BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

top
   
โรคความดันโลหิตสูง  II
  Hypertension Part II



ความหมายและการจำแนก
สรีรวิทยา (Physiology)
ปัจจัยเสี่ยง (RiskFactors)
   
ต่อการเกิดความดันโลหิตสูง
การรักษาโรคความดัน
   โลหิตสูงขั้นต้นโดยไม่ใช้ยา
 -
การลดน้ำหนัก 
    (Weight Management)
 -
การจำกัดโซเดียม 
    (Sodium Restriction)
 -
แคลเซียม (Calcium) 
 -
แมกนีเซียม (Magnesium)
 -
อาหารเส้นใยสูง 
    (High Fiber Foods) 
 -
ไขมัน (Lipids) 
 -
  แอลกอฮอล์ (Alcohol)
 -
การออกกำลังกาย (Exercise) 

อาหารที่ควรบริโภคของ
   ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

สรุปอาหารที่บริโภค



มีข้อมูลต่อหน้าต่อไป คลิก




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์


 
  ความดันโลหิตสูง - Hypertension      

ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการเสื่อมสภาพของอวัยวะต่างๆ และมีความสัมพันธ์กับภาวะ
หลอดเลือดแดงแข็ง ในปัจจุบันมีการจัดการดูแลโรคความดันโลหิตสูง หลายโปรแกรมทำให้อุบัติการ
ของโรคความดันโลหิตสูงลดลง และอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โรคของหลอดเลือดหัวใจ ลดลงในช่วง
ทศวรรษที่ผ่านมา การเพิ่มบทบาทดูแลทางด้านการรักษาโดยไม่ใช้ยา บทบาทหนึ่งนั่นคือ การจัดการ
ทางด้านโภชนาการในการป้องกันและ รักษาโรคความดันโลหิตสูงและโรคอื่นที่เกี่ยวข้อง

1. ความหมายและการจำแนก

ความดันโลหิตสูง คือ ค่าความดันโลหิตที่สูงกว่าปกติ แบ่งออกเป็น 4 ระดับตาม Joint National Committee,1993

ความดันซิสโตลิก (Systolic) เกี่ยวข้องกับปริมาณเลือดในหัวใจ  ส่วน
ความดันไดแอสโตลิก
(Diastolic) เกี่ยวข้องกับความต้านทานของหลอดเลือด 
ประมาณกันว่าชาวอเมริกันเป็นโรคความดันโลหิตสูง 10 ถึง 20% และเป็นความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบ
สาเหตุ (essential hypertension) ในกลุ่มที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงประเภทนี้อยู่ในระดับระยะที่ 1 
ร้อยละ 68 การจัดการให้มีแผนการรักษาทำให้อุบัติการของโรคลดต่ำลงในเวลาต่อมา ความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุ (secondary hypertension) มีประมาณ 6 ถึง 8% ของประชากร
ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการเป็นโรคอื่น เช่น โรคของต่อมไร้ท่อ โรคของตับ โรคของไต

2. สรีรวิทยา (Physiology)

ระดับความดันโลหิต เกิดขึ้นโดยแรงดันเลือดจากหัวใจเข้าสู่หลอดเลือดแดง ปริมาณของของเหลวในระบบ
หลอดเลือด (ซึ่งขึ้นกับความเข้มข้นของโซเดียมในเลือด) และความต้านทานของกล้ามเนื้อของผนังหลอดเลือด 
กลไกที่มีปฏิกิริยาต่อการควบคุมระดับความดันเลือดให้อยู่ในระดับปกติ ได้แก่ ไต คือมีการหลั่งฮอร์โมน 
การปรับความสมดุลของน้ำและการขับโซเดียม และระบบประสาทอัตโนมัติ (sympathetic nervous 
system,SNS) เมื่อหน้าที่เหล่านี้สูญเสียความควบคุมจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง 

ความดันโลหิตสูง เกิดจากการที่หลอดเลือดแดงแคบเล็กลง หรือการหดตัวของหลอดเลือดเล็กๆ ทั่วร่างกาย 
การที่หลอดเลือดแดงแคบเล็กลงหรือหดตัวนั้นจะทำให้เลือด ที่จะไปเลี้ยงร่างกายผ่านหลอดเลือดดังกล่าว
ได้ช้าและน้อยลง ทำให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดแรงขึ้นเพื่อที่จะได้มีเลือด ไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ ซึ่งเป็น
สาเหตุให้เกิด congestive heart failure ความดันโลหิตสูงเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดง แข็งตัว
โดยผนังหลอดเลือดแดงอ่อนแอลง เนื่องจากแรงดันที่เพิ่มขึ้นเพื่อพยายามให้เลือดไหลผ่าน หลอดเลือดที่มีสิ่ง
มาเกาะตามผนัง เช่น ไขมัน และสิ่งอื่น 

ด้วยเหตุผลที่ว่าความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง 

ความดันโลหิตจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดในสมอง (stroke) โรคไตและโรคของหลอดเลือด
ของหัวใจ

 จากการศึกษาของ Framingham แสดงให้เห็นว่าผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
 มีโอกาส เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 3 - 4 เท่า และโรคหลอดเลือดของสมอง 7 เท่า  
 เมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ 
 ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 สำหรับความดันโลหิตที่
 เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 มม.ปรอท


 

3. ปัจจัยเสี่ยง (Risk Factors)

ปัจจัยเสี่ยงทางด้านกรรมพันธุ์ร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น ความอ้วน วิถีการดำรงชีวิต ส่วนประกอบของอาหารที่
บริโภค และปัจจัยอื่นๆ มีผลต่อระดับความดันโลหิต

1 ปัจจัยเสี่ยงทางด้านสรีระวิทยา (Physiologic Risk Factors) 
แม้ว่าความดันโลหิตสูงจะเกิดได้กับทุกคน แต่ปัจจัยที่มีผล กระทบต่อความดันโลหิตสูง ได้แก่ ชนผิวดำ เพศชาย 
และวัยที่เพิ่มขึ้น คนผิวดำมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่า 2 เท่า รวมทั้งความรุนแรงของโรค 
กรรมพันธุ์เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคความดันโลหิตสูง ชนิดไม่ทราบสาเหตุ 

ภาวะอ้วน น้ำหนักมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความดันโลหิต ผู้ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจะมีระดับความดัน
โลหิตสูงขึ้น และในขณะเดียวกันการลดน้ำหนักลง มักพบว่าความดันโลหิตลดลงด้วย นอกจากนั้น ยังสามารถ
ลดการทำงานของหัวใจห้องล่างซ้ายและระดับของ norepinephrine 
กลไกของความดันโลหิตที่สัมพันธ์กับความอ้วนยังไม่ชัดเจน แต่มีกลไกหนึ่งที่เป็นไปได้คือการเพิ่มโซเดียม 
การเพิ่มการดูดซึมโซเดียมเนื่องจากการเพิ่มระดับอินสุลิน เอสโตรเจน สัดส่วนที่ไม่ได้ขนาดระหว่างมวลของ
ร่างกายกับขนาดของไต ความไม่ได้สัดส่วนของปริมาณเลือดกับความสามารถของหลอดเลือด และมีการเพิ่ม
ปฏิกิริยาของระบบประสาทซิมพาเตติก ซึ่งเกิดจากการเพิ่มพลังงานในการบริโภค) 

คนอ้วนจะมีการคั่งของโซเดียมอยู่ในร่างกายมาก ทั้งนี้ มีการเกี่ยวข้องกับมีข้อบกพร่องในการขจัดโซเดียม
ออกจากร่างกาย และนอกจากนี้คนอ้วนจะบริโภคเกลือมากกว่าคนกลุ่มอื่น บริโภคโปแตสเซียมต่ำไขมันสูงและ
บริโภคอาหารที่มีแคลอรี สูงมากกว่าคนผอม 

2 ปัจจัยเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Risk Factors) 
ความดันโลหิตสูงพบได้บ่อยในคนที่มีรายได้น้อยและการศึกษาต่ำ ทั้งนี้ อาจเนื่องจากมีความเครียดและจัดการ
กับความเครียดแบบไม่ถูกวิธี การเคลื่อนย้ายจากชนบทไปสู่เขตเมืองพบว่ามีระดับความดันโลหิตเพิ่มขึ้น 

3 ปัจจัยเสี่ยงทางด้านอาหาร (Dietary Risk Factors) 
การได้รับสารอาหารมีความสัมพันธ์ทางบวกและ ทางลบกับอัตราอุบัติการของโรคความดันโลหิตสูง บทบาท
ของโซเดียมที่ได้รับการศึกษาอย่างมากมาย ในขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน 

  3.1 โซเดียม (Sodium) การที่โซเดียมมีส่วนทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นยังไม่ชัดเจน การที่ไตบกพร่อง
ในการขจัดโซเดียมอาจทำให้ระดับของโซเดียม, คลอไรด์และน้ำเพิ่มขึ้นในเลือด 
โดยปกติการเพิ่มปริมาณในพลาสมาจะถูกขจัดออกโดย natriuretic hormone (atrial natriuretic 
peptide) ในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ไตไม่สามารถขจัดปริมาณโซเดียมที่มีอยู่ตามปกติ เนื่องจาก 
natriuretic บกพร่อง หนึ่งในปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องนั้นคือ plasma insulin ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเพิ่ม
การดูดซึมโซเดียมในไต 

มีบางสมมติฐานที่กล่าวว่าการเพิ่มโซเดียมในเซลล์ สามารถยับยั้งการแลกเปลี่ยนโซเดียม-แคลเซียม และเป็น
สาเหตุให้มีการสะสมแคลเซียมในหลอดเลือดและ ระบบกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ชักนำให้เพิ่ม muscle tone 
และเพิ่มความต้านทาน ดังนั้น จึงเป็นการเพิ่มความดันโลหิต 

ใน primitive societies ซึ่งได้รับโซเดียมเป็นจำนวนน้อยคือ 1,600 มก/วัน เปรียบกับชาวอเมริกันซึ่งได้รับ 
4,000 ถึง 5,800 มก/วัน พบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงน้อยมาก 
และความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นตามอายุที่พบได้ในสังคมอุตสาหกรรม แต่ใน primitive societies ไม่ปรากฎ 
เช่นนั้น ผู้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง วิถีการดำรงชีวิตหรือย้ายเข้าไปอยู่
ประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว พบว่าอัตราอุบัติการของโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น ในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น 
ได้รับโซเดียมในปริมาณมาก (9 ถึง 12 กรัม/วัน) พบว่ามีความดันโลหิตสูง และโรคของหลอดเลือด สมอง
เป็นสาเหตุการตายของผู้ใหญ่ 
คณะกรรมการอาหารและสุขภาพของ The National Research Council ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้
สรุปว่า ระดับความดันโลหิตมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างยิ่งกับการกินเค็ม 

นิสัยการกินเค็มอาจเพิ่มความเสี่ยงให้มีความดันโลหิตสูงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีใดที่จะจำแนก 
'salt-sensitive' ในบุคคลได้ Salt-sensitive มักปรากฏในคนผิวดำและคนสูงอายุ (ทั้งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับ
หน้าที่ของไต) 

บางรายงานเสนอว่าคงไม่ใช่โซเดียมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นผลร่วมกันระหว่างโซเดียมและคลอไรด์ที่มีส่วน 
ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น การให้ Sodium citrate ไม่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งต่างจาก 
Sodium chloride

  3.2 แร่ธาตุอื่นๆ (Other minerals) 

1) แคลเซียม (Calcium) การศึกษา Framingham study คือ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 10,000 คน อายุ
ระหว่าง 18 ถึง 74 ปี เปรียบเทียบการได้รับสารอาหาร 17 ชนิดกับอัตราอุบัติการของโรคความดันโลหิตสูง 
พบความสัมพันธ์ทางลบค่อนข้างสูงกับปริมาณแคลเซียม แม้ว่าผลที่ได้นี้จะมาจากการศึกษาทางด้านระบาด
วิทยาและการศึกษาทดลอง แต่ความสัมพันธ์นี้ยังไม่ชัดเจนพอที่จะสรุปได้ว่าการได้รับ แคลเซียมสูงจะเป็น
การป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง แคลเซียมอาจจะ เป็นเพียง minor group ของ 'calcium-sensitive' 
ที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง 

2) โปแตสเซียม (Potassium) การศึกษาทางด้านระบาดวิทยา หลายการศึกษา พบความสัมพันธ์ทางลบ
ระหว่างความดันโลหิตกับโปแตสเซียม แต่การทดลองทางคลีนิกยังให้ผลขัดแย้งกัน ทั้งนี้ อาจเนื่องจากสัดส่วน
ของโปแตสเซียม : โซเดียม ที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำลงหรือคงระดับต่ำเอาไว้ 
การที่โปแตสเซียมเข้าสู่ระบบแรงดันเลือดจะขยายหลอดเลือดโดยตรง เพิ่มการสูญเสียน้ำตาลและโซเดียมจาก
ร่างกาย ระงับการหลั่ง เรนินและ angiotensin ลด adrenergic tone และกระตุ้น sodium-potassium 
pump ถ้าได้รับโซเดียมจำนวนมากควรเพิ่มโปแตสเซียมด้วย เพื่อให้ระดับความดันโลหิตไม่เพิ่มขึ้น 

การศึกษาในสัตว์ โปแตสเซียมมีส่วนช่วยป้องกันโรคของหลอดเลือดสมอง กล่าวคือ โปแตสเซียมช่วยป้องกัน 
endothelial cell ภายใต้ tension ของความดันโลหิตสูง ดังนั้น จึงป้องกัน lesion ของผนังของหลอด
เลือด  ซึ่งจะนำไปสู่ cerebral haemorrhage และ cerebral infarct 

การศึกษาแบบ cohort study ในกลุ่มประชากร จำนวนมาก โดยมีการบันทึกการได้รับโปแตสเซียมภายใน 
24 ชั่วโมง เพื่อศึกษาความสัมพันธ์กับการตายด้วยโรคของหลอดเลือดของสมอง ในช่วงระยะเวลา 12 ปี 
พบว่าการเพิ่มโปแตสเซียม 10 mEq/day (เทียบเท่ากับการให้ผลไม้ citrus juice ผักหรือมันฝรั่งเต็ม 1 
ส่วนเสริฟ) จะลดอัตราอุบัติการของการตายด้วยโรคของหลอดเลือดสมอง 40% ผลที่เกิดขึ้นนี้ไม่เกี่ยวข้อง
กับการเปลี่ยนแปลงระดับความดันเลือด การสำรวจการบริโภคอาหารพบว่าชาวอเมริกันได้รับโปแตสเซียมต่ำ
กว่ามาตรฐาน คนอเมริกันผิวดำได้รับโปแตส-เซียมต่ำกว่าคนผิวขาว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนผิวดำ
มีอัตราชุก ของโรคความดันโลหิตสูงค่อนข้างสูง 

3) แมกนีเซียม (Magnesium) พบความสัมพันธ์ทางลบระหว่าง magnesium กับความดันโลหิต 
แต่ความสัมพันธ์นี้ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ แมกนีเซียมยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อลายและอาจเป็นบทบาทหนึ่ง 
ในการทำให้ระดับความดันโลหิตเป็นไปอย่างปกติในแง่ของ การขยายหลอดเลือด หรืออาจมีผลกระทบต่อ
ระบบ renin-angiotensin, intravascular volume และการหลั่ง neurotranmitters 

  3.3 ไขมัน (Lipids) 
กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (polyunsaturated fatty acids, PUFA) เป็นสารเริ่มต้นของ 
prostaglandins ซึ่ง prostaglandins มีผลต่อการขจัดโซเดียมของไตและทำให้กล้ามเนื้อของร่างกาย
ผ่อนคลาย การจำกัดการบริโภคไขมันด้วย PUFA : กรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid, SFA) สัดส่วนเท่ากับ 1 หรือมากกว่าทำให้ความดันโลหิตลดลงในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โดยไม่มีผลต่อผู้
ที่มีความดันโลหิตปกติหรือความดันโลหิตอยู่ในระยะที่ 1 (mild)

การให้น้ำมันปลาจำนวนมาก (50 มล.ทุกวันมี w-3 fatty acids 15 กรัม) ทำให้ระดับความดันโลหิตลดลง
ในกลุ่มที่มีความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 อย่างไรก็ตามการให้น้ำมันปลาแม้แต่เพียงปริมาณเล็กน้อยก็ยังอาจมีผล
ต่ เวลาในการแข็งตัวของเลือดและปัจจัยการแข็งตัวของเลือดตัวอื่นๆ ได้ ดังนั้น การเสริม w-3 fatty acids
จึงยังไม่ได้รับการรับรองในขณะนี้ 

การบริโภคอาหารมังสวิรัติ ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้น้อยกว่าการบริโภค อาหารประเภทเนื้อสัตว์
แม้ว่าทั้งสองกลุ่มจะได้รับเกลือในปริมาณที่เท่าๆ กัน ความแตกต่างที่สำคัญคือ high ratio ของ PUFA : 
SFA ซึ่งมีอยู่ในส่วนประกอบของอาหารจากพืช หรือมีการเพิ่มโปแตสเซียมที่ได้รับจากผลไม้และผัก 

 3.4 แอลกอฮอล์ (Alcohol) กลไกที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นในกลุ่มคนที่ดื่มสุรานั้น องค์การอนามัยโลก 
ได้กล่าวว่ามีหลายกลไกด้วยกันคือ มีการเพิ่มระดับของ blood cortisol เพิ่มระดับของ catecholamine 
และมีผลกระทบต่อระบบ renin-angiotensin หรือผลกระทบต่อ antidiuretic hormone ในพวก 
alcohol withdrawal จะชักนำให้มีการหลั่ง adrenergic hormone จำนวนมาก ซึ่งจะทำให้มีการไหล
เวียนโลหิตเพิ่มมากขึ้น ในคนที่ดื่มจัดมักพบว่ามีความดันโลหิตสูงและยิ่งดื่มมาก ความดันโลหิตยิ่งสูงมากขึ้น 
ประมาณกันว่าร้อยละ 10 ของโรคความดันโลหิตสูงมีสาเหตุมาจากการดื่มสุรา 

บางรายงาน กล่าวว่าการดื่มสุรามากกว่า 1 ออนซ์ต่อวันจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น การดื่มสุราจำนวนมาก
จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ (cardiomyopathy) แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุทำให้มีไขมันในเลือดสูง 
(hyperlipidemia) และสามารถเร่งให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวเร็วยิ่งขึ้น ดังนั้น ผู้ที่เป็นโรคความดัน
โลหิตสูงเมื่อดื่มสุราในปริมาณมากเป็นประจำ จะทำให้เกิดโรคหัวใจอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับโรคความดัน
โลหิตสูงเพียงอย่างเดียว มีบางรายงาน ได้รายงานขัดแย้งกันคือ การดื่มสุราเพียงเล็กน้อยจะทำให้ความดัน
โลหิตเพิ่มขึ้น ถ้าดื่มมากกว่า 2 ออนซ์ต่อวันจะเป็นสาเหตุของ reversible hypertension (ความดันโลหิต
สูงบ้างต่ำบ้าง) ที่เป็นเช่นนี้เพราะแอลกอฮอล์ทำให้มีการเพิ่มระดับของ high density lipoprotein cholesterol, HDL-C การดื่มสุราน้อยกว่า 1 ออนซ์ต่อวันจะทำให้ความดันโลหิตลดลงและคลายความ
เครียด



การรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยา

4. การรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยา (Nonphamacologic Treatment)
การรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วยยาไม่ใช่จะก่อให้เกิด ความปลอดภัยเสมอไป ในภายหน้าการรักษาด้วยยา
อาจเป็นเพียงการเยียวยาและ ปกติต้องรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่
ใช้ยาโดยเฉพาะ ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 ได้รับคำรับรองแล้ว ได้แก่ 

 การลดน้ำหนัก 

 จำกัดโซเดียม 

 ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เหมาะสม 

 การออกกำลังกายแบบ isotonic 

 และการรักษาความเครียด 

คณะกรรมการค้นหา ประเมินผล และรักษาโรคความดันโลหิตสูง ได้เสนอแนะดังนี้ 
1. ลดน้ำหนักลง 15% ของน้ำหนักที่พึงปรารถนา (desirable weight) 
2. จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1 ออนซ์ต่อวัน (วิสกี้ 2 ออนซ์ ไวน์ 8 ออนซ์ หรือเบียร์ 24 ออนซ์ ) 
3. จำกัดโซเดียม 1.5 ถึง 2.5 กรัม/วัน (เกลือ 4 ถึง 6 กรัม) 


4.1 การลดน้ำหนัก (Weight Management) ประสิทธิภาพของการลดน้ำหนักได้ผลดีในกลุ่ม 
       mild และ severe hypertension น้ำหนักที่ลดลงเป็นผลมาจากการจำกัดพลังงาน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับ
       เมตาบอลิสม เช่น ลดการทำงานของ SNS ที่มีบทบาทสำคัญในระบบความดันโลหิต 
       เป้าหมายในเรื่องนี้ก็คือบุคคลที่มีประวัติในครอบครัว ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ควรจะลดน้ำหนัก
       ลง 15% 

จากรายงานของ McCaron และ Reusser ได้กล่าวว่าในคนที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระยะก้ำกึ่ง ถ้าลด
น้ำหนัก 4 - 5 กก.   มีผลทำให้ระดับความดันโลหิตลดลงเป็นปกติภายใน 2 - 3 อาทิตย์แรก ความดันโลหิต
ลดลงในกลุ่มที่ลดน้ำหนักไม่เกี่ยวข้องกับสารอาหารที่บริโภค แต่มีความเกี่ยวข้องกับพลังงานที่ใช้ในช่วงที่
พยายามลดน้ำหนัก ในคนที่มีน้ำหนักเกินนั้นการที่ระดับความดันโลหิตลดลง ปรากฎร่วมกับน้ำหนักที่หายไป
อาจเกิดจากการ ดูแลให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (regular exercies regimen) 

4.2 การจำกัดโซเดียม (Sodium Restriction) การจำกัดโซเดียมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
ประมาณหนึ่งในสี่ถึงครึ่งหนึ่ง ที่เป็นพวก salt-sensitive จึงเป็นข้อจำกัดหนึ่งในการดูแลรักษา เป็นการยาก
ที่จะทำนายว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะตอบสนอง ต่อการจำกัดโซเดียม ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่จำกัดโซเดียม
แล้วความดันโลหิตไม่ได้ลดลง 

van der Maten ศึกษาผลของการให้โซเดียมต่ำ ในหญิงมีครรภ์ทั่วไปต่อภาวะโภชนาการ กล่าวคือการให้
โซเดียมต่ำในหญิงตั้งครรภ์โดยดูผลของ calcium metabolism, ภาวะสังกะสีและแมกนีเซียม น้ำหนักที่
เพิ่มขึ้นและไขมันที่สะสมในร่างกาย ผลพบว่าการให้โซเดียมต่ำไม่มีผลต่ออุบัติการของ โรคความดันโลหิตสูง
ในช่วงที่ทำการศึกษา การลดโซเดียมเป็นสาเหตุของการลดพลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แคลเซียม 
สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และคอเลสเตอรอลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายใน
เลือด ทั้งนี้ เนื่องจากไตทำให้เกิดความสมดุล การให้โซเดียมต่ำในหญิงมีครรภ์ไม่มีผลต่อน้ำหนักทารกแรกเกิด 
น้ำหนักรกหรือ ผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์ 

Levey และคณะ ศึกษาระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยการให้โซเดียมต่ำร่วมกับการให้
แคลเซียมที่แตกต่างกัน การศึกษาเป็นแบบการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นชายผิวขาวที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง 
ไม่สูบบุหรี่ มีอาชีพทำงานประเภทนั่งโต๊ะ ทำการทดลองเป็น 2 ช่วง (ช่วงละ 6 สัปดาห์) ช่วงแรกให้ high 
calcium (1,400 มก/วัน) ช่วงหลังให้ low calicium (400 มก/วัน) ทั้ง 2 ช่วงได้รับโซเดียม 1,500 
มก/วัน หลังจากนั้นมีการวัดความดันโลหิต ปัสสาวะ blood electrolyte, calcitrol, renin และระดับ 
parathyroid hormone (PTH) ผลจากการทดลองพบว่าโซเดียมในซีรัมลดลง โซเดียมในปัสสาวะลดลง
ในช่วงได้รับ low calcium ระดับ PTH ลดลงในช่วงได้รับ high calcium และเพิ่มในช่วงได้รับ low 
calcium ทั้ง 2 ช่วง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับ calcitriol ในช่วงได้รับ low calcium 
ความดันซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลงร้อยละ 8 และ 9 ตามลำดับ ในขณะที่ช่วง ได้รับ high calcium 
ความดันซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลงร้อยละ 2 และ 3 ตามลำดับ 

ผลการศึกษาแสดงเห็นว่ามีความสัมพันธ์ทางลบระหว่าง การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของ Na :Ca กับการเปลี่ยน
แปลงความดันโลหิต ผู้วิจัยเสนอแนะว่าทางด้าน dietary management 
ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรให้ความสนใจในการเปลี่ยนแปลงการบริโภค เช่น ให้โซเดียม 1,000 มก/วัน 
และเพิ่มแคลเซียม 400 มก/วัน มากกว่าที่จะสนใจเฉพาะระดับของโซเดียมและแคลเซียมแต่เพียงอย่างเดียว 
การศึกษาโดยโซเดียมคงที่แต่มีการเปลี่ยนปริมาณแคลเซียม ทำให้ดูผลเหมือนแคลเซียมต่ำจะดีกว่าแคลเซียม
สูง ในการลดความดันโลหิต ผู้ศึกษาควรจะเปลี่ยนแปลงปริมาณทั้งโซเดียมและแคลเซียม เพื่อให้เกิดอัตรา
ส่วนที่คล้ายกับทั้งสองอัตราส่วน จากนั้นจึงดูว่าระดับความดันโลหิตเป็นอย่างไร



 การรักษาทางด้านอาหารของผู้ป่วย
Hoew และคณะ ทำการศึกษาทดลองเกี่ยวกับการจำกัดเกลือและ การเสริมน้ำมันปลาแก่ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วย angiotensin converting enzyme (ACE) inhibitors ได้แก่ ยา captopril หรือ enapril ผู้ป่วยได้รับการทดลองให้รับการรักษาทางด้านอาหาร 4 กลุ่มๆละ14 คน การออกแบบการศึกษาเป็นแบบปิดตา 2 ชั้น (double blind) แต่ละกลุ่มได้รับ treatment ดังนี้ 

1. low sodium (80 mmol/day) กับน้ำมันปลา (w-3 fatty acids 5 g/d) 
2. normal sodium (150 mmol/day) กับน้ำมันปลา 
3. low sodium กับน้ำมันมะกอก 
4. normal sodium กับน้ำมันมะกอก 
ทั้งหมดได้รับ treatment เป็นเวลา 6 สัปดาห์ แล้ววัดผลหลังจากนั้นเป็นเวลา 4 สัปดาห์ 
ผลการทดลองพบว่าระดับความดันโลหิตลดลง ทุกกลุ่มในระหว่าง การทดลอง SBP ลดลง 2 มม.ปรอท 

ในกลุ่ม low sodium ซึ่งลดลงมากกว่ากลุ่ม normal sodium 
ในกลุ่มที่ได้รับน้ำมันปลาและน้ำมันมะกอกระดับความดันโลหิตไม่แตกต่างกัน แต่ระดับ triglyceride ในพลาสมา และ thromboxane ในซีรัมลดลงในกลุ่มที่ได้รับน้ำมันปลาร้อยละ 27 และ 51 ตามลำดับ ผู้วิจัยเสนอแนะว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย ACE inhibitors ควรเพิ่มการรักษาด้วยการจำกัดขนาด
ของโซเดียมเพียงอย่างเดียว ส่วนการเสริมน้ำมันปลานั้นเป็นผลพลอยได้แก่ระบบหัวใจและหลอดเลือด 

Arbeit และคณะ ได้ให้ข้อเสนอในการพิจารณาจัดอาหารที่มีสัดส่วน ของโซเดียม/
โปแตสเซียม/พลังงาน  สำหรับการเลือกรายการอาหารไว้ดังนี้ (สัดส่วนของโซเดียม 
โปแตสเซียม และพลังงานคำนวณจาก USDA-generated food nutrient value)


รายการที่ 1 : โซเดียมต่ำ โปแตสเซียมสูง และพลังงานต่ำ (ผักสด ซึ่งมีวิตามิน A และ C) 
รายการที่ 2 : โซเดียมต่ำ โปแตสเซียมสูง และพลังงานสูง (ผลไม้ ผักที่มีแป้ง ถั่วต่างๆ นมและผลิตภัณฑ์ 
                      เนื้อสัตว์ และช็อกโกแล็ต 
รายการที่ 3 : โซเดียมสูง โปแตสเซียมสูง และพลังงานต่ำ (ผัก เนยแข็ง เนื้อแช่แข็ง) 
รายการที่ 4 : โซเดียมสูง โปแตสเซียมต่ำและพลังงานสูง (ขนมปัง ข้าว luncheon meats คุกกี้และ 
                      พาสตรี และอาหารจานด่วน ) 

ทั้ง 4 รายการ เป็นประโยชน์ต่อการจัดรายการอาหารให้แก่ผู้ป่วย essential hypertension และผู้ป่วย 
cardiovascular-renal ในเด็กและผู้ใหญ่



แคลเซียมในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
ได้มีการสนับสนุนการรักษาโดยไม่ใช้ยาในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ชนิดไม่ทราบสาเหตุที่ยังไม่มีภาวะ
แทรกซ้อน Beckmann และคณะ ได้จัดให้มีการทดลองกับผู้ป่วยชายวัยกลางคน (40 ปี) ซึ่งไม่เคยรับการ
รักษาโรคความดันโลหิตสูงมาก่อนจำนวน 95 คน โดยการสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 3 กลุ่ม คือ 

- Intervention group 
- Blood pressure control group 
- Time control group กลุ่ม Intervention 


ได้รับคำแนะนำให้ใช้โซเดียมคลอไรด์เป็นจำนวนน้อยๆ ในอาหารไขมันอิ่มตัวน้อยและลดน้ำหนัก ทั้งหมดมา
พบตามนัดอย่างสม่ำเสมอภายหลัง 1 ปี กลุ่ม Intervention มีค่าเฉลี่ยของโซเดียมในปัสสาวะลดลง 72 
mmol/24h. และน้ำหนักลดลง 2.7ฑ0.5 กก. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ยของความดันโลหิตลดลง 
8 ถึง 10 มม.ปรอท และลดลงกว่ากลุ่มควบคุม ทั้ง 2 กลุ่ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่า epinephrine ใน
พลาสมาลดลงทั้ง 3 กลุ่ม 

ส่วน norepinephrine ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเฉพาะในกลุ่ม Intervention ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ
น้ำหนักที่ลดลง ผลของการศึกษาคือการให้คำแนะนำทางด้านอาหาร (โซเดียมต่ำ ไขมันอิ่มตัวต่ำ และพลังงาน
ต่ำ) โดยนักโภชนบำบัด อาจทำให้ความดันโลหิตลดลงและมีผลดีต่อ sympathicolytic 
ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงระยะ mild และระยะ moderate ซึ่งยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน แม้ว่าจะมีหลาย
รายงานที่กล่าวถึงการลด ความดันโลหิตโดยการลดโซเดียมดังกล่าวข้างต้น แต่หลายคนเห็นด้วยในแง่ของ
การลดปริมาณให้เหมาะสม คือลดโซเดียมให้อยู่ระหว่าง 70 ถึง 100 mEq/day (เท่ากับโซเดียม 1.5 ถึง 
2.5 กรัมหรือเกลือ 4 ถึง 6 กรัม) จึงจะมีผลทางการรักษา

4.3 แคลเซียม (Calcium) 
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ มีรายงานว่ามีระดับของ calcium ที่ออกมาในปัสสาวะ 
(urinary calcium excretion, UCaV) มากกว่าในคนปกติ Young และคณะ(18) ได้ทดสอบ
สมมติฐานนี้ว่า สืบเนื่องมาจากอาหารที่บริโภคและอีกหลายกลไก การศึกษา UCaV ในผู้ป่วย 15 รายที่เป็น
โรคความดันโลหิตสูง ชนิดไม่ทราบสาเหตุโดยจับคู่ อายุ และเพศ จำนวน 16 คู่ กับคนปกติ 

กลุ่มตัวอย่างได้รับการสอบถามเกี่ยวกับอาหารที่บริโภค เมื่อแรกเริ่มการศึกษา UCaV 
ในกลุ่มคนปกติและในผู้ป่วยไม่แตกต่างกัน (130ฑ14 และ 201ฑ37 มก./วัน ตามลำดับ) 
เมื่อมีการควบคุมอาหารให้ได้รับโซเดียม 88 mEq พบว่า UCaV ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมีมากกว่าคน
ปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มที่ได้แคลเซียม 400 มก. (204ฑ25 และ 132ฑ13 มก./วัน ตามลำดับ) 
และในกลุ่มที่ได้แคลเซียม 1,400 มก.(272ฑ31 และ 187ฑ25 มก/วัน ตามลำดับ) UCaV ใน 24 ชั่วโมง
มีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความดันโลหิต (ความดันซิสโตลิก) มีค่าความสัมพันธ์เท่ากับ 0.63 
การรับประทานแคลเซียม 1,000 มก. ทำให้ UCaV มีการเปลี่ยนแปลงคล้ายคลึงกันทั้ง 2 กลุ่ม (0.12ฑ0.11 
และ 0.12ฑ0.07 mg : 100 ml glumerular) และระดับ serum ionized calcium 
ในกลุ่มคนปกติและกลุ่มความดันโลหิตสูงเท่ากับ 0.06ฑ0.08 และ 0.06ฑ0.02 mmol/L ตามลำดับ 

ผลที่ได้นี้แสดงว่าการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้เล็กไม่แตกต่างกันทั้ง 2 กลุ่ม Fasting UCaV 
ในกลุ่มความดันโลหิตสูง (8.9ฑ4.5 mg per 2 hours) ไม่แตกต่างจากกลุ่มคนปกติ (10.9ฑ11.5 mg 
per 2 hours) การศึกษานี้แสดงว่าผู้มีความดันโลหิตสูงจะขับถ่าย แคลเซียมมากกว่าผู้มีความดันโลหิตปกติ 
ในขณะที่การดูดซึมไม่แตกต่างกัน ดังนั้น ความดันโลหิตสูงอาจเป็นสาเหตุให้ขับถ่าย แคลเซียม 
ทางปัสสาวะมากกว่าปกติ หรือทั้งสองตัวแปรอาจมีความสัมพันธ์กับ ปัจจัยอื่นอีก เช่น พันธุกรรม โดยที่ 2 
ตัวแปรนี้ไม่เป็นสาเหตุของกันและกันก็ได้


4.4 แมกนีเซียม (Magnesium) 
Wirell และคณะ ได้ทำการศึกษาแบบ cross-over study โดยให้แมกนีเซียมแก่ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 
ที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านเบต้า (beta blockers) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะประเมินผลเกี่ยวกับการให้
แมกนีเซียม ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่รักษาด้วย beta blockers ผลที่ได้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ระดับของโปแตสเซียม และแมกนีเซียมในกล้ามเนื้อ ซีรัม และปัสสาวะ 

การศึกษาทำโดยการสุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มทดลองแบบปิดตาสองชั้น แบบ cross-over โดยรับประทาน
แมกนีเซียมและยาหลอก (placebo) เป็นเวลาอย่างละ 8 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 39 คน เป็นผู้ป่วยนอก
ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอูเมีย ประเทศสวีเดน อายุ 26-69 ปี เป็นโรคความดันโลหิตสูงระยะ moderate 
ได้รับการรักษาด้วย beta blockers ก่อนเข้ารับการทดลองและระหว่างการทดลอง แมกนีเซียมที่ได้รับคือ 
15 mmol (365 mg) แบ่งออกเป็น 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ตัวแปรที่วัดคือ ความดันโลหิต ซีรัม 
ปัสสาวะและ muscle magnesium และ muscle potassium 

การวัดจะวัดตั้งแต่เริ่มต้น หลัง 8 และ 16 สัปดาห์ 
ผลของการทดลองพบว่าความดันซีสโตลิกลดลงในช่วงที่ได้รับ แมกนีเซียมตามด้วย ยาหลอก แต่ไม่แตกต่าง
จากตอนที่เริ่มต้น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการได้รับแมกนีเซียมและยาหลอกพบว่า ทั้งซีสโตลิกและ
ไดแอสโตลิกไม่แตกต่างกัน ระดับซีรัมแมกนีเซียม และแมกนีเซียมในปัสสาวะ รวมทั้งโปแตสเซียมในซีรัม
สูงขึ้นเมื่อได้รับแมกนีเซียม แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใน urine potassium หรือใน muscle magnesium 
and muscle potassium สรุปแล้วการให้แมกนีเซียมจำนวน 15 mmol/day แก่ผู้ป่วยความดัน
โลหิตสูงระดับ mild และ moderate ที่รักษาด้วย beta blockers ทำให้ความดันซิสโตลิกลดลง 

แม้ว่ามีบางรายงานที่ยืนยันว่าการเพิ่มโปแตสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม มีประโยชน์ในการจัดการดูแล
โรคความดันโลหิตสูง แต่ข้อมูลที่ได้รับยังไม่เพียงพอในการเพิ่มจำนวนแร่ธาตุเหล่านี้ ซึ่งเป็นจำนวนที่ต้องการ
มากกว่า Recommened Dietary Allowances, RDA สำหรับแคลเซียมและแมกนีเซียม 

โปแตสเซียม ควรได้รับเป็นจำนวน 120 ถึง 175 mEq/day ซึ่งมีผลทำให้ความดันโลหิตลดลง แต่
โปแตสเซียมขนาดนี้มีราคาแพงเกินไป และมีข้อบ่งชี้ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีหน้าที่ของไตบกพร่องและผู้ที่ได้รับ 
potassium-sparing diuretics หรือ angiotensin-converting enzyme ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะ 
hyperkalemia 


4.5 อาหารเส้นใยสูง (High Fiber Foods) 
อาหารเส้นใยสูง เช่น ข้าวโอ๊ต ผลไม้ และผัก สามารถลดไขมันที่บริโภคและเปลี่ยนแปลงไขมันในเลือด Singh 
และคณะ ได้ทดสอบสมมติฐานนี้ จึงศึกษาผู้ป่วย 2 กลุ่มที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ 
กลุ่มแรกรับประทานฝรั่ง (guava) ก่อนมื้ออาหาร ส่วนอีกกลุ่มไม่ได้รับ เป็นเวลานาน 12 สัปดาห์ 
ผลปรากฎว่าสารอาหารที่ได้รับ เช่น ไขมันอิ่มตัวและไขมันทั้งหมดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 
ในกลุ่มแรกมากกว่ากลุ่มหลัง ส่วนคาร์โบไฮเดรตไฟเบอร์ทั้งหมด และไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ วิตามิน และแร่ธาตุ 
สูงขึ้นในกลุ่มแรกมากกว่ากลุ่มหลังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มแรกพบว่า total cholesterol ลดลง 
9.9% ไตรกลีเซอไรด์ลดลง 7.7% และความดันโลหิตลดลง 9.0/8.0 มม.ปรอท high density 
lipoprotein cholesterol เพิ่มขึ้น 8.0% ทั้งหมดมีนัยสำคัญมากกว่ากลุ่มหลัง ผลการทดลองสรุปได้ว่ามีการลดลงของ lipoprotein metabolism และความดันโลหิต 

4.6 ไขมัน (Lipids) 
ส่วนประกอบของไขมันที่ได้รับการเสนอแนะ คือ การเพิ่มสัดส่วนของ PUFA : SFA 
ในขณะที่มีการกำหนดขีดจำกัดของไขมันทั้งหมด ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง Das,1995 
รายงานว่าการเพิ่ม lipid peroxides และการเปลี่ยนแปลงเมตาบอลิสมของ essential fatty acid 
มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ นั้นคือ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมี linoleic 
acid และ arachidonic acid ต่ำกว่าคนปกติ 

4.7 แอลกอฮอล์ (Alcohol) 
การศึกษาของ Kaplan มีรูปแบบการศึกษาแบบไปข้างหน้า ให้ผลว่าผู้ที่ดื่มสุรามากกว่า 3 ครั้งต่อวัน 
จะเป็นผู้ที่เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง และพบว่าผู้ที่ดื่มสุราน้อยกว่า 3 ครั้งต่อวัน (เท่ากับ 1.5 ออนซ์) 
ความดันโลหิตไม่สูงขึ้น ดังนั้น Kaplan ได้แนะนำว่าควรดื่มสุราในปริมาณแต่น้อย ถ้าดื่มมากกว่า 3 ครั้ง
ต่อวัน  ก็ควรจะลดปริมาณให้ไม่เกิน 1.5 ออนซ์ต่อวัน ถ้าหากรู้สึกตัวว่ามีผลกระทบจากสุราก็ควรจะเลิกดื่ม
ไปเลย และถ้าผู้ที่ดื่มน้อยกว่า 3 ครั้งต่อวันอยู่แล้วการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ไม่จำเป็น 

Wittemen และคณะ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มสุราระดับปานกลาง กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรค
ความดันโลหิตสูงในหญิง ประเทศอเมริกา จำนวน 58,218 คน อายุ 39-59 ปี ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
เมื่อเริ่มการศึกษา มีรูปแบบการศึกษาแบบไปข้างหน้า ติดตามผลเป็นเวลา 4 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ไม่ดื่มสุรา 
พบว่าผู้ที่ดื่ม 20 ถึง 34 กรัมต่อวัน (ประมาณ 2 หรือ 3 ครั้ง) มีค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ (relative risk) เป็น 
1.4 เท่า (95%CI=1.2, 1.7) กลุ่มที่ดื่มมากกว่า 35 กรัมต่อวันมีค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์เป็น 1.9 (95%CI= 
1.6, 2.2) ผลจากการศึกษานี้ผู้วิจัยแนะนำว่า การดื่มสุราต่ำกว่า 20 กรัมต่อวัน (วันละ 1 ครั้ง) 
ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง แต่ถ้าหากมากกว่านั้นความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง 
จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาอื่นๆ มีรูปแบบการศึกษาเป็นแบบภาคตัดขวางสนับสนุนว่าการดื่มสุรา มีความ
สัมพันธ์ทางบวกกับความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม มีรายงานบางรายงาน ซึ่งมีรูปแบบ
การศึกษาเป็นแบบไปข้างหน้าที่ไม่พบความสัมพันธ์ ระหว่างการดื่มสุรากับความดันโลหิต


4.8 การออกกำลังกาย (Exercise) 
การขาดการออกกำลังกายทำให้เกิดโรคหัวใจ CVA โรคอ้วน โรคท้องอืดจากภาวะอาหารไม่ย่อย 
degenerative joint และสุขภาพโดยทั่วๆ ไปไม่ดี ถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้ความดันโลหิตชนิด
ไม่ทราบสาเหตุลดลง เส้นเลือดมีขนาดใหญ่ขึ้น โอกาสจะถูกอุดตันน้อยลง ลดระดับคอเลส-เตอรอล ลด
ระดับไตรกลีเซอไรด์และเพิ่ม HDL-C ลดและช่วยแก้ความเครียด 

ในกรณีที่ต้องการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายควบคู่กับการควบคุมอาหารสามารถช่วยได้ เช่น 
การเดินเร็วอย่างน้อยวันละ 30 นาที ซึ่งพลังงานที่ใช้ใน 3 นาทีแรกจะใช้จากน้ำตาลร้อยละ 60 และจากไขมัน 
ร้อยละ 40 นาทีที่ 20 ร่างกายจะใช้พลังงานจากน้ำตาลร้อยละ 50 และจากไขมันร้อยละ 50 หลังจากนาทีที่ 
30 ไขมันจะถูกเผาผลาญมากขึ้นเป็นร้อยละ 60 

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกาย 5 ประเภท (วิ่ง ขี่จักรยาน 
ว่ายน้ำ เดิน วิ่งอยู่กับที่) ทำติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 นาที จึงจะเริ่มเข้าสภาพที่เรียกว่า การออกกำลังกายที่ได้
ประโยชน์เต็มที่หรือที่เรียกว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (aerobic exercise) 
ระยะเวลาของการออกกำลังกายที่จะเป็นประโยชน์ ต่อสุขภาพต้องออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 20 นาที 
ความถี่ของการออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายทุกวัน วันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละ 3 วัน ถ้าออกกำลังกายได้
น้อยครั้ง ระยะเวลาจะต้องนานขึ้น 

ในคนสูงอายุมักจะออกกำลังกายน้อย ไม่กระฉับกระเฉง ดังนั้น คนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกาย
เป็นเวลา 140 นาทีต่อสัปดาห์ ไม่ควรออกกำลังกายแบบไอโสเมตริก (isometric or static exercise) 
เช่น การยก แบก ฉุด ลาก หรือดึงของหนัก เพราะอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นถึงขีดอันตราย 

Beevers และ MacGreger(4) กล่าวว่าขณะที่ออกกำลังกายแบบมีการเคลื่อนไหว (dynamic exercise) 
จะเพิ่มความดันโลหิต และการออกกำลังกายแบบไอโสเมตริกยิ่งเพิ่มความดันให้สูงขึ้น ภายหลังการออก
กำลังกาย ความดันโลหิตจะลดลง ผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีระดับความดันโลหิตปกติอยู่เป็นเวลานาน 

องค์การอนามัยโลก ได้กล่าวถึงกลไกของการออกกำลังกายที่มีต่อความดันโลหิตสูงว่า อาจเป็นผลทางอ้อมโดย
การลดน้ำหนัก มีการศึกษาที่แสดงถึงการออกกำลังกายแล้วมีส่วน ทำให้ความดันโลหิตลดลง กลไกนี้ยังไม่
ชัดเจน 

ได้มีการศึกษากลุ่มผู้ป่วยด้วย post infarction และเป็น ผู้หญิงที่มีภาวะโภชนาการเกิน พบว่าระดับอินซูลิน
ลดลงในกลุ่มที่ได้รับการฝึกให้ออกกำลังกาย และต่อมาพบความสัมพันธ์ระหว่างการลดลงของอินซูลิน ใน
พลาสมากับการลดลงของความดันโลหิต แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับอินซูลินในพลาสมา อาจทำให้มี
การเปลี่ยนแปลงของโซเดียมในไตซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ความดันโลหิตลดลง ความดันโลหิตที่ต่ำลงเนื่อง
จากการออกกำลังกายอาจเป็นเพราะ ความเข้มข้นของพลาสมาลดลงหรือ noradrenaline และ adrenaline 
ลดลงหรืออาจลดความต้านทานของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย




อาหารที่ควรบริโภคของผู้ป่วย
Boone รายงานว่า จากการศึกษานิสิตเก่าของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด จำนวน 15,000 คน พบว่าผู้ที่ไม่เข้า
ร่วมกิจกรรมมีความเสี่ยงต่อการเป็น โรคความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมใน
การรักษาความดันโลหิตสูงอย่างง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คือ การเดิน และถีบจักรยาน 
และพบว่าความดันโลหิตลดลง 11/9 มม.ปรอท ภายหลังกิจกรรม 3 สัปดาห์ และลดลง 16/11 มม.ปรอท 
ภายหลังกิจกรรม 7 สัปดาห์ 

จากการเพิ่มการเคลื่อนไหวพบว่าความต้านทานรวมของ หลอดเลือดแดงส่วนปลายลดลง ปริมาณเลือดที่
ออกจากหัวใจเพิ่มมากขึ้น ส่วนน้ำหนักร่างกายและการขจัดโซเดียมยังคงที่เท่าเดิม ระดับ norepinephrine 
ในพลาสมา มีค่าลดลงเป็นร้อยละ 21 และ 33 ภายหลังกิจกรรม 3 และ 7 สัปดาห์ตามลำดับ 
การลดความดันโลหิตในพวกที่มีความดันโลหิตสูงอาจร่วมกับการลดระดับ catecholamine ในพลาสมา 
Kaplan รายงานว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออาจลดอุบัติการของโรคความดันโลหิตสูง 
ในช่วงการติดตามผลระยะเวลา 1-12 ปี จำนวน 6,039 คน เป็นผู้ที่ออกกำลังกายน้อย เมื่อเริ่มทำการศึกษา พบว่า มีความเสี่ยงสัมพัทธ์เป็น 1.52 เท่า ของผู้ที่ออกกำลังกายมากในการที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง 
ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการดำเนินของโรคเพิ่มมากขึ้น
หรือไม่ 

Kaplan ได้ให้ข้อเสนอว่า ในผู้ที่ออกกำลังกายนั้นมักจะมีร่างกายที่สมส่วนติดตามด้วยการดำรงชีวิตที่ดี รวมทั้งบริโภคเกลือน้อย ไขมันน้อย และดื่มสุราแต่พอควร มีการพักผ่อน และผ่อนคลายความเครียด ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาอาจป้องกันไม่ให้มีการดำเนินของ โรคความดันโลหิตสูงก็ได้ 

การศึกษาของ Williams และคณะ ได้ทำการศึกษาแบบทดลอง โดยการรักษาโรคความดันโลหิตสูงแบบไม่ใช้ยา คือ ให้ออกกำลังกายเป็นเวลา 6 เดือน (สัปดาห์ละ 3 วันๆ ละ 1 ชั่วโมง) จำนวนที่ศึกษา 56 คน อายุเฉลี่ย 30 ปี ความดันโลหิตเริ่มแรกเป็น 146/94 มม.ปรอท หลังการศึกษาความดันโลหิตลดลง 6.1/4.2 มม.ปรอท 

Ford และ Cooper ศึกษาปัจจัยเสี่ยง ของโรคความดันโลหิตสูง มีรูปแบบการศึกษาแบบไปข้างหน้า จำนวนที่ศึกษา 7,073 คน เมื่อแบ่งการออกกำลังกายเป็น 3 พวก คือ มาก ปานกลาง และน้อย พบว่า ชาย-หญิงผิวดำ และชายผิวขาว กลุ่มที่ออกกำลังกายน้อยมีอุบัติการของโรคความดันโลหิตสูง มากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 

จากการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะการดูแลทางด้านอาหาร จะเห็นได้ว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือผู้มีโอกาส เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง สามารถที่จะหลีกเลี่ยงจากภาวะเสี่ยงหรือหลีกเลี่ยง จากการมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคความดันโลหิตสูงเมื่อเป็นแล้ว หรือลดความรุนแรงของโรคลง ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติตนในเรื่องนี้ให้อย่างถูกต้อง โดยรับคำแนะนำจากแพทย์หรือนักโภชนาการ หมั่นตรวจสอบร่างกายเป็นประจำหรือไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

5. สรุปอาหารที่บริโภค
1. พลังงานที่ได้รับจากอาหารให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่ใช้ เพื่อให้น้ำหนักตัวคงที่ 
2. ถ้ามีความดันโลหิตสูงควรลดอาหารและออกกำลังกายให้ น้ำหนักตัวเหลือร้อยละ 85 จากน้ำหนักตัวเดิม 
3. รับประทานผลไม้อย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มปริมาณโปแตสเซียม 
4. ลดอาหารเค็ม พวกอาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง อาหารที่แปรรูป
5. อาหารไขมัน ควรบริโภคไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง 
6. เพิ่มอาหารประเภทใยอาหาร 
7. ลดน้ำตาล เพื่อลดอินซูลิน 
8. ดื่มสุราไม่เกินวันละ 1.5 ออนซ์



 
 
 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.