BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com

to

 รายละเอียดควรรู้ของ
  การใช้ยา

อันตรายของการใช้ยา

  

การแพ้ยา - Drug 
   Hypersensitivity

 ข้อควรระวังในการใช้ยา
   ในหญิงตั้งครรภ์ /หญิง
   ให้นมบุตร และในทารก

การใช้ยาผิดวัตถุประสงค์
   เพื่อการลดน้ำหนัก

คู่มือความเข้าใจเรื่อง
  การใช้ยาที่ถูกต้องสำหรับ
  ประชาชนทั่วไป แสดง
 
กลุ่มชนิดของยา ประโยชน์
  วิธีการใช้ / ผลข้างเคียง 

 






















สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้


Contact : 
vichai-cd@usa.net
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์





 รายละเอียดควรรู้ของการใช้ยา      
  ได้แก่
- อันตรายของการใช้ยา
- การแพ้ยา
- ข้อควรระวังในการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และในทารก


 อันตรายของการใช้ยา      

ยาทุกตัว ย่อมมีทั้งคุณและโทษควบคู่อยู่ด้วยเสมอ ในการใช้ยาจึงต้องใช้อย่างรู้เท่าทันว่ายาแต่ละตัวออกฤทธิ์
อย่างไร, ใช้ขนาดเท่าไหร่, นานเท่าไหร่ และอาจมีโทษอะไรได้บ้าง ถ้าหากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรใช้ยาอย่าง
พร่ำเพรือ

อันตรายของยา
อาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้
1. การใช้ยาเกินขนาด (Overdosage toxicity) เช่น
   - กินแอสไพริน  ขนาดมาก ๆ ทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis) ถึงตายได้
   - กินพาราเซตามอลขนาดมาก ๆ อาจทำลายตับ เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันถึงตายได้
   - กินฟีโนบาร์บิทาล  ขนาดมาก ๆ ทำให้กดศูนย์ควบคุมการหายใจ ผู้ป่วยหยุดหายใจถึงตายได้
   - กินยารักษาเบาหวานมากเกิน อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปจนเป็นลม ถึงตายได้

2. ผลข้างเคียงของยา (Side effect) ยาทุกตัวจะมีผลที่ไม่เป็นคุณหรือเป็นโทษ อยู่ควบคู่กับประโยชน์ของมัน
เสมอ เช่น
   - ทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะ (กัดกระเพาะ) เป็นโรคกระเพาะ/แผลเพ็ปติกได้ เช่น ยาแอสไพริน ,    
     ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ , สเตอรอยด์ , รีเซอร์พีน 
   - ทำให้หูหนวก เสียการทรงตัว หรือเป็นพิษต่อไต เช่น สเตรปโตไมชิน, คานาไมซิน (Kanamycin) ทำให้เกิด
     ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (Agranulocytosis) เช่นไดไพโรน, ซัลฟา, เฟนิลบิวตาโซน, ยารักษาคอพอกเป็นพิษ
   - ทำให้เป็นโรคโลหิตจางอะพลาสติก เช่น คลอแรมเฟนิคอล , เฟนิลบิวตาโซน 
   - ทำให้มีพิษต่อตับ เช่น เตตราไซคลีน , อีริโทรไมซิน , คีโตโคนาโซล , ไอเอ็นเอช , ไพราซินาไมด์ เป็นต้น
   - ทำให้มีพิษต่อประสาทตา เช่น อีแทมบูทอล , คลอโรควีน  เป็นต้น
   - ทำให้ฟันเหลืองดำ เช่น เตตราไซคลีน ข้อที่ควรระวังอย่างยิ่งคือ ผลที่มีต่อเด็กเล็ก และทารกในครรภ์มารดา

3. การแพ้ยา (Drug allergy หรือ Drug hypersensitivity) 
    ดูรายละเอียดในหัวข้อ "การแพ้ยา"

4. การดื้อยา (Drug resistance) มักจะเกิดกับยาปฏิชีวนะที่ใช้กันอย่างผิด ๆ  ยาปฏิชีวนะ"

5. การใช้ยาในทางที่ผิดและการติดยา (Drug abuse และ Drug dependence) เช่น
   - การติดยามอร์ฟีน, เฮโรอีน, ยากระตุ้นประสาท-แอมฟีตามีน (ยาม้า, ยาขยัน) 
   - การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นยาลดไข้
   - การใช้สเตอรอยด์เป็นยาลดไข้ หรือยาอ้วน
   - การใช้เอฟีดรีน  หรือแอมฟีตามีน เป็นยาขยัน
   - การใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เป็นบำรุงร่างกาย

6. ปฏิกิริยาต่อกันของยา (Drug interaction) จะเกิดขึ้นเมื่อให้ยาเข้าไปในร่างกายมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป
    พร้อมกัน ซึ่งอาจจะเสริมฤทธิ์กัน ทำให้มีผลในการรักษามากขึ้น หรือทำให้ฤทธิ์ยาแรงขึ้น หรือต้านฤทธิ์กัน
    ทำให้ผลการรักษาลดน้อยลงไป เช่น
   - แอลกอฮอล์ (เหล้า, เบียร์) ถ้ากินพร้อมกับยานอนหลับ, ยาแก้แพ้ จะช่วยเสริมฤทธิ์การนอนหลับมากขึ้น
   - แอลกอฮอล์ ถ้ากินพร้อมกับแอสไพริน จะเสริมฤทธิ์การระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
   - อีริโทรไมซิน  ถ้ากินพร้อมกับทีโอฟิลลีน  จะทำให้ระดับของยาชนิดหลังในกระแสเลือดสูงขึ้น
   - อีริโทรไมซิน หรือยารักษาเชื้อรา (เช่น คีโตโคนาโซล) ถ้ากินร่วมกับยาแก้แพ้-เทอร์เฟนาดีน จะทำให้ระดับยา
     เทอร์เฟนาดีนในเลือดสูงขึ้น ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหยุดเต้นเป็นอันตรายได้
   - เฟนิลบิวตาโซน ไอเอ็นเอช  หรือซัลฟา ถ้ากินพร้อมกับยารักษาเบาหวาน จะเสริมฤทธิ์การลดน้ำตาล ทำให้เกิด
     ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
   - สเตอรอยด์ ไทอาไซด์  หรืออะดรีนาลิน  จะต้านฤทธิ์การลดน้ำตาลของยารักษาเบาหวาน ถ้าใช้พร้อมกัน อาจทำ
     ให้การรักษาเบาหวานไม่ได้ผล
   - บาร์บิทูเรต, อะม็อกซีซิลลิน , เตตราไซคลีน  หรือยารักษาโรคลมชัก (เช่น เฟนิโทอิน) ถ้ากินพร้อมกับยาเม็ด
     คุมกำเนิด จะต้านฤทธิ์ยาคุมกำเนิด ทำให้การคุมกำเนิดไม่ได้ผลยาลดกรด  ถ้ากินร่วมกับเตตราไซคลีน หรือยา
     บำรุงโลหิต จะทำให้การดูดซึมของเตตราไซคลีน หรือยาบำรุงโลหิตลดน้อยลงแอสไพริน จะต้านฤทธิ์การ
     ขับกรดยูริกของโพรเบเนชิด (Probenecid) จึงห้ามใช้แอสไพรินในอยู่ป่วยโรคเกาต์ที่กินโพรเบเนซิดอยู่

7. การตอบสนองต่อยาในคนที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เช่น
คนที่มีภาวะพร่องเอนไชม์จี-6-พีดี ซึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ ถ้ากินแอสไพริน  ซัลฟา คลอแรมเฟนิคอล  ฟูราโซลิโดน  พีเอเอส  ควินิน  ไพรมาควีน  หรือไทอาเซตาโซน  อาจทำให้เกิดโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก ได้
คนที่เป็นโรคเก๊าท์  ถ้ากินไทอาไซด์  หรือแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์) ก็อาจทำให้โรคกำเริบได้
คนที่เป็นเบาหวาน  ถ้ากินสเตอรอยด์  ไทอาไซด์  หรือยาเม็ดคุมกำเนิด ก็อาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงได้

การป้องกันอันตรายจาการใช้ยา
1. ต้องทำความรู้จักยาทั้งในแง่สรรพคุณ, ผลข้างเคียง, ขนาดที่ใช้, ระยะเวลาที่ใช้, ไม่ใช้อย่างเดาสุ่ม, 
    อย่างครอบจักรวาล, อย่างพร่ำเพรื่อ หรืออย่างไม่รับผิดชอบ
2. ต้องทำความรู้จักกับคนไข้ที่จะใช้ยา ถามประวัติการแพ้ยา, โรคภูมิแพ้ในตัวคนไข้และครอบครัว, อาการซีด
    เหลืองที่เกิดขึ้นประจำ
3. ควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านตำรา หรือสอบถามผู้รู้
4. ควรแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักโทษของยา หากจะเลือกซื้อยากินเอง ควรรู้จักยาชนิดนั้น ๆ ให้ดี อย่าปล่อยให้ทาง
    ร้านขายยาจัดยาชุดที่ไม่รู้จักให้ เพราะในยาชุดมักมียาอันตรายผสมอยู่ด้วย เช่น คลอแรมเฟนิคอล,เพร็ดนิโซโลน   
    ฯลฯ
5. ควรแนะนำให้ร้านขายยารับผิดชอบต่อการจ่ายยาให้แก่ลูกค้า อย่าจ่ายยาอันตรายอย่างพร่ำเพรื่อ
6. อย่าฉีดยาโดยไม่จำเป็น เลือกฉีดในรายที่อาการรุนแรงหรืออาเจียน กินไม่ได้ เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการแพ้ยา
    แล้ว ยังอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น เป็นฝีหัวเข็ม โรคตับอักเสบจากไวรัส หรือโรคเอดส์และอาจฉีดถูกเส้น
    ประสาทได้อีกด้วย

 

 การแพ้ยา - Drug Hypersensitivity      

อาการแพ้ยาเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในคนที่มีประวัติแพ้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งมาก่อน และคนที่มีประวัติของ
โรคภูมิแพ้ (เช่น หืด, หวัดเรื้อรัง, ลมพิษ, ผื่นค้น) จะมีโอกาสแพ้ยามากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นในการใช้ยาจึงควร
ระมัดระวังในเรื่องนี้ให้มาก ไม่ควรใช้อย่างพร่ำเพรือ หรือใช้เกินความจำเป็นยาที่แพ้ ที่พบได้ค่อนข้างบ่อย ได้แก่
1. ยาต้านจุลชีพหรือปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลิน , อะม็อกซีซิลลิน , ยาประเภทซัลฟา, เตตราไซคลีน , สเตรปโตไมซิน 
    เป็นต้น
2. ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น แอสไพริน, ไดไพโรน
3. ยาชา เช่น ไซโลเคน (xylocaine), โปรเคน (procaine) 
4. เซรุ่มต่าง ๆ เช่น เซรุ่มแก้พิษงู, เซรุ่มแก้บาดทะยัก
5. น้ำเกลือ และเลือด

อาการ
1. ในรายที่มีอาการแพ้อ่อน ๆ อาจมีเพียงลมพิษผื่นค้น หรือมีผื่นแดง จุดแดงหรือตุ่มใสเล็ก ๆ ขึ้นทั่วตัว หรือหน้า
    บวม หนังตาบวม ริมฝีปากบวม มักเกิดจากการกินยาเม็ด เช่น แอสไพริน, เพนวี, อะม็อกซีซิลลิน, ยาประเภทซัลฟา
2. ในรายที่มีอาการแพ้ขนาดปานกลาง อาจมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน หรือหายใจขัดคล้ายหืด 
     (ฟังปอดได้ยินเสียงวี้ด) มักเกิดจากการใช้ยาฉีด
3. ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีอาการเป็นลม ตัวเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ และหยุดหายใจ มักเกิดหลังจากฉีดยา
     ประเภทเพนิซิลลิน หรือเซรุ่มในทันทีทันใด บางครั้งอาจถึงแก่ความตายแบบที่เรียกว่า "คาเข็ม" ได้ เราเรียก
     อาการแพ้ยารุนแรงชนิดนี้ว่า ช็อกจากการแพ้ (Anaphylactic shock )หรืออาจพบเป็นลักษณะพุพอง หนัง
    เปื่อยลอกทั้งตัวคล้ายถูกไฟลวก ปากเปื่อย ตาอักเสบ ท่อปัสสาวะอักเสบ มีไข้ ซึ่งเรียกว่ากลุ่มอาการสตีเวนส์-
    จอห์นสัน (Stevens-Johnson syndrome) ซึ่งอาจเกิดการติดเชื้อกลายเป็นโลหิตเป็นพิษ ถึงตายได้
4. ในการแพ้เลือดหรือน้ำเกลือ มักมีอาการไข้หนาวสั่น หรือลมพิษขึ้นโดยทั่วไป ยาชนิดฉีดจะทำให้เกิดอาการ
    รุนแรงและรวดเร็วมากกว่าชนิดกิน

การรักษา
1. ในรายที่มีอาการแพ้อ่อน ๆ (ดังในข้อ 1) ให้เลิกใช้ยาที่แพ้แล้วให้ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน  หรือไดเฟนไฮ
    ดรามีน  1/2 -1 หลอด ฉีดเข้ากล้าม หรือ ให้อย่างเม็ดกินวันละ 3-4 ครั้ง ๆ ละ 1/2-1 เม็ด จนกว่าจะหาย
2. ในรายที่มีอาการขนาดปานกลาง (ดังในข้อ 2) หรือรุนแรง (ดังในข้อ 3) ให้ฉีดอะดรีนาลิน 0.3-0.5 มล. 
    หรือสเตอรอยด์ เช่น เดกซาเมทาโซน 1-2 หลอด เข้ากล้ามหรือเข้าหลอดเลือดดำทันที ถ้าไม่ดีขึ้นให้ส่ง
    โรงพยาบาลด่วน
3. ในรายที่หยุดหายใจ ให้ทำการผายปอดพร้อมกับฉีดยาอะดรีนาลิน 
4. ในรายที่เป็นแบบกลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน ให้เลิกใช้ยาที่แพ้ ให้ยาแก้หรือสเตอรอยด์แล้วส่งโรงพยาบาล
    ทันที เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ กลายเป็นโลหิตเป็นพิษถึงตายได้

การป้องกัน
1. ทุกครั้งที่ให้ยา ควรถามประวัติการแพ้ยาในอดีตที่ผ่านมาและประวัติโรคภูมิแพ้ของผู้ป่วยและครอบครัวของ
    ผู้ป่วย ถ้ามีประวัติเหล่านี้ ควรระมัดระวังในการใช้ยาให้มาก และควรแนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตดูอาการแพ้ยา
    ที่อาจเกิดขึ้น ถ้ามีอาการให้รีบหยุดยา แล้วกลับไปหาหมอที่รักษาทันที
2. อย่าฉีดยาอย่างพร่ำเพรื่อ ทุกครั้งที่ฉีดยาโดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย เช่น เพนิซิลลิน หรือ เซรุ่ม 
    ควรทำการทดสอบผิวหนังก่อน และควรมียาแก้แพ้  สเตอรอยด์  และอะดรีนาลิน  ตลอดจนอุปกรณ์ในการช่วย
    ผายปอดไว้ให้พร้อม
3. ถ้าพบผู้ป่วยแพ้ยา ควรแนะนำให้ผู้ป่วยรู้ว่าแพ้ยาอะไร และห้ามกินยาชนิดนั้น ๆ หรือยายี่ห้อต่างๆ ที่เข้ายาชนิด
    นั้นอีกต่อไป และแนะนำผู้ป่วยทุกครั้งที่หาหมอควรจะบอกหมอว่าเคยแพ้ยาอะไร
4. อาการแพ้ยามักจะเกิดเมื่อผู้ป่วยเคยได้รับยาชนิดนั้นมาก่อนหลาย ๆ ครั้ง ในทารกหรือเด็กอ่อนที่ไม่ได้รับยามา
    ก่อน จึงมีโอกาสแพ้ยาน้อย ส่วนคนที่เคยได้รับยา (โดยเฉพาะยาฉีด) มาก่อนหลาย ๆ ครั้ง โอกาสที่จะแพ้ยา
    ชนิดนั้นก็สูงขึ้นตามลำดับ ดังนั้นยิ่งใช้ยาบ่อยครั้งขึ้นเท่าไหร่ ก็พึงระวังการเกิดอาการแพ้มากขึ้นเท่านั้น

 

 ข้อควรระวังในการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และในทารก      

ยาบางชนิดที่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ อาจมีผลต่อสุขภาพของผู้เป็นมารดาโดยตรง หรืออาจผ่านรกเข้าไปสู่ทารกใน
ครรภ์ ทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้ บางชนิดที่ใช้ในหญิงที่ให้นมบุตร สามารถผ่านไป
เจือปนอยู่ในน้ำนมของมารดา มีผลต่อสุขภาพของทารกที่กินนมมารดาได้ และบางชนิดถ้าใช้ในทารกโดยตรง 
ก็อาจมีโทษต่อทารกได้ดังนั้น ในการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตรและในทารก จึงต้อง
ระมัดระวังอย่างพิเศษ ในที่นี้ จะขอสรุปเฉพาะยาที่ใช้บ่อยในการรักษาโรคทั่วไปเท่านั้น คงไม่ครอบคลุมถึงยา
ทุกชนิดที่มีผลต่ออนามัยของมารดาและเด็ก

1. ที่พบบ่อยเช่น
- ฮอร์โมนเพศหญิง - เอสโตรเจน (Estrogen) 
- สารปรอท (Organic mercury)
- ยารักษาโรคลมชัก-เฟนิโทอิน (phenytoin) มีชื่อทางการค้า เช่น ไดแลนทิน (Dilantin) 
- แอลกอฮล์ (เหล้า เบียร์)

2. ยาที่อาจมีพิษหรือผลข้างเคียงต่อทารกในครรภ์ซึ่งไม่ควรใช้ในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เช่น แอสไพริน ถ้ากินในระยะใกล้คลอด อาจทำให้ทารกที่เกิดมามีเลือดออกง่าย
ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ เช่น อินโดเมทาซิน , เฟนิลบิวตาโซน อาจทำให้ทารกเลือดออกง่าย
- เตตราไซคลีน  ถ้าใช้ในหญิงตั้งครรภ์ระยะไตรมาสที่ 2 และ 3 อาจทำให้ทารกฟันเหลืองดำ กระดูกเจริญ
  เติบโตผิดปกติ (สมองพิการปัญญาเสื่อม)
- ยาประเภทซัลฟา ถ้าใช้ในหญิงระยะใกล้คลอด อาจทำให้ทารกเกิดอาการดีซ่านและสมองพิการได้ 
   (Kernicterus) 
- คลอแรมเฟนิคอล  อาจทำให้ทารกแรกเกิดมีอาการตัวเขียว เนื้อต้วอ่อนปวกเปียก ตัวเย็น หมดสติดังที่เรียกว่า 
   เกรย์ซินโดรม (Gray syndrome)
- สเตรปโตไมซิน  คาน่าไมซิน (Kanamycin), เจนตาไมซิน (Gentamicin) ถ้าใช้นาน ๆ อาจทำให้
  ทารกหูพิการได้
- ยาเสพติด (เช่น มอร์ฟีน เฮโรอีน) ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอด อาจทำให้กดศูนย์ควบคุมการหายใจของทารก ( ทำให้
  ทารกเกิดมาหยุดหายใจ) หรือมีอาการขาดยา ทำให้ทารกชักได้
- ฟีโนบาร์บิทาล ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอด อาจกดศูนย์ควบคุมการหายใจของทารก (ทำให้ทารกเกิดมาหยุดหายใจ) 
  หรือมีเลือดออกได้
- เฟนิโทอิน เช่น ไดแลนทิน (Dilantin) อาจทำให้ทารกเลือดออกง่าย
- เมโพรบาเมต อาจให้ทารกเจริญเติบโตช้า
- ยารักษาคอพอกเป็นพิษ ได้แก่ เมทิมาโซล (Methimazole) อาจทำให้ทารกเกิดโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย   
  ตัวเตี้ยแคระและปัญญาอ่อน 
- ยารักษาเบาหวานชนิดกิน เช่น คลอร์โพรพาไมด์ (Chlorpropamide) อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  ในเด็กแรกเกิดได้
- คลอโรควีน  อาจทำให้มีพิษต่อหูของเด็ก
- ควินิน  ถ้าให้จำนวนมาก อาจทำให้แท้งบุตร หรือมีพิษต่อหูของเด็กได้
- รีเซอร์พีน  ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอด อาจทำให้ทารกแรกเกิดมีอาการคัดจมูก ตัวเย็น หัวใจเต้นช้า ตัวอ่อนปวกเปียก
- โพรพราโนลอล (Propranolol) อาจทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า ทารกแรกเกิดมีชีพจรเต้นช้า หรือ
   เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
- บุหรี่ ถ้าสูบมากอาจทำให้ทารกตายในครรภ์ แท้ง หรือคลอดก่อนกำหนด หรือทารกอาจเกิดมาน้ำหนักน้อยกว่าปกติ

3. ยาที่อาจมีอันตรายต่อหญิงที่ตั้งครรภ์
ยาที่อาจมีโทษหรืออันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์โดยตรงเช่น
- แอสไพริน  และยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์  อาจทำให้คลอดเกินกำหนด และคลอดยาก
- เตตราไซคลีน อาจมีพิษต่อตับอย่างรุนแรง จนเป็นอันตรายได้
- ไนโตรฟูแรนโทอิน (Nitrofurantoin) อาจทำให้ตับอักเสบ โลหิตจาง

4. ยาที่ควรหลีกเลี่ยงในระยะให้นมบุตร 
มารดาที่เลี้ยงบุตรด้วยนมตัวเอง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่สามารถปนอยู่ในน้ำนม ซึ่งอาจมีโทษต่อทารกได้ เช่น
- เตตราไซคลีน  อาจทำให้ฟันเหลืองดำและกระดูกเจริญผิดปกติ
- ซัลฟา อาจทำให้ทารกมีอาการดีซ่าน และสมองพิการ (Kernicterus)
- ซัลฟา ไนโตรฟูแรนโทอิน (Nitrofurantoin) อาจทำให้ทารกเกิดโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้ามีภาวะ
  พร่องเอนไซม์ จี-6-พีดี
- คลอแรมเฟนิคอล  อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ 
- อะม็อกซีซิลลิน อาจทำให้เด็กท้องเดิน
- เมโทรไนดาโซล  อาจทำให้เด็กเบื่ออาหาร อาเจียน
- แอสไพริน  อาจทำให้เกิดผื่นในทารก
- แอลกอฮอล์ บาร์บิทูเรต อาจทำให้เด็กง่วงซึมได้ และถ้าแม่ดื่มสุรามาก ๆ อาจมีผลต่อการเจริญเติบโตสมองเด็ก
- ฮอร์โมนเพศ เช่น เอสโตรเจน (Estrogen) โพรเจสเตอโรน (Progesterone) แอนโดรเจน (Androgen) 
  อาจทำให้น้ำนมลดน้อยลง หรือหยุดไหล
- ยารักษาเบาหวานชนิดกิน ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารก
- รีเซอร์พีน ทำให้เด็กคัดจมูก มีเสมหะมาก

5. ยาที่ทารกและเด็กเล็กไม่ควรใช้
ยาที่อาจเป็นอันตรายต่อทารก และเด็กเล็ก เช่น
- แอสไพริน  ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ อาจทำให้มีเลือดออกได้
- ยาแก้แพ้  ไม่ควรใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 2 สัปดาห์ อาจทำให้ซึม นอนไม่หลับ หรือชักได้
- เตตราไซคลีน  ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี อาจทำให้ฟันเหลืองดำอย่างถาวร และกระดูกเจริญไม่ดี
- คลอแรมเฟนิคอล  ห้ามใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 4 เดือน อาจทำให้เด็กตัวเขียว เนื้อตัวอ่อนปวกเปียกหมดสติ 
  ดังที่เรียกว่า เกรย์ชินโดรม
- ซัลฟา ห้ามใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน อาจทำให้เกิดอาการดีซ่านและสมองพิการ (Kernicterus) ได้
- ยาแก้ท้องเดินประเภทลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น ทิงเจอร์ฝิ่นการะบูน, โลโมทิล ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 
  2 ปี อาจกดศูนย์การหายใจ เป็นอันตรายได้

 


นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์   คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล  
ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากหรือผู้ที่รับประทานอาหารมากแล้วกลัวอ้วน จะมีการขวนขวายหาวิธีการหรือหายาต่างๆ มารับประทานเพื่อให้มีน้ำหนักตัวลดลง ยาต่างๆ หากใช้ไม่ถูกต้องล้วนก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ทั้งสิ้น ยาที่มีผู้นำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อการลดน้ำหนัก มีหลายกลุ่ม ได้แก่

1. ยาระบาย(Laxatives)
มีการนำยาระบายมาใช้เพื่อให้เกิดการถ่ายอุจจาระ มีทั้งพวกที่ใช้ยาเป็นประจำในขนาดที่ใช้เป็นยาระบายตามปกติ และพวกที่ใช้ในขนาดสูงเพื่อการขับไล่อาหารออกจากทางเดินอาหารภายหลังการรับประทานเข้าไปมาก โดยมีการใช้ในขนาด 3-10 เท่าของขนาดที่ใช้บรรเทาอาการท้องผูก ซึ่งขนาดดังกล่าวก่อให้เกิดอาการท้องเดิน ร่างกายสูญเสียสมดุลของน้ำและเกลือแร่ เกิดอันตรายได้ บางรายใช้ทันทีหลังการรับประทานอาหารและบางรายใช้ก่อนนอนเพื่อให้เกิดการขับถ่ายในตอนเช้า

จากการศึกษาในผู้ป่วย bulimia ซึ่งผู้ป่วยประเภทนี้จะมีความรู้สึกหิว รับประทานไม่รู้จักอิ่ม ในขณะเดียวกันก็กลัวว่าตนเองจะอ้วน ให้ผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับยาระบายชนิดต่างๆ เปรียบเทียบกับการทำให้อาเจียน(self-induced -vomiting) พบว่าการใช้ยาระบายให้ผลไม่ดีเท่ากับการทำให้อาเจียน กล่าวคือ การทำให้อาเจียนสามารถรับประทานอาหารได้มากกว่าผู้ที่ใช้ยาระบาย 2-3 เท่าโดยน้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น เมื่อดูผลการใช้ยาระบายกับปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปทั้งในผู้ป่วย bulimia และคนปกติ พบว่ายาระบายลดการดูดซึมสารอาหารได้เพียงประมาณ 12% จึงจัดได้ว่าไม่ให้ผลในการใช้เพื่อการลดน้ำหนักในรายที่รับประทานอาหารมากเกิน และยังทำให้ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำและอิเล็กโตรไลต์ได้มากด้วย
มีข้อมูลแสดงถึงการนำยาระบายมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ในสตรีที่อายุยังน้อย เพื่อใช้ลดน้ำหนัก ในรายงานนี้พบว่ามีผู้ใช้ยาทุกวันถึง 0.4% และใช้ทุกเดือน 4% ในจำนวนนี้ไม่รวมผู้ที่เพียงแต่เคยใช้ ซึ่งมีสูงถึง 4% เช่นกัน ส่วนการใช้ยาระบายแบบผิดวัตถุประสงค์เพื่อการลดน้ำหนักในผู้ป่วย bulimia พบว่ามีการใช้ทุกวันสูงถึง 15.8% เมื่อไม่นานมานี้มีผู้รวบรวมข้อมูลการใช้ยาระบายแบบผิดวัตถุประสงค์เพื่อการลดน้ำหนักทั้งในคนทั่วไปและในผู้ป่วย bulimia พบว่ามีผู้เคยใช้สูงถึง 4.18% ของคนทั่วไปที่ศึกษา ส่วนผู้ป่วย bulimia มีการใช้สูงถึง 14.94%
การใช้ยาระบายแบบผิดวัตถุประสงค์เพื่อการลดน้ำหนักและการใช้ยาระบายเป็นเวลานานก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้หลายอย่าง ได้แก่
1. เกิดภาวะโปแตสเซียมในเลือดต่ำ(hypokalemia) ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายหลายอย่างรวมทั้งทำให้เกิดภาวะไตวายและเกิด rhabdomyolysis ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการปากแห้ง อ่อนเพลีย วิงเวียน เฉื่อยชา ปวดกล้ามเนื้อ เกิดตะคริว ปัสสาวะน้อย ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็วและผิดจังหวะ ฯลฯ
2. ผลเสียต่อลำไส้และการขับถ่าย
2.1 กล้ามเนื้อลำไส้สูญเสียการบีบตัว ทำให้ต้องใช้ยาระบายเป็นประจำและเกิดการติดยา
2.2 ลำไส้อักเสบ มีเลือดออกในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ถ่ายออกมามีเลือดปน
2.3 ชั้นเยื่อเมือกบุลำไส้ใหญ่มีสีดำ(melanosis coli) เกิดเนื่องจากการใช้ยาระบายกลุ่ม anthraquinone  
      เป็นเวลานาน ดังเช่นมีรายงานที่เกิดขึ้นกับหญิงรายหนึ่งที่ใช้ยากลุ่มดังกล่าวนานถึง 20 ปี
     เนื่องจากท้องผูกเรื้อรังอย่างไรก็ตามการเกิด melanosis coli ดังกล่าวนี้ ปัจจุบันยังไม่พบความ
     จำเป็นที่จะต้องใช้ยารักษาหรือให้การผ่าตัด
2.4 เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ เช่น ยากลุ่ม anthraquinone
2.5 ท้องเสียเรื้อรัง เกิดขึ้นได้ในบางรายที่ใช้ยาระบาย
2.6 เกิดท้องผูก และ reflex peripheral edema เนื่องจากการหยุดใช้ยาระบาย ภายหลังการใช้มาเป็น
      เวลานาน
3. ไตทำงานผิดปกติ เกิดปัญหาเกี่ยวกับไตและการขับถ่ายปัสสาวะ บางรายเกิดภาวะไตวายเนื่องจากมีภาวะ
    โปแตสเซียมในเลือดต่ำและร่างกายสูญเสียน้ำไปมาก มีรายงานการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
    เนื่องจากการใช้ยา bisacodyl แล้วทำให้เกิดการสูญเสียน้ำและอิเล็กโตรไลต์ในทางเดินอาหารจนทำ
    ให้เกิดการถ่ายปัสสาวะน้อยแบบเรื้อรัง ทำให้เกิดก้อนนิ่วดังกล่าว ซึ่งมีส่วนประกอบเป็นพวกกรดยูริก และ 
    ammonium acid urate
4. ผลเสียอื่น ๆ
4.1 พิษต่อระบบเลือด มีการศึกษาในสัตว์ทดลองโดยใช้หนูถีบจักร พบว่าการให้ phenolphthalein 
      ในขนาดสูงเป็นเวลานาน 13 สัปดาห์ รบกวนการสร้างเม็ดเลือด
4.2 พิษต่อระบบสืบพันธุ์ ศึกษาในหนูถีบจักรเช่นเดียวกับที่กล่าวในข้อที่แล้ว พบว่า phenolphthalein  
      กดการเจริญของอัณฑะและการสร้างตัวอสุจิ มีจำนวนตัวอสุจิที่ผิดปกติมากขึ้น
4.3 วิตกกังวล ในผู้ป่วย bulimia ซึ่งโดยปกติมีความวิตกกังวลเกิดขึ้นอยู่แล้วพบว่าเมื่อใช้ยาระบายยิ่งทำให้มี
      อาการมากขึ้น จนอาจต้องใช้ยาระงับความวิตกกังวล
4.4 Rhabdomyolysis ซึ่งเกี่ยวเนื่องจากการเกิดภาวะโปแตสเซียมในเลือดต่ำด้วย ดังกล่าวแล้วข้างต้น
4.5 การใช้ยาระบายอาจทำให้เกิดตับอ่อนทำงานผิดปกติ และ metabolic alkalosis ได้การที่คนติด
      การใช้ยาระบายนั้น เป็นผลมาจากทั้งด้านร่างกายและจิตใจ กล่าวคือ การที่ยาระบายออกฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ 
      ทำให้ลำไส้เกิดการเคยชิน จำเป็นต้องใช้ยาจึงจะเกิดการถ่ายอุจจาระ 
     นอกจากนั้นประกอบกับผลทางจิตใจที่เชื่อว่าเมื่อมีการขับถ่ายอุจจาระออกไปจะเป็นการสูญเสียอาหาร
     และน้ำ ทำให้น้ำหนักตัวลดได้   
     ในความเป็นจริงดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่ายาระบายช่วยลดปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับลงไม่มากนัก คือ
ประมาณ 12% ด้วยเหตุนี้การรักษาผู้ที่ติดการใช้ยาระบาย จึงประกอบด้วย
1. ทำความเข้าใจว่ายาระบายไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักจามที่ต้องการและยังก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้มาก
2. ทำความเข้าใจว่า เมื่อหยุดใช้ยาระบาย ในระยะอรกจะเกิดท้องผูกและเกิดการคั่งของของเหลวในตัว 
     แต่การคั่งของของเหลวนี้ไม่เหมือนกับการคั่งของไขมันในร่างกาย
3. ส่งเสริมการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง เพื่อลดอาการท้องผูก
4. เพิ่มการออกกำลังกาย เพื่อช่วยในการควบคุมน้ำหนักที่ดี ช่วยลดอาการท้องผูกและการบวมน้ำด้วย
5. หากไม่มีการถ่ายอุจจาระใน 3 วันหลังหยุดใช้ยาระบาย อาจใช้กลีเซอรีนทางทวารหนัก หากยังมีปัญหา
    เรื่องการถ่ายอุจจาระอยู่เรื่อยๆ อาจใช้พวกที่ช่วยเพิ่มกากอาหารในลำไส้ (bran-fiber bulking agent)

2. ยาขับปัสสาวะ (Diuretics)
ยาขับปัสสาวะทำให้ร่างกายขับถ่ายโซเดียม โดยยับยั้ง renal tubular reabsorption ของอิเล็กโตรไลต์ต่าง ๆ ทำให้ร่างกายขับโซเดียมและมีน้ำตามออกมา ยาขับปัสสาวะไม่มีผลในการลดแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับ

มีข้อมูลการนำยาขับปัสสาวะมาใช้เพื่อลดน้ำหนักในสตรีที่อายุยังน้อย ซึ่งโดยรวมแล้วพบว่ามีผู้ใช้ยานี้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อการลดน้ำหนักในจำนวนที่ต่ำกว่าการใช้ยาระบาย ส่วนในผู้ป่วย bulimia พบว่า 10% มีการใช้ยาขับปัสสาวะทุกวันเพื่อลดน้ำหนัก 14% ใช้ทุกสัปดาห์และ 10% ใช้น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์
ยาขับปัสสาวะทำให้ร่างกายน้ำและอิเล็กโตรไลต์ ซึ่งนอกจากจะสูญเสียโซเดียมมากที่สุดแล้ว ยังสูญเสียโปแตสเซียมด้วย และหากผู้ป่วยใช้ยาระบายร่วมด้วยหรือในผู้ป่วย bulimia ที่ใช้วิธีการทำให้อาเจียนร่วมด้วยจะยิ่งเสี่ยงต่อภาวะโปแตสเซียมในเลือดต่ำ การใช้ยาขับปัสสาวะแบบผิดวัตถุประสงค์ยังทำให้เกิด pseudo-bartter's syndrome มีการทำงานของไตผิดปกติ มีอาการของภาวะโปแตสเซียมในเลือดต่ำ เกิดภาวะร่างกายเป็นด่าง aldosteronism ไตผิดปกติและมี hyperplasia ของ juxtaglomerular apparatus นอกจากนี้ยาขับปัสสาวะยังอาจทำให้เกิด idiopathic edema ได้

3. ยาทำให้อาเจียน (Emetics)
การนำยาที่ทำให้เกิดการอาเจียนมาใช้เพื่อการลดน้ำหนักมีน้อย แต่ทำให้เกิดการอาเจียนโดยไม่ใช้ยาพบมากในผู้ป่วย bulimia ผู้ป่วยเหล่านี้เรียนรู้วิธีการทำให้เกิดการอาเจียนโดยการใช้นิ้วล้วงคอ ใช้ด้ามแปรงสีฟันหรือช้อน บางคนสามารถบังคับตนเองให้เกิดการอาเจียนขึ้นเองได้

การอาเจียนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและอิเล็กโตรไลต์ได้เหมือนกับวิธีอื่น และอาจเกิดภาวะโปแตสเซียมในเลือดต่ำได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังอาจเกิดต่อมน้ำลายอักเสบและติดเชื้อง่าย ฟันเสียเนื่องจากสัมผัสกรดในกระเพาะอาหารที่ปนออกมา การใช้ ipecac ทำให้เกิด myopathy และเป็นพิษต่อทางเดินอาหาร

4. ไทรอยด์ ฮอร์โมน(Thyroid hormones)
การใช้ levothyroxine หรือ liothyronine แบบผิดวัตถุประสงค์เพื่อการลดน้ำหนักนั้น พบว่าไม่มีประสิทธิผล ในการลดเนื้อเยื่อไขมัน และยังทำให้เกิดอาการพิษต่าง ๆ ได้มาก ดังนั้นนอกจากผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีภาวะของ hypo - thyroidism แล้ว การให้ไทรอยด์ ฮอร์โมน จะไม่เกิดผลดีประการใดเลย

ข้อเสียของไทรอยด์ ฮอร์โมน ได้แก่ เป็นพิษต่อหัวใจ ใจสั่น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ เหงือ่ออกมาก ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน เป็นต้น

5. Sympathomimetic agents
5.1 ยาลดความอยากอาหาร (Appetite suppressant drugs)
       การใช้ยาลดความอยากอาหารนั้น ใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วน(Obesity) ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ไม่พึงประสงค์มาก และใช้กับผู้ป่วยโรคอ้วนเมื่อไม่อาจลดน้ำหนักโดยการจำกัดอาหารและการออกกำลังกาย อย่างไรก็ตามมีการนำยาลดความอยากอาหารมาใช้แบบผิดวัตถุประสงค์ เพื่อการลดน้ำหนักเนื่องจากกลัวอ้วน ยาเหล่านี้กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้อารมณ์แจ่มใส นอนไม่หลับ กระฉับกระเฉง ประสาทหลอน มีพฤติกรรมผิดปกติ ฯลฯ และยังเกิดผลเสียกับระบบอื่นของร่างกายได้มากอีกด้วย ยาหลายชนิดในกลุ่มนี้ไม่มีข้อบ่งใช้เพื่อการลดน้ำหนักแม้ในโรคอ้วน เช่น พวก แอมเฟตามีน เมตแอมเฟตามีน และ phenmetrazine เป็นต้น มีการศึกษาผลการใช้เมตแอมเฟตามีนเป็นเวลานานในหนูขาว พบว่าทำให้เกิดพิษต่อหัวใจ โดยเกิดความผิดปกติของเซลกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อหยุดให้ยาอาการค่อยๆ กลับมาสู่ภาวะปกติ

5.2 Ephedrine
       Ephedrine ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ตื่นตัว มีผู้นำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อการลดน้ำหนัก ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายมากมาย ทั้งต่อระบบประสาทส่วนกลางและระบบไหลเวียนโลหิต มีรายงานว่า ในผู้ที่ใช้ยานี้แบบผิดวัตถุประสงค์ เพื่อการลดน้ำหนัก พบว่าทำให้สมองเกิดภาวะ ischemia และ hemorrhagic stroke

จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ในผู้ที่กลัวอ้วนหรือในผู้ป่วยที่เป็นโรคหิว และรับประทานไม่รู้จักอิ่ม จะมีการใช้ยาแบบผิดวัตถุประสงค์เพื่อการลดน้ำหนัก ที่ใช้กันมาก ได้แก่ ยาระบาย และยาขับปัสสาวะ ยาในกลุ่ม sympathomimetic มีการใช้มากเช่นกัน ส่วนวิธีการลดน้ำหนักโดยไม่ใช้ยาซึ่งผู้ป่วย bulimia นำมาใช้มาก คือการทำให้อาเจียน วิธีการต่างๆ ทั้งที่ใช้ยาแบบผิดวัตถุประสงค์และที่ไม่ใช้ยา ล้วนก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้หลายอย่าง

 

เอกสารอ้างอิง
ความก้าวหน้าทางเภสัชวิทยาของยาที่ใช้ในโรคระบบประสาทส่วนกลาง,คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ; 2540

 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.