สอบถามปัญหาออนไลน์
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat


BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรม
รักสุขภาพ   ฟรี ข่าว
สาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat

top

    

การดูแลและการจัดการ
       สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย
      เรื้อรัง

การดูแลเพื่อรักษาสุขภาพ
       ในผู้สูงอาย
ุและผู้ป่วยเรื้อรัง
สุขภาพจิตของผู้สูงอายุ

แนวทางการปรับปรุงบ้าน
       ให้สดวกเหมาะสมสำหรับ
       ผู้สูงอายุ

แบบทดสอบประเมิน
     
โรคอัลไซเมอร์
      Alzheimer's Disease

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่  ความ
     ผิดปกติระบบ ทางเดินปัสสาวะ
     Urinary Incontinence

เบาหวาน Diabetes
โรคเก๊าต์ Gout

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
       Hypoglycemia

โรคของหญิงวัยหมด
    
ประจำเดือน
  Menopausal Syndrome


     

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์





 เข้าใจกับปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง 


การทำความเข้าใจกับปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง 
 * การแก้ปัญหาด้านร่างกาย *      

การเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ หากละเลยไม่ดูแลเอาใจใส่จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้
และยุ่งยากต่อการดูแลรักษายิ่งขึ้น การช่วยเหลือดูแลเบื้องต้น จึงมีความสำคัญ สำหรับ
ผู้ป่วยที่มีปัญหา ดังต่อไปนี้ 

- เสียงร้องไห้ของผู้ป่วยเด็ก และเสียงร้องครวญครางของผู้ป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ซึ่ง
  ไม่สามารถบอกความต้องการได้ 
- อาจมีสิ่งรบกวนทำให้รู้สึกไม่สุขสบายและต้องการให้มีใครมาช่วยเหลือ 
- ดูแลในขณะที่เขามีปัญหา เช่น อาการเจ็บปวด ตัวร้อน มีไข้ มีผดผื่นคัน ร่างกาย
  เปียกชื้น เปรอะเปื้อน อุจจาระ ปัสสาวะ(ผลิตภัณฑ์ช่วยดูแล) หรือหิวกระหายอาหาร
  และน้ำ เป็นต้น

ผู้รับผิดชอบที่ไวต่อความรู้สึกเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ครวญครางนั้น ก็คงจะรีบเข้าไป
ซักถามพูดคุย และสัมผัสด้วยมือที่อ่อนโยน พร้อมกับสังเกตค้นหาสิ่งผิดปกติ และให้
การช่วยเหลือเบื้องต้นได้ ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีความพึงพอใจ ที่ได้รับการช่วยเหลือดูแล
ทันที

ผู้ป่วยที่นอนอยู่นาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายอ่อนแรง เส้นเอ็น กระดูก
และข้อยึดติด เคลื่อนไหวตัวลำบาก และมีอาการมึนงง การนอนอยู่ในท่าเดียวนาน ๆ จะทำให้เกิดแผลกดทับได้ (ผลิตภัณฑ์ช่วยดูแล)

ผู้ป่วยควรได้รับการช่วยเหลือให้ออกกำลังกายโดยการทำกายภาพบำบัดเพื่อแก้ปัญหา
ดังกล่าว การช่วยให้ร่างกายทุกส่วนได้เคลื่อนไหว จะทำให้การไหลเวียนของเลือดทั่ว
ร่างกายดีขึ้นและเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับได้ด้วย ควรพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย
1 – 2 ชั่วโมง และใช้สิ่งอ่อนนุ่มรองรับบริเวณร่างกายส่วนที่ถูกกด เช่น อาจใช้ถุงมือ
ยางใส่น้ำเย็นมัดขมวดปากถุงมือให้แน่น ไม่ให้น้ำรั่ว ใช้วางเพื่อพยุงไม่ให้บริเวณนั้น
ถูกกดทับหรือเสียดสีกับที่นอน แต่ต้องหมั่นพลิกตัวเพราะอุณหภูมิในร่างกาย อาจทำ
ให้ถุงมือร้อน และไหม้ผิวหนังได้

ผู้ป่วยที่เบื่ออาหารจะรับประทานอาหารได้น้อย ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย 
ใจสั่น มึนงง หน้ามืดเป็นลมได้ง่าย   เนื่องจากผู้ป่วยได้รับสารอาหารไปเลี้ยงสมอง และส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ      อาจช่วยให้ผู้ป่วยได้รับวิตามินรวมหรือ
วิตามินบี 1-6-12 ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า - เย็น   เพื่อช่วยให้ฟื้นจากการเจ็บ
ป่วย และแข็งแรงขึ้น และควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว นับรวมการดื่มนม และ
น้ำผลไม้ด้วยหากผู้ป่วยไม่เป็นโรคที่ต้องจำกัดน้ำ


ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ มักมีอาการท้องผูก ผู้ป่วยควรได้รับประทานอาหารพืชผัก 
ผลไม้ ที่มีกากใยย่อยง่าย และดื่มน้ำให้เพียงพอ ผู้ป่วยที่รู้ตัวควรสอนให้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้อง โดยแขม่วท้อง วันละ 5–10 
ครั้ง และอาจช่วยนวดท้องเบาๆ ตามเข็มนาฬิกาจากท้องน้อยข้างขวาขึ้นไประดับสะดือ และนวดลงไปท้องน้อยข้างซ้าย เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว ขับเคลื่อนอุจจาระออกได้ การให้ผู้ป่วยจิบน้ำอุ่นหลังตื่นนอน และนั่งส้วม หรือกระโถนทุกเช้า เป็นวิธีที่ช่วยให้
ผู้ป่วยถ่ายอุจจาระได้

ผู้ป่วยที่ไม่ถ่ายอุจจาระเกิน 3 วัน อาจให้ยาระบายอ่อนๆ หรือสวนอุจจาระด้วยน้ำสบู่ หรือยูนิสันอีนิม่าซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป กรณีไม่ถ่ายอุจจาระหลายวันอุจจาระจะ
แข็ง ผู้ป่วยไม่สามารถถ่ายอาจจาระออกได้ ควรช่วยล้างออกให้โดยใส่ถุงมือยางใช้น้ำ
สบู่ หรือสบู่เหลว เทใส่ถุงมือเล็กน้อยให้หล่อลื่น สอดใส่มือลงได้ง่าย และช่วยป้องกัน
ไม่ให้มีกลิ่นอุจจาระเหม็นติดปลายนิ้วมือ ก่อนล้วงอุจจาระ ควรหล่อลื่นปลายนิ้วถึงมือ
ด้วยสบู่ ครีมหรือวาสลิน เพื่อให้สอดนิ้วมือเข้าทวารหนักได้ง่าย ขณะเดียวกัน ให้ผู้ป่วย
หายใจยาวๆ ออกทางปาก เพื่อผ่อนคลายลดการเจ็บปวดทำให้ เยื่อบุในทวารหนัก
ไม่ได้รับอันตราย


ผู้ป่วยที่มาสามารถถ่ายปัสสาวะเองได้ จะรู้สึกปวดท้องบริเวณห้องน้อยนูนผิวหนังตึง อาจช่วยกระตุ้นโดยใช้เสียง เหมือนกระตุ้นให้เด็กถ่ายปัสสาวะ เปิดก๊อกน้ำ หรือเทน้ำ
ให้ได้ยินเสียงน้ำไหล กระตุ้นความรู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะ หรือใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรือ
ขวดใส่น้ำร้อนห่อหุ้มผ้าขาววางท้องน้อย นวดคลึงท้องน้อยเบาๆ   อาจช่วยให้มีการ
ขับถ่ายเองได้ หากไม่สามารถถ่ายเองได้ ควรพิจารณาการสวนปัสสาวะ ซึ่งเป็นการเสี่ยง
ต่อการติดเชื้อ ทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบการสวนปัสสาวะต้องใช้เทคนิคปลอดเชื้อ และกระทำโดยผู้มีความชำนาญ ควรปรึกษาพยาบาลเยี่ยมบ้าน หรือถ้ากรณีฉุกเฉินอาจ
ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล

ผู้ป่วยผู้สูงอายุบางรายนอนหลับพักผ่อนได้น้อยในตอนกลางคืน อาจนอนหลับกลางวัน
มากเกินไป หรือมีความเครียดวิตกกังวล หรือมีความเจ็บปวด ผู้ป่วยควรได้รับการแก้ปัญหาตามสาเหตุ เช่น ป้องกันไม่ให้หลับกลางวัน โดยหาวิธี
เบี่ยงเบนให้ทำกิจกรรมที่ผู้ป่วยสนใจ เช่น อ่านหนังสือ ทำการฝีมือ ชวนพูดคุยในเรื่อง
ที่ชอบ ให้ฟังวิทยุหรือดูทีวีเป็นต้น 

ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยอาจให้ยาระงับปวด และผู้ป่วยที่ต้องแผล หรือเคลื่อนย้ายจะทำ
ให้เจ็บปวด การให้ยาระงับปวดก่อนทำกิจกรรม จะทำให้คลายปวดลงได้ เช่น ให้
รับประทานยาพาราเซตามอล 1–2 เม็ด
หากการให้ยาหลังอาการมียาแก้ปวด และอยู่ในช่วงเวลาที่จะทำให้กิจกรรมก็ไม่ต้องให้ เพราะฤทธิ์ยาที่ให้หลังอาหารยังคงมีอยู่

การดูแลสุขภาพด้านร่างกาย ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ให้ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ได้ออกกำลังกาย
เป็นประจำ มีการขับถ่ายตามปกติ และได้รับประทานยาตามคำสั่งของแพทย์รวมทั้งไป
พบ แพทย์ตามนัด หรือเมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลง จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรก
ซ้อนจากการเจ็บป่วย และช่วยสร้างเสริมสุขภาพร่างกายส่วนที่เหลือ ให้มีคุณภาพดี ก็จะ
สามารถยืดชีวิตผู้ป่วยให้ยืนยาวขึ้นได้

  * การแก้ปัญหาด้านจิตใจ *      

จิตใจ และร่างกายมีความสัมพันธ์กัน เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดการเจ็บป่วย ก็จะมีผล
กระทบกระเทือนถึงกันด้วย โดยเฉพาะจิตใจ จะมีอำนาจอยู่เหนือร่างกายดังคำกล่าวที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” การดูแลผู้ป่วยจึงต้องดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ เป็นองค์รวม

การดูแลด้านจิตใจและอารมณ์ 
ผู้ป่วย ผู้พิการ และผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ จะรู้สึกเครียด วิตกกังวล คิดถึงแต่ตัวเอง กลัวจะไม่หาย กลัวจะทำงานไม่ได้ เคยเป็นที่พึ่งของครอบครัวกลับกลายเป็นคนต้อง
พึ่งพา ทำให้น้อยใจ และใจน้อย โกรธง่าย คนที่ขาดที่พึ่งขาดรายได้จะรู้สึกเหงา และ
ว้าเหว่ ผู้ป่วยที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ จะมีลักษณะเหมือนเด็ก บางคนตื่นกลัว บางคนมีอารมณ์ฉุนเฉียว ก้าวร้าว ไม่ยอมรับฟังเหตุผล บางคนทำร้ายตัวเองหรือขู่จะ
ฆ่าตัวตาย

ผู้ป่วยควรได้รับความเคารพในตัวตนที่เป็นบุคคลคนหนึ่ง การดูแลผู้ป่วยควรเอาใจเขา
มาใส่ใจเรา ว่าชอบหรือไม่ชอบในสิ่งใด ควรสร้างความอบอุ่นคุ้นเคย ด้วยการทักทาย
เรียกชื่อตนเองตามความเหมาะสมกับวัย 

ในการสนทนาควรหลีกเลี่ยงคำพูดโต้แย้ง ที่จะทำให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัวไม่พอใจ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ควรให้โอกาสได้พูดระบายความรู้สึก
ที่แท้จริงของปัญหา และความต้องการด้วยท่าทีที่สงบ ไม่ตัดคำพูด ไม่ด่วนสรุป จะช่วยให้ผู้ป่วยลดอารมณ์ตึงเครียดลงได้ สำหรับผู้ป่วยที่ทำร้ายตัวเอง และขู่จะฆ่า
ตัวตาย ไม่ควรทิ้งให้ผู้ป่วยอยู่ตามลำพัง และเก็บสิ่งของที่จะเป็นอันตรายให้พ้นทาง


ผู้ป่วยที่มีความอดทนสูง หรือมีความเกรงใจ เมื่อมีปัญหา หรืออาการเปลี่ยนแปลงจะ
เก็บ ความรู้สึกไม่บอกให้รู้ บางทีปัญหานั้นอาจรุนแรงกว่าผู้ที่ร้องครวญเอะอะโวยวาย
ก็ได้ การรู้จักสังเกต พร้อมกับการซักถาม ควรใช้คำถามที่สุภาพ และสร้างอารมณ์
ร่วมแสดงความรู้สึกสนใจ และเห็นใจ อาจจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย ที่เห็นว่ามีผู้
สนใจ และเข้าใจความรู้สึกของตน เช่น การใช้คำถามว่า 
“คุณคงกำลังปวดมากใช่ไหม” 
“ดิฉันยินดีช่วยหากทราบว่าคุณกำลังต้องการอะไร” หากทราบว่าผู้ป่วยมีความเจ็บปวดบริเวณใด ควรใช้มือสัมผัสบีบนวดเบาๆ ถ้าบริเวณ
นั้นไม่ได้อักเสบเป็นแผล และจัดท่านอน ท่านั่งใหม่ ประคับประคองส่วนที่เจ็บปวดให้
อยู่ในท่าที่สบาย 

หากมีคำแนะนำควรพูดในเชิงบวก เช่น 
“ลองขยับตัวยกแขน ขา ของคุณหน่อยจะดีไหมให้ กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อของคุณ
ได้ออกแรง จะได้มีแรงและหายเร็วขึ้น” เมื่อมีการตอบรับควรใช้คำถาม ต่อ “คุณจะลองขยับเอง หรือจะให้ช่วยและทำตรงไหนก่อนดี” เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ผู้ป่วยที่กำลังเจ็บปวด หรือมีอาการเหนื่อย
หอบ อาจแนะนำให้ลองสูดหายใจเข้าทางจมูก ให้ยาวๆ ลึกๆ และผ่อนลมหายใจออก
ทางปากช้าๆ ทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง เพื่อให้ปอดได้รับอากาศบริสุทธิ์เข้าไป และถ่ายเท
อากาศที่เสียออกมา เป็นวิธีเบี่ยงเบนความสนใจผู้ป่วยให้อยู่กับการหายใจ เข้า-ออก อาจทำให้ผู้ป่วยหายเหนื่อย และหายเจ็บปวดได้ เพราะร่างกายได้รับออกซิเจนเพียงพอ จากการหายใจ ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกายดีขึ้น 


ผู้สูงอายุที่มีอาการสมองเสื่อมผู้ป่วยที่ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง และผู้ป่วย
โรคจิตประสาท จะมีความจำเลอะเลือน ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ จำหน้าคน
รู้จักคุ้นเคยไม่ได้ มีอารมณ์ไม่แน่นอน บางครั้งจำได้ บางครั้งจำไม่ได้ บางคนซึมเศร้า
เพิกเฉยไม่สนใจตนเองและ สิ่งแวดล้อมบางคนโกรธง่ายใจน้อย หวาดระแวง หงุดหงิด มองคนในแง่ร้าย

ผู้ป่วยที่มีอาการทางสมอง และจิตประสาทควรได้รับการให้อภัยในความหลงลืม และผิดพลาด ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ป้องกันอุบัติเหตุ และภาวะแทรกซ้อนที่อาจะเกิด
ขึ้น ควรใช้คำพูดส่งเสริม ให้เกิดความรู้สึกภูมิใจ ว่าตนเองเป็นคนที่มีความสำคัญ และมีค่าต่อบุคคลในครอบครัวอยู่เสมอ


ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่อ เช่น วัณโรค โรคเอดส์ อาจเกิดความรู้สึกไม่พอใจ เมื่อผู้เข้าใกล้
ที่สัมผัสตัวเขา และเครื่องใช้สำหรับตัวเขา ได้ใช้ผ้าปิดปากจมูกด้วยและสวมถุงมือทุก
ครั้งทำให้เข้าใจว่าบุคคลใน ครอบครัว และผู้ดูแลรังเกียจตัวเขา ผู้ป่วยควรได้รับการ
อธิบายให้เข้าใจ ว่าการเจ็บป่วยทำให้ร่างกายอ่อนแอ และติดเชื้อโรคได้ง่าย การถูก
จำกัดบริเวณ ถูกแยกอุปกรณ์เครื่องใช้ และการใช้ผ้าปิดปากจมูกด้วย การสวมถุงมือของ
ผู้ที่สัมผัสตัวเขา และเครื่องใช้ของเขานั้น เป็นการทำเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วย
เอง

ผู้ป่วยบางคนมีการเจรจาต่อรอง ขอทำในสิ่งที่ตนต้องการที่จะให้ทำกิจกรรมตามกำหนด
เวลา เช่น การทำความสะอาดร่างกาย การทำแผล หรือกินยาผู้ป่วยอาจขอเวลาเตรียมใจ
ให้พร้อม หรือขอนอนหลับพักผ่อนก่อน บางคนขอรอให้คนใกล้ชิดที่รู้ใจมาก่อน และมา
ทำให้บางคนขอทำกิจกรรมที่ต้องห้าม เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา เป็นต้น

การเจรจาต่อรองควรพิจารณาให้ตามความเหมาะสม หากสามารถทำได้และไม่เกิดผลเสียก็ควร ให้ความร่วมมือ เพื่อให้เกิดความสบายใจ และพึงพอใจเมื่อไม่สามารถทำได้ ควรอธิบายโน้มน้าวให้ผู้ป่วย เข้าใจถึงคุณและโทษ
ที่ผู้ป่วยจะได้รับ เมื่อปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติตามเวลาที่กำหนด และอาจใช้คำถามว่า “เวลาคุณเจ็บป่วยคุณมีความรู้สึกอย่างไร คงทรมานมากใช่ไหม” “หากคุณไม่อยากเจ็บป่วยและทรมาน คุณควรจะทำอย่างไร” หรือ “คุณเป็นคนสำคัญของครอบครัวเขาคงอยากให้คุณหายไวๆ หากคุณเป็นอะไรไป คนในครอบครัวที่คุณรักคงจะเสียใจมากใช่ไหม” เป็นต้น


ผู้สูงอายู/ผู้ป่วยบางคนมีอารมณ์ความต้องการทางเพศ ความต้องการทางเพศ และการ
มีเพศสัมพันธ์ของผู้ป่วย ถือเป็นความต้องการตามธรรมชาติ ไม่เป็นสิ่งที่ผิดปกติ หรือ
น่าอับอาย ผู้ป่วยสามารถมีเพศ-สัมพันธ์ได้ ความใกล้ชิดความอบอุ่นใจ อาจทำให้หาย
ป่วยได้ แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตราย ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรค
หัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเส้นเลือดตีบ มักเกิดอันตรายในขณะมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจาก หัวใจวาย หรือเส้นเลือดในสมองแตก

ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำดังนี้ 
ผู้ป่วยจะมีเพศสัมพันธ์ได้ต้องรู้สภาพตัวเองได้ว่าไม่มีอาการเหนื่อย หอบ ในขณะเดิน หรือขึ้นลงบันไดบ้าน 2 ชั้น และไม่มีอาการเจ็บหน้าอก ปวดศีรษะ วิงเวียน หน้ามืด เป็นลมบ่อย และผู้ป่วยที่จะมีเพศสัมพันธ์ ควรได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ 
ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรเว้นระยะ 
1/2 - 1 ชั่วโมง และก่อนมีเพศสัมพันธ์ ควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความ
ตึงเครียด 
ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ กับบุคคล และสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย อาจส่งผลให้
เกิดความรู้สึกตื่นเต้น ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และสูบฉีดเลือดแรงขึ้น อาจเกิดหัวใจวาย
และเส้นเลือดในสมองแตกได้ 
ผู้ป่วยควรสวมเสื้อผ้าที่สบาย ไม่รัดตัวทำให้อึดอัด และขณะมีเพศสัมพันธ์ควรให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่เร่งรีบ ค่อยเป็นค่อยไป และควรเป็นท่าที่คุ้นเคยตามปกติให้เกิดความสุข และความพอใจ 
ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น กามโรค โรคเอดส์ ควรใช้ถุงยางอนามัย
ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ 
ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคเส้นเลือกตีบ ที่แพทย์สั่งยาอมใต้ลิ้น ควรพกยาติดตัวเสมอใช้อม ทันทีเมื่อรู้สึกเจ็บหน้าอก วิงเวียนศีรษะ และให้นั่งพักสามารถอมยาห่างกันทุก 5 นาที 
ครั้งละ 1 เม็ดได้ 3 ครั้ง เมื่ออาการไม่ดี ควรรีบบอกผู้อยู่ใกล้ นำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้
ที่สุด 




 กายภาพบำบัดเพื่อการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยและผู้สูงอายุ      

ที่มีภาวะอ่อนแรง/อัมพาต
แนวทางการฟื้นฟูผู้ป่วยที่บ้าน 
ในการฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาตรายหนึ่ง ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างอิสระ
สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และเป็นภาระแก่ผู้อื่นน้อยที่สุด จำเป็นต้องใช้เวลาค่อนข้าง
นาน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยประเภทอื่น 

นอกจากนั้นการฟื้นฟูนี้ ยังควรกระทำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยเสร็จสิ้นการรักษา
จากโรงพยาบาล และต้องกลับไปอยู่ที่บ้านแล้ว ผู้ป่วยควรนำโปรแกรมการออกกำลังกาย และวิธีการฟื้นฟูต่างๆ ทางกายภาพบำบัดไปฝึกทำต่อที่บ้าน โดยมีความช่วยเหลือจาก
ญาติ หรือผู้ดูแลบ้านในบางกรณี ที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำด้วยตนเองได้อย่างสมบูรณ์ 

วัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมความรู้ เกี่ยวกับวิธีฟื้นฟูผู้ป่วยภาวะอ่อนแรง/อัมพาตที่บ้าน ที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยควรทราบ และสามารถนำไปฝึกต่อเนื่องที่บ้านเองได้ โดยได้
นำเนื้อหาที่เป็นการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และช่วยฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย
ที่ใช้ปฏิบัติเป็นส่วนมากมาแนะนำ

ชนิดของผู้ป่วยอัมพาต
“อัมพาต” ไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการอ่อนแรงของใบหน้า แขนขาหรือลำตัว สาเหตุจาก
การมีพยาธิสภาพที่ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ซึ่งได้แก่ สมองไขสันหลัง เส้นประสาท และกล้ามเนื้อ อาการอ่อนแรงนี้ จะเกิดที่ส่วนใดของร่างกาย ขึ้นกับตำแหน่งของระบบ
ประสาท ที่เกิดพยาธิสภาพ

โดยทั่วไปอาการอัมพาตสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ตามส่วนของร่างกาย
ที่มีอาการอ่อนแรงได้แก่ 
1 อัมพาตครึ่งซีก หมายถึง ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงของใบหน้า แขนและขา ซีกใด
   ซีกหนึ่งของร่างกาย 
2 อัมพาตครึ่งท่อน หมายถึง ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรงของลำตัวและขาทั้ง 2 ข้าง โดย
   การ อ่อนแรงของลำตัว จะเกิดขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นกับระดับของไขสันหลัง
   ที่เกิดพยาธิสภาพ 
3 อัมพาตทั้งตัว หมายถึง ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรงของลำตัว และแขนขา ทั้ง 4 ข้าง 

วิธีการทางกายภาพบำบัดและการออกกำลังกายที่แนะนำ 

 การบริหารการหายใจ 
 การจัดท่า 
 การบริหารข้อต่อ/กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย 
 การขยับข้อ 
 การฝึกกิจวัตรประจำวัน

การบริหารการหายใจ
   ทำอย่างไรจึงหายใจได้เองอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ      
   ผู้ป่วยภาวะอ่อนแรง/อัมพาตมักมีอาการเหนื่อยง่ายรู้สึกหายใจไม่อิ่ม 
   หรือไม่ทั่วท้องถ้ากล้ามเนื้อกระบังลมเพียงแค่อ่อนแรง 
   เราสามารถฝึกให้แข็งแรงและคงทนต่อการอ่อนล้าได้ด้วยวิธีง่ายๆ

ขั้นตอน 
นอนหงาย หมอนรองใต้เข่าและรู้สึกผ่อนคลาย หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ทางจมูก
จนสุดและหน้าท้องโป่งออก  กลั้นหายใจชั่วครู่ (นับ 1 ถึง 3) 
ปล่อยลมหายใจออกทางปาก (หน้าท้องยุบ) ทำซ้ำ 5-6 ครั้งแล้วพัก 
เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น หายใจสะดวกขึ้น 
นอนหงาย เอาถุงทราย / ถุงน้ำหนัก 1 – 2 กิโลกรัม หรือหนังสือเล่มใหญ่ๆ วางที่หน้าท้องใต้ต่อลิ้นปี่ พยายามหายใจเข้าลึกๆ เช่นเดิม แต่คราวนี้จะรู้สึกหายใจเข้ายากเพราะมีน้ำหนักต้านอยู่ควรฝึกทำบ่อยๆ เช่น ทุก
ชั่วโมง บางครั้งต้องฝึกใช้กล้ามเนื้ออื่นด้วย เช่นกล้ามเนื้อบริเวณคอ/บ่า ด้วยการ
ฝึกยักไหล่ และเกร็งกล้ามเนื้อคอ เวลาหายใจเข้า เกร็งค้างไว้นับ 1 ถึง 5 แล้วปล่อย
ให้ คลายเวลาหายใจออก 

การจัดท่านอนในผู้ป่วยอัมพาต
การจัดท่าต้องคำนึงถึง 
เตียงนอน ควรเป็นเตียงที่แข็งแรงความสูง พิจารณาโดยสังเกตจากเมื่อผู้ป่วยลุกนั่ง
ห้อยขาบนเตียงแล้ว เท้าผู้ป่วยสัมผัสพื้นได้พอดี 
ที่นอน ต้องเป็นที่นอนเนื้อแน่น ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป ผ้าปูที่นอนขึงตึงไม่มีรอยย่น รอยพับเพื่อกันไม่ให้ เกิดการถูไถผิวหนัง อันจะนำสู่การเกิดแผลกดทับได้ 

ท่านอนในผู้ป่วยอัมพาต เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก เพราะการนอนทับแขน หรือขาข้างที่เป็นอัมพาตนานๆ จะทำให้เกิดการบวม
เกิดข้อต่อยึดติดได้ง่าย หรือการปล่อยให้ผู้ป่วยนอนอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานๆ เป็น
สาเหตุให้เกิด แผลกดทับขึ้น ดังนั้นญาติ หรือผู้ดูแลต้องเปลี่ยนท่านอนให้บ่อยๆ 
อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง 

การจัดท่าที่ถูกต้องของผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก
ท่านอนหงาย 
ศีรษะหนุนหมอนใบเล็กๆ ไม่ให้สูงเกินไปให้หน้าหันไปด้านที่เป็นอัมพาต 
จัดลำตัวให้ตรงใช้หมอนใบเล็กหนุนที่ไหล่และแขนข้างที่อัมพาต 
การจัดท่าวางแขนทำได้ 3 แบบ (ดังรูป) ส่วนมือและข้อมือวางอยู่ในท่าปกติ 
ข้อสะโพกใช้หมอนบางๆ หรือผ้าม้วน วางใต้สะโพกข้างอัมพาตเพื่อกันไม่ให้
ขาแบะออก เข่าเหยียดตรง หรืองอเล็กน้อยโดยใช้หมอนใบเล็กรองใต้เข่า ใต้เท้าใช้แผ่นไม้กั้นไม่ให้ปลายเท้าตก 

ท่านอนตะแคงข้างอัมพาตขึ้น 
นอนตะแคงเต็มตัว 
ศีรษะโน้มไปทางด้านหน้าเล็กน้อย 
ลำตัวตรง 
แขนข้ามอัมพาตจัดให้ไหล่งุ้มไปทางด้านหน้าใช้หมอนรองแขน มือวางบนหมอน 
ขาข้างอัมพาตจัดให้สะโพกงอ เข่างอ อยู่บนหมอนเท้ารองรับไว้บนหมอนเช่นเดียวกัน เพื่อกันไม่ให้ ข้อเท้าบิด 

ท่านอนตะแคงทับข้างที่เป็นอัมพาต 
จัดศีรษะโน้มไปทางด้านหน้า 
ลำตัวตรง 
แขน ไหล่ ข้างที่เป็นอัมพาตห่อมาทางด้านหน้าช่วงปลายแขนอยู่ในท่าหงายมือ 
ขาด้านหลัง ข้างอัมพาตจับเหยียดข้อสะโพกตรงเข่างอเล็กน้อย 
ขาข้างดีอยู่อยู่ด้านบนงอไปทางด้านหน้าใช้หมอนรองรับไว้ 


 

 

Alzheimer's Disease is sometimes hard to detect. In the early stages
symptoms emerge slowly and are often unrecognized. A doctor is the only one
who can make a diagnosis of Alzheimer's. If you think that someone close to you may have Alzheimer's, use these ten questions to help you decide if you should talk with a doctor.

โรคที่พบได้บ่อยในผู้สุงอายุโรคหนึ่งได้แก่ โรคอัลไซเมอร์  (คลิกอ่านเพิ่มเติม) การดำเนินไป
ของโรค จะเป็นไปแบบช้าๆทำให้สังเกตุได้ยากในช่วงเริ่มต้นของโรค ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่ทัน
สังเกตุและปล่อยให้อาการ ดำเนินต่อไปไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลรักษาโดยแพทย์

เพื่อช่วยให้เราสามารถสังเกตุความผิดปกติของผู้สูงอายุที่ใกล้ชิดของท่านได้แต่เนิ่นๆด้วยตน
เอง จะได้รีบพบ แพทย์เพื่อช่วยชลออาการของโรคไม่ให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว (ความผิด
ปกติที่เกี่ยวข้องกับเซลประสาทหรือสมองเมื่อเสียหายไปแล้วจะฟื้นฟูให้กลับเป็นปกติจะทำ
ได้ยาก ) 

ดังนั้นลองใช้แบบสำรวจต่อไปนี้เพื่อสังเกตุ ผู้สูงอายุที่ใกล้ชิดของท่านว่า ใช่ หรือ ไม่ มาก
น้อยแค่ไหนที่จะเข้าใกล้กับอาการหลงลืมของโรคอัลไซเมอร์ จะเป็นตัวช่วยให้เราสังเกตุได้
แต่เนิ่นๆแล้วพบแพทย์เพื่อการดูแลต่อไป เรามาเริ่มตรวจสอบคำถามกันเลย

1. Does the person forget things more often, such as appointments, people's   
    name or telephone numbers? Is this forgetfulness affecting his or her ability 
    to
get things done?
    
สังเกตุดุว่า ปรากฏอาการหลงลืมบ่อยหรือไม่เช่นในเรื่อง การนัดหมาย ลืมหรือนึกชื่อผู้
     คุ้นเคยไม่ออก จำหมายเลขหมายโทรศัพท์ที่ใช้ประจำ เป็นต้น

 

2. Is the person having a hard time doing familiar tasks such as buttoning his
    or her shirt, paying bills, or using the VCR?
    ทำงานประจำได้ลำบากมากขึ้นหรือไม่ เช่น การติดกระดุมเสื้อ การไปจ่ายค่า
     สาธารณูปโภค หรือการเปิดใช้งานเครื่องไฟฟ้า เช่นเครื่อง VCR เป็นต้น

 

3. Is the person putting things in strange places such as placing keys in the
    refrigerator?
    สังเกตุหลงลืมหาสิ่งของไม่เจอ  วางสิ่งของผิดแปลกที่ไปจากเดิมหรือไปวางไว้ใน
     ตำแหน่งที่ไม่ควรอยู่ เช่น หลงลืมนึกไม่ออกว่าวางกุญแจรถ กุญแจบ้านไว้ที่ไหน 
     จากจุดที่ควรจะต้องวางไว้ประจำ หรือไป พบว่า ไปวางผิดที่ผิดทางที่ควรจะอยู่เช่น
     กุญแจไปวางอยู่ในตู้เย็น เป็นต้น

 

4. Is the person forgetting common words or losing his or her train of thought
    while talking?
   เริ่มนึกคำทั่วๆไปที่จะใช้ในการพูดไม่ออก หรือ ลืมความคิดเรื่องที่เตรียมไว้แล้วที่จะใช้
     ในการพูด อยู่ๆก็นึกถึงเรื่องที่เตรียมไว้ไม่ออก เป็นต้น

 

5. Does the person have a hard time with complex task such as balancing a
    checkbook or keeping track of movie or book plots?
     สังเกตุว่าต้องใช้เวลามากขึ้น นานขึ้นในการดำเนินงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นหรือไม่ 
      เช่นการตรวจ ดุลย์บัญชีการสั่งจ่ายเช็ค การนึกและเลือกใช้เส้นทางในการเดินทาง เช่น
      การเลือกหรือนึกเส้นทางไป ชมภาพยนต์ไม่ได้ หรือใช้เวลานาน

 

6. Have you noticed that the changes in the person's behavior leave him or
    her confused, suspicious or afraid?
    คุณสังเกตเห็นไหมว่าว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการแสดงออกของบุคคล จากเขาหรือ
     เธอ เป็นไปในลักษณะ สับสน น่าสงสัย หรือกลัว? 

 

7. Is the person sometimes confused about what day it is or how to get to
    familiar places, such as his or her home or the store?
   ปรากฏเรื่องจำวันไม่ได้หรือสับสนในเรื่องของวันเช่นวันนี้เป็นวันอะไร คิดว่าวันนี้เป็น
      วันอื่น เป็นต้น หรือจำเส้นทางไปที่ประจำๆไม่ได้ เช่นจำทางกลับบ้านไม่ได้

 

8. Has the person lost interest in hobbies, clubs or other things he or she
    used to enjoy?
    สังเกตุดุว่ามีการเปลี่ยนแปลงไป เช่นลืมหรือละเลยงานอดิเรกที่เคยสนใจที่ชอบทำเป็น
      ประจำไป หรือลืม ลดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชื่นชอบไป

 

9. Have you noticed that the person is avoiding other people including family
    and friends?
    สังเกตุดูว่าผู้สูงอายุที่เราดูแลมีลักษณะเริ่มหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน แม้กระทั่งคนที่คุ้น
     เคยรู้จักกัน หรือ แม้กระทั่งคนในครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย เป็นต้น

 

10. Does the person have a harder time now making choices than in the past?
     สังเกตุดุว่าผู้สูงอายุที่เราดูแลอยู่ มีความยากลำบากในการตัดสินใจ หรือต้องใช้เวลา
       นานกว่าเดิมในการเลือกหรือตัดสินใจ หรือไม่


  ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผู้สูงอายุและการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง


   



















 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.