BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

   top


ยาอี -เอ็คตาซี
  Ecstasy /MDMA
รูปร่างลักษณะ  
การเสพยาอี 
เภสัชวิทยา 
  (Pharmacology) 

  MDMA or Ecstasy:
  English version


อาการทางคลินิก
- เสียชีวิตในการเสพยาอี
- ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- Pharmacokinetic
- Pharmacodynamic 

การบำบัดรักษา 
  (Treatment)


ชุดทดสอบการหาสาร
   เสพติดในปัสสาวะ
   Rapid test for Drug of
   Abuse

 


 


Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์


  ยาอี      
นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา พบ. นพ.อังกูร ภัทรากร พบ. 
กรมการแพทย์


ชื่อทางเคม ีคือ MDMA (3,4 Methylenedioxy methamphetamine) บ้างก็
เรียกว่า Ecstasy หรือ XTC หรือ ADAM และอื่นๆ ส่วนคำว่า "ยาเลิฟ" (love 
drugs or love pills) มักจะเรียกรวมๆ กันไป เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกัน 
หลายประการ แต่จริงแล้วคือยาซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า MDA (Methylenedioxy 
amphetamine) ที่เชื่อว่ามีสรรพคุณคือกินแล้วกระตุ้น อารมณ์ทางเพศ 

คำว่ายาอีนั้นสมัยก่อน หมายถึง Eunoctin (Nitrazepam) ซึ่งเป็นยานอนหลับ 
อย่างแรง ต่อมาใช้เรียกยา ซึ่งมี Ephedrine ผสมอยู่ เช่นยาขยายหลอดลม 
แก้โรคหอบหืด ซึ่งนายจ้างมักใช้ผสมน้ำให้คนงาน ที่ทำไร่หรือทำโรงงานดื่ม 
และเกิดความขยันทำงาน ได้โดยไม่รู้จักเหนื่อย ดังที่เคยออกข่าวกันอยู่ระยะ
หนึ่ง 

ยาอีเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จากข่าวการตายของนักแสดงวัยรุ่นว่า
เกิดจากการ เสพยาอี ซึ่งบ้างก็ว่าชื่อจริงคือ ENJOY เป็นยาที่ผสมกันระหว่าง
กลุ่มยาต่างๆ เช่น โคเคน, แอมเฟตามีน และ LSD (แอลเอสดี)  บ้างก็ว่าคือ 
แอซิด หรือแอลเอสดี ซึ่งเป็น ยาหลอนประสาท แต่ที่ยืนยัน ต่อมา มากที่สุด
คือ MDMA 

ยาอีถือว่าเป็นต้นแบบของ “Designerdrug” คือการผสมผสานกัน ระหว่าง 
ฤทธิ์กระตุ้นประสาทเหมือนยา กลุ่ม Amphetamine และ มีฤทธิ์หลอนประ
สาท ด้วยถูกสังเคราะห์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1914 โดยบริษัท Merck เพื่อหวัง
ผลิตยาลดน้ำหนัก (ทำให้ไม่อยากอาหาร) แต่เนื่องจาก ผลเสียของยามีมาก
จึงถูกระงับไว้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ยาอีได้ถูกทดลอง ใช้ในกองทัพอเมริกา
เพื่อล้วงความลับทางทหารจาก เชลยสงคราม CIA ซึ่งเป็นองค์กรลับก็ใช้ยาอี
เพื่อจุดประสงค์ เช่นเดียวกันใน ปี ค.ศ.1960 มีการผลิตออกวางขายและหาซื้อ
ได้ตามร้านขายยาทั่วไป ซึ่งสมัยนั้นเชื่อว่าเป็น ยาแห่งความรัก (Drug of love)
เพราะกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ นอกจากนี้ยังเคย ถูกนำมาใช้ในการบำบัดโรค
ทางจิตเวช สามารถทำให้ผู้ป่วย แสดงความรู้สึก   จากจินตนาการเป็นคำพูด
ออกมาโดยเฉพาะการรักษา คู่สมรสที่มีปัญหาในการอยู่ด้วยกัน สามารพูด
แสดงความรู้สึกต่างๆ ออกมาให้กันฟังได้

ในปี ค.ศ.1980 เกิดการใช้ยาอีกันอย่างแพร่หลาย ในกลุ่มวัยรุ่น ชาวอังกฤษ 
และ อเมริกันในเมืองใหญ่ๆ โดยจัดเป็นปาร์ตี้ ที่มีการกินยาอี แล้วเต้นรำกัน
ทั้งคืน จนถึงเช้า เรียกว่า RAVE PARTY ผู้ที่กินยาอี ในปาร์ตี้นั้น จะมีท่าทาง
แปลกๆ เหมือนผู้ป่วย ที่เป็นโรคจิต และมีวัยรุ่น เสียชีวิตในปาร์ตี้ยาอีด้วยเหตุ
ต่างๆ จนกระทั้งในปี ค.ศ.1985 เป็นต้นมา ทางองค์การสหประชาชาติได้
ประกาศว่า ยาอีเป็นยาอันตราย ระดับต้นๆ เทียบเท่ากับเฮโรอีน มีการออก
กฎหมายควบคุม และบทลงโทษ แต่กลับมีการแพร่ระบาด ของยาอีและปาร์ตี้
ยาอีมากยิ่งขึ้นไปทั่วทั้งยุโรป และอเมริกา ปี ค.ศ.1992 ที่ประเทศอังกฤษ มี
เด็กวัยรุ่นเสียชีวิตในปาร์ตี้ยาอี ถึง 15 ราย เพราะพิษเฉียบพลัน และการเสีย
พลังงาน มากเกินไป

สำหรับประเทศไทย มีการจับกุม และพบว่ามีการเสพยาอี กันครั้งแรกใน ปี 
พ.ศ. 2536 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลัง จากมีการแพร่ระบาดของยาบ้าไม่นานแต่การ
ใช้ยังคง จำกัดอยู่ ในวัยรุ่น เป็นนักเรียนนอก และนำเข้ามาใช้ใน ประเทศไทย 
เนื่องจากยังไม่มีผู้ขายโดยตรง ขณะนั้นราคาเม็ดละประมาณ 1,200–1,800.- 
บาท ต่อมาเริ่มมีการแพร่หลายมากขึ้น และมีการจัด ปาร์ตี้ยาอี โดยการบอก
ต่อๆ กัน ราคาจะอยู่ที่ 500 – 1,500.- บาท ต่อเม็ด โดยเฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ. 
2539 เป็นต้นมา ปาร์ตี้ยาอีเป็นที่รู้จักกันดี เนื่องจากยาอีมีราคาแพง ผู้มาเข้า
ร่วมปาร์ตี้ยาอี ส่วนใหญ่จึงเป็นวัยรุ่น ที่ครอบครัวมีฐานะดี  มีการศึกษา  เป็น
นักเรียนนอก ดาราและ ผู้มีชื่อเสียง ในสังคมชั้นสูง ที่เรียกว่า กลุ่มไฮโซ กลวิธี
ในการดึงดูด ลูกค้าคือ ข้อเสนอว่า ถ้าหากพาเพื่อนมาเข้าร่วมปาร์ตี้ได้ 3–4 คน 
(หัวละ 1000.-บาท เป็นต้น) ผู้ชักชวนจะได้เข้าปาร์ตี้ฟรี 

เนื่องจากยาอีหรือ MDMA นี้มีโทษมาก และอันตรายมาก ทั้งยังไม่มีประโยชน์ 
ทางการแพทย์เลย WHO จึงประกาศเป็นสารต้องห้าม ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วย
วัตถุ ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. 1971 (Convention on Psychotropic 
Substance 1971)    สารนี้ แพร่ระบาด ในกลุ่มวัยรุ่นของยุโรปตะวันตก และ
สหรัฐอเมริกา จากข้อมูลที่ได้รับจาก INCB แหล่งลักลอบผลิตแหล่งใหญ่อยู่ที่ 
ประเทศเนเธอร์แลนด์ จึงทำให้เข้าใจว่ามาระบาดในประเทศไทย ในหมู่วัยรุ่น 
ที่มีฐานะร่ำรวย และเคยใช้ชีวิต อยู่ ในต่างประเทศ สำหรับผู้นำยาอีเข้ามาขาย 
ในประเทศไทย มักมาจากทางประเทศฮ่องกง จีน และไต้หวัน เป็นต้น 

ในปาร์ตี้ยาอีจะมีการเสพยาหลายชนิด ตั้งแต่กินยาอี , ยาเลิฟ, สูบยาบ้า, กินยา
หลอนประสาทพวก LSD สูดหรือฉีดโคเคน สูดยาเค สูบกัญชา สูบหรือฉีดผง
ขาว ดมกาว และดื่มแอลกอฮอล์ แม้กระทั่งยากล่อมประสาท ต่างๆ เนื่องจาก
การแพร่ระบาด ของยาเสพติดมีมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2539    ได้มีประกาศจาก 
กระทรวงสาธารณสุข ให้เพิ่มโทษยาเสพติดต่างให้รุนแรง ขึ้น โดยจัดให้ ยาอี, 
ยาบ้า (Methamphetamine), ยาแอมเฟตามีน และอนุพันธ์ทั้งหมดและ LSD
แอลเอสดี ซึ่งเคยจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อ จิตประสาทประเภทที่ 1 มาเป็นยา
เสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ตาม พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 
มีบทลงโทษเช่นเดียวกับ เฮโรอีน และให้ ยาเค รวมทั้ง ยาเคตามีน ซึ่งเป็นยา
สลบแต่กลับมาใช้ผลิต ยาเค มาเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ประเภทที่ 2 
ตาม พระราชบัญญัติ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท พ.ศ. 2518 



รูปร่างลักษณะ 

ยาอี โดยทั่วไปจะเป็นเม็ดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร รูป
ร่างกลมมี MDMA อยู่ประมาณ 50 mg ต่อ 1 เม็ด มีสีต่างๆ กันไป ยุคแรก จะ
เป็นสีแดงอิฐ มีสัญลักษณ์เป็นรูปนก ต่อมามีทั้งสีขาว,แดง,ชมพู,ฟ้า,เขียว และ
อื่นๆ สัญลักษณ์บนเม็ดก็แตกต่างกันออกไป  เช่นรูปค้างคาว หรือรูป ซุปเปอร์
แมนเป็นต้น นอกจากนี้ยามีการนำเข้ายาอีแบบต่างๆ อ้างว่าว่ามีสรรพคุณแตก
ต่างกันดังนี้ คือ ถ้ามีสัญลักษณ์เป็นรูปดอกโบตั๋นสีแดงบนเม็ด เสพมีความต้อง
การ ทางเพศสูง ถ้ามีสัญลักษณ์เป็นรูปผลแอปเปิลลบนเม็ดจะมี 3 สี คือ เขียว, 
แดงและชมพู เสพแล้วเคลิบเคลิ้ม ถ้ามีตัวหนังสือ RN บนเม็ดเสพแล้วจะเบลอ 
สะลึมสะลือ ชอบเก็บตัว เฉยๆ ถ้ามีสัญลักษณ์เป็นรูปเป็ดใส่หมวกบนเม็ด เสพ
แล้วคึกคัก สนุกสนาน ถ้ามีสัญลักษณ์เป็นรูปห่านสีขาวบนเม็ดเสพแล้วจะเต้นรำ 
เฮฮา   ถ้ามีตัวหนังสือ JP สีฟ้าบนเม็ดเสพแล้ว เต้นอย่างสุดเหวี่ยงโดยไม่หยุด 
ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย   ถ้ามีตัวหนังสือ JJ สีขาว บนเม็ด เสพแล้วสะลึมสะลือ 
ชอบเลื้อยหรือ นั่งส่าย ศีรษะไปมาถ้าเต้นรำ ก็จะเป็นจังหวะช้าๆ ตกอยู่ในภวังค์ 
สร้างความสุข ด้วย จินตนาการ นอกจากนี้ยังมีเป็นรูปหัวใจ และอื่นๆ อีก 


การเสพยาอี 
ปกติยาอีจะเสพโดยการกิน แต่สามารถละลายน้ำฉีด  หรือสูบควันได้  ขนาดกิน 
โดยทั่วไปที่เสพกันคือ 1 - 2 mg ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดย เฉลี่ยน้ำหนัก 50 
- 70 kg ก็จะกินยาอีประมาณ 1 - 2 เม็ด ถ้าเสพ มากกว่า นี้จะเกิดพิษ เฉียบพลัน 
ที่รุนแรง ผู้เสพจะรู้สึกไม่สบาย 

การเสพแบบ Speed ball โดยการกินยาอี และเมื่อใกล้หมดฤทธิ์ จะสูดยาเค 
ทางจมูกตามเพื่อให้ออกฤทธิ์ต่อเนื่อง 

ยาอีและยาเลิฟ (MDMA และ MDA) บางครั้งจะถูกเรียกรวม ๆ กันไป หรือ
เรียกแทนกัน แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วเป็นคนละตัวกัน แต่ออกฤทธิ์ คล้ายคลึง
กัน เชื่อว่ามีการเสพยาอีและยาเลิฟโดยวิธีอื่นอีก เช่น บดคลุกบุหรี่สูบ มีสัญญา
ลักษณ์ ที่มวนบุหรี่เป็นรูปผู้หญิงนอน เปลือยกายหรือรูปหัวใจ มวนละ ประมาณ 
30 บาท อาจจะขายเป็นซอง บ้างว่ามีการผสมในลิปสติกขาย ให้นักเรียนหญิง
ตามโรงเรียน มีชื่อเสียงในกรุงเทพแท่งละ 3,000. -บาท ทาปากแล้วเลียริม
ฝีปาก ไปเรื่อย ๆ ทำให้เมาเคลิ้มไปตลอดทั้งวัน 

แหล่งขายปลีกยาอี, ยาเลิฟ มีไม่มากนัก มักจัดเป็นปาร์ตี้ แต่อาจหา ซื้อได้ 
ในสถานบันเทิงปะปนกับยาเสพติดตัวอื่นๆ พอได้บ้าง ผู้ซื้อก็มักจะเป็นนักเรียน, 
นักศึกษาวัยรุ่นหรือคนเที่ยวกลางคืน ตามผับหรือ ดิสโก้เทค ดังๆ มักจะมี ยา
เหล่านี้ขายอยู่ 

 


เภสัชวิทยา (Pharmacology) 

ยาอีอาจถือได้ว่าเป็นอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน (Amphetamine) ซึ่งมีฤทธิ์
กระตุ้นประสาท (Stimulants, Amphetamine - like effects) แต่ออกฤทธิ์
แรงกว่า 10 เท่า จากการศึกษาทาง SAR (Structure Activity Relationship) 
พบว่าโครงสร้างทางเคมีคล้าย Methamphetamine ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นระบบ
ประสาททั้งส่วนกลางและส่วนปลาย ขณะเดียวกัน ยังออกฤทธิ์หลอนประสาท
หรือทำให้ประสาทบิดเบี้ยว (Psychedelic effects) และโครงสร้างทางเคมี
ก็คล้าย Mescaline ซึ่งเป็น ยาหลอนประสาท จึงสามารถจัดอยู่ใน กลุ่มยา
หลอนประสาทได้ (Hallucinogens, Psychomimetics) ฤทธิ์หลอนประสาท 
จะอ่อนกว่าแอลเอสดี (LSD) (MDMA 5 mg ออกฤทธิ์เท่ากับ LSD 1 micro
gram) และอาการหลอนประสาท ก็ไม่เหมือนกันทีเดียว ยาอีจึง เป็นยาที่ออก
ฤทธิ์แตกต่างไปจาก ยากลุ่มต่างๆ คือทั้งกระตุ้นประสาท และ หลอนประสาท 
จึงน่าจะ จัดยาอีเป็นยา ที่ออกฤทธิ์ หลายอย่างได้ (Multiple effect producing 
agents) 

เมื่อเสพยาอีจะเกิดความสุขลึกซึ้ง (Euphoria)ร่วมกับอาการ หลอนประสาท 
ซึ่งไม่เหมือนอาการหลอนประสาทแบบกลุ่ม Hallucinogens อื่นๆ เช่น LSD 
แต่ไปคล้ายกับยากลุ่ม Amphetamine คือมีอาการ เมายาเคลิ้มเมื่อฤทธิ์ขึ้น 
(High หรือ up) และตามด้วยซึมเศร้า (depression) เมื่อฤทธิ์ลดลง (Down) 
ความเคลิ้มเมาและหลอนประสาท ร่วมกับการเคลื่อนไหวของ กล้ามเนื้อจาก
ฤทธิ์ของ 5 HT และ Dopamine ที่สูงขึ้นทำให้ ผู้กินยาอีชอบเต้นรำโยกย้าย
ไปมาในบรรยากาศ ที่มีแสงสี โดยไม่รู้จักเหนื่อย 

คนทั่วไปจะกินยาอีในขนาด 1 - 2เม็ดต่อครั้ง (50 - 100 mg) ถ้ากิน ขนาดเกิน 
100 mg จะทำให้เกิดอาการพิษเฉียบพลัน ในรายที่มีอาการรุนแรง กล้ามเนื้อ 
ทุกส่วนในร่างกายจะกระตุก กรามจะสั่นผู้ป่วยต้องกัดกรามแข็งไว้ (Bruxism, 
Spasm of jaw muscle) เมื่อกล้ามเนื้อใช้งานมาก ก็จะมีการสลายตัว ตรวจเลือด
จะพบว่ามีการสูงขึ้นของ CPK (Creatinine phosphokinase) และ
เพิ่มภาวะ การเป็นกรดในร่างกาย การกระตุ้น ประสาทส่วนปลาย เกิดเป็นภาวะ 
Sympathomimetic Storm ม่านตาขยาย ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว และ
ผิดจังหวะ เกิดภาวะ หัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ชัก 
โคม่า ทำให้เกิดภาวะ ไข้สูง และเสียชีวิตได้ อาการทางจิตได้แก่ประสาท หลอน
หูแว่วและหลงผิดนั้น อาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมเป็นอันตราย ต่อตนเองและ
ผู้อื่นได้ 
ี ปากแห้ง, ม่านตาขยาย, หายใจไม่ออก, ไข้สูง, ปวดศีรษะ, คลื่นไส้อาเจียน ,
ขบกรามโดยไม่รู้ตัว, มือสั่น, เดินเซ 







 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.