกิดการอักเสบ
การซ่อมแซมของเนื้อเยื่อและการเกิดโรค
ถึงแม้ปัจจุบันจะมี chemotherapeutic
agentsและ
การรักษาในรูปแบบอื่นๆด้วยก็ตาม
แต่ก็ล้วนเป็นเพียงการช่วยเสริมกลไกของระบบภูมิชีวิต-ภูมิต้านทานในร่างกาย
นั้นเอง
การผ่าตัดใหญ่ต่างๆก็ต้องพึ่งความรู้ด้าน
immunohematology
มาใช้ในการเลือกเลือดที่เหมาะและเข้า
กันได้ระหว่างเลือดของผู้ให้และเลือดของผู้รับ
มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
การปลูกถ่ายเปลี่ยนอวัยวะก็ต้องใช้
ความรู้ทางด้านภูมิต้านทานร่างกาย
(อิมมูโนวิทยา)
เข้ามาช่วยในการตรวจหาความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อระหว่าง
ผู้รับและผู้ให้อวัยวะ
เรียกว่าการทำ histocompatability
matching
และในการควบคุมระบบภูมิต้านทานของ
ผู้รับเพื่อลดการต่อต้านต่อเนื่อเยื่อที่นำมาเปลี่ยนใหม่
ในปัจจุบันโรคเลือดที่สำคัญๆ
ล้วนต้องใช้ความรู้เรื่อง
อิมมูโน
วิทยาเข้ามาช่วยในการวินิจฉัยโรคและในการรักษา
ตลอดจนใช้ในการอธิบายพยาธิกำเนิดของโรค โรคทางระบบ
ผิวหนัง ระบบประสาท
ระบบทางเดินอาหาร
ระบบหายใจ
ระบบสืบพันธุ์
แม้ระบบต่อมไร้ท่อก็ต้องอาศัย
วิธิการทางอิมมูโนวิทยามาช่วยในการหาระดับฮอร์โมนในร่างกาย
วิธีการกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายมนุษย์ แบ่งออกได้เป็น 2 ระบบใหญ่คือ
1. Non-specific immune response
(ดูรายละเอียดในบทความต้านทานของร่างกายต่อการติดเชื้อ)
เป็นการกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายโดยวิธีการง่ายๆ เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมนั้นเป็นครั้งแรก
หรือแม้ได้รับอีกในคราวต่อมา ร่างกายก็อาจใช้วิธีการนี้กำจัดสิ่งแปลกปลอมร่วมกับ specific immune response
1.1 Barrier หรือเครื่องกีดขวางตามธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ผิวหนัง เยื่อเมือก ซึ่งบุตามอวัยวะต่างๆ ขนอ่อน
(cilia)
เมื่อสิ่งแปลกปลอมนั้นสามารถผ่าน barrier นี้เข้าไปได้จะถูกร่างกายกำจัดโดยใช้
inflammatory response และ phagocytosis
1.2 Inflammatory response เป็นการเคลื่อนย้ายของ phagocytic cell
(neutrophilic
granulocyte และ macrophage) มายังบริเวณที่มีสิ่งแปลกปลอม บริเวณนั้นจะมีลักษณะจำเพาะคือ
ปวด บวม แดง ร้อน และจะพบว่าประมาณ 30-60 นาที หลังจากที่สิ่ง แปลกปลอมเข้าไป
เม็ดเลือดขาว
จำพวก neutrophilic granulocyte จะเป็นพวกแรกที่มาถึงบริเวณนี้
โดยการลอดตัวผ่านออกทาง
รอยต่อของ endothelial cell ของเส้นเลือดออกมาในเนื้อเยื่อ
เพื่อจะมากินและทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น
ประมาณ 4-5 ช.ม. หลังจากนั้นเซลล์อีกพวกหนึ่งคือ mononuclear cells ซึ่งได้แก่ Iymphocyte
จึงจะผ่าน endothelial cell
ออกมาแล้ว monocyte จะเปลี่ยนเป็น macrophage
ส่วนเม็ดเลือด
ขาว Iymphocyte จะมาทำหน้าที่ specifie immune response ดังจะได้กล่าวต่อไป
1.3 Phagocytosis หรือ cell-eating เมื่อพวก neutrophilic granulocytes และ macrophage
มาถึง จะเคลื่อนตัวไปหาสิ่งแปลกปลอมนั้น
(chemotaxis) แล้วประกบติด (attachment) ต่อมาจะกลืน
(ingestion) แล้วจึงมีการย่อย (intracellular digestion) ด้วยกลไกหลายอย่างในเซลล์
แล้วจึงปล่อย
สิ่งแปลกปลอมที่ถูกทำลายแล้วออกไปจากเซลล์ (elimination)
2. Specific immune response เป็นการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่ต้องอาศัยกลไกที่ยุ่งยากกว่าวิธีแรก
เกิดขึ้นเมื่อร่ายกายไม่สามารถใช้วิธี non-specific immune response กำจัดสิ่งแปลกปลอมนั้นออกไปได้
เซลล์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในด้านนี้คือ lymphocytes
สิ่งแปลกปลอมในที่นี้มีชื่อเรียกใหม่ว่า แอนติเจน (antigen) หรืออิมมูโนเจน
(immunogen)
การตอบสนอง
ดังกล่าว แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
2.1 Humoral immune response คือการตอบสนองทางอิมมูนโดยการใช้สารน้ำ ซึ่งหมายถึง แอนติบอดีย์
(antibody) เซลล์ที่รับผิดชอบในเรื่องน้คือ B Lymphocyte และ plasma cell
นอกจากนี้ยังมีสารน้ำ
อื่นๆ ช่วยส่งเสริมการทำงานของ
specific immunity คือ complement (ดูรายละเอียดในบท
Complement)
2.2 Cell-mediated immune response
หรือ Cell-mediated immunity
(CMI)
เซลล์ที่รับผิดชอบ
คือ Specifically Sensitized Lymphocyte
(SSL) หรือ T lymphocyte ซึ่งมีหน้าที่ผลิตสาร
lymphokines (ดูรายละเอียดในบท Cellular Immunity)
Immune System
หรือระบบที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิต้านทานของร่างกายประกอบด้วยเซลหลายชนิดหลายพวกที่ทำหน้าที่ร่วมกัน
เซลที่ทำร่วมกันทำหน้าที่ป้องกัน
กำจัดสิ่งแปลกปลอม
สิ่งผิดปกติต่างๆเช่นเซลมะเร็ง
ออกไปจากร่างกาย ได้แก่
Hemocytoblast
(hematopoetic stem cell)
|
เป็นเซลต้นกำเนิดของเซลในกระแสโลหิต
เช่น Red blood cell, Monocyte
Polymorphonuclear leukocyte ( Neutrophil,eosinophil และ
Basophil) Lymphocyte และ Megakaryocyte (เป็นเซลที่ทำการสร้าง
เกล็ดเลือด (platelets)
ลักษณะนิวเคลียสมีขนาดใหญ่
มี chromatic เป็นร่าง
แหบางๆ
ทำให้เวลาย้อมนิวเคลียสติดสีฟ้าอ่อน
มี cytoplasm จำนวนเล็กน้อย
ในไขกระดูก ( bone marrow )
จะพบเซลนี้ได้ประมาณ 0.5-1%
ของเซล |
เม็ดเลือดขาวชนิด
Neutrophil
|
สร้างขึ้นในไขกระดูกเมื่อเปลี่ยนร่างมาถึงระยะ
band shape / matrure
neutrophil
จึงจะหลุดมาอยู่ในกระแสเลือด
ในกระแสโลหิตจะพบได้ประมาณ
60-65%
ลักษณะของนิวเคลียสเป็น lope
(ประมาณ 2-5 lope) cytoplasm
ประกอบด้วย specific granule และ
azurophilic granule จัดเป็นพวก
phagocyte
ใช้กำจัดสิ่งแปลกปลอมทั้งที่อยู่ในเนื่อเยื่อและในกระแสโลหิต
ปกติ
จะไหลไปมาในกระแสเลือด
จะเคลื่อนตัวไปยังแหล่งสิ่งแปลกปลอม
จากสารดึงดูด
chemotactic substance
จากระบบคอมพลีเมนต์ /และจาก
lymphocyte |
เม็ดเลือดขาวชนิด
Eosiophil
 |
เป็นเซลที่ใน
cytoplasm มี granule ย้อมติดสีส้มแดง
ในกระแสโลหิตจะ
พบได้ประมาณ 2-5%
จัดเป็นเซล phagocyte
แต่จะเลือกกินเฉพาะ
antigen-antibody complex เท่านั้น
ในรายที่มี anaphylatic
hypersensitivity หรือ มีพยาธิ์ (parasitic
infection) จะพบว่ามีระดับ
ของ eosinophil เพิ่มสูงขึ้นได้ |
เม็ดเลือดขาวชนิด
Basophil
 |
เป็นเซลที่ใน
cytoplasm มี granule
ขนาดใหญ่กว่าในกลุ่ม
เดียวกัน
( neutrophil, eosinophil) granule
ย้อมติดสีม่วงเข้ม ใน granule
ประกอบด้วยสารสำคัญเช่น
histamine และ SRS-A ( slow reaction
substance of anaphylacxis) ที่ผิวมี receptor
ต่อ IgE มีบทบาท
สำคัญในเรื่องภาวะภูมิคุ้มกันไวเกิน
(anaphylaxis) ในกระแสโลหิตจะ
พบได้ประมาณ 1-2% |
เม็ดเลือดขาวชนิด
Monocyte
 |
เป็นเซลประเภท
phagocyte ใน cytoplasm
ติดสีฟ้าอมเทาและมี
azurophilic granule
อยู่เป็นจำนวนมาก
ลักษณะของ nucleus อาจ
เป็น รูปไข่
หรือรูปเกือกม้า
หรือรูปไต
ในกระแสโลหิตจะพบได้ประมาณ
3-5%
จะมีชีวิตเฉลี่ยประมาณ
5-7 วัน
ส่วนหนึ่งจะผ่านผนังหลอดเลือดเข้าไปอยู่ใน
เนื้อเยื่อกลายเป็น
macrophage
เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม lymphocyte
จะให้
สารที่เป็นตัวเรียกให้
monocyte
มาเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมนั้นด้วยวิธีการ
phagocytosis |
เม็ดเลือดขาวชนิด
Macrophage
 |
เป็นเซลที่มีความสามารถในด้าน
phagocytosis สูง มีกำเนิดมาจากเซล
monocyte ในกระแสเลือด
มีรูปร่างไม่แน่นอนแตกต่างกันไปตามเนื้อเยื่อ
ที่มันอาศัยอยู่ macrophage
แบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ
fixed macrophage อยู่ประจำที่
มีรูปร่างคล้ายกระสวยหรือดาว
wandering macrophage
มีนิวเคลียสคล้ายรูปไต
เคลื่อนที่ไบที่ต่างๆ
ในกรณีที่พบสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดใหญ่
เซลหลายๆตัวจะมารวมตัวกันเป็น
เซลขนาดใหญ่ เรียกว่า giant
cell |
เม็ดเลือดขาวชนิด
Mast cell
 |
เป็นเซลรูปไข่
มีขนาดใหญ่ ในส่วนของ cytoplasm
จะมี basophilic
granule มีลักษณคล้ายกับ basophil
มักจะอยู่ใน connective tissue
ทั่วไป (ไม่ได้อยู่ในกระแสเลือด)
ใน granule มีสารพวก histamine และ
SRS-A เป็นเซลทีทำให้เกิด
anaphyactic hypersensitivity ด้วย |
เม็ดเลือดขาวชนิด
Lymphocyte
 |
เป็นเซลรูปร่างกลม
มี 3 ขนาดคือเล็ก กลาง ใหญ่
แต่ในกระแสเลือดจะพบ
ขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่
nucleus ติดสีเข้ม มี cytoplasm น้อย
ย้อมติด
สีฟ้าอ่อน lymphocyte
เคลื่อนที่ได้
ในจำนวนเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือด
ทั้งหมดจะพบได้ประมาณ 20-25
%
Lymphocyte แบ่งออกได้เป็น 2
ชนิดคือ
T - lymphocyte มีหน้าที่สำคัญในระบบ cellular
immunity
B - lymphocyte มีหน้าที่สำคัญในระบบ
humoral immunity |
เม็ดเลือดขาวชนิด
Lymphoblast
 |
เป็นเซลตัวอ่อนของ
lymphocyte มีขนาดใหญ่กว่า
รูปร่างกลม ไม่มี
azurophilic granule ใน cytoplasm
ส่วนใหญ่พบได้ใน germinal
center ของ lymphoid follicle ใน lymph node
ที่ถูกกระตุ้นด้วย
แอนติเจน |
เม็ดเลือดขาวชนิด
Plasma cell
|
เป็นเซลรูปไข่
ที่มี cytoplasm ติดสีฟ้าเข้ม มี
nucleus กลมและมี
chromatin
อยู่หนาแน่นแต่กระจายอยู่อย่างไม่สม่ำเสมอ
ส่วนใหญ่พบได้ใน lymphoid follicle
ที่ถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจน
เสมอๆเช่น intestinal mucosa
หรือในบริเวณที่มีการอักเสบเรื้อรัง
และในม้าม
หน้าที่ของมันคือสร้างแอนติบอดีย์
ที่มาของพลาสม่าเซล
กล่าวกันว่ามาจาก lymphocyte
ที่ถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจน |
Cellular immunity
ภูมิต้านทานของร่างกายอาจแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ humoral immunity และ cellular immunity
หรืออีกชื่อ
หนึ่งคือ cell-mediated immuniity เป็นภูมิต้านทานของร่างกายที่ต้องอาศัย
"เซลล์" เป็นสำคัญ
ตรงกันข้าม
กับ humoral immunity ที่อาศัยสารน้ำ (humor) คือ
antibody หรือ immunoglobulin
ซึ่งส่วนใหญ่
อยู่ในซีรั่ม
" เซลล์ " ดังกล่าวใน cellular immunity หมายถึง T lymphocyte (thymus-derived lymphocyte
T cell) และอาจหมายถึง macrophage ด้วยก็ได้ การที่จะทำให้สัตว์มี humoral immunityต่อแอนติเจน
อย่างยึ่งโดยไม่ให้สัตว์ได้รับแอนติเจนชนิดนั้นเลย (passive cellular immunity)
ทำได้ด้วยการให้ซีรั่มของ
สัตว์อีกตัวหนึ่งที่เคยได้รับแอนติเจนนั้นมาแล้ว (immune serum)
แต่วิธีนี้สัตว์ตัวที่ได้รับ immune serum จะยังไม่มี passive cellular immunity ต่อแอนติเจน ต้องให้ T lymphocyte ซึ่งมักเตรียมได้จาก
peritoneal exudate, lymph node, spleen และ peripheral white blood cell thymus gland
เป็นอวัยวะที่ควบคุมการกำเนิดของ T lymphocyte การตัด thymus ออก
(thymectomy)
ตั้งแต่ระยะที่สัตว์
ยังเป็น fetus อยู่ในครรภ์หรือเพิ่งเกิดใหม่ๆ (neonates) จะทำให้สัตว์นั้นไม่มี cellular immunity เลย แต่
humoral immunity ยังมีอยู่ และจะทำให้ T dependent area
ในต่อมน้ำเหลืองและม้ามไม่เจริญ
ในการตอบสนองบต่อแอนติเจนเกือบทุกชนิดจะมีทั้ง cellular immunity และ humoral immunity
เกิดขึ้นไป
ด้วยกันเสมอ แต่แบบใดจะมากว่ากันย่อมต้องแล้วแต่ชนิดและขนาดของแอนติเจนที่ร่างกายได้รับ T cell
ดูจะไวต่อ
การกระตุ้นด้วยแอนติเจนมากกว่า B cell
เพราะแอนติเจนขนาดน้อยๆ หรือแอนติเจนที่มี poor antigenicity
กระตุ้น T cell ได้ในขณะที่ไม่อาจกระตุ้น B cell ได้
ส่วนใหญ่ cellular immune response
จะเกิดขึ้นหลัง
จากที่แอนติเจนผ่าน macrophage processing (macrophage preparation) มาแล้ว มีบ้างเหมือนกันที่
แอนติเจนเข้าไปกระตุ้น T lymphocyte
โดยตรง
แต่การตอบสนองที่เกิดขึ้นจะไม่ดีเท่าหรืออาจไม่มีการตอบสนอง
เกิดขึ้นเลยก็ได้
T lymphocyte มีหลาย subpopulation
เท่าที่พอทราบกันในปัจจุบัน
มี
| helper
T cell
|
ทำหน้าที่ส่งเสริมระบบ
humoral immune response คือ
ช่วย B lymphocyte
ในการตอบสนองทางอิมมูน)
และมีส่วน
ช่วย cellular immune response ด้วย |
| suppresssor
T cell |
ทำหน้าที่ตรงกันข้ามและเป็นเซลต่าง
sub population กัน
มีหน้าที่ควบคุม B lymphocyte
และ T lymphocyte ไม่ให้
ทำงานมากเกินไป |
killer
T cell
(cytotoxic T cell) |
ทำหน้าที่ทำลาย
antigenic cell เป็นคนละ suppopulation
กับ helper T cell |
T
lymphocyte ที่หลั่ง
lymphokines |
เพื่อใช้ในระบบ
cell mediated immunity บางรายงานระบุ
ว่า cytotoxic T lymphocyte
ก็อาจจะเป็นเซลที่หลั่งเจ้าตัว
lymphokines ด้วย |
| memory
T cell |
อาจมาจาก
T lymphocyte หลาย sub population ทำงาน
ร่วมกับ sub population
อื่นทำให้เกิด killer T cell
ได้อย่าง
รวดเร็ว ช่วยให้ killer T cell
สามารถกำจัด target cell ดีขึ้น
ทำหน้าที่จดจำแอนติเจนต่างๆที่เคยเข้าสู่ร่างกายมาแล้ว
เซลที่รู้จัก
แอนติเจนแล้วจะเรียกใหม่ว่า
SSL -specifically sensitized
lymphocyte |
ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม (แอนติเจน)
ทางด้าน cellular immunity
นอกจากอาศัย T killer cell
โดยตรงแล้ว ยังมี
เซลที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่า
T cell ก็คือ macrophage
ซึ่งจะถูกกระตุ้นให้มีฤทธิ์ทางด้าน
phagocytosis
มากขึ้น โดยสาร lymphokine ที T lymphocyte
หลั่งออกมา
Cellular immunity
มีความสำคัญในการต่อต้านโรคติดเชื้อที่เกิดจาก
intracellular bacteria เช่น แบคทีเรีย
Mycobacterium tuberculosis
ที่ทำให้เกิดโรควัณโรค /
Mycobacterium leprae
ที่ทำให้เกิดโรคเรื้อน
Brucella ที่ทำให้เกิดโรค Brucellosis /
Salmonella typhi ที่ทำให้เกิดโรค
Typhoid / โรคติดเชื้อที่เกิด
จากเชื้อไวรัสเกือบทุกชนิด
/ โรคติดเชื้อรา
นอกจากนี้ยังทำหน้าที่คอยตรวจตราและคอยทำลายเซลของร่างกายที่เปลี่ยนไปเป็น
tumor cell เรียกการทำหน้าที่
นี้ว่า tumor surveillance หรือ immune surveillance
ในขณะเดียวกัน cellular immune response
อาจให้โทษแก่ร่างกายได้โดยทำให้เกิดโรคภูมิแพ้บางอย่าง
เช่น contact dermatitis (ภาวะภูมิคุ้มกันไวเกิน)
เป็น
ตัวการทำให้เกิดการต่อต้านต่อเนื้อเยื่อใหม่ที่นำมาปลูกถ่าย
เรียก graft rejection และทำให้เกิด
graft versus
host eraction
ที่อาจทำให้ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
ถึงแก่ชีวิตได้
Humoral immunity
humoral immunity ที่อาศัยสารน้ำ (humor) คือ
antibody หรือ immunoglobulin
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในซีรั่ม
แอนติบอดีย์
คือสารโปรตีนที่อยู่ในเลือดส่วนซีรั่ม
เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อแอนติเจน
และจะทำปฏิกริยาที่มี
ความจำเพาะกับแอนติเจนหนึ่งๆเท่านั้น
แอนติบอดีย์อยู่ในซีรั่มเป็นส่วนของโปรตีนที่เรียกว่า
แกมม่าโกลบูลิน (gamma
globulin)
และเป็นส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิต้านทานของร่างกายจึงเรียกว่า
อิมมูโนโกลบูลิน Immunoglobulin
หรือย่อว่า Ig
ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5
ชนิดคือ IgG / IgA / IgM / IgD /
IgE
แอนติบอดีบ์เป็นผลผลิตของ
พล่าสม่าเซล (plasma cell) และ lymphocyte
นอกจากพบในซีรั่มแล้วยังพบในสาร
คัดหลั่งอื่นๆของร่างกาย
ในเนื้อเยื่อ เช่น
ในปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง
น้ำนม น้ำลาย น้ำตา
ต่อมน้ำเหลือง น้ำอสุจิ
เป็นต้น
การสร้างสารภูมิต้านทาน-แอนติบอดีย์
มาจากเม็ดเลือดขาวชนิด
B-lymphocyte
โดยที่มันจะพร้อมที่จะตอบสนองต่อ
สิ่งแปลกปลอมที่มีความจำเพาะต่อมัน
โดยเมื่อเจ้าสิ่งแปลกปลอมหรือแอนติเจน
มาพยกับ B-lymphocyte จะทำให้เม็ด
เลือดขาวเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้าน
proliferation และ differentiation
ทำให้เกิดเป็นกลุ่มของ
lymphocyte
ที่สามารถผลิตแอนติบอดีย์
(antibody)
ที่มีฤทธิ์จำเพาะต่อกับแอนติเจนหรือสิ่งแปลกปลอมนั้นเท่านั้น
ชนิดและคุณสมบัติของแอนติบอดีย์
อิมมูโมนโกลบูลินหรือแอนติบอดีย์ในระบบ
humoral immunity แบ่งออกได้เป็น 5
กลุ่มใหญ่ๆคือ
IgG / IgA / IgM / IgD /
IgE
| IgG |
เป็นอิมมูโนโกลบูลินที่มีมากที่สุดในซีรั่ม
-
หน้าที่สำคัญคือช่วยร่างกายต่อสู้กับ
bacteria / virus / toxin
เป็นส่วนใหญ่
-
เป็นแอนติบอดีย์ที่ถูกสร้างขึ้นมามากที่สุดเมื่อมีการพบสิ่งแปลกปลอม
ในระบบซ้ำ (secondary immune
response) |
| IgA |
เป็นอิมมูโนโกลบูลินหรือแอนติบอดีย์ที่พบในซีรั่ม
และในสารคัดหลั่งต่างๆ
ของร่างกาย
โดยในซีรั่มจะพบได้ประมาณ
1/6 ของ IgG
ส่วนในสารคัดหลั่งเช่นน้ำนม
น้ำลาย น้ำตา
สารคัดหลั่งในระบบทางเดิน
อาหาร เป้นต้น
-
ช่วยป้องกันการติดเชื้อในบริเวณเยื่อเมือก
(mucosal surface) ของ
ระบบทางเดินอาหาร/ระบบทางเดินหายใจ
ด่านแรกของการป้องกัน
- ปกติ IgA
จะพบมากในสารคัดหลั้งสูงมากกว่าตัวอื่นๆ
-
จะเพิ่มระดับสูงขึ้นมากในผู้ป่วยที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร |
| IgM |
เป็นสารอิมมูโนโกลบูลิน/แอนติบอดีย์ตัวเรกที่สร้างขึ้นเมื่อพบกับแอนติเจน
เป็นสารอิมมูโนโกลบูลินชนิดแรกที่ทารกเริ่มสร้างได้เอง
โดยหากทารกมี
การติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์มารดาจะตรวจพบได้ในระดับสูง
เป็นสารอิมมูโนโกลบูลินที่มีความจำเพาะพิเศษต่อlipopolysaccharide
ของแบคทีเรียชนิดแกรมลบ
(เป็นตัวสำคัญในการกำจัดแบคทีเรียกลุ่มนี้) |
| IgD |
พบได้น้อนมากในซีรั่ม
เชื่อว่าช่วยควบคุมการตอบสนองทางอิมมูน
แอนติบอดีย์ในโรคออโตอิมมูนเป็นชนิด
IgD |
| IgE |
ตรวจพบเป็นตัวล่าสุด
พบได้ในสารคัดหลั่งของร่างกาย
พบในซีรั่มได้น้อย
หน้าที่สำคัญเป็นตัวร่วมที่จะทำให้เกิดอาการภูมิแพ้
ชนิด anaphylaxis
หรือ type I hypersensitivity (ภูมิคุ้มกันไวเกิน
ชนิด ที่หนึ่ง)
ตรวจพบได้ในระดับสูงกว่าปกติในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อพยาธิ์ในร่างกาย |
การผสานกันในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย
โดยปกติแล้วในการสร้งแอนติบอดีย์หรือภูมิต้านทานต่อสิ่งแปลกปลอมหรือแอนติเจนที่เข้ามาในร่างกายนั้นจะเป็นการ
ผสานกันระหว่าง B-lymphocyte / T-lymphocyte
แลพ Macrophage
โดยตัวที่ทำหน้าที่ผลิตแอนติบอดีย์
เพื่อตอบสนองต่อแอนติเจนนั้นเป็นหน้าที่ของ
พลาสม่าเซล (plasma cell)
ซึ่งถือกำเนิดมาจาก B-lymphocyte
โดยแอนติเจนในธรรมชาติส่วนใหญ่ในการกำจัดออกจะเป็นการอาศัยความช่วยเหลือร่วมมือกันจาก
helper T cell และ
macrophage
โดยเมื่อเจ้าสิ่งแปลกปลอมหรือแอนติเจนที่เข้าสู่ร่างกายจะไปทำปฏิกริยากับ
macrophage
แบบไม่จำเพาะเจาะจงก่อนโดย
macrophage
จะมีการเตรียมแอนติเจนนั้นให้พร้อมเพื่อส่งให้
กับ T lymphocyte ที่ส่วนผิวของ T cell
จะมีส่วนที่คอยจับกับแอนติเจนนั้นเรียกว่า
T cell antigen receptor เมื่อ
T cell antigen receptor
จับกับแอนติเจนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะ
ปล่อยตัวเองออกจากผิวของ T
cell มาจับกับ macrophage ที่ส่วน Fc
receptor บนผิวของ
macrophage แทน จากนั้น macrophage
ก็จะพาไปพบกับ B lymphocyte
ซึ่งเจ้า
B cell
นี้ก็จะจับกับเจ้าแอนติเจน-สิ่งแปลกปลอมไว้โดยใช้ส่วนที่ผิวที่เรียกว่า
surface
immunoglobulin
และจะเริ่มตอบสนองต่อแอนติเจนนั้นโดยการเริ่มเพิ่มจำนวน
(proliferation)
และเปลี่ยนรูปร่าง (differentiation)
เป็นพลาสม่าเซล (plasma cell)
และพลาสม่าเซลก็จะเริ่ม
ผลิตแอนติบอดีย์ที่มีฤิทธิ์จำเพาะต่อสิ่งแปลกปลอมนั้น-แอนติเจน
ออกมา
ค่อยๆอ่านและลองทำความเข้าใจดูท่านจะพบว่า
เป็นเรื่องละเอียดซับซ้อนและผสมผสานร่วมมือกันเพื่อพยายามกำจัด
สิ่งแปลกปลอมหรือแอนติเจนที่เข้ามาในร่างกายเรา
หากระบบภูมิต้านทานของเราไม่สามารถรีบกำจัดเจ้าสิ่งแปลกปลอม
ออกไปจากระบบโดยเร็วได้
ปล่อยให้เชื้อโรคนั้นสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายเราก็จะป่วยจากเชื้อนั้น
ขึ้นได้
จากจุดนี้หลายท่านเริ่มเข้าใจถึงขบวนการของร่างกายในการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม
เชื้อโรคร้ายรอบๆตัวเราที่
พยายามบุกรุกเข้ามาในร่างกายเรา
โดยใช้ช่องทางทางปาก
ระบบทางเดินอาหาร / จมูก
ระบบทางเดินหายใจ / ผิวหนัง
ที่เกิดเป็นแผล
หรือช่องทางเปิดอื่นๆ
เช่น หู ตา ช่องทวานหนัก
ช่องคลอด ทางเดินปัสสาวะ
เป็นต้น
เมื่อระบบภูมิต้านทานของเราเป็นปกติดี
เราก็สามารถกำจัดเจ้าแอนติเจนสิ่งแปลกปลอมออกไปจากระบบได้ทัน
เราก็ไม่
เกิดอาการเจ็บป่วยใดๆ
หากแต่เมื่อระบบภูมิต้านทานของเราอ่อนแอลง
เมื่อยล้า
จากสาเหตุต่างๆข้างต้น
โดยที่เห็นได้ชัด
เช่นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์
เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าเมื่อภฺมิคุ้มกันร่างกายถูกทำลายจากเชื่อไวรัส
HIV เมื่อภูมิ
คุ้มกันลดลง
ทำให้เกิดการป่วยจากโรคช่วยโอกาสต่างๆที่อยู่รอบตัวเรารุกเข้ามาทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยดรคต่างๆมาก
มาย
ซึ่งโรคเหล่านี้จะไม่สามารถทำอันตรายกับคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติได้เลย
เช่น โรคผิวหนังเรื่อรัง
เชื้อรา วัณโรค การ
ติดเชื้ออื่นๆได้ง่ายขึ้น
ติดเชื้อเริม
มะเร็งผิวหนัง อื่นๆ
เป็นต้น
เราเพียงดูแลปฏิบัติตนตามแนวธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวม
ด้วยตัวของเราเอง
อย่างสม่ำเสมอ
เพียงเท่านี้นท่านมีส่วน
ช่วยเสริมภูมิต้านทานร่างกาย
ภูมิคุ้มกันชีวิตให้มีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์
พร้อมที่จะทำลายสิ่งแปลกปลอมที่พยายามบุก
รุกเข้ามาในร่างกายเราอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเรากำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เราก็ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วย
หรือติดเชื้อหรือ
ป่วยได้ยากกว่าผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่า
จุดนี้ก็สามารถอธิบายให้เห็นได้อีกอย่างว่าในการเกิดการระบาดของโรคเช่น
โรคหวัด
ผุ้ที่มีภูมอคุ้มกันต่ำก็จะป่วยได้อย่างทันทีเมื่อได้รับเชื้อ
ในขณะที่คนที่มีภูมิต้านทายนปานกลาง
อาจต้องใช้เวลา
ในการรับเชื้อหลายวันกว่าจะเริ่มเกิดอาการป่วย
และไม่เกิดความผิดปกติเลยในผู้ที่มีระบบภูมิตุ้มกันที่แข็งแรงแม้จะได้รับ
เชื้อเหมือนๆกัน
เห็นประโยชน์แล้วมาเริ่มปฏิบัติตัวดูแลและเสริมระบบภูมต้านทานของร่างกายกันดีกว่า....

|