BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

สอบถามปัญหาแบบออนไลน
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat


top

Healthcare Diagnostics 
Products
ชุดทดสอบสารเคมีตกค้าง
ในพืชผลทางการเกษตร
สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
สารฟอกขาว บอแร็กซ์
ฟอร์มาลีน สารกันรา

คนไทยเสี่ยงบริโภคสารปนเปื้อน
ในอาหารสูง อัตราการเจ็บป่วย
 ปีละประมาณ 2 ล้านราย

ชุดทดสอบหาสารเคมีตกค้าง
ขุดทดสอบหาสารฆ่าแมลง
ตกค้างในอาหารหรือในร่างกาย

ชุดทดสอบยาฆ่าแมลงตกค้าง  Pesticides Residue 
Test Kit 

 



   

Skin and Acne 
    ศึกษาเรื่องของสิว


Skin and Acne 
    ศึกษาเรื่องของผิวหนัง

1.
AHA (Alpha hydroxy
    acid) 
    Glycolic acid


2. BHA (Beta hydroxy 
    acid)
    Salicylic acid

3. Derma&Skin Roller
   
ลูกกลิ้งเข็มเพื่อใช้ในการ
    กระตุ้นและปรับสภาพผิว


4. Copper peptide 
    คอปเปอร์ เปปไทด์

5. Skin needling & 
    Facial Mesotherapy
    การใช้เทคนิค ลดริ้วรอย
    หน้าหมองคล้ำ จุดด่างดำ
    ลดปัญหาแผลหลุมสิว
    ด้วยตนเองที่บ้าน

 

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 

 
Custom Search
คนไทยเสี่ยงบริโภคสารปนเปื้อนในอาหารสูง
อัตราการเจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อที่เกิดจากน้ำและอาหาร
ที่ไม่สะอาด ปีละประมาณ 2 ล้านราย
- กระทรวงสาธารณสุข
- ศูนย์วิจัยพืชสวนกาญจนบุรี
  กรมวิชาการเกษตร

สธ.ตรวจพบผักสด พริก กะเพรา มียาฆ่าแมลงตกค้าง พริกป่น ถั่วลิสงมีสารก่อมะเร็งสูงมาก เผยคนไทยเสี่ยง
บริโภคสารอันตรายปนเปื้อนมากับอาหาร ระบุในรอบ 5 ปี อัตราการเจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อที่เกิดจากน้ำและ
อาหารที่ไม่สะอาด ปีละประมาณ 2 ล้านราย

หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายสร้างความปลอดภัยอาหารในรอบ 4 ปีมานี้ แม้ว่าจะประสบผล
สำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ผลการตรวจสารอันตรายตกค้างในอาหารในเดือนมกราคม - มีนาคม 2550 ทั้งหมด 29,245 ตัวอย่าง ยังพบสารอันตรายปนเปื้อน 220 ตัวอย่าง มากที่สุดได้แก่ สารเร่งเนื้อแดงพบในเนื้อหมู 
6 ตัวอย่างจากที่ตรวจทั้งหมด 263 ตัวอย่าง รองลงมา คือ ยาฆ่าแมลงในผักสด พบมากถึง 186 ตัวอย่าง จากที่ตรวจ 16,301 ตัวอย่าง ในผักคะน้า กวางตุ้ง คึ่นฉ่าย ถั่วฝักยาว ผักชีทุกชนิด พริกสดทุกชนิด มะเขือเทศ ใบกะเพรา โหระพา หน่อไม้ฝรั่ง แขนงกะหล่ำปลี ถั่วลันเตา ต้นหอม ถั่วพู ผักกาดเกือบทุกชนิด รวมทั้งพบใน
ส้มโชกุน องุ่นไร้เมล็ด ชมพู่ ส้มเช้ง

ในส่วนของผักดอง เช่น ผักกาดดอง ผักกุ่มดอง พบสารกันราเจือปน 3 ตัวอย่างจาก 1,108 ตัวอย่าง นอกจากนี้ยังพบการใช้น้ำยาดองศพ หรือฟอร์มาลิน ซึ่งมีพิษทำลายเซลล์ในร่างกาย ทำให้ปวดท้อง
รุนแรง อาเจียน ท้องเดิน หมดสติและเสียชีวิตได้ ในสไบนาง ปลาหมึกกรอบ แมงกะพรุน จำนวน 4 ตัวอย่าง
จากที่ตรวจ 2,822 ตัวอย่าง ส่วนอาหารประเภทเนื้อสัตว์ หมูบด ทอดมัน ลูกชิ้น กุนเชียง และอาหารสำเร็จรูป เช่น เผือกทอด ขนมเทียนไส้เค็ม ตรวจพบสารบอแรกซ์ซึ่งทำให้กรอบและใช้กันบูดเสีย มีพิษทำให้
ไตวาย อาเจียนเป็นเลือด และตายได้ จำนวน 21 ตัวอย่างจากที่ตรวจ 6,955 ตัวอย่าง ที่น่าตกใจก็คือ พบสาร
อะฟลาท็อกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตับ ในพริกป่น พริกแห้ง ถั่วลิสงป่น ถั่วลิสงแห้งมากถึงร้อยละ 21

ในการสร้างความปลอดภัยผู้บริโภคอาหารนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เร่งนโยบายให้ทุกจังหวัดมีการ
สุ่มตรวจในตลาดสด ตลาดนัด ซุปเปอร์มาร์เก็ต อย่างต่อเนื่อง และมอบป้ายอาหารปลอดภัยให้แผงที่ตรวจ
ไม่พบสารตกค้างอันตราย ได้มอบไปแล้ว 127,371 ราย จัดโครงการอาหารปลอดภัยในโรงพยาบาลต้นแบบ 
4 ภาค รวม 260 แห่ง ซึ่งจะรับซื้อผักจากชุมชนที่ผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ เลี้ยงสัตว์แบบปลอดสารเร่งเนื้อ เพื่อให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้กินอาหารที่ปลอดภัย ลดความรุนแรงการเจ็บป่วย ทำให้หายเร็วขึ้น โดยจะเร่ง
ดำเนินการให้ครบกว่า 800 แห่งทั่วประเทศภายในปีหน้านี้

ทางด้านดร.กาญจนา กาญจนสินิทธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนไทย
ทุกคนมีความเสี่ยงบริโภคสารอันตรายปนเปื้อนในอาหาร จะสังเกตได้ว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาอัตราการ
เจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อที่เกิดจากน้ำและอาหารที่ไม่สะอาด พบปีละประมาณ 2 ล้านราย ขณะเดียวกัน ที่
กำลังเป็นปัญหารุนแรงก็คือ การป่วยและเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการกินอาหาร
ที่มีสารก่อมะเร็ง อาการป่วยเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่รู้ตัว ในปี 2549 พบผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง
เกือบ 60,000 ราย 

ขอให้ประชาชนเลือกซื้ออาหารจากแผงจำหน่ายที่ได้รับป้ายอาหารปลอดภัย และล้างผักผลไม้ด้วยน้ำสะอาด
หลายๆ ครั้งเพื่อความมั่นใจ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้ร่วมมือกับเครือข่ายระหว่างประเทศรวม 193 ประเทศ
ทั่วโลก ในการเฝ้าระวังอาหารปลอดภัยทุกชนิด ซึ่งจะทำให้เราสามารถติดตามอันตรายได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะอาหารนำเข้า

ตรวจสอบสารพิษตกค้างในตัวอย่างพืชแปลง 
ห้องปฏิบัติการตรวจสอบสารพิษตกค้าง เพื่อให้การบริการตรวจสอบสารพิษตกค้างในพืชผัก ผลไม้ ให้กับ
เกษตรกรในส่วนภูมิภาคเป็นไปอย่างทั่วถึง และตอบสนองกระแสความนิยมในการบริโภคอาหารปลอดภัย โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรซึ่งนับวันจะทวีขึ้น

ศูนย์วิจัยพืชสวนกาญจนบุรี ได้ไปสุ่มสุ่มตรวจที่แปลงผลิตและเก็บตัวอย่างผัก ผลไม้ ที่สงสัยว่าจะมีการใช้
สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ไม่เหมาะสมกลับมาตรวจในห้องปฏิบัติการ

ผลการทดสอบ 
นับจากวันที่เปิดให้บริการ จนถึงปัจจุบัน 4 ปีเต็ม ห้องปฏิบัติการได้ให้บริการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้าง
ในพืช ผัก ผลไม้ จากแปลง GAP ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,611 ตัวอย่าง (ข้อมูลเดือนมกราคม 2548 ถึงกันยายน 2551) 
พบสารพิษตกค้างรวม 492 ตัวอย่าง (18.8% ของตัวอย่างทั้งหมด) และในจำนวนนี้พบสารพิษตกค้างสูงเกินค่าความปลอดภัย 225 ตัวอย่าง (45.7% ของตัวอย่างที่พบสาร) พืช ผัก ผลไม้ ที่ถูกสงสัย

เก็บตัวอย่างเข้าตรวจในห้องปฏิบัติการมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง 870 พริก 169 ถั่วฝักยาว 138 กระเจี๊ยบเขียว 94 มะม่วง 90 กล้วย 82 มะเขือ 75 ข้าวเปลือก 71 แตงกวา และโหระพา ชนิดละ 58 ตัวอย่าง และมีตัวอย่างพืชชนิดอื่นๆ อีกกว่า 70 ชนิด ที่ถูกสุ่มตัวอย่างเข้าตรวจในห้องปฏิบัติการแต่จำนวน
ตัวอย่างไม่มากนัก 

แบ่งกลุ่มพืชที่ตรวจสารตกค้าง 
ทางห้องปฏิบัติการได้รวบรวมตัวอย่างพืชที่ตรวจสารพิษตกค้างในรอบ 4 ปี และนำมาจัดกลุ่มตามร้อยละของ
ความเสี่ยงต่อการตรวจพบสารพิษตกต้างในตัวอย่างพืชแต่ละชนิด โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ทีม GAP ใช้
เป็นแนวทางในการวางแผนสุ่มเก็บตัวอย่าง ซึ่งแบ่งกลุ่มพืชออกเป็น 6 กลุ่ม

1. พืชที่ตรวจพบสารตกค้างน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่าง พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ กุยช่าย ชะอม กระเจี๊ยบเขียว เห็ดชนิดต่างๆ มะละกอ หน่อไม้ฝรั่ง และข้าวเปลือก โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่ง และกระเจี๊ยบเขียว ซึ่งเป็นพืชส่งออกที่สำคัญ หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชที่ถูกสุ่มเก็บตัวอย่างเข้าตรวจในห้องปฏิบัติการมากที่สุด 
จำนวน 870 ตัวอย่าง แต่ตรวจพบสารตกค้างเพียงร้อยละ 1.61 ของตัวอย่าง กระเจี๊ยบเขียว 94 ตัวอย่าง พบสารตกค้างร้อยละ 8.51 ของตัวอย่าง ข้าวเปลือก 71 ตัวอย่าง พบสารตกค้างร้อยละ 1.41 ของตัวอย่าง 

2. พืชที่พบสารตกค้างระหว่าง 10 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่าง พืชในกลุ่มนี้ได่แก่ แตงโม มะม่วง แก้วมังกร ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักชีฝรั่ง ถั่วพู แตงร้าน หอมแบ่ง ลำไย มะระจีน คะน้า ผักบุ้ง โดยเฉพาะมะม่วง พบสารตกต้างร้อยละ 23.33 ของตัวอย่าง (จาก 90 ตัวอย่าง) ถั่วฝักยาวตรวจพบสารตกค้างร้อยละ 21.7 ของ
ตัวอย่าง (จาก 138 ตัวอย่าง) แตงกวา พบสารตกค้างร้อยละ 20.6 ของตัวอย่าง (จาก 58 ตัวอย่าง) 

3. พืชที่พบสารตกค้างระหว่าง 25 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่าง พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ เผือก กะเพรา  ใบมะกรูด แคนตาลูป มะขามเทศ ส้ม มะเขือ ฝรั่ง ผักชี ใบบัวบก กวางตุ้ง โหระพา ถั่วแขก มะเขือเทศ บวบ กระเฉด กะหล่ำดอก โดยเฉพาะพวกผักพื้นบ้าน เช่น กะเพรา พบสารตกค้างร้อยละ 50 ของตัวอย่าง (จาก 24 
ตัวอย่าง) มะเขือ พบสารตกค้าง ร้อยละ 50 ของตัวอย่าง (จาก 24 ตัวอย่าง) มะเขือ พบสารตกค้างร้อยละ 
42.6 ของตัวอย่าง (จาก 75 ตัวอย่าง) ผักชี พบสารตกค้างร้อยละ 40 ของตัวอย่าง (จาก 23 ตัวอย่าง) โหระพา
พบสารตกค้างร้อยละ 34.4 ของตัวอย่าง (จาก 58 ตัวอย่าง) 

4. พืชที่พบสารพิษตกค้างระหว่าง 50 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ของตัวอย่าง พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ สะระแหน่ ชะพลู มะนาว ผักกาดหัว ลิ้นจี่ ชมพู่ พริกส้มโอ โดยเฉพาะพริก และส้มโอ เป็นพืชส่งออกที่สำคัญ มีความเสี่ยง
ในการตรวจพบสารพิษตกค้างค่อนข้างสูง จากการสุ่มตัวอย่างพริก พบสารตกค้างร้อยละ 59.2 ของตัวอย่าง 
(จาก 168 ตัวอย่าง) ส้มโอ พบสารตกค้างร้อยละ 50.9 ของตัวอย่าง (จาก 55 ตัวอย่าง) 

5. พืชที่พบสารตกค้างระหว่าง 75 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่าง พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ละมุด เมล่อน มะเฟือง ผักกาดเขียว ใบแมงลัก โตเหมียว เข่งฉ่าย พุทรา ซึ่งต้องขอยอมรับตรงๆ ว่าชนิดพืชในกลุ่มนี้อาจจะ
ไม่ใช่ตัวแทนกลุ่มที่ดีเนื่องจากมีจำนวนตัวอย่างที่ถูกตรวจวิเคราะห์น้อยเพียงชนิดละ 1 ตัวอย่าง เท่านั้น ทำให้
ผลตรวจพบสารตกค้าง 100 เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นในพุทรา สุ่มตรวจ จำนวน 22 ตัวอย่าง พบสารตกค้างคิดเป็น
ร้อยละ 77.3 ของตัวอย่าง 

6. พืชที่ไม่พบสารพิษตกค้าง พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ ข้าวโพด ตะไคร้ กระชาย ขิง ถั่วเหลืองฝักสด ผักกาดขาว ผักโขม ว่านหางจระเข้ หน่อไม้ ใบหม่อน ลองกอง สายบัว มะพร้าวอ่อน

วางแผนเก็บตัวอย่าง 

การทราบข้อมูลเบื้องต้น ของพืช สามารถช่วนในการวางแผนการเก็บตัวอย่างพืชได้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้น เช่น พริก 
ซึ่งเป็นพืชที่มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชตลอดฤดูกาลปลูก และถูกจัดอยู่ในกลุ่มพืชที่มีความเสี่ยงต่อการพบ
สารตกค้างค่อนข้างสูง (50-75%) กรณีนี้จำเป็นต้องสุ่มเก็บตัวอย่างพริกถึงร้อยละ 70 ถึง 90 ของแปลง
ที่ขอจดทะเบียน

พืชที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการพบสารตกค้างปานกลาง (25-50%) เช่น กะเพรา มะเขือ วางแผนการสุ่มเก็บ
ตัวอย่างร้อยละ 50 ถึง 70 ของ แปลงที่ขอจดทะเบียนพืช
พืชที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการพบสารตกต้างน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ หรือพืชที่ไม่พบสารพิษตกค้าง เช่น หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวเปลือก ข้าวโพด อาจจะสุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 5-10 ของแปลงที่ขอจดทะเบียน 

ชนิดของสารตกค้างที่พบ 
ชนิดของสารพิษตกค้างที่ตรวจพบ มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืชในกลุ่มไพรีทรอยด์ และรองลงมาเป็นสารในกลุ่มออร์กาโน-ฟอสเฟต 

สารกลุ่มไพรีทรอยด์ที่ตรวจพบในตัวอย่างพืช ผัก ผลไม้ มากที่สุด มี 2 ชนิด ได้แก่ สารไซเปอร์เมทริน (Cypermethrin) และแลมดา-ไซฮาโลทริน (Lambda-Cyhalothrin) 
โดยตรวจพบสารไซเปอร์เมทริน (Cypermethrin) ในตัวอย่างรวม 225 ตัวอย่าง (45.7% ของตัวอย่าง
ที่พบสาร) และพบปริมาณสูงเกินค่าความปลอดภัยร้อยละ 23.5 ของตัวอย่างที่พบสาร
ตรวจพบสารแลมดา - ไซฮาโลทริน (Lambda-Cyhalothrin) ในตัวอย่างรวม 28 ตัวอย่าง (5.7% ของตัวอย่างที่พบสาร) และพบปริมาณสูงเกินกว่าค่าความปลอดภัยร้อยละ 14.3 
สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตที่ตรวจพบมากที่สุด ได้แก่ สารคลอไพรีฟอส (Chlorpyriphos) จำนวน 88 
ตัวอย่าง(17.9% ของตัวอย่างที่พบสาร) และพบปริมาณสูงเกินค่าความปลอดภัยร้อยละ 48.8 สารไตรอะโซฟอส (Triazophos) 64 ตัวอย่าง (13%ของตัวอย่างที่พบสาร) และพบปริมาณสูงเกินค่า
ความปลอดภัยถึงร้อยละ 98.4

นอกจากนี้ยังตรวจพบสารในกลุ่มนี้อีกหลายชนิด เช่น โพรเฟนโนฟอส (profenophos) ไดเมทโธเอท (Dimethoate) ไดอะซินิน (Diazinon) ไดโครโตฟอส (Dicrotophos) อิไธออน (Ethion) มาลาไธออน (Malathion) เป็นต้น แต่จำนวนตัวอย่างที่ตรวจพบไม่เกินร้อยละ 5 ของตัวอย่างที่พบสาร และที่น่าเป็นห่วง 
คือ การตรวจพบสารที่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ได้แก่ เอ็นโดซิลแฟน (Endosulfan) พาราไธออน-เมทิล (Parathion-Methyl) โมดนโครโตฟอส (Monocrotophos) 
และเมทามิโดฟอส (Methamidophos)
ตกค้างอยู่ในตัวอย่าง จำนวน 22 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 4.5
ของตัวอย่างที่พบสารในมะนาว พริก โหระพา ผักชีฝรั่ง ชะพลู พุทรา ฝรั่ง ชมพู่

ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ พบว่าเกษตรกรในเขตจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียงนิยมใช้สารไซเปอร์เมทริน(Cypermethrin)
ซึ่งเป็นสารกลุ่มไพรีทรอยด์ ที่มีความเป็นพิษระดับปานกลาง ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ซึ่งสารชนิด
นี้มีประสิทธิภาพในการกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน มวนแดง ซึ่งครอบคลุมแมลงศัตรูพืชในไม้ผล พืชไร่ และพืชผักชนิดต่างๆเกษตรกรจึงใช้กันอย่างแพร่หลาย

การตรวจพบสารตกค้างในปริมาณ ที่สูงเกินค่าความปลอดภัย โดยเฉพาะกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต และการตรวจ
พบสารทีเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้
สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องเหมาะสม และอาจจะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารของการใช้สารที่เป็นวัตถุ
อันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ซึ่งมีประกาศห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ในครอบครอง 

ที่สำคัญทีม GAP ต้องอธิบายให้เกษตรกรทราบถึงพิษภัย และบทลงโทษของการใช้สารที่เป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 ซึ่งมีความเป็นพิษระดับรุนแรงยิ่ง

ข้อมูลเกี่ยวกับ ชุดตรวจหาสารพิษ และ ยาฆ่าแมลงตกค้างใน อาหาร พืช ผัก ผลไม้ 
>>> คลิกอ่านข้อมูล <<<

 ข้อมูลที่สำคญต่อความรู้ความเข้าใจของสารพิษตกค้างในผลิจภณฑ์ทางการเกษตร  
ผลการสำรวจพบว่า ผักที่มียาฆ่าแมลงตกค้างมากเป็นอันดับต้นๆ มีดังนี้
1 คะน้า 
2 ถั่วฝักยาว 
3 กวางตุ้ง 
4 พริก 
5 แตงกวา 
6 กะหล่ำปลี 
7 ผักกาดขาวปลี 
8 ผักบุ้งจีน 
9 มะเขือ 
10 ผักชี 

เมื่อพิจารณาผักจากต่างจังหวัดทั้งหมดพบว่า ผักจากภาคเหนือและภาคตะวันออก มีสารตกค้าง
สูงทั้งในระดับที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย และพบว่าผักจากต่างจังหวัดทั่วประเทศที่พบสาร
ตกค้างสูง คือ กระหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า ผักที่พบสารเคมีตกค้างในระดับไม่ปลอดภัย
ส่วนใหญ่คือ กระหล่ำดอก ถั่วลันเตา และ ต้นหอม 

ที่มา: โครงการเฝ้าระวังความปลอดภัยของผักสดปลอดสารเคมี (พ.ศ. 2537 - 2542 ) 
กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 
กองอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข


พบยาฆ่าแมลงตกค้าง ในเครื่องดื่มน้ำผลไม้สำเร็จรูป

รศ.เกษร นันทจิตร และ รศ.ดร.ลัดดา วงศ์พายัพกุล อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง "การวิเคราะห์หาสารตกค้างของยาฆ่าแมลงในน้ำผัก น้ำผลไม้ และชาเขียวในภาชนะปิดสนิท" โดยทำการสุ่มตัวอย่างเครื่องดื่ม เช่น ชาเขียว น้ำองุ่น น้ำแครอท น้ำส้ม ครอบคลุมเกือบทุกยี่ห้อในท้องตลาด จำนวน 25 ตัวอย่าง

ทั้งนี้ผลปรากฏว่า พบยาฆ่าแมลงตกค้าง ถึง 20 ตัวอย่าง บางตัวอย่างพบว่า มีปริมาณที่เกินกว่า พ.ร.บ.ควบคุมมาตรฐานอาหาร พ.ศ. 2548 กำหนดให้ใช้ และบางตัวอย่าง พบยาฆ่าแมลงที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ใช้ โดยเฉพาะในน้ำองุ่น พบยาฆ่าแมลงที่เป็นสารพิษที่เป็นอันตราย คือ อบาเมกติน ซึ่งเป็นสารพิษหรือท็อกซินที่ได้จากเชื้อรา อาจมีผลทำให้พันธุกรรมกลายพันธุ์ เช่น กรณีของหญิงตั้งครรภ์ หากบริโภคจำนวนมากและนานต่อเนื่อง อาจส่งผลถึงความผิดปกติของทารกในครรภ์

สำหรับน้ำแครอท ก็พบยาฆ่าแมลงที่มีปริมาณมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะแครอทดูดซึมสารเคมีได้ง่าย รวมถึงชาเขียว ก็พบยาฆ่าแมลงจำนวนมากเช่นกัน จากการวิจัยดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงสาธารณสุข ยังขาดมาตรการสำคัญที่จะคุ้มครองผู้บริโภค ดังนั้น งานวิจัยครั้งนี้ จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงสาธารณสุข ในการพัฒนาระบบความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค

ข้อมูลจาก อสมท

อาหารมียาฆ่าแมลง
ยาฆ่าแมลงเป็นคำที่ชาวบ้านคุ้นหูกันมากกว่า คำว่า ‘สารกำจัดศัตรูพืช’ ศัตรูของพืชนั้นมีมากมายทีเดียว ได้แก่ แมลงวัน ด้วง หนู เชื้อรา ไวรัส วัชพืช เป็นต้น
ยาฆ่าแมลงชนิดที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ขึ้น ล้วนเป็นอันตราย เช่น
- ดีดีที ออแกนโนฟอสเฟต ไพริทรีน แลนดรีน และน้ำมันซิโทรเนลลา ใช้กำจัด หนอนอ เพลี้ย 
  หมัด ไร มด เหา ปลวก ยุง และแมลงอื่น ๆ
- วาฟารินและสารหนู ใช้กำจัดหนู กระรอก และกระแต
- พาราควอท ใช้กำจัดหญ้าและวัชพืชทุกชนิด
- ไดโคลแรนและแคปเทน ใช้กำจัดเชื้อราต่าง ๆ ที่ขึ้นตามพืชเพาะปลูก
เนื่องจากสารกำจัดศัตรูพืชใช้เวลาในการสลายตัวเป็นเวลานาน จึงมีข้อแนะนำในการใช้ แต่เกษตรกรอาจขาดความรู้ที่ละเอียดและชัดเจน จึงไม่ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จึงมักพบข่าวตรวจพบยาฆ่าแมลงตกค้างอยู่ในผักต่าง ๆ ผลไม้ต่าง ๆ ผู้ทำการพ่นยาฆ่าแมลงก็มีอาการป่วยจากพิษยา
โดยมีการใช้สารเคมีเหล่านี้ในระหว่างการเพาะปลูกในปริมาณมากเกินไป หรือใช้ผิดวิธีคือ ใช้ภายหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษา
หันไปใช้พืชธรรมชาตินำมากำจัดศัตรูพืชแทน เช่น จากดอกทานตะวัน จากพืชหางไหลแดง ตะไคร้หอม สะเดาอินเดียหรือหนอนตายหยาก

อาหารมียาฆ่าแมลงตกค้าง
อันตราบแบบเฉียบพลัน จะเกิดขึ้นเมื่อได้รับคราวเดียวในปริมาณสูง จะเกิดอาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว อาเจียน ชัก หายใจขัด และอาจหยุดหายใจได้
อันตรายแบบเรื้อรัง อาจจะได้รับคราวละน้อย ๆ ต่อเนื่องสะสม จนเกิดอาการอ่อนแอ เหนื่อยง่าย ภูมิคุ้มกันลดลง เบื่ออาหาร เวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ และโรคที่คนกลัวกันนักคือ เป็นมะเร็ง
ทั้งนี้เพราะสารกำจัดศัตรูพืชนั้นมีโลหะหนักอยู่หลายชนิด เช่น ปรอท บิสมัท พลวง สารหนู ตะกั่ว พอแรกซ์ ออแกนโนฟอสเฟต คาร์บาเมต เป็นต้น
หากต้องการทราบว่าตนเองได้รับยาฆ่าแมลงมากน้อยแค่ไหน ควรไปที่ศูนย์ทำการทดลอง
เพื่อแจ้งความต้องการตรวจเลือดหาระดับโคลีนเอสเตอเรส (เสียค่าบริการ) จากนั้นให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานเสียใหม่

การป้องกัน
ปัจจุบันนี้มีการตื่นตัวเรื่องรับประทานอาหารที่ปลอดภัยจากสารกำจัดศัตรูพืช สารเคมี และสิ่งเป็นพิษทั้งหลาย โดยมีการรณรงค์ให้เกษตรกรใช้หลักการเกษตรอินทรีย์ ในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีสินค้าขายอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นข้าว หน่อไม้ฝรั่ง ผักคะน้า พริก ฯลฯ มีขายอยู่ในห้างสรรพสินค้าและตามตลาดสด ยิ่งถ้าปลูกอยู่ใกล้บ้านด้วยแล้วจะทำให้ได้ของดีใหม่และสด
เลือกรับประทานผักพื้นบ้านเป็นหลัก เช่น หน่อไม้ กระถิน ผักบุ้ง ตำลึง ชะอม ยอดแค ยอดสะเดา หัวปลี ผักเสี้ยน ผักกระเฉด ดอกโสน เป็นต้น หากมีพื้นที่ว่างควรปลูกผักสวนครัวไว้ รับประทานเอง
สำหรับผักทั่ว ๆ ไป ใช้วิธีการล้างผักให้ถูกวิธีจะช่วยชะล้างปริมาณสารเคมีจากยาฆ่าแมลงไปได้ถึงร้อยละ 90 แต่หากเป็นเนื้อสัตว์แล้วก็ยากที่จะล้างเอายาฮอร์โมนหรือสารเคมีตกค้างออกไปได้
เคยมีการพบสารฆ่าเชื้อราตกค้างในผลส้ม มองเห็นเยื่อของส้มที่ปกติเป็นสีขาวกลายเป็นสีฟ้าแกมเขียว หากพบเห็น ให้ทราบว่ามีสารฆ่าเชื้อราตกค้างอยู่ ซึ่งมีอันตรายต่อร่างกาย
สำหรับองุ่นก็มักมีสารฆ่าเชื้อราในปริมาณสูงด้วย ควรล้างด้วยการแช่อย่างถูกวิธี
ส่วนเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า ควรหาวิธีป้องกันตนเองระหว่างฉีดพ่น มีหน้ากากพลาสติกปิดใบหน้า ใส่เสื้อแขนยาว สวมถุงมือเพื่อไม่ให้สารเคมีเข้าทางตา ปาก จมูก และผิวหนัง การฉีดหากทำได้ควรอยู่ในทิศทางเหนือลม และเมื่อฉีดพ่นเสร็จแล้วควรอาบน้ำชำระร่างกายทันที
เสื้อผ้าของใช้นั้นก็ล้างทำความสะอาดเสีย มักพบเสมอว่าคนปลูกยาสูบหรือพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ฉีดโดยไม่ป้งอกันตัวจะเกิดแผลพุพองตามผิวหนังด้วยฤทธิ์ของยาฆ่าแมลง รวมทั้งมีอาการผิดปกติภายในร่างกายด้วย

วิธีการล้างผักเพื่อลดสารตกค้าง
- ผักและผลไม้ที่ปอกเปลือกได้ ควรล้างน้ำให้สะอาด แล้วปอกเปลือกก่อนรับประทาน
- ผักประเภทกระหล่ำปลีควรลอกช้นนอกออก 1 – 2 ชั้น
- ล้างด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แช่ทิ้งไว้ 
  15 นาที และล้างออกด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง จะลดสารพิษได้ถึงร้อยละ 90 – 95
- ล้างโดยเปิดน้ำให้ไหลผ่านผักซึ่งเด็ดเป็นใบ ๆ หรือผลไม้ที่ใส่ตะแกรงโปร่ง ใช้มือทำความ
  สะอาดนาน 2 นาที จะลดสารตกค้างไปประมาณร้อยละ 54 – 63
- ทำให้สุกด้วยความร้อน เช่น ต้มหรือลวก จะช่วยลดสารตกค้างได้ประมาณร้อยละ 50

ข้อมูลเกี่ยวกับ ชุดตรวจหาสารพิษ และ ยาฆ่าแมลงตกค้างใน อาหาร พืช ผัก ผลไม้ 
>>> คลิกอ่านข้อมูล <<<



  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.