top

หัวข้อสำคัญโดยย่อเกี่ยวกับ
   ยาเสพติดและผลต่อร่างกาย
   Highlight of Drug
   Abuse



- เฮโรอีน (Heroine)
- ฝิ่น (Opium)
- โคเคน (Cocaine)
- กัญชา 
 (Cannabis/Marijuana)
- แอมเฟตามีน / ยาบ้า 
  (Amphetamine)
-
เอ็กตาซี่ 
  (Methylenedioxy 
  methamphetamine
  MDMA
  / Methylenedioxy  
  amphetamine- MDA)
-
ยาหลอนประสาท  
  (Hallucinogens)
- ยาสูบ -นิโคติน (Nicotine)
- สารละลาย/สารระเหย
  (Solvents and Volatile  
  Substances)
- แอลกอฮอล์ 
  (Alcohol)
- เบ็นโซไดอาซีพิน 
  ( Benzo diazepines)
- เมธาโดน (Methadone)
-
อนาโบลิก สเตียรอยด์/ 
  ยาโด๊ป ( Anabolic 
  Steroids)

 
ชุดทดสอบการหาสาร
    เสพติดในปัสสาวะ
   Rapid test for Drug 
   of Abuse
ชุดตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์
    จากน้ำลาย แบบเร่งด่วน

    AlcoCheck Rapid
    Blood Alcohol Content
    ( BAC)

  




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์




  กลุ่มและชนิดของสารเสพติดตามการออกฤทธิ์      
โดยนพ. ชวลิต นาถประทาน
สำนักงานควบคุมโรคติดต่อเขต10 เชียงใหม่
คู่มือการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด

สามารถแบ่งสารเสพติดออกเป็นกลุ่มตามผลต่อร่างกายได้ดังนี้
1. กลุ่มฝิ่นและอนุพันธ์ของฝิ่น
ฝิ่นได้มาจากดอกฝิ่น มีสารมอร์ฟีนและสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท มอร์ฟีนนำ
ไปสกัดเป็นเฮโรอีนได้ ขณะเดียวกันสารสังเคราะห์ประเภทเดียวกันกับฝิ่นก็มี
เช่น เมธาโดน   เพทธิดีน  สารประเภทฝิ่นสามารถลดความเจ็บปวด และทำ
ให้เกิดความรู้สึกสบาย เคลิบเคลิ้ม ขณธเดียงกันทำให้เกิดการติดได้ง่าย
2. สารกดประสาท
ได้แก่อัลกอฮอล์ ยาบาร์บิทูเรต ยาระงับประสาท และยานอนหลับ สารกลุ่มนี้
ทำให้เกิดอาการง่วง กดประสาท และเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย อาการจาก
การถอนยาจะรุนแรงมาก
3. สารกระตุ้นประสาท
ได้แก่โคเคน ซึ่งได้จากใบโคคา และสารกระตุ้นที่เกิดจากการสังเคราะห์เช่น
แอมเฟตามีน/เมทแอมเฟตามีน//เอคตาซี่ เป็นต้น ใช้แล้วจะรู้สึกร่าเริงเบิก
บาน เมื่อใช้แล้วทำให้เกิดการเสพติดทางจิตใจสูง
4. สารหลอนประสาท
อาจเกิดจากการสังเคราะห์เช่น LSD หรือจากพืชเช่น เห็ดบางชนิด สารเหล่า
นี้ทำให้เกิดผลทางจิตใจซับซ้อนมาก แต่ไม่ทำให้เกิดการเสพติด

 

 

  เฮโรอีน (Heroine)      


- พบครั้งแรกโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พศ.2471 เฮโรอีนหรือ
  ไดอาเซทิลมอร์ฟีน (Diacetyl morphine) ได้มาจากการนำยางจากดอกฝิ่น
  มาสกัดจะได้มอร์ฟีน เมื่อนำมอร์ฟีนมาทำปฏิกริยากับกรดเช่นกรดอาซีติก   
  จะได้เป็นเฮโรอีน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีการผลิตออกมาอย่างมาก
  มายเพื่อใช้เป็นยาระงับอาการเจ็บปวดแบบครอบจักรวาล โดยเฉพาะในการ
  ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ในอดีตเชื่อกันว่าเฮโรอีนเป็นสารที่ปลอดภัยที่ใช้แทน
  มอร์ฟีน และไม่ทำให้เกิดการเสพติด
- ชักนำให้ร่างกายต้องการยาเพิ่มมากขึ้นและในที่สุดทำให้จิตใจต้องพึ่งยา 
  ทำให้เกิดการเสพติดในที่สุด
- การเสพใช้วิธีสูบ สูดดม และโดยการฉีดในที่สุด
- ปริมาณยาที่ใช้ในการเสพขึ้นกับเงินของผู้เสพ โดยทั่วไปจะต้องการยาวันละ
   3 ครั้งหรือประมาณ 8 ชั่วโมงต่อครั้ง
- ฤทธิ์ของยาจะอยู่ได้นานประมาณ 3 - 6 ชั่วโมง
- พฤติกรรมทั่วไปหลังการเสพยา จะมีอาการเคลิ้ม ง่วงทันที เซื่องซึม ว่านอน
  สอนง่าย และเป็นไปได้ที่จะมีอาการเดินแบบลากเท้า
- อาการถอนยาแบบเฉียบพลัน จะเกิดขึ้นภายใน 8 - 12 ชั่วโมงหลังการเสพยา
  ครั้งสุดท้าย
- อาการถอนยาจะไม่รุนแรงถึงชีวิตแต่จะทรมานมาก เช่นอยากอาเจียน เป็น
  ตะคริว และมีอาการคล้ายเป็นไข้หนาว บางครั้งอาจรุนแรงถึงขั้นที่พอได้
  เฮโรอีนมาก็จะรีบฉีดเข้าสู่ร่างกายโดยเร็วอย่างรีบร้อน โดยไม่คำนึงถึง
  อันตรายและความปลอดภัยจากโรคเอช ไอ วี โรคไวรัสตับอักเสบ บี และ
  ไวรัสตับอักเสบ ซี (HCV)
- ผลระยะยาวต่อสุขภาพเฮโรอีนทำให้เกิดเส้นโลหิตตีบ เป็นฝี บาดทะยัก ติด
  เชื้อเอช ไอ วี  เอดส์   ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี / ซี โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับ
  ทรวงอก ปัญหาเกี่ยวกับหลอดลม ท้องผูก บางครั้งอาจเกิดการเสพยาเกิน
  ขนาดทำให้ช็อคเสียชีวิตโดยทันทีได้

 

 ฝิ่น (Opium)      

ลักษณะและผลการจากการเสพ
- ฝิ่นได้มาจากดอกฝิ่น ผลต่อจิตใจและร่างกายของฝิ่นเป็นที่รู้จักกันดีมานาน
  กว่า 4000 ปี
- ฝิ่นเป็นยางสีน้ำตาลสกัดออกมาจากกระเปาะดอกฝิ่น โดยการใช้มีดกรีด  
  ยางฝิ่นดิบประกอบด้วยมอร์ฟีนร้อยละ 7 - 15 แยกออกได้ง่าย โดยทำให้ตก
  ตะกอนจากการต้มธรรมดา ฝิ่นดิบมีกลิ่นฉุนแรง
- ฝิ่นมีฤทธิ์ต่อการทำงานของสมองและจิตใจ ดังนั้นจึงทำให้ผู้เสพมีความ
  ต้องการฝิ่นในระดับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
- ประเทศในแถบตะวันตกมีการใช้ฝิ่นในปริมาณที่ลดลง แต่ยังมีบางกลุ่มที่
  ใช้กันอย่างแพร่ หลายในเวลานี้ได้แก่ ชนกลุ่มน้อยในจีน ลาว เขมร พม่า 
  ไทย และเวียดนาม ทั้งเพื่อการรักษาโรคและการผ่อนคลาย
- ฤทธิ์ฝิ่นก่อให้เกิดความอิ่มเอิบ ปลาบปลื้มขนาดหนัก เกิดความรู้สึกเคลิบ
   เคลิ้ม กล้าคิดกล้าพูดมากกว่าปกติ เมื่อหมดฤทธิ๋ยาทั้งลมหายใจและความ
   คิดจะลดลง สมองเริ่มสับสน ง่วงซึม และต้องการนอนพักผ่อน
- การเสพใช้วิธีการสูบ เคี้ยว และใช้ปรุงรสในอาหาร หรือชงดื่ม
- กรณีที่ใช้ไปป์ (เสพยาจะปั่นเป็นเม็ดกลมๆ เผาไฟแล้วสูดอัดควัน
- ตะกอนขี้เถ้าหรือมูลฝิ่น ที่เผาสูดควันไปแล้ว ยังคงมีมอร์ฟีนตกค้างอยู่ประ
  มาณร้อยละ 5 - 8 ผู้เสพจึงนำกลับมาใช้ใหม่ได้ซึ่งรู้จักกันในนาม ฝิ่นน้ำดำ
  (Black  water opium) เป็นที่นิยมกันในประเทศเวียดนามและกัมพูชา
- การสูบฝิ่นเร่งให้มีการสูบฉีดโลหิตเร็วขึ้น รวมถึงเร่งการทำงานของปอด 
  และฤทธิ์สามารถแล่นสู่สมองในเวลาเพียง 7 นาที
- การเสพในระยะยาวจะบั่นทอนสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้เบื่อ
  อาหารและร่างกายซูบผอม 
- อาการถอนยาของฝิ่นเหมือนกับอาการถอนยาของมอร์ฟีนได้แก่ ตื่นเต้น 
  หงุดหงิด วิตกกังวล อยากอาเจียน นอนไม่หลับ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดท้อง

 

 โคเคน (Cocaine)      

- ผู้อาศัยแถบอเมริกาใต้ นำใบโคคา (Coca leaf)มาเคี้ยวเป็นเวลาหลายพัน
  ปีมาแล้ว แต่คนยุโรปเพิ่งรูจักพืชชนิดนี้เมื่อศตวรรษที่ 19 นี้เอง ฤทธิ์จากใบ
  โคคามีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาทส่วนกลาง
- โคเคน ได้มาจากการนำต้นและใบโคคามาเข้าขบวนการทางเคมี
- โคเคนมีฤทธิ์ต่อการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางสูง
- ใบโคเคนจะไม่เป็นพิษถ้านำมาเคี้ยวหรือชงดื่ม
- การเสพใช้วิะสูดดม (ออกฤทธิ์ภายใน 2 - 4 นาที) สูบหรืออัดควัน(จะออก
  ฤทธิ์ภายใน 10 -15 วินาที) และการฉีด (ออกฤทธิ์ภายใน 10 -20 วินาที) 
- ยาจะออกฤทธิ์นาน 10 - 40 นาทีขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของยาและวิธีการ
  เสพ
- พฤติกรรมของผู้เสพโคเคนจะมีอารมณืร่าเริง ไม่อยู่นิ่ง รู้สึกมีกำลัง ตื่นตัว
  อยู่ตลอดเวลา เพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเองและมีความต้องการทางเพศ อาจ
  มีพฤติกรรมอันคาดไม่ถึง เช่นการก่อการวิวาท เกิดอาการกร้าวร้าวได้
- กรณีที่เสพเกินขนาดหรือร่างกายต้านฤทธิ์ยาไม่ไหว อาจเป็นอันตรายถึง
  ชีวิต
- ถ้าไม่ได้เสพยาจะรู้สึกอยากอาเจียน และจิตใจห่อเหี่ยว
- ความเสี่ยงจากการติดเชื่อเอช ไอ วี สูงหากใช้อุปกรณืในการเสพยาร่วมกัน 
  รวมทั้งจากการมีเพศสัมพันธุ์ที่ไม่ได้มีการป้องกัน

 

 กัญชา (Cannabis/Marijuana)      

- กัญชาได้มาจากต้น Cannabis sativa ซึ่งมีการใช้กันมานานหลายพันปี
  มาแล้ว โดยการนำมาใช้ในการรักษาทางแพทย์ ทางศาสนาและสังคม 
  ลำต้นของกัญชา (ที่ไม่มีฤทธิ์ของสารเสพติด) ถูกนำมาผลิตเป็นเชือกกระ
  ดาษ สิ่งทอ เสื้อผ้า
- กัญชามีทั้งต้นตัวผู้/ต้นตัวเมีย สารที่ออกฤทธิ์คือเตตร้าไฮโดรคานาบินอล
  (THC - tetrahydrocannabinol) พบที่ส่วนดอกของต้นกัญชาตัวเมีย
- กัญชาถูกใช้เป็นส่วนผสมของยาอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เนื่องจากมีฤทธิ์ตก
  ค้างที่จะเป็นอันตรายน้อยกว่าเฮโรอีน แอลกอฮอล์ ยาสูบ
- ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับร่างกายที่ต้องพึ่งกัญชา ส่วนการที่จิตใจ
  ต้องการกัญชานั้นเป็นผลมาจากความถี่ในการเสพยา
- ผลผลิตจากกัญชามี 3 ชนิด คือกัญชาตากแห้งได้มาจากใบและดอกแห้ง
  ของต้นกัญชา ซึ่งมีฤทธิ์น้อนที่สุด ส่วนยางกัญชาได้มาจากยางเหนียวๆที่
  คลุมอยู่ที่ส่วนบนสุดของดอกกัญชา ซึ่งจะเก็บและนำมาสังเคราะห์เป็นก้อน
  เล็กๆ และน้ำมันกัญชาซึ่งสกัดมาจากยางที่ถูกสังเคราะห์ของต้นกัญชาซึ่ง
  มีฤทธิ์แรงที่สุด
- การเสพกัญชาตากแห้งโดยปกติทั่วไป ใช้มวนเป็นบุหรี่ หรือใส่ไว้ในไปป์
  แล้วสูบ ส่วนยางกัญชาและน้ำมันกัญชาจะใส่ไว้ในบุหรี่ทั่วไปแล้วสูบ หรือ
  ผสมกับอาหารรับประทาน เช่นขนมเค้ก คุ้กกี้
- ฤทธิ๋จากการเสพยาขึ้นอยู่กับร่างกายของผู้ใช้ / วิธีการเสพ / ชนิดของกัญชา
  / ความถี่ / ระยะเวลาที่เสพ ผลจากการเสพทำให้เกิดความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม 
  ลืมความทุกข์และความเจ็บปวด  เจริญอาหาร เสียการทรงตัว งุนงงสับสน
  ไม่มีสมาธิ เซื่องซึม
- ระยะเวลาของการออกฤทธิ์ของยาสูงสุดในระยะเวลา 30 นาทีหลังการเสพ 
  จากนั้นจะคงค้างอยู่นานประมาณ 3 ชั่วโมงจึงจะหมดฤทธิ์ยา
- อาการถอนยาจากการใช้ยามานานจะมีอาการปวดศีรษะ วิตกกังวล ซึมเศร้า
  และหลับไม่สนิท
- การสูดควันจากกัญชาที่เผาไหม้ ร่างกายจะได้รับสารก่อมะเร็ง(คาซิโนเจน)
  น้ำมันดิน และคาร์บอนนอนนอกไซด์ ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนของ
  ระบบทางเดินหายใจ ระบบหลอดเลือดและหัวใจ บุหรี่ที่ทำจากใบกัญชา 1   
  มวน มีน้ำมันดินและสารก่อมะเร็งเทียบเท่ากับบุหรี่ก้นกรองประมาณ 14-15
  มวน

 

 แอมเฟตามีน / ยาบ้า (Amphetamine)      

- สังเคราะห์ขึ้นเป็นครั้งแรกในเยอรมันในปลายสตวรรษที่ 19 ถูกนำมาใช้ใน
  การรักษาทางการแพทย์อย่างแพร่หลายหลังปี พศ. 2483 เช่นการรักษา
  ผู้ป่วยลมบ้าหมู โรคซึมเศร้า และใช้กันอย่างกว้างขวางหลังสงครามโลก
  ครั้งที่สอง
- แอมเฟตามีนมีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและสมอง เช่น
  เดียวกับฮอร์โมนอดรีนาลีนที่มีตามะรรมชาติในร่างกายมนุษย์
- ลักษณะของแอมเฟตามีนมีหลายชนิด การผลิตอย่างถูกกฏหมายมีทั้งชนิด
  เป็นผง เม็ด แค็ปซูล และเป็นน้ำ
- วิธีการเสพได้แก่การรับประทาน ฉีด สูดดมทางจมูก และสูบ โดยอยู่ในรูป
  ของเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์
- การผลิตแอมเฟตามีนในรูปผิดกฏหมายมักผลิตกันในรูปของเมทแอมเฟตา
  มีน  สำหรับเอฟรีดีนเป็นสารที่นำมาผลิตเมททิลแอมเฟตามีน (จัดเป็นสาร
  ที่ถูกกฏหมาย โดยนำมาใช้ในการช่วยลดน้ำมูก)
- คนขับรถบรรทุก นักเรียน ชาวประมงและนักธุรกิจ จะหาซื้อแอมเฟตามีน
  มากินเองเพื่อที่จะใช้ช่วยขจัดความอ่อนเพลียและช่วยให้สามารถทำงานได้
  โดยไม่รู้สึกง่วง
- ฤทธิ์ยาอยู่ในร่างกายผู้เสพได้นาน 3-6 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะทำให้ผู้เสพ
  หมดแรง หงุดหงิด ซึมเศร้า ขาดสมาธิ 
- การเสพในปริมาณต่ำจะช่วยคลายเครียด เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ขยัน   
  เบื่ออาหารและลดความกล้า หาดใช้เป็นระยะเวลานานจะทำให้เป็นโรค
  ขาดสารอาหาร อ่อนเพลีย ซึมเศร้า จิตวิปลาสได้
- ผลของการเสพแอมเฟตามีนจะแตกต่างกันไป ขึ้นกับขนาด วิธีการเสพ และ
  ตัวของผู้เสพ
- ผู้เสพสามารถต้านฤทธิ์ยาได้ และต้องการเสพมากกว่าขนาดที่เคยเสพครั้ง
  แรกถึง 20 เท่าจึงจะทำให้เกิดฤทธิ์เหมือนครั้งแรกที่เสพ
- เมื่อเสพแอมเฟตามีน จะกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งเป็นการเพิ่ม
  ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอช ไอ วี และโรคทางเพศสัมพันธ์
- อาการถอนยาในระยะแรกของการเสพยา ร่างกายอาจเกิดอาการอ่อนแอ 
  อ่อนแรงแบบเฉียบพลันและสำหรับผู้ที่เสพติดเป็นประจำ อาจมีอาการหงุด
  หงิด เฉื่อยชา ซึมเศร้า วิตกกังวล ต้องการเสพอย่างมาก

 

  เอ็กตาซี่ (Methylenedioxy methamphetamine-MDMA
  / Methylenedioxy amphetamine-MDA)
     

- จดทะเบียนครั้งแรกที่เยอรมันในปี พศ. 2457 ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วย
  ชลอความหิวแต่ไม่ติดตลาด ในปี พศ. 2513 นักบำบัดทางจิตในสหรัฐ
  อเมริกาได้นำมาใช้รักษาแก่คนไข้จนเมื้อกลางปีพศ. 2523 จึงถูกห้าม
  จำหน่าย  พอถึงปี พศ. 2533 มีการนำมาใช้กันอย่างมากในงานปาร์ตี้เต้น
  รำ และงานสังคมอื่นๆ 
- มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับแอมเฟตามีนและยาหลอนประสาท โดยจะไปกระตุ้น
  ประสาท
- ลักษณะที่พบบ่อยเป็นเม็ด พบบ้างในรูป แค็ปซูล ผง
- วิธีการเสพโดยส่วนใหญ่ใช้วิธีทาน
- เมื่อกินเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์นานระหว่าง 30-60 นาที และจะอยู่ได้
  นาน 2-3 ชั่วโมง
- อาการเคลิบเคลิ้มจะเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดหลังการเสพ จากนั้นจะรู้สึก
  เป็นอิสระและตื่นตัว ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจและภูมิใจและความ
  ไว้วางใจในตนเองในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเพื่อนด้วยกันเอง หากไม่ได้
  เสพเป็นประจำอาการดังกล่าวจะหายไป ในขณะเดียวกันจะทำให้เกิดอาการ
  ปากและคอแห้งผาก ขบเคี้ยวฟัน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและ
  ความดันโลหิตสูง
- การเสพยาเกินขนาดทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตและอุณหภูมิสูงขึ้น 
  นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าผู้เสพเสียชีวิตจากระดับน้ำในร่างกายไม่สมดุลย์ 
  ซึ่งเป็นไปได้จากการขาดน้ำหรือได้รับน้ำมากเกินไป
- เมื่อหมดฤทธิ์ยาจะรู้สึกอ่อนเพลีย หมดแรง วิตกกังวลและซึมเศร้าอยู่หลาย
  วัน
- การใช้ไม่ว่ามากหรือน้อย ใช้บ่อยหรือใช้นาน จะมีผลในการทำลายเซล
  สมอง


 ยาหลอนประสาท (Hallucinogens)      


- สังเคราะห์ขึ้นครั้งแรกหลังปี พศ. 2483 เพื่อใช้กับผู้ป่วยทางจิต ยาหลอน
  ประสาทสกัดจากพืชจำพวกกระบองเพชร ถูกนำมาใช้โดยคนแมกซิกัน
  เมื่อ 100 ปีมาแล้ว เพื่อเป้นการผ่อนคลายและพิธีกรรมทางศาสนา
- ฮอลลูซิโนเจน หรือรู้จักกันในอีกชื่อว่า ไซดิเคลิคศ์ ( Psyschedlics) ออก
  ฤทธิต่อระบบประสาทส่วนกลาง มีผลทำให้ผู้เสพเปลี่ยนระดับความรู้สึก ซึ่ง
  จะมีอาการเคลิบเคลิ้ม ลืมทุกข์ และหลุดออกไปจากโลกแห่งความเป็นจริง
- กรดไลเซอร์จิก ไดเอทีลาไมด์ ( Lysergic acid diethylamide / LSD) 
  เป็นยาหลอนประสาทชนิดหนึ่งที่รู้จักกันแพร่หลาย ซึ่งถูกสังเคราะห์โดย
  เชื้อราจำพวก claviceps purpurea ซึ่งราดังกล่าวถูกสกัดมาจากราแห้ง
  ที่โตมาจากต้นไรย์ ขั้นตอนการผลิต LSD ทำยากมาก ต้องอาศัยเทคนิค
  และผู้เชี่ยวชาญ
- LSD ไม่มีรส กลิ่น สี เป็นของเหลวที่ซึมเข้ากับสารอื่นได้ง่ายเช่นกระดาษ
  ลบรอยเปื้อนและน้ำตาลก้อน หรือสามารถรวมเข้ากันเป็นเม็ดหรือแค็ปซูล 
  หรืออาจทำเป็นลูกกวาด แบบที่นิยมทำมากที่สุดคือทำเป็นกระดาษซับ 
  สามารถแบ่งเป็นขนาดสี่เหลี่ยมและกินได้
- ผลจากการเสพยา LSD จะแตกต่างกันไป ขึ้นกับแต่ละบุคคลที่เสพ โอกาส
  ที่เสพ และขนาด
- ฤทธิ์ยาจะเริ่มเกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมง และจะออกฤทธิ์ได้นาน 2-8 ชั่วโมง 
  จากนั้นฤทธิ์ยาจะค่อยๆลดลงหลังการเสพได้ 12 ชั่วโมง
- ผลของการเสพยา LSD ทำให้รู้สึกสนุกสนาน ผ่อนคลาย และรู้สึกว่าร่าง
  กายแข็งแรง การรับรู้เกี่ยวกับ รูป รส กลิ่น เสียงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง 
  ทำให้ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้หลงทาง ซึมเศร้า มึนงง  เกิด
  ความหวาดกลัว
- การเสพยาเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดภาพหลอน เป็นวัน สัปดาห็ เป็น
  เดือน หลังจากการใช้ยา
- ไม่ปรากฏว่าร่างกายจะมีการพึ่งยาและไม่มีอาการถอนยา แม้ว่าจะสัง
  เกตุจากผู้ที่เสพมานานแต่การเสพติดทางจิตใจสามารถเกิดขึ้นได้
- อาการต้านฤทธิ์ยา LSD สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว อาการดังกล่าว
  สามารถหายได้ภายใน 5-6 วันหลังจากไม่มีการเสพยา
- ยาหลอนประสาทตัวอื่นๆได้แก่ เมสคาลิน (Mescaline) ผลิตมาจากต้น
  กระบองเพชร / นัทแม็ก (Nutmag) สกัดมาจากเห็ด

 

 ยาสูบ -นิโคติน (Nicotine)      

- ชาวอเมริกัน นำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเมื่อราว 1000 ปีมาแล้ว ชาว
  ยุโรปรู้จักเมื่อราวศตวรรษที่ 17
- นิโคตินพบได้ในยาสูบ เป็นสารตัวหนึ่งที่ทำให้คนติดกันมาก เป็นสารกระตุ้น
  ประสาทส่วนกลาง ให้ทำงานผิดปกติ ร่างกายจะเกิดอาการติดนิโคตินส่วน
  ทางจิตใจจะเกิดอาการติดบุหรี่
- ผลของนิโคตินจากการสูบบุหรี่จะเกิดผลกระทบต่อประสาทส่วนกลาง ภาย
  ใน 10 วินาที ถ้าหากมีการเคี้ยวยาสูบจะกินเวลา 3-5 นาที ที่จะทำให้เกิด
  ผลต่อ ระบบประสาท CNS 
- ผลของนิโคติน จะทำให้เกิดเส้นโลหิตตีบ เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง 
  เบื่ออาหาร และเป็นโรคถุงลมโป่งพอง ประสาทรับรู้รส กลิ่นเสียไป รวมทั้ง
  ปอดถูกทำลาย หากสูบเป้นระยะเวลานานจะเป็นสาเหตุของโรคปอด หัวใจ
  หลอดเลือดและมะเร็งได้
- การต่อต้านฤทธิ์นิโคตินของร่างกายมีการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเร็ว
  กว่าการต่อต้านฤทธิ์ของเฮโรอีนและโคเคน
- ผลของนิโคตีนเป็นเวลานานทำให้เกิดอาการปวดหัว ฉุนเฉียวง่าย ขาด
  สมาธิ หงุดหงิด นอนไม่หลับ

 

 สารละลาย/สารระเหย
 (Solvents and Volatile Substances)
     

- สารเสพติดประเภทสูดดม เริ่มมีขึ้นในอเมริการะหว่างปี พศ. 2493 แล้วก็
  ระบาดไปทั่วโลก
- สารเสพติดชนิดสูดดมแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ สารละลายที่
  ได้จากสิ่งมีชีวิต (Organic solvents) สารระเหยไนเตรท(Volatile nitrate)
  และกาซหัวเราะ (Nitrous oxide) 
- สารสูดดมที่รู้จักกันแพร่หลายได้แก่ กาว สเปรย์ ทินเนอร์ น้ำมันก๊าด 
  เบนซิน สีที่มีสารปรอท เป็นส่วนผสม
- การสูดดมอาจใช้ปากหรือจมูกก็ได้วิธีการสูดดมจะพ่นเข้าไปในถุงพลาสติก
  หรือใช้เศษผ้าชุบสารที่ต้องการเสพ จากนั้นจึงดม หรืออาจดมโดยตรงจาก
  ภาชนะที่บรรจุสารนั้นๆ
- สารที่สูดดมจะซึมเข้าสู่ปอด แล้วเข้าสู่กระแสโลหิต แล้วแล่นเข้าสู่สมอง
  อย่างรวดเร้ว ทำให้สมองสั่งการช้าลงและมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง
  CNS
- ผลทำให้เกิดการมึนเมาได้เร็ว 7-10 วินาที ความเข้มข้นของฤทธิ์ยาอยู่ได้
  สั่นไม่เกิน 30-60 นาที
- อาการเมื่อเสพได้แก่ ตื่นเต้น เวียนศีรษะ มึนงง ฉุนเฉียว ดื้อดึง ตาพร่า พูด
  ไม่ชัด ถ้าเสพเป็นเวลานานๆ โดยเป็นสารที่มีสารตะกั่วผสมอยู่ด้วย จะมีผล
  ทำลายเนื้อสมอง ตับ ไต และ ปอด  อาจเสียชีวิตเนื่องจากระบบหายใจ
  ล้มเหลว และหัวใจเต้นผิดปกติ

 

 แอลกอฮอล์ (Alcohol)      

- เป็นสิ่งเสพติดที่บริโภคแพร่หลายและเก่าแก่ที่สุดในโลก
- อัลกอฮอล์เกิดจากการหมัก โดยการที่น้ำและยีสต์ ทำปฏิกริยากันในน้ำตาล
  ชนิดต่างๆได้แก่ข้าว ผัก ผลไม้ ในที่สุดจะได้เอททิล อัลกอฮอล์ (ethyl 
  alcohol) 
- อัลกอฮอล์เป็นยากดประสาทตัวหนึ่ง ซึ่งจะไปกดระบบประสาทส่วนกลาง   
  เมื่อเสพในปริมาณน้อยๆ จะรู้สึกผ่อนคลาย ถ้าเสพมากจะทำให้เกิดการ
  ตอบสนองได้ช้า กดระบบการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจต่ำ รวม
  ทั้งขาดเหตุผล และสติสัมปชัญญะ
- ตามธรรมดานักดื่มอัลกอฮอล์จะมีการพัฒนาต้านฤทธิ์อัลกอฮอล์ได้ และทำ
  ให้ต้องการในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- การเสพเป็นเวลานานทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หัวใจดต ตับแข็ง ตับ
  ล้มเหลว ผิวหนังถลอก  เป็นแผลที่กระเพาะอาหารและลำไส้ กล้ามเนื้ออ่อน
  แรง เสียความทรงจำ เสียการทรงตัว และมีอันตรายต่อทารกในครรภ์
- การดื่มอัลกอฮอล์จะทำให้มีปัญหาต่อพฤติกรรม ได้แก่การทำร้านคนใน
  ครอบครัว บกพร่องต่อหน้าที่การงาน เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ การถูกลอบ
  ทำร้าย ปัญหาทางกฏหมายและทางเศรษฐกิจ
- การดื่มอัลกอฮอล์เป็นประจำสามารถทำให้เกิดการเสพติดทั้งทางร่างกาย
  และจิตใจได้
- คนที่ติดอัลกอฮอล์ทางร่างกายจะเกิดอาการถอนยาที่มีความทุกข์ทรมาน 
  ได้แก่อาการเบื่ออาหารสับสนกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ เป็นตะคริว มือ
  ไม้สั่น ประสาทหลอนและตายได้เนื่องจากการชัก
- การติดอัลกอฮอล์ถือว่าเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งสามารถเห็นข้อแตกต่างได้จาก
  โรคอื่นได้ดังนี้ ไม่สามารถควบคุมการดื่มได้ จิตใจถูกครอบงำ ซึ่งผลที่
  เกิดขึ้นในตอนหลังจะตรงข้ามกัน และเกิดการปฏิเสธถ้าไม่มีการควบคุม
  อาจทำให้เสียชีวิตได้ การติดอัลกอฮอล์สามารถเกิดขึ้นได้ภายในเวลาเพียง
  1 ปี แต่ระยะเวลาของการกลับคืนสู่สภาพเดิมอาจต้องใช้เวลานานหรือ
  ตลอดชีวิต

 

 เบ็นโซไดอาซีพิน ( Benzo diazepines)      

- ถูกสังเคราะห์ขึ้นในปีพศ. 2483-2493 เป็นยาที่มีไว้ให้เลือกแทนบาร์บิทูเรต
  เมื่อ พศ. 2503  ในปี 2513 มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาทางการ
  แพทย์ของประเทศทางแถบตะวันตก ยานี้ถูกต้องเป็นยาตัวใหม่ในการรักษา
  โรควิตกกังวล และโรคนอนไม่หลับ
- เบ็นโซไดอาซีพิน จัดอยู่ในกลุ่มยาระงับประสาท (Sedative) และยากล่อม
  ประสาท (Transquilizer) อันได้แก่ ทีมาซีแพม ไดอาซีแพม ไนตราซีแพม 
  อ็อกซาซีแพม ฟลูนิตราซีแพม
- เบ็นโซไดอาซีพิน จะออกฤทธิ์ในการยับยั้งกลไกของเซลประสาทในสมอง 
  ซึ่งทำให้ผู้เสพเกิดความสงบ ร่างกายเคลื่อนไหวช้าลง จิตใจและอารมณ์สงบ
  เมื่อเสพในจำนวนมากขึ้นจะนำไปสู่การนอนหลับ
- รูปแบบของยามีลักษณะเป็นเม็ด แค็ปซูลและน้ำ ตามธรรมดาจะเสพโดย
  การรับประทาน ผู้เสพจะอยู่ในภาวะสงบภายใน 45 นาที และระดับของการ
  ระงับประสาทจะอยู่ได้นาน 24 ชั่วโมง
- ผลข้างเคียงของการเสพยาทำให้ผู้เสพมีอาการเฉื่อยชา สับสน ควบคุม
  อารมณ์ไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง ฝันร้าย พูดคลุมเครือ การเสพยาเกิน
  ขนาดทำให้เกิดความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น กระสับกระส่าย ไม่เป็นมิตร หากใช้
  ร่วมกับยาตัวอื่นทำให้ผู้เสพมีการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาดและไม่สามารถกะ
  ระยะทางได้ แต่ถ้าดื่มอัลกอฮอล์ร่วมด้วยจะทำให้ผุ้เสพถึงกับเสียชีวิตได้
- หลังจากการเสพในขนาดสูงติดต่อกันประมาณ 2 เดือนหรือเสพในปริมาณ
  ต่ำเป็นเวลาประมาณ 1 ปีหรืออาจมากกว่านั้น อาการถอนยาสามารถเกิด
  ได้อย่างรุนแรงและนาน ซึ่งจะมีความรู้สึกอยากยา วิตกกังวล นอนไม่หลับ
  และอาจเป็นไปได้ ที่จะเกิดอาการประสาทหลอน อาการดังกล่าวสามารถ
  เกิดขึ้นและหายไปภายในเวลา 2-10 วัน และอาจเกิดขึ้นซ้ำเป็นๆหายๆ
  ได้เป็นเวลานานหลายเดือนหลังจากการเลิกเสพยา

 

 เมธาโดน (Methadone)      

- ผลิตครั้งแรกในเยอรมันตอนต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งถูกนำมาใช้ในการรักษา
  หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง 
- เมธาโดนเป็นยาสังเคราะห์จากฝิ่นที่เหมือนกับเฮโรอีนและมอร์ฟีน แต่มี
  ฤทธิ์รุนแรงน้อยกว่าแพทย์นำมาใช้เป็นยารักษาทดแทนเฮโรอีน ในกลุ่ม
  ผู้ที่ติดเฮโรอีนและต้องการเลิกเสพยา
- ลักษณะยาเป้นน้ำข้นผสมเครื่องดื่มบำรุงหัวใจ น้ำผลไม้ โดยวิะการดื่ม
- ยาจะออกฤทธิ์ภายใน 1 ชั่วโมงและจะมีฤทธิ์สูงสุดภายในเวลา 4-8 ชั่วโมง
   หลังจากได้รับยาฤทธิ์ยาจะอยู่ในตัวผู้รับได้นานกว่าเฮโรอีน (โดยเฉลี่ยจะ
  อยู่ได้นาน 24 ชั่วโมงในขณะที่เฮโรอีน จะอยู่ได้เพียง 8 ชั่วโมง ดังนั้นใน
  การรักษาจึงให้เพียงวันละครั้ง
- ขนาดในการใช้ยาจะขึ้นกับแต่ละบุคคลและรูปแบบของยาที่ใช้ในการรักษา 
  ซึ่งการเพิ่มยาจะสังเกตุระดับความทนต่ออาการยากเสพยา และควรหลีก
  เลี่ยงอาการถอนยา ขนาดของเมธาโดนที่ใช้ในการรักษาสามารถเปลี่ยน
  แปลงได้ตั้งแต่ 40 มก. ไปจนถึงมากกว่า 100 มก.
- ในการรักษาหากให้ยาทดแทนไม่เพียงพอผู้ป่วยจะเกิดอาการถอนยาขึ้นได้ 
  เช่นเป็นตะคริวในช่องท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ฉุนเฉียว ปวดหลังและข้อต่อ
  ตามร่างกาย หากได้รับยาเกินขนาดจะเกิดอาการง่วงนอน สัปหงก หายใจ
  ไม่เต็มปอด รูม่านตาหดเล็กลง
- ผลข้างเคียงอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นได้แต่ไม่เกี่ยวข้องกับขนาดของยาที่ใช้
  คือเหงื่อออก ท้องผูกปวดกล้ามเนื่อและตามข้อต่อ ความต้องการทางเพศ
  ลดลง น้ำคั่งในร่างกาย เบื่ออาหาร ฟันฝุ
- เมธาโดนสามารถทำให้เกิดอาการติดยาได้ แต่โดยทั่วไปพิจารณาให้ใช้
  มากกว่าเฮโรอีนและมอร์ฟีน เพราะผู้เสพสามารถเลิกได้ง่ายกว่าเฮโรอีน
  หรือมอร์ฟีน เพียงแต่ค่อยๆลดระดับลงไปเรื่อยๆจนหยุดในที่สุด ไม่มี
  กำหนดระยะเวลาในการเลิกที่แน่นอน ก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์หรือ
  ผู้เชี่ยวชาญในดครงการให้ยาเมธาโดน
- การใช้ยาเมธาโดนในการรักษาและเลิกเสพเฮโรอีนและมอร์ฟีน จะต้อง
  ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

 อนาโบลิก สเตียรอยด์/ ยาโด๊ป ( Anabolic Steroids)      


- ยากระตุ้นหรือยาโด๊ป ในปีพศ. 2463 มนุษย์สามารถผลิตยากระตุ้นจาก
  เทสโทสเตอโรน หรือฮอร์โมนจากเพศชายได้ พอเกิดสงครามดลกครั้งที่
  สอง มีคำสั่งให้นำไปฉีดเพิ่มพลังให้กับทหาร  ตั้งแต่ปี 2493 มีการผลิตยา
  กระตุ้นจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่นำไปใช้ใน
  การแข่งขันกีฬา
- อนาโบลิค สเตียรอยด์ จัดอยู่ในกลุ่มสารประกอบที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น ซึ่งมี
  โครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของมนุษยืตามธรรมชาติ มี
  ผลทำให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า เสริมสร้างและให้กำลังกล้ามเนื้อ 
- การเสพใช้วิธีฉีดเข้าเส้นเลือด หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือรับประทาน
- การใช้วิธีการฉีดเข้าเส้นเลือดจะออกฤทธิ์ได้นานกว่าวิธีรับประทาน ที่
   สำคัญความถี่ในการฉีดทำให้มีอัตราความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอช ไอ วี
   / ไวรัสตับอักเสบ บี และซี เพิ่มสูงขึ้น
- ผลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการใช้ยา เพิ่มความมั่นใจ ร่างกายมีพลัง 
  เพิ่มแรงจูงใจและความกระตือรือล้น รวมทั้งเพิ่มความก้าวร้าวและ
  ความต้องการทางเพศ ถ้าใช้ยามากเกินไปจะทำให้ให้เกิดความยับยั้ง
  ชั่งใจ ก้าวร้าว และควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อันตรายที่ตามมาคือโรคหัวใจ 
  ตับถูกทำลาย จิตใจไม่ปกติและชอบความรุนแรง
- ไม่มีผลต่อการเสพติดทางร่างกาย แต่ถ้าผู้ใช้มีจิตใจไม่เข้มแข็งต้อง
  พึ่งยา ทำให้เกิดความรู้สึกว่าถ้าหากไม่ได้ใช้สารกระตุ้นเหล่านี้จะแข่ง
  กีฬาไม่ประสบความสำเร็จได้
- การไม่ได้เสพยาทำให้เกิดอาการซึมเศร้ามาก นอนไม่หลับ เฉื่อยชา 
  เบื่ออาหาร ปวดศีรษะและต้องการเสพยาอย่างมาก

แปลโดยนพ.ชวลิต นาถประทาน
สำนักงานควบคุมดรคติดต่อเขต 10 เชียงใหม่
คู่มือการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด 
(Manual for reducing drug related harm in Asia)



 

 

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.