สอบถามปัญหาออนไลน์
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat


BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรม
รักสุขภาพ   ฟรี ข่าว
สาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com

         
top

ผลของสารพิษตกค้าง  
    ยาฆ่าแมลง ในผลิตผลพืช ผัก
    ผลไม้
 การตรวจคุณภาพ

โรคติดต่อของระบบทางเดิน
     อาหาร จากการทานอาหารที่
    ไม่ถูกสุขลักษณะ

   

 พืชสวนครัวใกล้ตัว เป็นทั้ง
     อาหารและบำรุงสุขภาพ
    

  ระบบย่อยอาหาร โรงงานผลิต
     พลังงานของร่างกาย

  เปลี่ยนอาหารให้เป็นยา
  การบริโภคเนื้อสัตว์กับความ
     เสี่ยงในการการเกิดมะเร็ง

  พฤติกรรมการบริโภคที่มีผล
     ต่อความผิดปกติของระบบ
     ย่อยอาหาร
  น้ำแครอทคั้น ประโยชน์
  สู้กับโรคร้ายด้วย
     สารจากธรรมชาติ

  คุณค่าของสารอาหารที่จำเป็น
     ที่ช่วยพัฒนาและเสริมสร้าง
     ร่างกาย
  พูดเรื่องเต้าหู้ คุณค่าและ
     ประโยชน์มากมาย

  การดูแลสุขภาพและโภชนาการ
     ผู้สูงอายุ

  เรื่องอาหารการกินและการ
     กินอาหารเพื่อป้องกันโรค

     

  เคล็ดความรู้การบริโภคอาหาร
      เพื่อสุขภาพ  การเลี่ยงพิษภัย
     จากการทานอาหาร 

    


ความรู้เรื่องแอนตี้อ็อกซิแดนท์
    ช่วยป้องกันเสริมสุขภาพได้
    Antioxidants Substance


แอปเปิ้ลไซเดอร์ เวนิกา
    Apple cider vinegar

    ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ให้
    ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย
    ติดตามรายละเอียด 

กลุ่มอาหารที่มีประโยชน์และ
   อาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
   Best & Worst Foods


 
  แหล่งรวมอัลบัมภาพ พืช ผัก
  ผลไม้ ดอกไม้และสมุนไพร
  เมืองหนาว
  Picture & image album
  about Fruits Flowers
  Vegetables and Herbs




Health Navigation





 

INTERHEALTHCARE
ร่วมกับห้องแล็ป
โรงพยาบาลปิยะมินทร์


บริการตรวจสุขภาพ
 แยกตามระบบต่างๆที่
สงสัยแบบเป็นชุด
ติดตามรายละเอียด Click

ความหมายการตรวจแล็ป
ประโยชน์ของการตรวจ
   เลือดทางแล็ป ในแต่ละชนิด
  Lab Test Description


สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้




Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์
Web Manager


ผักเป็นพืชจำพวกหนึ่งที่คนนิยมนำมาบริโภคเป็นอาหารโดยทั้งที่รู้และไม่รู้ว่าความจริงแล้ว นอกจากผักจะช่วยให้เรา
อิ่มท้องแล้ว ผักยังมีคุณสมบัติในการช่วยเสริมสร้างสุขภาพ และยังเป็นตัวช่วยในการรักษาโรคได้อีกด้วย คนเราชอบ
กินผักกันมานาน โดยเฉพาะอาหารไทยเราแทบทุกชนิดจะต้องมีผักรวมอยู่ด้วย เรารู้ว่าผักที่เรานำมาทานนั้น

เมื่อกินแล้วยังได้คุณสมบัติทางยาร่วมอยู่ด้วย ยิ่งในปัจจุบันได้มีการค้นคว้าศึกษาวิจัยมากขึ้น  ทั้งทางด้านการศึกษา
รวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของชาติและการศึกษาวิจัยคุณสมบัติตามมาตรฐานสากล มีการสกัดสารที่ให้คุณให้โทษ  
และนำไปวิจัยโดยใช้กระบวนการซึ่งเป็นที่ยอมรับ ทำให้คนไทยได้ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของพืชผักสมุนไพรไทย
ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันและให้การสนับสนุน

เราสามารถใช้พืชผักสนุนไพรไทยเป็นอาหารปรำจำวันที่ดี อาศัยที่สามารถปลูกขึ้นได้ง่ายและไม่ต้องการ  การดูแล
รักษามากสามารถนำเอาส่วนต่างๆของพืชมาปรุงเป็นอาหารและยังสามารถนำมาใช้เป็นยาได้โดยไม่ยุ่งยากนัก ส่วนใหญ่ใช้ในลักษณะใบสดหรือในรูปของใบแห้งเพื่อชงเป็นชา อาจบดเป็นผงหรือทำเป็นลูกกลอนเก็บไว้รับ
ประทานได้นานๆ  แต่ที่สำคัญคือ ผู้ใช้ควรรู้จัก จดจำวิธีใช้อย่างถูกต้องจึงจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่    ได้มีการ
ค้นคว้ารวบรวมพืชผักสมุนไพรที่เป็นได้ทั้งอาหารและยารักษาไปในตัว บางชนิดสามารถปลูกไว้ให้เลื้อนคลุมรั้ว เช่น
ตำลึง  มะระ  ฟักข้าว  ถั่วพลู รางจืด บางชนิดปลูกไว้ได้ร่มเงาและเป็นอาหารได้ทั้งปี เช่น สะเดา ขี้เหล็ก  แค มะรุม 
มะขาม มะพร้าว ทองหลาง บางชนิดใช้คลุมตกแต่งพื้นที่เช่น หญ้าหนวดแมว หญ้าปักกิ่ง เตยหอม บัวบก ชะพลู ข่า 
พลูคาว ตะไคร้ เป็นต้น 
พืชผักสมุนไพรไทยเรามีมาก จึงได้มีการบันทึกค้นคว้าว่ามีประโยชน์อะไรบ้าง มีสารออกฤิทธิที่สำคัญ อย่างไร เพื่อผู้
ที่สนใจจะได้นำไปใช้ได้อย่างถูกวิธี ทางทีมงาน iHealthsite ได้พยายามจัดนำเสนอในรูปแบบคู่มือทางเว็ปไซด์ 
มีภาพประกอบข่วยให้ทราบถึงชนิดได้ง่ายขึ้น มีชื่อเรียกทั่งแบบสามัญและทางวิทยาศาสตร์ มีสรรพคุณหรือข้อควร
ระวังต่างๆ เนื้อหากระชับแต่ได้ข้อความสำคัญครบเพื่อง่ายต่อการเข้าใจและนำไปใช้ปรุงเป็นอาหารได้อย่างถูกต้อง
ในปัจจุบันได้มีการค้นคว้าและวิจัยสรรพคุณตามมาตรฐานสากลและสามารถสกัดเอาแต่สารออกฟทธิ์ที่มีคุณค่าอย่าง
มีประสิทธิภาพแล้ว ทำให้สามารถประยุกต์และเก็บไว้ในงานได้สดวกและง่ายมากยิ่งขึ้น 
ทางทีมงานหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเอื้อประโยชน์ต่อทั้งบุคคลและต่อการพัฒนาของประเทศ สามารถลดการที่จะต้อง
สั่งซื้อยาต่างประเทศในราคาแพงมาเพื่อการรักษา และอาจสามารถกลายเป็นสิ้นค้าส่งออกเพื่อเผยแพร่ชื่อเสียง  และ
นำเข้าเงินตราต่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

iHEALTHSITE.net
ALL YOUR HEALTH INFORMATION NEEDS FROM YOUR CLICK




 ระบบย่อยอาหารโรงงานผลิตพลังงานของร่างกาย มาดูการทำงานกัน


1digestive.jpg.JPG (36580 bytes)ระบบย่อยอาหาร เป็นกระบวนการแปรรูปอาหารที่ร่างกาย
รับเข้ามาให้กลายไปเป็นพลังงานและสารประกอบสำคัญส่ง
เข้าสู่
กระแสเลือด เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ในการ
เสริมสร้างอวัยวะต่างๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถดำเนินกิจ
กรรมต่างๆได้ตามปกติสุข


ลองมาลงลึกในราละเอียดเพิ่มเติมกัน ระบบย่อยอาหารนั้นคือระบบการเตรียม
อาหารก่อนที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย  โดยมีการสัมพันธ์กันมากมายเริ่มตั้ง
แต่เมื่อนึกถึงอาหารขึ้นมา      เราจะเกิดอาการน้ำลายสอนั้นแสดงให้เห็นถึง
กระบวนการย่อยอาหารได้เริ่มต้นแล้ว   ยิ่งเมื่อได้กลิ่น   ได้เห็นสีสันได้ลิ้มรส
อาหาร น้ำลายจะเพิ่มมากขึ้น  พร้อมกับเริ่มมีการหลั่งของน้ำย่อยเพิ่มมากขึ้น
แต่ถ้าอาหารนั้นไม่ถูกปาก    กระบวนการต่อเนื่องจะหยุดชงักลงทันที แต่ถ้า
อร่อยถูกปากทุกอย่างก็จะดำเนินการต่อไปสู่กระบวนการนำอาหารเข้าปากมี
การบดเคี้ยวผสมผสานกับน้ำลายอย่างละเอียด นี้เป็นจุดเริ่มต้นของระบบการ
ย่อยอาหาร โดยอาหารชิ้นโตๆคำโตๆจะถูกบดเคี้ยวให้เล็กลงในขั้นตอนนี้ถ้าให้
เวลาในการบดเคี้ยวให้ละเอียด ก็เป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการ
ย่อยได้ดีขึ้น  ดีกว่าการกินแบบลวกๆเคี้ยวไม่ทันไรก็กลืนอาหารเลย เพราะการ
เคี้ยวให้ละอียดจะเป็นการเพิ่มพื้นทีผิวของอาหารให้เอนไซม์ในน้ำลายเข้าไป
จับตัวกับอาหารได้มากขึ้นแล้วเกิดการย่อยอาหารขั้นต้นโดยเอนไซม์ในน้ำลาย
จะเริ่มทำปฏิกริยาและย่อยอาหารพวกแป้งและน้ำตาลเมื่ออาหารถูกกลืนผ่าน
หลอดอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร   ในบริเวณนี้อาหารจะพักอยู่ใรฃนกระเพาะ
นานประมาณ ชั่วโมง ในกระเพาะอาหารนี้อาหารจะถูกบีบรัดตัวให้คลุกเคล้า
กับน้ำย่อยซึ่งมีสภาพความเป็นกรดสูง  โดยน้ำย่อยในกระเพาะนี้จะย่อยสลาย
อาหารพวกโปรตีนให้มีการแตกตัวให้มีขนาดเล็กลง     อาหารจะเริ่มมีสภาพ
เปื่อยยุ่ยมากขึ้น  แล้วอาหารจะเริ่มเคลื่อนตัวลงไปยังลำไส้เล็กต่อไป  ในส่วน
กระเพาะนี้จะมีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อาหารที่ถูกย่อยมากแล้วเมื่อเดินทางมาถึงลำไส้เล็ก สภาพความเป็นกรดของ
อาหารจะถูกเจือจางจนหมดความเป็นกรดด้วยน้ำดีซึ่งมีสภาพเป็นด่าง (เมื่อ
กรดมาเจอกับด่างจะเกิดปฏิกริยาหักล้างกัน ให้มีสภาพเป็นกลาง) ที่ลำไส้เล็ก
นี้จะมีเอนไซม์มากมายหลายชนิดที่สามารถย่อยอาหารประเภทไขมันและ
อาหารอื่นๆที่ไม่ถูกย่อยในสภาพที่เป็นกรดแต่จะเริ่มแตกตัวออกเป็นอณูเล็กๆ
ได้ในสภาพที่เป็นด่างก็จะเริ่มถูกย่อยในบริเวณนี้  เนื่องจากลำไส้เล็กของคน
เรามีความยาวมากถึง 21 ฟุต (ประมาณ 7-8 เมตร)อาหารที่ถูกย่อยมาแล้ว
เป็นระยะก็จะค่อยๆถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายในขณะที่อาหารถูกบีบให้ค่อยๆ
เคลื่อนตัวผ่านลงไปเรื่อยๆ อาหารพวกแป้ง โปรตีน ไขมันที่ถูกย่อยเป็นอณู
เล็กๆแล้วจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด   และกระจายไปทั่ว
ร่างกายไปสู่เซลต่างๆ

ในกระแสเลือดตอนนี้หากเจาะเลือดมาตั้งทิ้งใว้ให้เกิดการแยกชั้นจะพบว่าใน
ส่วนน้ำเหลืองซึ่งปกติจะมีสภาพใสมีสีเหลืองอ่อนแต่ในระยะนี้น้ำเหลืองจะมี
ลักษณะขุ่นขาวคล้ายน้ำนมเป็นผลมาจากอณูอาหารที่ถูกย่อยและถูกดูดซึมเข้า
สู่กระแสเลือดนั้นเอง อาหารอีกส่วนที่ไม่สามารถย่อยและถูกดูดซึมได้เช่นพวก
กากใยพืช อาหารที่ชิ้นใหญ่เกินไปและย่อยไม่ทัน   กากอาหารที่ถูกย่อยแล้ว 
แร่ธาตุบางชนิด จะเคลื่อนตัวต่อไปสู่ลำไส้ใหญ่ ในส่วนของลำไส้ใหญ่จะมีการ
ดูดซึมน้ำกลับเข้าร่างกายพร้อมสารอาหารบางชนิด รวมถึงยาและสารเคมีที่
ละลายในน้ำเข้าสู่กระแสเลือด  ส่วนนี้จะมีแบคทีเรียประจำถิ่นมากมายซึ่งจะ
ถูกคลุกเคล้ากับกากอาหารที่เหลือมาช่วยย่อยสลายกากเศษอาหารให้กลาย
สภาพเป็นอุจจาระแล้วถูกขับออกจากร่างกายไปในที่สุด   เป็นอันเสร็จขบวน
การย่อยอาหารตามปกติ

กลับด้านบน - back to top

 

 

 



  เปลี่ยนอาหารให้เป็นยา - เปลี่ยนยาให้เป็นอาหาร

การทานอาหารเป็นเรื่องไม่ยาก    แต่การทานอาหารให้ถูกวิธีเพื่อสุขภาพก็ไม่
ยากเย็นอะไรมากเช่นกัน  เพียงแต่อาศัยความเข้าใจและความอดทนที่จะลด
ละ เลิก ลักษณะการกินแบบเดิมบ้างบางประการ ลองมาปฏิบัติตามหลักง่ายๆ
8 ประการดู

1. เปลี่ยนการกินข้าวขาว ข้าวขัดสี ที่เคยกินกันเป็นประจำมาเป็นข้าวที่ไม่ผ่าน
การขัดสี เพราะในการขัดข้าวให้ขวาดูน่ากินนั้น จะไปขัดเอาเยื่อของเมล็ดขาว
ซึ่งอุดมไปด้วยโปรตีน ฟอสฟอรัส รกข้าวมี ทองแดง เหล็ก วิตามินบี1 วิตามินอี
ไขมัน ซึ่งล้วนแต่มีคุณค่าทางโภชนาการ ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง

2. หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์บกทุกชนิด ยกเว้นอาหารจากทะเล
หากงดไม่ได้ให้พยายามลดปริมาณการทานเนื้อสัตว์ลงเรื่อยๆให้มากที่สุด เท่า
ที่จะทำได้ หรืออาทิตย์ละไม่เกินหนึ่งครั้ง เพราะโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะ
เป็นเนื้อวัว เนื้อหมู เป้ด ไก่ ล้วนแต่มีโอการเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง
ได้
ติดตามหัวข้อต่อไปเนื้อสัตว์กับโอกาสเสี่ยงมะเร็งลำไส้

3. หลีกเลี่ยงหรืองดการกินอาหารที่มีสารเคมีผสม เช่น ผงชูรส สีปรุงแต่ง สาร
กันบูด สารที่มีบอแร็กซ์ ฟอร์มาลีน เป้นต้น

4. งดกินอาหารดัดแปลงปรุงแต่งสำเร็จรูป พวกอาหารที่ผ่านกรรมวิธีในการ
เก็บรักษาได้นานๆ

5. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ไม่ได้อยู่ในท้องถิ่นหรือจากต่างประเทศ เพราะ
นอกจากราคาแพงแล้ว อาหารพวกนี้มักต้องผ่านขบวนการให้เก็บได้นานเช่น
การอาบรังสีเพื่อให้คงสภาพได้นาน ซึงอาจมีการตกค้างหรือสารบางอย่าง
เหลือตกค้างอยู่

6. พยายามไม่กินอาหารที่ผิดฤดูกาล เพราะในธรรมชาติอาหารในแต่ละช่วง
ฤดูจะช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ได้

7. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสหวานจากน้ำตาลที่ผ่านขบวน
การฟอกสีขาว อาหารมันๆ

8. หลีกเลี่ยงการกินอาหารหมัก ดอง ต่างๆ โดยเฉพาะในขบวนการผลิตที่ไม่
ถูกสุขอนามัย

กลับด้านบน - back to top

 

 

 

 




บริโภคเนื้อสัตว์กับการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้

นอกจากโรคหัวใจก็มีเจ้าโรคมะเร็งนี้แหละที่คนส่วนใหญ่กลัวกัน เพราะเมื่อ
เป็นแล้วมีข้อจำกัดมากมายในการดูแลรักษาเป็นอย่างมาก ดังนั้นวิธีการรักษา
มะเร็งที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งนี่แหละเป็นวิธีที่ดีที่สุด ทำนองที่
ว่า "กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน"  และที่สำคัญการป้องกันนั้นง่าย
กว่าการรักษามากเลยทีเดียว

ที่ง่ายที่สุดก็คือเรื่องอาหารการกินและเป็นตัวการสำคัญตัวหนึ่งที่เพิ่มโอกาส
เสี่ยงการเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร เนื้อสัตว์ไม่ว่า
จะเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อเป็ดไก่ มีผลจากการวิจัยของศูนย์สุขภาพ มหาวิทยา
ลัยโลมา-ลินดา แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยมีรายงานการวิจัยว่า เนื้อสัตว์
ทั้งหลายไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องอัตราเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็ง     โดย
เฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ ล้วนมีความเสี่ยงพอๆกัน โดยมีความเสี่ยงในการเกิด
มะเร็งมากกว่าพวกที่กินมังสวิรัติที่ไม่กินเนื้อเลยถึง 55 เปอร์เซ็นต์     ยิ่งกิน
บ่อย และปริมาณมากขึ้นเท่าใด  ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง
เพิ่มขึ้น รวมถึงการกินเนื้อสัตว์ที่มีการปิ้งย่าง เนื้อที่มีส่วนไหม้เกรียม ตัวอย่าง
จากผลการวิจัยผู้ที่กินเนื้อสัตว์สัปดาห์ละ 4 มื้อ   จะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิด
มะเร็งสูงกว่าปกติถึงร้อยละ 200 ในคนที่ทานเนื้อสัตว์ 1-2 มื้อต่อสัปดาห์มี
โอกาสเสียงกว่าปกติร้อยละ 38  ทางผู้วิจัยเชื่อว่าการกินอาหารประเภทเนื้อ
สัตว์มากที่ถี่มากเท่าใด ไม่ว่าชนิดใด จะเป็นสาเหตุสำคัญในการเพิ่มโอกาส
ต่อการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารมากขึ้น

ยิ่งในรายที่มีอาการท้องผูกร่วมด้วยจะยิ่งไปเพิ่มโอกาสการหมักหมมของ
ซากโปรตีนจากสัตว์ในลำไส้ใหญ่   ทำให้มีโอกาสเพิ่มและตกค้างของสารพิษ
ซึ่งเป็นตัวหนึ่งที่มีโอกาสกระตุ้นให้เกิดโอกาสเกิดมะเร็งสูงขึ้นด้วย ในผู้ที่หลีก
เลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ไม่ได้อย่างน้อยควรพยายามอย่าให้มีกากโปรตีน  จาก
เนื้อสัตว์ค้างในลำไส้ อย่าพยายามทำให้เกิดท้องผูกหรือพยายามขจัดกากออก
ให้เร็วที่สุดเป็นประเด็นหนึ่งในระบบชีวจิตที่มีการเน้นให้มีการทำ ดีท็อกซิฟิ-
เคชั่น หรือการขจัดสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ วิธีการขจัดสารพิษออกจากร่าง
กายมีหลายวิธี  ยากง่ายให้ผลมากน้อยแตกต่างกันไป ตามความสดวก จะได้
มีการพูดถึงวิธีการขจัดสารพิษตกค้างออกจากร่างกายในหัวข้อต่อไป

กลับด้านบน - back to top

 

 

 





  พฤติกรรมการบริโภคที่มีผลต่อความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร

ในบ้านเราตามปกติแล้วจะชินกับการทานอาหาร 3 มื้อมาตั้งแต่เล็กจนโต เมื่อ
ขาดการทานมื้อใดมื้อหนึ่งไป       เมื่อถึงเวลาด้วยความเคยชินก็จะหลั่งน้ำย่อย
ออกมา เมื่อไม่มีอาหารให้ย่อย ผนังกระเพาะและลำไส้ก็มีส่วนถูกย่อยด้วยกรด
จากน้ำย่อย       ดังนั้นควรทานอาหารให้ครบมื้อและตรงเวลา การฝึกในการลด
อาหารหรือลดจำนวนมื้อในแต่ละวันควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ร่าง
กาย มีปรับตัวได้ทันและไม่ทำอันตรายต่อระบบย่อยอาหารของเราเอง

คนที่มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อบ่อย เป็นเพราะมีการทานอาหารในแต่ละมื้อนั้น
มากเกินไปหรือเคี้ยวไม่ละเอียด ทำให้สัดส่วนของอาหารและน้ำย่อยไม่เพียง
พอ ทำให้เหลืออาหารที่ไม่ถูกย่อยหรือย่อยไม่หมดเหลือมาก      เพียงลองลด
อาหารในแต่ละมื้อลงเปลี่ยนมาทานให้บ่อยขึ้นหรือเคี้ยวอาหารให้ละเอียดมาก
ขึ้น จะช่วยให้การย่อยอาหารสมบูรณ์ขึ้น กระเพาะและลำไส้ไม่ต้องทำงานหนัก
ปริมาณอาหารที่พอดีในแต่ละคนมีวิธีสังเกตุง่ายๆคือ คนที่อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้น
ไปมีส่วนสูงประมาณ 165 ซม. ในผู้ชายควรมีน้ำหนักมาตรฐาน 63 +/- 5 กิโล
กรัม ในผู้หญิงควรมีน้ำหนักประมาณ 56 +/- 5 กิโลกรัม ถ้ามีน้ำหนักน้อยหรือ
มากกว่ามาตรฐานแสดงว่าการรับประทานในแต่ละวันไม่สมดุล โดยอาจไม่
ถูกสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย

คนที่มีอาการเบื่ออาหาร อาจมีสาเหตุมาจากความเครียด ทำให้กินอาหารไม่
ตรงเวลา การกินในปริมาณมากเกินไปในขณะที่กระเพาะลำไส้ไม่ทำงาน บาง
คนกระเพาะลำไส้ทำงานมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการกินอาหารไม่ทันใด ก็
ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำ

การดื่มชากาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเยอะ จะไปกระตุ้นให้กรดออกมา
เยอะ การสูบบุหรี่จัดมีผลให้กระเพาะบีบตัวได้ไม่ดี หูรูดของกระเพาะที่ต่อกับ
หลอดอาหารและกระเพาะกับลำไส้เปิดปิดได้ไม่ดี เกิดอาการกรดในกระเพาะ
ล้นพ้นขึ้นมาบริเวณหลอดอาหารได้ทำให้รู้สึกหน้าอกแสบร้อนได้ ดังนั้นการลด
กาแฟหรือบุหรี่ลง กินอาหารรสไม่จัด สักประมาณ 1อาทิตย์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น
ควรไปพบแพทย์    การปล่อยให้เป็นลักษณะนี้ไปนานๆอาจเป็นสาเหตุให้เกิด
โรคมะเร็งได้

การเลือกกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะมีส่วนทำให้ระบบย่อยอาหาร
ของคนเราผิดปกติได้
เช่นการดื่มน้ำน้อยเกินไป หรือกินอาหารที่ไม่ค่อยมีกากใย จะทำให้อุจจาระมี
ลักษณะแห้งแข็ง เกิดลักษณะท้องผูก  วิธีแก้โดยการดื่มน้ำมากๆ รับประทาน
อาหารที่มีกากใยอาหารมากขึ้น    ลดการทานอาหารพวกโปรตีนจากเนื้อสัตว์
การรับประทานอาหารประเภทไขมันมากเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งทางเดิน
อาหารได้นอกเหนือจากการทำให้เป็นโรคอ้วนและโรคหัวใจ

การกินอาหารประเภททอดในน้ำมัน จะทำให้กระเพาะทำงานช้าลง อาจมีผล
ทำให้ความเป็นกรดด่างในน้ำย่อยเปลี่ยนไป ทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
ตามมาได้
อาการผิดปกติบางอย่างที่ช่วยบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นเช่น
- ต่อมน้ำลายอักเสบ เวลาเห็นของเปรี้ยวๆแล้วรู้สึกปวดที่แก้มบางรายอาจแค่
มีอาการบวมเท่านั้น แสดงว่าต่อมน้ำลายมีการอุดตันจนน้ำลายขับออกไม่ได้
จนเกิดการอักเสบ
- อาการสะอึก เกิดจากการกินอาหารเร็วเกินไป หรือกินอาหารที่ทำให้เกิดก๊าซ
มาก บางรายอาจเกิดจากความเครียด อาการสะอึกเกิดจากเกิดการบีบตัวย้อน
กลับของกระเพาะอาหารจากด้านล่างขึ้นมาด้านบน   (ปกติจพบีบจากบนไล่ลง
ด้านล่างกระเพาะ)    ในรายทีเป็นอยู่หลายวันอาจมีของบางอย่างไปกวนอยู่ใน
กระเพาะลำไส้ หรือกระบังลมซึ่งอาจเนื่องมาจากอาหารที่กินเข้าไปหรือจาก
ก้อนเนื้อร้ายก็ได้
- อาการปวดบริเวณยอดอก อาจเป็นสาเหตุจากโรคหัวใจหรืออาจเนื่องมาจาก
แผลในกระเพาะอาหารสังเกตุความแตกต่างได้ตรงที่เมื่อทานอาหารแล้วหาย
ปวด แสดงว่าเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือบางครั้งยิ่งกินยิ่งปวดแสดงว่า
ข้างในกระเพาะมีลมดันขึ้นมาเนื่องจากลำไส้เล็กเคลื่อนตัวน้อย อาหารที่ทำให้
เกิดก๊าซมากทำให้มีลมค้างอยู่มากจนดันกลับขึ้นมาทางด้านบนแทน
- อาการปวดท้องรอบๆสะดือ แสดงว่ามีความผิดปกติของบริเวณลำไส้
- อาการปวดบิดรอบๆสะดือ โดยเฉพาะปวดบริเวณซีกขวาด้านล่าง อาจเนื่อง
จากไส้ติ่งอักเสบ หรือในผู้หญิงอาจเนื่องมาจากปีกมดลูกอักเสบ รังไข่อักเสบ
เพิ่มได้อีก ในกรณีนี้อาจเป็นได้ทั้งซีกขวาหรือซ้ายได้ อาการปวดทั้งสองแบบ
มีลักษณะคล้ายกัน
- อาการปวดเกร็ง อาจเนื่องจากการบีบเกร็งตัวของลำไส้ หรือเกิดจากกล้าม
เนื้อหน้าท้องก็ได้ หรือตะคริวของหน้าท้อง

อาการปวดต่างๆข้างต้นจะมีอันตรายหรือไม่ ต้องลองสังเกตุว่าเป็นครั้งคราว
หรือเป็นบ่อยแบบเรื้อรังหรือเปล่า การกินยาแก้ปวด       ถ้าเป็นโรคธรรมดา
อาการปวดจะลดลงจนหายไปได้ในเวลาไม่นาน แต่ถ้าหากเป็นโรคร้ายแรง
การกินยาแก้ปวดอย่างเดียวจะเป็นแค่พรางโรคไว้เท่านั้นเมื่อยาหมดฤทธิ์ก็
จะมีอาการกำเริบขึ้นมาอีก แสดงว่าโรคไม่ได้หายไปไหนเพียงถูกยากด
อาการเอาไว้

อาการความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร อาการปวดท้องอยู่เรื่อย
สามารถลดลงได้โดยการลดการดื่มกาแฟ พักผ่อนให้มากขึ้นคลายความ
เครียด งดการสูบบุหรี่ ลดการทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ รสจัด น้ำอัดลม
อัลกอฮอล์ อาการต่างๆก็หายไปได้

กลับด้านบน - back to top

 

 

 

 

   น้ำแครอทคั้น ประโยชน์พร้อมความอร่อย

แครอท ช่วยล้างไขมันและช่วยการทำงานของตับ

น้ำแครอทคั้นดูจะเป็นน้ำผักที่ดื่มได้ง่ายและอร่อยที่สุด เพราะไม่มีกลิ่นเหม็นฉุน
เหมือนผักเซเลอรี่ไม่มีรสขมอย่างมะระ และไม่เผ็ดคลุ้งปากเหมือนกระเทียม
ในขณะที่หลายคนที่ทานติดใจในความหวานอร่อยกำลังพอดี ทานกันเป็นจำนวน
มาก ก็อาจเกิดอาการตัวเหลืองขึ้นได้ ไม่ต้องตกใจในเรื่องสีผิวที่ออกเหลือง
คล้ายๆ เป็นโรคดีซ่าน เพาะสีเหลืองที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากพยาธิสภาพของ
ร่างกายแต่เป็นสีเหลืองจาก เบต้าแคโรทีน จากแครอท ดังนั้นเพียงแต่ลด
ปริมาณในการทานลงสีก็จะค่อยๆลดลงกลับสู่ปกติได้

ประโยชน์ของเจ้าเบต้าแคโรทีน เมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกเปลี่ยน
ไปเป็นวิตามินเอ อีกทีหนึ่ง

วิตามินเอจากธรรมชาติมีประโยชน์มาก เช่นช่วยในการรักษาโรคตาแทบทุก
ชนิด นอกจากนั้นยังช่วยต่อต้านโรคเกี่ยวกับทรวงอก ช่วยทำให้ผิวหนังสดชื่น 
ช่วยป้องโรคผิวหนัง เช่น ฝ้า ตกกระ สร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย 
สร้างกระดูก ฟัน เล็บ เหงือก ให้แข็งแรง นอกจากนั้นยังช่วยรักษา สิว  ฝี
แผลเน่า ยังช่วยรักษาโรคถุงลมโป่งฟองกับไทรอยด์เป็นพิษได้ด้วย ที่สำคัญ
อีกส่วนหนึ่งคือ  ช่วยน้ำจาก
ตักใส่ภาชนะทรงสูง จากนั้นขย้ำให้น้ำแครอท
ออกมาจนหมด กรองกากทิ้งด้วยผ้าขาวบาง ดื่มเฉพาะ
  ควร
ดื่มทันทีที่แยกน้ำแครอทเสร็จ ไม่ต้องปรุงรสด้วยอะไรทั้งสิ้น เพราะแครอท
มีรสชาติในตัวอยู่แล้ว

แครอทที่มีวางขายกันอยู่โดยทั่วไปมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดคือ แครอทหัวใหญ่
จากต่างประเทศ / แครอท
หัวใหญ่ที่ปลูกในเมืองไทย และแครอทขนาด
เล็กหรือที่เรียกกันว่า Baby cut carrots) การจะเลือกซื้อแครอทแบบ
ใดขึ้นอยู่กับว่าจะเอาไปทำอะไร ถ้าหากจะนำมาทำน้ำแครอทหรือปรุง
อาหารบางอย่างก็น่าจะเลือกใช้แบบหัวใหญ่ หรือแม้กระทั่งส้มตำ เป็นต้น
ส่วนแครอทหัวเล็กมักจะนิยมนำไปเป็นของว่างมากกว่า อาจให้กินเป็น
ขนมไปเลย

กลับด้านบน - back to top

 

 

 

 

 

 

   พร้อมสู้กับโรคร้าย ด้วยสารจากธรรมชาติ

ลองจิตนาการถึงกองทัพที่ติดอาวุธพร้อม และพร้อมเข้าสู่รบกับเชื้อโรคที่ทำให้
เกิดโรคภัยไข้เจ็บการจับผู้รุกรานโยนออกจากระบบร่างกายของเรา ก่อนที่เจ้า
เชื้อโรคจะไปทำร้ายเซลร่างกายของเรา   
ช่วยลดขนาดของเนื้องอกที่กำลังก่อ
ตัวไม่ให้ขยายจำนวนหรือขนาดเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นก้อนเนื้อแปลกปลอมช่วย
ปกป้องและเสริมความสมบูรณ์ของระบบลำเลียงอาหารและระบบย่อยอาหาร
ของร่างกาย
ช่วยรักษาหลอดเลือดให้โล่ง ปราศจากการอุดตันที่จะนำไปสู่ปัญหา
หลอดเลือดอุดตัน
ปกป้องเซลร่างกายจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากพันธุ
กรรม (DNA) รวมไปถึงการช่วยชลอกระบวนการที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรม
ตามธรรมชาติ

เราจะหาเจ้านักรบคนเก่งเหล่านี้ได้จากที่ไหน   ไม่เป็นการยุ่งยากเลยเมื่อนัก
วิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเวลาที่เรารับประทานอาหารที่มาจากพืช ผัก ผลไม้และ
ธัญพืช เราก็จะได้รับเจ้าตัวเก่งที่เรียกว่าไฟโตนิวเทรียนท์ (PhytoNutrient) 
หรือ ไฟโตเคมิคอล (PhytoChemical) โดยปกติคือสารที่เป็นตัวทำให้เกิด
สีและรสในพืช ผัก ผลไม้ทั้งหลาย  เช่น สีส้มของแครอท สีเหลืองของฟักทอง 
เป็นต้น

ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่คิดว่าสารเหล่านี้ไม่มีคุณค่าอะไร เพราะไม่มีแคลอรี่ 
แต่ในความเป็นจริงในปัจจุบันจากการศึกษามากกว่า 200 เรื่อง แสดงให้
เห็นว่าสารอาหารไฟโตนิวเตรียนท์ที่พบมากใน
พืช ผัก ผลไม้  สามารถช่วย
ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆได้มากมาย      แม้แต่โรคร้ายอย่างเช่น
มะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เพราะยิ่งเรามีอายุเพิ่ม
มากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆข้างต้นสูงขึ้นตามไปด้วย

ลองมาทำความเข้าใจว่าเจ้าไฟโตนิวเทรียนท์ช่วยปกป้องร่างกายในการเกิด
โรคมะเร็งได้อย่างไร
ลองมาดูกระบวนการในการเกิดมะเร็งแล้ว   เจ้าไฟโต
นิวเทรียนท์ต่อสู้กับมะเร็งด้วยการสกัดกั้นขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งหรืออาจจะ
มากกว่านั้น ตัวอย่างเช่น มะเร็งที่เริ่มจากการที่เจ้าสารก่อมะเร็งจากอาหาร
ที่เรากิน หรือปนมากับอากาศที่เราหายใจเข้าไปรุกรานเซล แต่ถ้าในร่างกาย
เรามีสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) ที่เป็นไฟโตนิวเตรียนท์ตัวหนึ่งที่พบ
มากในบรอคโคลี่ก็เข้าไปในเซลร่างกายเหมือนกัน   เจ้าซัลโฟราเฟนนี้จะไป
กระตุ้นเอ็นไซม์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะช่วยสกัดเจ้าสารก่อมะเร็งให้พ้นออกไปจาก
เซลนั้นๆ ก่อนที่เจ้าสารก่อมะเร็งจะทันสร้างความเสียหายหรือทำอันตราย
ใดๆให้กับเซลร่างกาย
ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่พบในผลไม้จำพวก ส้ม มะนาว จะพลักไม่ให้
ฮอร์โมนที่อาจทำให้เกิดมะเร็งไปเกาะติดกับเซลตั้งแต่แรก
อินโดล (Indoles) ที่พบมากในผักประเภทกะหล่ำดอก กะหล่ำปลี เพิ่มบทบาท
ของภูมิคุ้มกันและทำให้ร่างกายเร่งกำจัดสารพิษได้ดีขึ้น
นักวิจัยนักวิทยาศาสตร์ยังคงพยายามค้นหาไฟโตนิวเทรียนท์ใหม่ๆต่อไปอย่าง
ไม่หยุดยั้ง เราคงจะได้พบสารตัวเก่งเพิ่มต่อไป

นอกจากประโยชน์ข้างต้นแล้วไฟโตนิวเทรียนท์ หรือสารอาหารจากพืช ผัก 
ผลไม้ธรรมชาติ เช่นเมล็ดองุ่น
บรอคโคลี่ กะหล่ำปลี ผักใบเขียว แครอท ฟัก
ทอง มันเทศ ยังจัดเป็นสารกลุ่มต่อต้านอนุมูลอิสระหรือสารแอนตี้ออกซิแดนท์ 
(AntiOxidant) ร่วมกับสารอื่นเช่น วิตามิน เอ สารเบต้าแคโรทีน วิตามิน ซี
วิตามิน อี กลุ่มของพวกเกลือแร่ เช่น ทองแดง สังกะสี แมงกานีส เป็นต้น

แล้วเจ้าสารอนุมูลอิสระคืออะไร และไม่ดีอย่างไร
ในขบวนการเผาพลาญอาหารมาเป็นพลังงานในเซลทุกเซลทั่วร่างกาย เรียกว่า
ปฏิกริยาออกซิเดชั่นเมื่อโมเลกุลของออกซิเจนจากการหายใจของเราไปเข้า
ขบวนการเพื่อให้เกิดพลังงานเกิดขึ้น มีการแตกตัวของออกซิเจนจากรูป
โมเลกุลคู่ให้กลายเป็นโมเลกุลที่มีอีเลคตรอนเดี่ยว หรือเรียกว่าอนุมูลอิสระ 
(Free Radicles)
อนุมูลอิสระนี้จะไปดึงเอาอีเลคตรอนจากเซลข้างเคียงหรือที่มันไปถึงเพื่อปรับตัว
เองให้มีเสถียรคือออกซิเจนโมเลกุลคู่นั้นเอง   ส่งผลให้เซลที่สูญเสียอีเลคตรอน
ไปต้องไปดึงจากเซลตัวต่อไปเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ไปเรื่อย   ส่งผลให้เซลเหล่านั้น
สูญเสียหน้าที่การทำงานส่วนหนึ่งไป ก่อให้เกิดกานเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม
ของเซลอันเป็นสาเหตุของโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งมากขึ้น โรคหลอดเลือด โรคต้อ
กระจก โรคจอตาเสื่อม โรคไข้ข้ออักเสบ โรคไต โรคปอด โรคเกี่ยวกับระบบทาง
เดินอาหาร โรคที่เกี่ยวกับภูมิต้านทานร่างกายที่ลดลง นอกจากนั้นร่างกายยังมี
โอกาสเสี่ยงในการได้รับอนุมูลอิสระจากภายนอกร่างกายเข้าไปอีกเช่นจากมล
ภาวะเป็นพิษ เช่นฝุ่น ควันจากท่อไอเสีย การสูบบุหรี่ การดื่มอัลกอฮอล์ การได้รับ
สารเคมีที่ปนเปื้อนมากับอาหาร การทานอาหารที่มีไขมันหรือสาร LDLมากเกิน
ไป ความเครียด การถูกแสงแดดมากเกินไป การติดเชื้อ เป็นต้น

กลุ่มสารต่อต้านอนุมูลอิสระจะมีอีเลคตรอนเหลือพร้อมที่จะเผื่อแผ่ให้กับกลุ่ม
อนุมูลอิสระ ทำให้เป็นลดหรือหยุดปฏิกริยาลูกโซ่ในการแย่งชิงอีเลคตรอนดัง
กล่าว
ดังนั้นการทาน ผัก ผลไม้ วิตามิน และเกลือแร่ในกลุ่มที่มีสารต่อต้าน
อนุมูลอิสระสูง หรือสารสกัดจากกลุ่มพืชเหล่านี้ ก็จะเป็นการช่วยสร้างเสริมภูมิ
คุ้มกัน ช่วยลดและป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคร้ายที่กล่าวมาแล้วนอกจากนั้น
ยังช่วยชลอความชรา ลดความเครียดของร่างกาย มาทานพืช ผัก ผลไม้ 
กันเถอะ

กลับด้านบน - back to top

 

 


 
  คุณค่าของสารอาหารที่จำเป็น

ัการเจริญเติบโตของร่างกายโดยเฉพาะในเด็ก นอกจากจะชึ้นกับสภาพสิ่ง
แวดล้อม ความเป็นอยู่และสังคมแล้ว อีกสิ่งที่จะละเลยไม่ได้เลยก็คือการ
โภชนาการที่ดี โดยรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ได้สารอาหารครบถ้วน
ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไชมัน เกลือแร่ วิตามิน แม้ว่ากลุ่มของเกลือแร่และ
วิตามินจะต้องการเพียงไม่มากแต่ก็ขาดไม่ได้เลย เพราะจะทำให้ระบบการ
ทำงานของร่างกายบกพร่องได้เนื่องจากเกลือแร่/วิตามินแต่ละตัวมีหน้าที่ช่วย
ช่วยเสริมสร้างร่างกายแตกต่างกันไป เช่น

ซีลีเนี่ยม ช่วยป้องกันเซลเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายทั้งมีส่วนสำคัญต่อการผลิต
ฮอร์โมนของร่างกายหลายชนิด และช่วยบำรุงสุขภาพของเส้นผม ผิวหนัง
ช่วยบำรุงสายตาโดยเฉพาะในเด็ก
โมลิบดีนั่ม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเอ็มไซม์หลายชนิด เช่น เอ็นไซม์ที่
ช่วยผลิตไขมันเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของสมอง
ฟลูออไรด์  มีประโยชน์ในการทำงานร่วมกับแคลเซี่ยม เสริมสร้างความแข็ง
แรงของกระดูกและฟัน  ช่วยป้องกันฟันผุ
โครเมี่ยม   มีส่วนช่วยในการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินที่ใช้ในการควบคุม
ระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมระดับไขมันและระดับโคเลสเตอรอล

แม้นว่าร่างกายจะต้องการสารในกลุ่มเหล่านี้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ขาดไม่ได้
เนื่องจากไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง ต้องรับประทานให้เพียงพอกับความ
ต้องการของร่างกาย ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องพยายามทานคราวละมากๆ
แต่ต้องการทานในระดับน้อยๆ แต่ทานอย่างสม่ำเสมอจึงจะได้ประโยชน์
สูงสุด ส่วนเกินที่ทานมากเกินไปจะถูกขับทิ้งหรือถ้าหากสะสมมากเกินไปก็
อาจจะเป็นอันตรายได้

กลับด้านบน - back to top

 

 

 

 


 
  พูดเรื่องเต้าหู้

เต้าหู้เป็นอาหารที่อยู่คู่โลกของเรามานานแล้ว ประเทศจีนซึ่งเป็นต้นตำรับ 
มีวัฒนธรรมในการกินมาหลายชั่วอายุคนรวมถึงญี่ปุ่นซึ่งก็ได้รับเอาวัฒนธรรม
นี้ไปในราวศตวรรษที่ 11 ชาวญี่ปุ่นมักจะมีเต้าหู้บนโต๊ะอาหารเกือบทุกมื้อ
ใน
ประเทศอื่นๆพึ่งหันมาสนใจกินเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับในประเทศไทยเรานี้ มี
เต้าหู้อยู่หลายชนิด ส่วนมากเป็นเต้าหู้ที่ทำสำเร็จออกมาเป็นแผ่นๆ มีทั้งชนิด
สีเหลืองและสีขาว
เต้าหู้ชนิดสีเหลืองจะมีเนื้อในนุ่มกว่า ข้อเสียก็ตรงที่ว่าสีที่เคลือบเอาไว้ ยังไม่มี
ใครออกมาบอกว่าเป็นสีที่ปลอดภัยหรือไม่
ส่วนเต้าหู้ชนิดสีขาวแม้เนื้อในจะแข็งกว่าเล็กน้อยแต่ก็ไม่มีสีผสม และสามารถ
ปรุงเป็นอาหารได้ง่ายกว่า เพราะไม่เละติดกะทะง่ายเหมือนชนิดแรก  คนส่วน
ใหญ่จึงนิยมแบบสีขาวมากกว่า
นอกจากนี้เรายังมีเต้าหูชนิดที่ทำใส่ไว้ในกระบะ ตัดแบ่งขายเป็นแผ่นๆเล็ก
ใหญ่ตามต้องการ แต่เต้าหู้ชนิดนี้มีทำขายไม่มากและส่วนใหญ่จะมีขายเฉพาะ
ช่วงเช้าเท่านั้น สามารถนำมาปรุงเป็นแบบร้อนผสมน้ำขิง ผสมน้ำตาลทราย
แดง เรียกเต้าทึง
ทุกวันนี้เต้าหู้เป็นอาหารที่ไดรับความนิยมอย่างสูงเพราะแม้จะเป็นอาหารที่ทำ
มาจากธัญพืชอย่าวถั่วเหลือง แต่ก็มีคุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้อาหารประเภท
อื่นๆอีกหลายชนิด ที่สำคัญราคาไม่แพงอีกด้วย
เมื่อลองเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของเต้าหู้กับเนื้อบดในปริมาณที่เท่า
กันพบว่าเต้าหู้มีไขมันน้อยกว่าเนื้อบดถึง
4 เท่า และมีไขมันอิ่มตัว(ไขมันร้าย) 
น้อยกว่าถึง 7 เท่าทีเดียว ในด้านโปรตีน เต้าหู้ให้โปรตีนได้ประมาณ 11 กรัม
โดยไม่มีโคเลสเตอรอลเลยสักนิด
  นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม และวิตามินบี 12 
ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับในเนื้อสัตว์ด้วย ดังนั้นเราสามารถได้รับโปรตีนจากเต้าหู้
แทนเนื้อสัตว์ได้โดยเฉพาะผู้ทานมังสวิรัติมักจะมีเต้าหูแทนด้วยทุกมื้อ นอกจาก
นี้ยังเหมาะสำหรับผู้มีปัญหาเรื่องท้องผูกเป็นประจำได้อีกด้วย (การทานอาหาร
ประเภทเนื้อมากเกินไป จะทำให้อุจจาระเหนียวแข้งเป้นก้อน ทำให้ท้องผูกได้
ง่าย)ลองมาปรับสภาพของร่างกายเราโดยการทานเต้าหู้กัน มีคุณค่าทาง
โภชนาการ มีโปรตีนชดเชยแทนเนื้อสัตว์ ที่สำคัญราคาไม่แพงอีกด้วย

กลับด้านบน - back to top

   

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.