BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com

top

 
โตแบบปลอดยาเสพติด: แนวทาง
 ป้องกันสำหรับบิดามารดา

วัฒนธรรมของเรามีอิทธิพล
   อย่างไรต่อเด็กๆ ในเรื่อง
   ยาเสพติด  

ท่านจะสอนบุตรหลานของ
   ท่านเกี่ยวกับยาเสพติด
   อย่างไร


การสร้างแนวร่วม  
  เพื่อต่อต้านยาเสพติด

การป้องกันยาเสพติด
  เป็นหน้าที่ของทุกคน 

ผู้ปกครอง/นายจ้างทำอย่างไร
  หากคนในปกครองเกี่ยวข้องกับ
  สารเสพติด
 



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

  โตแบบปลอดยาเสพติด: แนวทางป้องกันสำหรับบิดามารดา      

รายงานและเอกสาร เติบโตแบบปลอดยาเสพติด: แนวทางป้องกันสำหรับบิดา
มารดา ต่อไปนี้เป็นเนื้อหาบางตอน ที่คัดมาจากหนังสือ ที่กระทรวงศึกษาธิการ
ของสหรัฐ แจกจ่ายให้ผู้ที่เป็นบิดามารดา ตามโครงการโรงเรียนที่ปลอดภัย และ
ปลอดยา (U.S. Department of Education’s Safe and Drug-Free School Program) นับตั้งแต่การตีพิมพ์ครั้งแรก ได้มีการแจกจ่ายหนังสือดังกล่าว ให้
แก่ผู้ที่เป็นบิดามารดา ทั่วสหรัฐอเมริกาแล้วถึง 28 ล้านเล่ม ท่านสามารถอ่าน
หนังสือนี้ ได้ทางอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ www.ed.gov/offices/OESE/SDFS 

มุมมองของบุตรหลานของท่าน 

ทำไมเด็กจึงใช้ยาเสพติด 
บิดามารดาของเด็กที่ติดยาเสพติดมักคิดว่า บุตรของตนถูกกดดันจากเพื่อนหรือ
พ่อค้ายาเสพติดให้เสพยา แต่เด็กเองบอกว่าตนตัดสินใจใช้ยาเสพติดเพื่อแก้เซ็ง 
เพื่อให้รู้สึกดี ลืมความทุกข์ ได้ผ่อนคลาย สนุกสนาน เพราะอยากรู้อยากเห็น 
ชอบเสี่ยง เพื่อบรรเทาอาการปวด เพื่อให้รู้สึกว่าตนเป็นผู้ใหญ่ เพื่อแสดงความ
เป็นอิสระ เพื่อเข้ากลุ่ม หรือเพื่อให้ดูเท่ 

แทนที่เด็กๆ จะได้รับอิทธิพลจากเพื่อนใหม่ ซึ่งตนติดอุปนิสัยมา เด็กๆ และวัยรุ่น 
กลับเปลี่ยนกลุ่มเพื่อนบ่อยๆ เพื่อที่จะได้อยู่กับ คนที่มีวิถีชีวิตแบบเดียวกัน 

บิดามารดาเป็นผู้ที่รู้จักบุตรหลานของตนดีที่สุดดังนั้น บิดามารดาจึงเป็นผู้ที่เหมาะ
สมที่สุดที่จะแนะนำทางเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่ายาเสพติดให้แก่บุตรหลานของตน การ
เล่นกีฬา การเข้าชมรม การเรียนดนตรี การเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือชุมชน และ
กิจกรรมหลังเลิกเรียนอื่นๆ ไม่เพียงทำให้เด็กๆ และวัยรุ่นกระตือรือร้นและสนใจ
เท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดบิดามารดา ซึ่งจะได้ดูพวกเขาแข่งกีฬาและ
แสดงดนตรี เพื่อพัฒนาความรู้สึกเป็นอิสระ และเป็นผู้ใหญ่ในทางที่ดีให้แก่เด็ก 
ท่านอาจสนับสนุนให้เด็กรับจ้างเลี้ยงเด็ก หรือสอนหนังสือ ถ้าเด็กชอบความเสี่ยง 
ท่านอาจแนะนำกีฬาปีนหน้าผา คาราเต้ หรือการตั้งแค้มป์ เป็นต้น 

วัฒนธรรมของเรามีอิทธิพลอย่างไรต่อเด็กๆ ในเรื่องยาเสพติด 
น่าเสียดายที่บางครั้งแฟชั่นและความนิยมต่างๆ ในวัฒนธรรมของเรากลับเป็นค่า
นิยมที่น่าตกใจที่สุด ทุกวันนี้ เด็กๆ ถูกแวดล้อมไปด้วยข่าวสารต่างๆ ทั้งที่เป็นนัยๆ 
และอย่างชัดเจนว่าแอลกอฮอล์ ยาสูบและยาเสพติดนั้น "ดี" อย่างไร บุตรหลานของ
ท่านอาจเห็นดาราโทรทัศน์ มีชีวิตที่ร่ำรวยหรูหราจากเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติด 
หรือพวกเขาอาจบังเอิญไปพบเว็บไซต์ ที่สนับสนุนให้การใช้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎ
หมาย หรือพวกเขาอาจจะเห็นดาราคนโปรด สูบบุหรี่ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุด หรือ
อาจจะได้ฟังเพลง ที่พรรณนาถึงความตื่นเต้น ของการมีเพศสัมพันธ์ ในขณะที่ยา
เสพติดกำลังออกฤทธิ์ 

เพื่อป้องกันเหตุการณ์เหล่านี้ ท่านอาจจะนำโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์มาตั้งไว้ใน
บริเวณส่วนรวม เพื่อที่ท่านจะได้ทราบว่า บุตรหลานของท่านกำลังดูอะไรอยู่ 

ท่านควรนั่งอยู่กับพวกเขาในขณะที่พวกเขาดูโทรทัศน์ หรือเล่นอินเตอร์เน็ตกับ
พวกเขา เพื่อจะได้ทราบว่าพวกเขาสนใจอะไร เมื่อพบเห็นสิ่งที่ท่านไม่ชอบใจ 
ท่านอาจถือโอกาสนี้สอนพวกเขา ท่านอาจกำหนดแนวทางว่า รายการโทรทัศน์ 
ภาพยนตร์ และเว็บไซต์ใดเหมาะสมกับบุตรหลานของท่าน (และอาจจะให้กำลัง
ใจแก่พวกเขาว่า โลกไม่ได้มืดมนอย่างที่พวกเขาเห็นในข่าว ซึ่งมักจะเน้นหนัก
ในเรื่องปัญหาสังคมอย่างมาก) 

ในทำนองเดียวกัน ท่านควรทำความรู้จักสถานีวิทยุ แผ่นซีดี และเทปเพลงที่บุตร
หลานของท่านโปรดปราน จากการสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ วัยรุ่นส่วนใหญ่บอกว่า
การฟังเพลง เป็นกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนในโรงเรียน ที่พวกเขาชื่นชอบที่
สุด และโดยเฉลี่ยแล้ว พวกเขาจะใช้เวลาในการฟังเพลง วันละ 3-4 ชั่วโมง 
เนื่องจากเพลงที่พวกเขาฟังจำนวนมากทำให้รู้สึกว่า ยาเสพติดเป็นของน่าลอง 
และปราศจากผลพวงใดๆ ท่านอาจจะต้องแสดงท่าที ที่ชัดเจนของท่านเพื่อคัด
ค้านความคิดเหล่านั้น 

ท่านจะสอนบุตรหลานของท่านเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างไร 
เด็กก่อนวัยเรียน 
อาจจะดูเหมือนเร็วเกินไป ที่จะพูดคุยเรื่องยาเสพติด กับเด็กก่อนวัยเรียน แต่ 
ทัศนคติ และอุปนิสัยที่ก่อขึ้น ในตัวของพวกเขาในวัยนี้ จะมีส่วนสำคัญต่อการ
ตัดสินใจของพวกเขา เมื่อเติบโตขึ้น ในวัยเด็กเช่นนี้ พวกเขาจะกระตือรือร้น 
ที่จะเรียนรู้กฎระเบียบ และจำมันให้ได้ และพวกเขาต้องการคำแนะนำจากท่าน 
ว่าสิ่งใด "ดี" สิ่งใด "ไม่ดี" แม้ว่าพวกเขาจะโตพอที่จะ เข้าใจว่าการสูบบุหรี่ 
ไม่ดีสำหรับพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังไม่พร้อม ที่จะรับรู้ข้อเท็จจริงที่ซับซ้อน 
เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ยาสูบ และยาเสพติดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม 
ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสม ในการฝึกทักษะในการตัดสินใจ และแก้ปัญหา 
ซึ่งจำเป็นสำหรับพวกเขาในการที่จะ "ปฏิเสธ" ยาเสพติดในอนาคต 

ต่อไปนี้เป็นวิธีที่จะช่วยบุตรหลาน วัยก่อนเข้าเรียนของท่าน ให้สามารถตัดสิน
ใจอย่างถูกต้องว่าสิ่งใดควร และไม่ควรที่จะเข้าสู่ร่างกายของพวกเขา 
-- คุยกับพวกเขาถึงเหตุผลที่เด็กต้องการอาหาร ที่มีประโยชน์ ให้บุตรหลาน
    ของท่าน เอ่ยชื่ออาหารที่มีประโยชน์ ที่เขาชอบรับประทานหลายๆ ชนิด และ
    อธิบายว่าอาหารเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และความแข็งแรงอย่างไร 

-- จัดตารางเวลาของท่านไว้เป็นประจำ สำหรับดูแลบุตรหลานอย่างเต็มที่  ลง
    คลุกคลีกับเขา เรียนรู้ว่าเขาชอบ และไม่ชอบอะไร บอกเขาว่าท่านรักพวก
    เขา และพวกเขาเยี่ยมยอดเกินกว่าที่จะตกเป็นทาสยาเสพติด 

ด้วยการกระทำเช่นนี้ ท่านจะสร้างสายสัมพันธ์แห่งความไว้วางใจ และความรัก
ที่ แข็งแกร่ง ซึ่งจะทำให้บุตรหลานของท่าน สามารถหลีกหนียาเสพติดได้ง่าย
ขึ้นในภายภาคหน้า 

-- ให้แนวทางแก่บุตรหลาน เช่น การเล่นอย่างยุติธรรม การรู้จักแบ่งปันของ
    เล่น และการพูดแต่ความจริง เพื่อให้เด็กๆ ทราบว่า ท่านต้องการให้พวก
    เขาปฏิบัติตนอย่างไร 

-- สนับสนุนให้บุตรหลานของท่านทำตามคำสั่ง และไต่ถามเมื่อไม่เข้าใจ 

-- เมื่อบุตรหลานของท่านขัดเคืองใจ ในขณะที่เล่นของเล่น ให้ท่านฉวย
    โอกาสนี้ เสริมสร้างทักษะของพวกเขาในการแก้ปัญหา ตัวอย่างเช่น ถ้า
    บล็อคไม้ที่พวกเขากำลังต่ออยู่ คอยแต่จะล้มลงมาอยู่เรื่อยๆ ท่านก็ควรจะ
    ช่วยพวกเขาหาวิธีแก้ไข การเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้าย ให้กลายเป็นความ
    สำเร็จ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเองของเด็ก 

-- ปล่อยให้บุตรหลานของท่าน เลือกเสื้อผ้าที่จะสวมใส่เอง เมื่อมีโอกาส 
    แม้ว่า เสื้อผ้าเหล่านั้นจะดูไม่เข้ากันเลยก็ตาม ท่านจะช่วยเพิ่มทักษะของ
    เด็กในการตัดสินใจ 

-- สอนให้เด็กรู้จักสารที่มีพิษ และเป็นอันตรายต่างๆ ที่มีอยู่ในครัวเรือน เช่น  
    น้ำยาฟอกขาว น้ำยาทำความสะอาดครัว น้ำยาขัดเฟอร์นิเจอร์ และอ่าน
    ฉลากคำเตือนบน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้เด็กฟัง อธิบายให้เด็กเข้าใจว่ายา "ที่
    ไม่ดี" นั้นมิได้มีฉลากเตือนทุกครั้งไป ดังนั้น พวกเขาควรจะรับประทานอาหาร  
    หรือยาตามใบสั่งแพทย์ที่ท่าน ปู่ย่าตายาย หรือพี่เลี้ยงมอบให้เท่านั้น 

-- อธิบายให้เด็กเข้าใจว่ายาตามใบสั่งแพทย์นั้น จะช่วยรักษาเฉพาะผู้ป่วยที่ 
    ใบสั่งดังกล่าวเจาะจงถึงเท่านั้น แต่อาจเป็นอันตรายต่อผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กๆ 
    จึงห้ามเด็กๆ แตะต้องยาเหล่านี้ 


เด็กวัยอนุบาลจนถึงประถม 3 ( 5-8 ปี) 
โดยทั่วๆ ไป เด็กในวัยนี้มักแสดงความสนใจต่อโลกภายนอกครอบครัว และ
บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ บัดนี้จึงถึงเวลาแล้ว ที่จะเริ่มอธิบายให้เด็กทราบว่าแอล
กอฮอล์ บุหรี่ และยา เสพติด คืออะไร และให้พวกเขาทราบว่ามีบางคนที่เสพ
สิ่งเหล่านี้ทั้งๆ ที่ทราบดีว่าเป็นของอันตราย และมีผลอย่างไร จงพูดคุยกับเด็ก
ว่าสิ่งที่พวกเขานำเข้าสู่ร่างกาย ที่ไม่ใช่อาหารนั้นมีอันตรายร้ายแรงเพียงใด 
และยาเสพติดรบกวนระบบการทำงานในร่างกายของเรา และทำให้เราป่วย
หรือตายได้อย่างไร (เด็กในวัยนี้ส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์จริง จากการตาย
ของญาติ หรือญาติของเพื่อน ที่โรงเรียนมาบ้างแล้ว) อธิบายให้เด็กทราบความ
หมายของการติดยา ซึ่งหมายถึงการใช้ยาจนกลายเป็นนิสัย และไม่อาจเลิกได้ 
ชมเชยบุตรหลานของท่าน ที่รู้จักดูแลตัวเองเป็นอย่างดี และหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจ
เป็นอันตราย 

เมื่อบุตรหลานของท่านขึ้นเกรด 3 (เทียบได้กับชั้นประถมปีที่ 3 ของไทย) (อายุ 
5 –8 ปี) พวกเขาควรจะเข้าใจเรื่องต่อไปนี้: 
-- อาหาร ยาพิษ ยารักษาโรค และยาเสพติดแตกต่างกันอย่างไร 
-- ยาที่แพทย์เป็นผู้สั่งและผู้ใหญ่จัดให้รับประทานอาจช่วยแก้อาการเจ็บป่วยได้ 
    แต่อาจเป็นอันตรายถ้าใช้อย่างผิดๆ ดังนั้น เด็กๆ จึงควรหลีกหนีจากสารที่
    ตนไม่รู้จักหรือภาชนะที่ตนไม่ทราบว่าข้างในเป็นอะไร 
-- เหตุใดผู้ใหญ่จึงดื่มเหล้าได้ แต่เด็กๆ ดื่มไม่ได้ แม้จะเป็นปริมาณน้อยนิด  
   ทั้งนี้เพราะแอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสมองและร่างกายของเด็กที่กำลัง
   เจริญเติบโต 

เกรด 4 – เกรด 6 ( อายุ 9-11 ปี) 
จงรักษาจุดยืนที่มั่นคงของท่านไว้ในเรื่องยาเสพติด ในวัยนี้ เด็กๆ จะสามารถ 
รับฟังการพูดคุยในหัวข้อที่ยากขึ้นเกี่ยวกับสาเหตุที่คนติดยาเสพติด ท่านอาจ
ใช้ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กๆ ในเหตุสะเทือนใจต่างๆ (เช่น อุบัติเหตุ
รถยนต์ หรือการหย่าร้าง) เป็น เครื่องมือในการพูดคุยว่ายาเสพติดทำให้เกิด
เหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างไร เด็กๆ ในวัยนี้ยังชอบเรียนรู้ข้อเท็จจริงด้วย โดย
เฉพาะข้อเท็จจริง ในเรื่องแปลกๆ และพวกเขายังต้องการทราบว่าแต่ละสิ่ง
แต่ละอย่าง มีความเป็นมาอย่างไร เด็กในวัยนี้อาจสนใจว่า ยาเสพติดมีผลต่อ
สมอง หรือร่างกายของผู้เสพอย่างไร ท่านควรอธิบายให้เด็กฟังว่า อะไรก็ตาม 
ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ไอ หรือแอสไพริน ถ้าใช้มากเกินไป อาจเป็นอันตรายได้ 

ในช่วงเวลานี้ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียว หรือกลุ่มเพื่อน มีความสำคัญมากพอๆ 
กับการที่พวกเขาสามารถเข้ากลุ่มได้ และถูกมองว่าเป็นคน "ปกติดี" เมื่อเด็ก
เข้าโรงเรียนมัธยม พวกเขาได้ละทิ้งสภาพแวดล้อมขนาดเล็ก ที่ให้การดูแล
อย่างประคบประหงม เพื่อเข้าร่วมกับกลุ่มเด็กวัยก่อนวัยรุ่น ที่มีขนาดใหญ่และ
มีความห่างเหินกว่า เด็กเหล่านี้อาจสอนให้บุตรหลานของท่านรู้จักแอลกอฮอล์ 
บุหรี่ หรือ ยาเสพติด ผลการวิจัยชี้ว่ายิ่งเด็กเริ่มใช้สารเสพติดเหล่านี้เร็วเท่าใด 
ก็ยิ่งมีโอกาสเผชิญปัญหารุนแรงมากขึ้นเท่านั้น จึงถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง 
ที่บุตรหลานของท่าน ต้องมีทัศนคติต่อต้านยาเสพติดอย่างมุ่งมั่น ก่อนที่จะ
เข้าโรงเรียนมัธยม 

ก่อนที่บุตรหลานของท่านจะออกจากโรงเรียนประถม พวกเขาควรทราบถึง: 
-- ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติดที่มีต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายใน 
    ทันที รวมทั้งการเสี่ยงต่อการตกอยู่ภาวะโคม่า หรือการใช้ยาเกินขนาดจน
    ถึงแก่ชีวิต 
-- ผลระยะยาว เพราะเหตุใดยาเสพติดจึงเสพแล้วติด และทำให้ผู้เสพไม่
    สามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้ 
-- เหตุผลว่า ทำไมยาเสพติดจึงเป็นอันตรายต่อร่างกาย ที่กำลังเจริญเติบโต 
-- ปัญหาที่แอลกอฮอล์และยาเสพติดอื่นๆ ก่อให้กับผู้เสพ ตลอดจนครอบครัว 
    และโลก 

ลองสมมุติเหตุการณ์ว่ามีเพื่อนเสนอยาเสพติดให้ ลองให้เด็กๆ ซ้อมพูดกับเพื่อน
ด้วยน้ำเสียงเน้นหนักว่า "ยานี้มีอันตรายมากนะ!" อนุญาตให้พวกเขาอ้างชื่อท่าน
ได้ เช่น บอกว่า "แม่คงฆ่าฉันแน่ถ้าฉันดื่มเบียร์!" ประโยคที่เด็กก่อนวัยรุ่นนิยม
ใช้ เป็นเหตุผลในการปฏิเสธกัญชาคือ "เดี๋ยวแม่จะโกรธ" 

สอนบุตรหลานของท่านให้คอยระวังโฆษณายาเสพติด และสุรา พูดคุยกับพวก
เขาเกี่ยวกับการที่โฆษณา เนื้อเพลง ภาพยนตร์ และรายการโทรทัศน์ ต่างรุม
เสนอข้อความโฆษณาว่าการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และเสพยาเป็นของโก้เก๋ ท่าน
ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า บุตรหลานของท่าน สามารถแยกแยะระหว่างเรื่อง
โกหก และเรื่องจริงเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติดอื่นๆ    และท่าน
ควรชมเชยพวกเขา ที่สามารถคิดได้ด้วยตนเอง 

จงทำความรู้จักกับเพื่อนของลูกๆ สถานที่ๆ พวกเขาชอบไปเที่ยวกัน และสิ่งที่
พวกเขาชอบทำ สร้างมิตรภาพกับพ่อแม่ของเพื่อนลูก เพื่อที่จะได้ช่วยกันได้ 
ท่านจะได้ใกล้ชิดชีวิตประจำวันของลูกมากขึ้น และจะมีโอกาสทราบถึงสิ่งที่
เป็นปัญหาได้ดีขึ้น (ทั้งนี้เพราะเด็กที่มีเพื่อนติดยาเสพติด จะมีโอกาสสูงมาก
ที่จะติดยาด้วย) เด็กในวัยนี้ต้องการความสนใจ และการเอาใจใส่ดูแล   จาก
การสำรวจความเห็น ของเด็กนักเรียนชั้นประถม 4 เด็กจำนวน 2 ใน 3 บอกว่า 
ต้องการให้พ่อแม่พูดคุยกับพวกเขามากขึ้น เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด 


มัธยมปีที่ 1 - 3 ( อายุ 12-14 ปี) 
โดยทั่วไป คนมักมีทัศนคติว่าวัยรุ่นชอบต่อต้าน และตกอยู่ใต้ความกดดันจาก
เพื่อนและชอบเสี่ยงต่ออันตราย ซึ่งอาจจะถึงกับเสียอนาคตได้ แม้จะดูเหมือน
วัยรุ่นไม่ค่อยเชื่อฟังพ่อแม่เพราะต้องการเป็นอิสระ    แต่วัยรุ่นก็ยังต้องการ
ความช่วยเหลือ การดูแล และการชี้นำทางจากผู้เป็นพ่อแม่มากกว่าวัยอื่นๆ 

เด็กที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นอาจต้องพบกับ ความเปลี่ยนแปลงอย่างมากและรวดเร็วทางด้าน
ร่างกาย อารมณ์ และความสัมพันธ์ วัยรุ่นมักเป็นช่วงเวลาแห่งความสับสน และความเครียด  
วัยรุ่นมักมีอารมณ์แปรปรวน และรู้สึกว่าตนขาดความมั่นคงอย่างมาก   เพราะต้องพยายาม 
ค้นหาตัวเอง และพยายามเข้ากับกลุ่ม และในขณะเดียวกัน   ก็ต้องการ
รักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้     ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่ามีเด็กหลาย
คนลองดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และเสพยาเสพติดชนิดอื่นๆ เป็นครั้งแรกในช่วงเวลานี้ 

พ่อแม่อาจไม่ทราบว่าลูกในวัยรุ่นของตนรู้สึกว่าตัวเองถูกแวดล้อมไปด้วยผู้ใช้
ยาเสพติด วัยรุ่นเกือบ 9 ใน 10 คนยอมรับว่า "ทุกวันนี้ ดูเหมือนจะมีกัญชาอยู่
ทุกหนทุกแห่ง" วัยรุ่นมีโอกาสที่จะเสพกัญชามากกว่า ที่พ่อแม่คาดไว้ถึง 2 เท่า 
และพวกเขาจะเสพกัญชากันตามสถานที่ๆ พ่อแม่คิดว่าปลอดภัย เช่น ที่โรงเรียน
 ที่บ้าน และตามบ้านเพื่อน 

แม้ว่าวัยรุ่นอาจไม่แสดงความชื่นชมออกมา แต่พ่อแม่มีบทบาทอย่างมาก ใน
การวางแนวทางในการตัดสินใจของลูก ในเรื่องยาเสพติด จงใช้ความรักสวยรัก
งามของคนวัยหนุ่มสาว ให้เป็นประโยชน์ และชี้ให้พวกเขาเห็นผลจากการสูบบุหรี่ 
และกัญชาที่เกิดขึ้นอย่างทันที และเป็นที่น่ารังเกียจ เช่น การสูบบุหรี่ทำให้ปาก
เหม็น ฟันเป็นคราบ และเสื้อผ้าและผมเหม็น เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ท่านก็ควร
จะบรรยายถึงผลระยะยาว ของการใช้ยาเสพติดด้วย 
-- การขาดทักษะสำคัญในการเข้าสังคม และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งตามปกติจะ
    ได้เรียนรู้ในช่วงวัยรุ่น 
-- การเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด และโรคถุงลมโป่งพอง 
-- การเสียชีวิตหรือพิการจากอุบัติเหตุ และการเป็นโรคตับแข็งจากการดื่มสุราจัด 
-- การติดยา สมองไม่ทำงาน และเสียชีวิต 


มัธยมปีที่ 4 – 6 (อายุ 15-17 ปี) 
วัยรุ่นในช่วงนี้ มักจะต้องผ่านการตัดสินใจมาแล้วหลายครั้งหลายหนว่า จะลองยา
"เสพติดดีหรือไม่ ในปัจจุบัน วัยรุ่นเข้าใจเรื่องการใช้ยาเสพติด เป็นอย่างดี และมิ
ได้เพียงรู้จักแยกแยะยาประเภทต่างๆ และผลของมันเท่านั้น แต่ยังรู้จักบอกความ
แตกต่าง ระหว่างการลองเสพ การเสพนานๆ ครั้ง และการติดยาอีกด้วย พวกเขา
ได้เห็นเพื่อนหลายคนใช้ยาเสพติด บางรายก็ไม่เห็นผลอย่างชัดเจน หรือผลในทันที 
แต่บางรายก็ใช้ยาเสพติดมาก จนไม่สามารถควบคุมได้ 

ข้อความทั่วๆ ไปที่ต่อต้านการใช้ยาเสพติดไม่เพียงพอ ที่จะทำให้วัยรุ่นต้านทาน
แรงกดดันจากเพื่อนๆ ได้    เวลานี้เป็นช่วงเวลาอันเหมาะสม ที่จะอธิบายให้ลูกๆ 
ของท่านเห็นความเกี่ยวข้องกัน ระหว่างการดื่มสุรา สูบบุหรี่ และใช้ยาเสพติดชนิด
อื่นๆ ในขณะตั้งครรภ์ กับความพิการแต่กำเนิดในเด็กทารก เราต้องเตือนวัยรุ่น 
ถึงผลอันร้ายแรงของการใช้ยาหลายประเภทรวมกัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ได้ พวกเขาต้องเชื่อฟังคำยืนยันจากพ่อแม่ ที่ว่าทุกคนมีโอกาสที่จะติดยาเสพติด
ได้ แม้แต่การใช้ยาโดยไม่ติดยา ก็อาจมีผลร้ายแรงที่ถาวรได้ 

เนื่องจากนักเรียนมัธยมปลายส่วนใหญ่ ต่างตั้งเป้าหมายไว้ในอนาคต พวกเขา
จึงน่าจะยอมรับฟังเหตุผลว่า ยาเสพติดจะทำลายโอกาสของพวกเขา ในการเข้า
มหาวิทยาลัยดีๆ การเข้ารับราชการทหาร หรือการได้รับการว่าจ้าง ให้เข้าทำงาน
บางประเภทได้อย่างไร 

วัยรุ่นมักจะมีอุดมการณ์และชอบฟังว่า พวกเขาจะช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้นได้อย่างไร 
จงสอนลูกๆ ที่อยู่ในวัยรุ่นของท่านให้เข้าใจว่า       ยาเสพติดไม่ใช่อาชญากรรมที่
ปราศจากผู้เสียหาย และอธิบายให้พวกเขาเข้าใจถึงผลของยาเสพติด ที่มีต่อสังคม
ของเรา ขอร้องพวกเขาโดยชี้ให้เห็นว่า การหลีกเลี่ยงยาเสพติด จะช่วยให้เมือง
ของท่านปลอดภัย และน่าอยู่ขึ้นได้อย่างไร และการปลอดยาเสพติดจะทำให้เด็กๆ 
มีพลังงานเหลือสำหรับช่วยติว หรือฝึกกีฬาให้เด็กรุ่นน้องหลังเลิกเรียน ซึ่งเป็นสิ่ง
ที่ชุมชนหวังพึ่งอยู่ 

บุตรหลานวัยรุ่นของท่านคงทราบว่ามีการโต้เถียงกัน ในเรื่องการออกกฎหมาย 
กำหนดให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และการอนุญาตให้แพทย์ใช้กัญชาในการ
รักษาโรค ความ คิดที่ว่ายาเสพติดอาจมีประโยชน์ด้านสุขภาพนั้น ฟังดูสับสน ใน
เมื่อบุตรหลานของท่านโตพอ ที่จะเข้าใจความสลับซับซ้อน ในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่ง
สำคัญ ที่ท่านจะพูดคุยกับพวกเขาเมื่อมีโอกาส เช่น ในช่วงที่มีการเสนอข่าวใน
เรื่องนี้ เป็นต้น ท่านอาจจะต้องอธิบายให้พวกเขาฟังว่า ส่วนผสมในกัญชาที่มี
คุณสมบัติเป็นยารักษาโรค คือ เดลต้าเตตราไฮโดรคานิไบนอล (THC) อาจจะมี
อยู่แล้ว ในยาตัวอื่นที่แพทย์สั่งจ่าย ซึ่งปราศจาก สารก่อมะเร็งอย่างที่มีอยู่ใน
กัญชารมควัน ส่วนยาแก้ปวดอื่นๆ ก็มีส่วนผสมของโคดีนและมอร์ฟีน ซึ่งการทด
สอบ และการตรวจสอบขององค์กรด้านเภสัชกรรม ได้ระบุแล้วว่าปลอดภัยใน
การใช้ 

การที่พ่อแม่ชมเชย และสนับสนุนลูกๆ ในสิ่งที่ลูกทำได้ดีและตัดสินใจได้อย่าง
ถูกต้อง เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อท่านรู้สึกภูมิใจในตัวบุตรชายหรือบุตรสาวของท่าน 
จงบอกให้เขาทราบ การที่พวกเขาทราบว่าผู้ใหญ่มองเห็นพวกเขาอยู่ในสายตา 
และชื่นชมพวกเขา นับเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างกำลังใจเป็นอย่างดี และอาจทำให้พวก
เขามีความมุ่งมั่น ที่จะหลีกเลี่ยงยาเสพติดมากขึ้น นอกจากนี้ บุตรหลานในวัยรุ่น
ของท่านอาจสนใจ ที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับน้องๆ ของพวกเขาด้วย 

 

 การสร้างแนวร่วม เพื่อต่อต้านยาเสพติด      

การสร้างแนวร่วม บทความต่อไปนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือ ที่ออกโดยแนวร่วม
ชุมชน เพื่อต่อต้านยาเสพติด แห่งอเมริกา (Community Anti-Drug Coalitions
of America) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน ที่ไม่แสวงหากำไร ที่เมืองอเล็กซานเดรีย 
รัฐเวอร์จิเนีย 

คำนำ
การสร้างแนวร่วมเพื่อต่อสู้กับปัญหาการใช้ยาเสพติดในชุมชนของท่าน  ไม่ใช่
เรื่องง่าย  ต้องใช้ทั้งความอุตสาหะ  การประนีประนอม ความอดทน และความ
มุ่งมั่นเป็นเวลานาน ผู้นำของแนวร่วม   ต้องมีทักษะความชำนาญของนายหน้า 
คนขายของ และคนหาเงิน เข้ากองทุน ส่วนในด้านจิตใจ และวิญญาณนั้น บุคคล
เหล่านี้ต้องได้ชื่อว่า เป็นนักอุดมการณ์

ขั้นที่ 1 ชี้ให้ชัดถึงปัญหาและผลกระทบที่มีต่อชุมชน
- ระบุขอบเขตและลักษณะของปัญหาในชุมชน เช่น มีใครใช้ยาเสพติดบ้าง? 
- และใช้ยาประเภทใด? 
- มีการติดยาเพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างไรบ้าง ในช่วงนี้? 
- การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นเพราะกิจกรรมของชุมชน หรือไม่? 
- การใช้ยาเสพติดมีผล ในทางลบต่อชุมชนอย่างไรบ้าง?

พยายามหาข้อมูลจากหลายๆ แหล่งเ พื่อตอบคำถามข้างต้น เป้าหมายในการ
สอบสวนของท่าน ควรเป็นการระบุแหล่งทรัพยากร และปัญหา เพื่อตอบสนอง
ความต้องการของชุมชนของท่าน นอกจากนี้ เพื่อให้การสอบสวนของท่าน เกิด
ประสิทธิผลมากที่สุด จงพยายามหาหลักฐานอื่นๆ นอกเหนือจากคำบอกเล่า
จากชาวบ้าน

บางทีการทำให้ผู้ที่จะเป็นสมาชิกแนวร่วม มีมุมมองที่กว้างขึ้น ก็อาจช่วยได้ 
โดยให้บุคคลเหล่านี้ พิจารณาการใช้สารเสพติด ตลอดทั้งกระบวนการ เริ่มตั้ง
แต่การไม่ใช้ยาเสพติด จนถึงการเลิกเสพยา

-- ผู้ที่ไม่ใช้ยาเสพติด: มีประชากรจำนวนเพียงเล็กน้อย คาดว่าประมาณร้อยละ
   10 หรือน้อยกว่า ที่ไม่เคยใช้ยาอื่นใด นอกเหนือจากยารักษาโรค
-- ผู้เคยใช้ยาเสพติด: วัยรุ่นร้อยละ 90 เคยลองดื่มสุราหรือใช้ยาเสพติดประเภท
    ใดประเภทหนึ่ง อย่างน้อยครั้งหนึ่ง ก่อนสำเร็จการศึกษา ระดับมัธยมปลาย     
    (ในข้อนี้ เรานับทุกอย่าง แม้กระทั่ง การจิบแชมเปญเพียงเล็กน้อย กับ
    ครอบครัวที่บ้าน)
-- ผู้ติดยา: ผู้ที่ดื่มสุรา และ/หรือใช้ยาเสพติด เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจของ
    ตน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ของวัยรุ่นทั้งหมดในสหรัฐ
-- การติดสารเคมี: สถาบันแห่งชาติว่าด้วยการติดยาเสพติด (National Institute
   on Drug Abuse -NIDA) ระบุว่าการติดยาคือโรคทางสมองประเภทหนึ่ง  
   จากการวิจัยค้นคว้า พบว่าการติดยา มีความเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ เช่นเดียว
   กับโอกาสเสี่ยง ต่อโรคบางชนิด ถ้าทั้งบิดา และมารดาของท่านติดยาเสพติด 
   ท่านจะมีโอกาสติดยาถึงร้อยละ 90
-- ผู้ที่พยายามเลิกยา: บุคคลกลุ่มนี้ได้แก่ผู้ที่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะเลิกใช้สาร
    เสพติด คนเหล่านี้ ต้องการความช่วยเหลือ และกำลังใจเป็นอย่างมาก

ขั้นที่ 2 ระบุตัวผู้ที่จะเป็นสมาชิกแนวร่วม
แนวร่วมต้องประกอบด้วย:
-- ตัวแทนจากภาคต่างๆ ในชุมชน
-- กลุ่มต่างๆ ที่หลากหลายวัฒนธรรมและเชื้อสาย
-- ผู้ที่มีอิทธิพลในชุมชน
-- ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัญหายาเสพติด
-- ผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ
-- องค์กรด้านการให้บริการ

ขั้นที่ 3 จัดประชุม
จัดการประชุมในช่วงเย็น โดยเลือกสถานที่ประชุมในย่านที่สะดวกหาได้ง่าย 
เช่น สถานที่ทางศาสนา ศูนย์สันทนาการ หรือโรงเรียน และป่าวประกาศเชิญ
ชวนให้คนมาเข้าร่วมประชุม

อย่าลืมรวบรวมรายชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ ของผู้ที่มาร่วมการประชุม
ควรเลือกผู้อำนวยการประชุม    ที่สามารถควบคุมการประชุม ให้ดำเนินต่อไป
อย่างเรียบร้อย มุ่งเน้นที่เป้าหมายของการประชุม ทำหน้าที่เป็นคนกลาง    ใน
กรณีที่เกิดการโต้เถียง และปฏิบัติต่อผู้เข้าร่วมการประชุมทุกท่าน ด้วยความ
เคารพ

ดำเนินการประชุมด้วยทัศนคติที่ว่า ไม่มีข้อคิดเห็นใดๆ ที่โง่เขลา (นอกจากข้อ
คิดเห็นนั้นๆ จะแสดงออก ถึงการเหยียดผิว หรือนิยมความรุนแรง) มอบหมาย
ผู้ใดผู้หนึ่ง ให้เป็นผู้จดบันทึกสิ่งที่เป็นปัญหา และ/หรือวิธีแก้ปัญหา ที่มีการ
กล่าวถึงในที่ประชุม อย่าท้อถอย ถ้ามีคนมาเข้าร่วมประชุมเพียงเล็กน้อย จง
วิเคราะห์ถึงสาเหตุ ที่มีคนมาน้อย และหาทางแก้ไข สำหรับการประชุมครั้ง
ต่อไป

ขั้นที่ 4 แลกเปลี่ยนมุมมอง
ในการประชุมครั้งแรก ผู้เข้าร่วมการประชุมต้องร่วมกัน เสนอมุมมองของตน 
เกี่ยวกับสาเหตุของการใช้ยาเสพติด และวิธีในการแก้ปัญหา ผู้จัดการประชุม
ควรกระตุ้นให้ทุกคนแสดงความคิดเห็น และให้ถือว่าข้อคิดเห็นเหล่านั้น  เป็น
การกล่าวถึงปัญหาอย่างเป็นทางการ โดยวางเป้าหมาย ไว้ที่การกำหนด
อุดมการณ์อย่างชัดเจนสำหรับชุมชน 

การใช้สารเสพติดมีผลกระทบ ต่อทุกคนที่อยู่ในทุกชุมชน แต่ในทางที่แตกต่าง
กัน ตัวอย่างเช่น มีบางคนเชื่อว่า นี่เป็นเรื่องของการทำความผิด และการถูกลง
โทษโดยเฉพาะ

แต่คนอีกกลุ่มกลับมองว่าการใช้ยาเสพติดเป็นโรคอย่างหนึ่ง แน่นอนที่จะต้อง
มีอีกหลายพวก ที่มีความคิดเห็น อยู่ระหว่างคนสองกลุ่มนี้ สาเหตุที่คนมีมุม
มองที่แตกต่างกัน ก็เพราะแต่ละคน มีประสบการณ์ "เพียงด้านเดียว" ข้อได้
เปรียบที่แท้จริง ประการหนึ่ง ของการมีแนวร่วมก็คือ ผู้คนจำนวนมาก ที่มี
ประสบการณ์ที่แตกต่าง กันจะสามารถระดมความคิด เพื่อกำหนดอุดมการณ์
ที่ถูกต้อง และมีความหมายขึ้นมา

ขั้นที่ 5 หารือเรื่องสถานการณ์จริงที่เป็นอยู่ในขณะนั้นและสิ่งที่เป็นอุดมการณ์
สภาพที่แท้จริงของการติดสารเสพติดในชุมชนของท่านเป็นอย่างไร มีการติด
ยาเสพติดชนิดใดบ้าง และใครเป็นผู้ใช้ยาเสพติดเหล่านั้น มีการซื้อขายยาและ
เสพยากันที่ไหนบ้าง ท่านจะวาดภาพเหล่านี้โดยใช้ข้อมูลทั้งที่เป็นรูปธรรมและ
นามธรรม ข้อมูลที่เป็นรูปธรรมคือข้อมูลที่เป็นสถิติตัวเลข ผลการสำรวจ และ
ผลการศึกษาที่กระทำอย่างครอบคลุม (จากขั้นที่ 1) ส่วนข้อมูลที่เป็นนามธรรมจะสะท้อนถึงสิ่งที่สมาชิกแนวร่วมและชุมชนมอง
เห็นและสัมผัส ข้อมูลทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญเท่าๆ กันต่อการที่จะเข้าใจ
ขอบเขตของปัญหายาเสพติด

ลองพยายามนึกถึงคำพูด ที่ท่านจะใช้ เพื่อบอกถึง สิ่งที่ท่านต้องการทำ เพื่อแก้
ไขสถานการณ์เกี่ยวกับยาเสพติด ในชุมชนของท่าน การที่จะพูดว่า "เราต้องการ
หยุดยั้งแอลกอฮอล์ และยาเสพติดในชุมชนของเรา" นั้นไม่เพียงพอ การพูดแบบ
นั้นกว้างเกินไป และจะไม่มีทางเป็นไปได้ ท่านควรกำหนดเป้าหมายสัก 10-15 
ข้อ ที่กลุ่มของท่าน ต้องทำให้ได้ ท่านต้องทราบว่า เป้าหมายของท่านคืออะไร 
ก่อนที่ท่านจะสามารถวางแผน เพื่อบรรลุในเป้าหมายเหล่านั้น

ท่านต้องแน่ใจว่าเมื่อแนวร่วมมีการลงมติครั้งใด ต้องใช้วิธีการต่อไปนี้: 
การหาฉันทามติ การลงคะแนนเสียง ตามระบอบประชาธิปไตย และการใช้สิทธิ
ยับยั้ง (วีโต้) แบบที่ใช้ในองค์การต่างๆ 

ขั้นที่ 6 กำหนดอุดมการณ์สำหรับชุมชนของท่าน
การแถลงอุดมการณ์เป็นการวาดภาพให้เห็นอย่างกว้างๆ โดยระบุว่า จุดยืนของ
องค์กรเป็นอย่างไร และองค์กรจะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด อุดมการณ์ไม่ใช่แผน
การ อุดมการณ์ หมายถึงการระบุอย่างถูกต้องว่า ท่านต้องการทำอะไร ส่วน "จะ
ทำอย่างไรนั้น" เป็นเรื่องทีหลัง การแถลงอุดมการณ์ ควรจะแสดงออกซึ่งความ
หวัง และให้แรงบันดาลใจ

ขั้นที่ 7 ตัดสินว่าขั้นตอนต่อไปคืออะไร
ขณะนี้ท่านหาสมาชิกแนวร่วมมาได้แล้ว คราวนี้ท่านต้องแน่ใจว่าทุกๆ คนทราบ
ว่า ตนต้องทำอะไรต่อไป และกำหนดตารางกิจกรรม เพื่อบรรลุในเป้าหมายเหล่า
นี้ จงกำหนด วันที่สำหรับการประชุมครั้งต่อไป ในตอนนี้เลย

ขั้นตอนต่อไปเรียกว่าการวางแผนกลยุทธ์
-- จัดตั้งคณะกรรมการวางแผนยุทธวิธี และกำหนดวัตถุประสงค์ของคณะ
    กรรมการฯ
-- กำหนดระเบียบในการสมัครเป็นสมาชิกแนวร่วม เช่น ความมุ่งมั่น ตารางเวลา  
    และความรับผิดชอบ
-- ระบุแหล่งข้อมูลที่ดีเพียงพอ และให้ความรู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้
-- ประเมินผลว่าวิธีการในการป้องกันการติดสารเสพติด ที่ชุมชนของท่านใช้อยู่ใน
    ปัจจุบันเป็นอย่างไร จงดึงองค์กรต่างๆ ที่ทำงานด้านนี้เข้ามาร่วมมือกับท่าน
    ด้วย

ท่านต้องไม่ลืมว่า การนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชุมชน และการปฏิรูปชุมชนนั้น 
ต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายาม และความเพียร แต่ผลตอบแทนนั้นคุ้มค่ายิ่งนัก 

 

 การป้องกันยาเสพติดเป็นหน้าที่ของทุกคน       

โดย เบอร์นี่ ดิอาซ** 
The Miami (Florida) Coalition for a Safe and Drug-Free Community)


แนวร่วมเพื่อชุมชนที่ผาสุกและปลอดจากภัยยาเสพติดแห่งไมอามี รัฐฟลอริดา 
[The Miami (Florida) Coalition for a Safe and Drug-Free Community) 
เป็นหนึ่งในโครงการป้องกันภัยยาเสพติด ที่ประสบผลสำเร็จ มากที่สุดของสหรัฐ 
แนวร่วมนี้มีบทบาทสำคัญ ในการก่อตั้งศาลยาเสพติด ประจำไมอามีและเดด
เคาน์ตี้ (Miami-Dade County Drug Court) ที่นางเจเน็ต รีโน รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ได้กล่าวถึง งานที่แนวร่วมฯ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2531 
ดำเนินการได้ช่วยลดปัญหา การใช้ยาเสพติดลงอย่างมาก ทั้งนี้จากสถิติผลการ
สำรวจ ที่หน่วยงานระดับรัฐบาลกลาง ระดับรัฐและระดับท้องถิ่นจัดทำขึ้น แนว
ร่วมฯ ได้ช่วยก่อตั้งโครงการ ที่ผนวกแนวทางป้องกันปัญหายาเสพติด เข้าไว้ใน
โครงการฝึกอาชีพ และได้มุ่งเน้นการป้องกัน ปัญหายาเสพติด ในกลุ่มคนเข้า
เมืองชาวไฮติ และ คิวบาเป็นพิเศษ สมาชิกของกลุ่มแนวร่วมฯ ได้ให้ความช่วย
เหลือ ผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ใน 564 เมืองของสหรัฐ และ 64 ประเทศทั่วโลก 
เพื่อก่อตั้งกลุ่มแนวร่วมชุมชน เพื่อต่อต้านยาเสพติดต่างๆ ขึ้น 

ความสำเร็จของแนวร่วมฯ ในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดในช่วงทศวรรษที่ผ่าน
มาไม่ ได้เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามในการร่วม
มือขั้นพื้นฐาน ของฝ่ายต่างๆ ในภาคเอกชน เพื่อรับมือกับปัญหาภัยทางสังคม 
กลุ่มแนวร่วมนี้ได้ก้าวขึ้น เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุด ในจำนวนองค์กรแบบ
เดียวกัน ทั่วทั้งสหรัฐ และภาคพื้นละตินอเมริกา เมื่อไม่นานมานี้ แนวร่วมฯ ได้
รับการติดต่อขอคำแนะนำ จากบรรดาผู้นำภาครัฐ และภาคเอกชน ในอาร์เจน
ตินา เปรู และโคลัมเบีย เกี่ยวกับวิธีที่ดีที่สุด ในการก่อตั้งสมาคมประเภทเดียว
กัน เพื่อต่อสู้กับภัยยาเสพติดในประเทศเหล่านี้ 

แง่มุมเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแนวร่วมฯ ที่น่าทึ่งที่สุด และอาจเป็นแง่มุมที่
น่าสนเท่ห์ สำหรับบางคนก็คือ ความยินยอมพร้อมใจของประชาคมธุรกิจ ใน
การเข้าร่วมดำเนินความพยายามระดับภูมิภาคนี้ นักธุรกิจอาจมีเหตุผลเด่นชัด ที่จะไม่เข้าร่วม เนื่องจากกิจกรรมของชุมชน ไม่ได้ทำให้บริษัทธุรกิจ มีผลกำ
ไรงอกเงยขึ้น กลุ่มอื่นๆ ในชุมชนมักจะร่วมกันเรียกร้อง ให้ผู้นำภาคธุรกิจ เข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มตน แต่ผู้นำธุรกิจเหล่านี้ ไม่มีเวลา หรือแนวโน้ม 
ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมอย่างจริงจังหรืออย่างสม่ำเสมอ 

แม้จะมีอุปสรรคดังกล่าว แนวร่วมฯ ก็สามารถฟันฝ่าเข้าถึงภาคเอกชนได้สำเร็จ
ในปี พ.ศ. 2531กลุ่มผู้นำทางธุรกิจและผู้นำชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมทางสังคม
อย่างแข็งขัน และมีหลายคน ที่มาจากหอการค้าไมอามี (Greater Miami 
Chamber of Commerce) ได้ขานรับต่อปัญหาท้องถิ่นที่มี ความสำคัญเร่งด่วน
นี้ กลุ่มคนเหล่านี้ได้ชักชวนเพื่อนๆ ให้เข้ามีส่วนร่วม โดยชี้แจงให้เข้าใจถึงความ 
จำเป็นที่วงการธุรกิจต้องเข้ามามีบทบาท ในการป้องกันยาเสพติด แม้มิใช่ด้วย
ความเมตตา ก็ด้วยเหตุผลทางการเงิน 

ตลอดช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523) เมืองไมอามี และเขต
ปริมณฑล ต้องประสบปัญหาการระบาดของโคเคน ในสัดส่วนที่น่าตระหนก กลุ่ม
ค้ายาเสพติดใน ละตินอเมริกา เป็นภัยคุกคามในท้องถิ่น อัตราการติดยาเสพติด 
และอาชญากรรมประเภทอื่นๆ สูงเป็นประวัติการณ์ รายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง 
ที่ประสบความสำเร็จ และเป็นที่นิยมทั่วประเทศชื่อ Miami Vice      ได้วาดภาพ
เมืองชายทะเลเขตร้อนแห่งหนึ่ง เป็นแหล่งค้ายาเสพติด ที่เต็มไปด้วยการใช้
ความรุนแรง และอาชญากรรม ซึ่งภาพยนตร์ตื่นเต้นผจญภัยที่ประสบความ
สำเร็จเรื่องนี้ ได้ทำลายความพยายาม ของหอการค้าไมอามี ที่จะวาดภาพเมือง
ของตนว่าเป็นเมืองที่ดีงาม และปลอดภัยสำหรับการประกอบธุรกิจ 

จากนั้นประชาคมธุรกิจก็เริ่มตระหนักว่าการใช้สารเสพติดส่งผลเสียต่อผลกำไร
ของตนอย่างไร นักวิเคราะห์ประเมินว่าผลกำไรทั่วประเทศต้องหดหายไปเกือบ 
100 ล้านดอลลาร์ต่อปีจากการ ทำงานอย่างไร้ประสิทธิภาพของพนักงานบริษัท
ที่ใช้ยาเสพติด การขาดงาน การมาทำงานสาย อุบัติเหตุ การเรียกร้องค่าชดเชย
ของพนักงาน และผลผลิตงานที่ลดลง ในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด ล้วนทำให้บริษัท
ต้องสูญเสียรายได้ ธุรกิจของสหรัฐ อาจต้องเสียเงินให้พนักงาน ที่ติดยามากกว่า
พนักงาน ที่ไม่ติดยาหลายพันดอลลาร์ต่อปี ตัวเลขดังกล่าว ยิ่งมีความสำคัญมาก
ขึ้น เมื่อรวมเข้ากับสถิติอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดระหว่างปฏิบัติงาน 
จากผลการสำรวจของสำนักบริหารของรัฐบาลกลาง เกี่ยวกับการใช้สารเสพติด 
และการให้บริการด้านสุขภาพจิต (Federal Substance Abuse and Mental 
Health Services Administration) พนักงานประจำร้อยละ 7 - 9 รายงานว่า 
ตนใช้ยาเสพติด หรือแอลกอฮอล์ระหว่างทำงาน 

สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผู้นำแนวร่วม และเหล่าอาสาสมัครเหล่านี้ ก่อตั้งองค์กร
ดังกล่าวขึ้นก็คือ ความฝันที่จะให้วงการธุรกิจของไมอามี ปลอดจากยาเสพติด 
บิลล์ สโตคส์ ผู้บริหารคนหนึ่งของ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ล็อคฮีด มาร์ติน 
ได้เป็นผู้นำแนวร่วมคนแรกหลังจากช่วยก่อตั้งกลุ่ม ธุรกิจต้านยาเสพติด หรือ แบด 
(Businesses Against Drugs - BAD) ซึ่งเป็นกลุ่ม ที่ก่อตั้งขึ้นก่อนการก่อตั้ง
แนวร่วมฯ สโตคส์กล่าวเกี่ยวกับภารกิจเบื้องต้น ของกลุ่มธุรกิจต้านยาเสพติดว่า 
"ถ้าผู้ปกครองไม่ดำเนินการ (ป้องกันเยาวชนให้พ้นจากการใช้ยาเสพติด) แล้วใคร
จะทำ? เราทราบว่า แนวร่วมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง สำหรับชุมชน เพราะเป็นการยก
ระดับคุณภาพของชีวิต วงการธุรกิจ ต้องเป็นผู้นำในเรื่องนี้" 

สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ ของกลุ่มดังกล่าวก็คือ กลยุทธ์ที่จะทำให้สมาชิก
ผู้ก่อตั้งแนวร่วมฯ สามารถขอแรงสนับสนุน จากเพื่อนพ้องของตนในแวดวงธุรกิจ
ได้ กุญแจที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้แก่ 
-- ต้องปลอดการเมือง! เห็นได้ชัดว่าการพยายามให้ภาครัฐ (รัฐบาล) อยู่ห่างจาก
    ผู้นำของแนวร่วมฯ เป็นเรื่องสำคัญ แอรอน พอดเฮิร์สต์ หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง  
    และทนายความมีชื่อของ ท้องถิ่นกล่าวว่า "เมื่อไรก็ตามที่คนเหล่านั้น (นักการ
    เมืองท้องถิ่น) เข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขามักจะมีนโยบายทางการเมือง นโยบาย
    เลือกตั้ง หรือไม่ก็นโยบายสาธารณชน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะทำให้เกิด
    ปัญหา" 
-- ให้ความดีความชอบแก่ผู้ที่สมควรได้รับ สโตคส์กล่าวว่า "คนจำนวนมากที่ชอบ
    ทำประโยชน์ ให้แก่สาธารณชน ทำเช่นนั้นด้วยเหตุผลหลายประการ สำหรับ
    บางคน เหตุผลก็คือการ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่สำหรับบางคน อาจเป็นเรื่อง
    ของความพอใจส่วนตัว หรือการสนองอัตตาของตน ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลข้อใด
    ก็ตาม เราต้องรีบฉวยประโยชน์ และให้ความดีความชอบแก่คนเหล่านั้น" 
-- มีจิตสำนึกทางสังคม มาร์ตี เออร์ร่า กรรมการบริหาร และอดีตหัวหน้าสหภาพ
    แรงงานของสหรัฐ (AFL-CIO) กล่าวว่า "แนวร่วมจำเป็นต้องมีแกนนำที่ประ
    กอบด้วยผู้นำทางธุรกิจที่ดำเนิน กิจกรรมทางสังคมอย่างแข็งขันหรือมีจิตสำนึก 
    คนที่สนใจในเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ และเรื่องของชุมชนเท่านั้น ที่จะเข้า
    ร่วมในการประชุมคณะกรรมการ และโครงการต่างๆ อย่างแข็งขัน" 

การยึดหลักการข้างต้นเพื่อบรรลุในเป้าหมายที่เด็ดขาดนี้ ได้นำไปสู่ความสำเร็จ
ครั้งสำคัญ ในการลดปัญหายาเสพติดในเขตไมอามี-เดดเคาน์ตี้ ในช่วงทศวรรษ
ที่ผ่านมา ร้อยละ 60 ของแรงงานในเขตนี้ ทำงานกับธุรกิจ หรือหน่วยงานที่ดำเนิน
นโยบาย ที่ทำงานปลอดยาเสพติด สโตคส์พบวิธีที่จะสื่อสาร ให้เพื่อนพ้องในแวดวง
ธุรกิจ ได้เข้าใจในกลยุทธ์ข้างต้น เขากล่าวว่า "เราพยายามทำให้พวกเขาเข้าใจว่า 
สถานที่ทำงานที่ปลอดยาเสพติด จะเป็นผลดีกับธุรกิจเท่าๆ กับชุมชน    ตั้งแต่นั้น
เป็นต้นมา ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ในสถานที่ทำงานในไมอามี" 

อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญเท่าๆ กัน ก็คือ แนวร่วมฯ ได้ประสบความสำเร็จใน
ภารกิจแรกเริ่ม นั่นคือสามารถลดการระบาดของโคเคน ที่เป็นปัญหาเมื่อ 10 กว่า
ปีที่แล้ว อัตราผู้เสียชีวิต ในวัยผู้ใหญ่ ด้วยสาเหตุจากโคเคน ในเขตไมอามี-เดด
เคาน์ตี้ อยู่ในระดับคงที่ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา สถาบันยุติธรรมแห่งชาติ 
(National Institute of Justice) ระบุว่า การจับกุมในคดีที่เกี่ยวข้องกับโคเคน 
ลดลงเกือบร้อยละ 20 จากสถิติสูงสุดเมื่อ พ.ศ. 2532 

จากการที่แนวร่วมฯ ได้ตระหนักถึงผลกระทบของสื่อที่มีต่อวัฒนธรรม โดยเฉพาะ 
เยาวชน แนวร่วมฯ จึงได้เริ่มดำเนินความพยายามเพื่อเข้าถึงสื่อของท้องถิ่น ซึ่ง
ได้ทำให้ภาคใต้ของรัฐฟลอริดา กลายเป็นตลาดด้านสื่ออันดับหนึ่งของสหรัฐ ใน
เรื่องการกระจายข่าวสาร เพื่อต่อต้านยาเสพติด ซึ่งผลิตโดยกลุ่มความร่วมมือ เพื่อ
อเมริกาที่ปลอดยาเสพติด (Partnership for a Drug-Free America) ในช่วง 5 
ปีที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ แนวร่วมฯ ได้ผลักดัน ให้มีการก่อตั้งศาลยาเสพติดประจำเคาน์ตี้เป็น
แห่งแรกในสหรัฐ ศาลนี้มีหน้าที่ชำระความผู้ที่กระทำผิด ในคดีที่เกี่ยวข้องกับยา
เสพติดเป็นครั้งแรก และในขณะนี้ ได้มีการก่อตั้งศาลดังกล่าว ในเมืองต่างๆ ทั่ว
ประเทศกว่า 300 เมืองแล้ว 

แนวร่วมฯ ยังมีส่วนผลักดันให้รัฐบาลกลางระบุให้เขตไมอามี-เดดเคาน์ตี้เป็นเขต 
ค้ายาเสพติดอย่างหนาแน่น (High Intensity Drug Trafficking Area - HIDTA) 
ซึ่งยังผลให้มีการเพิ่มทรัพยากร ด้านปราบปรามสำหรับเขตนี้ นอกจากนี้ ระบบของ
แนวร่วมฯ ที่อาศัยชุมชน เป็นผู้สอดส่องว่า มีการใช้ยาเสพติดหรือไม่ มักเป็นสิ่ง
แรกที่ช่วยระบุชี้ และรายงานเกี่ยวกับแนวโน้มใหม่ๆ ด้านยาเสพติดของประเทศ 
เช่นการลักลอบนำเฮโรอีนจากอเมริกาใต้ เข้ามาในสหรัฐ การเสพกัญชาในกลุ่ม
เยาวชน ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และการปรากฏตัวของโรฮิปนอล (Rohypnol) 
หรือที่เรียกกันว่า "ยาที่ใช้มอม และข่มขืนหญิงคู่นัดที่ไปด้วย" (date rape drug) 
ในสหรัฐ 

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีวี่แววว่าการทำสงครามกับยาเสพติด จะสิ้นสุดลงเมื่อใดในขณะ
ที่เราสามารถควบคุม การระบาดของยาเสพติดประเภทหนึ่งได้ ยาเสพติดอีกประ
เภทหนึ่ง ก็เกิดขึ้นมาใหม่ เนื่องจากแนวร่วมฯ ได้เฝ้าสังเกตอาชญากรรมรุนแรง ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด จึงกำลังผนวกเรื่องการป้องกันความรุนแรง เข้า
เป็นส่วนหนึ่งของโครงการของตน แนวร่วมไมอามี จะพยายามนำแนวคิดพื้นฐาน 
และสามัญสำนึก ที่เคยใช้ได้ผล ในการลดปัญหาการติดยาเสพติด มาใช้กับการ
ลดปัญหา อาชญากรรมรุนแรง 

**เบอร์นี่ ดิอาซ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของแนวร่วม เพื่อชุมชนที่ผาสุก และ
ปลอดจากภัยยาเสพติด และทำหน้าที่ประสานงานโครงการสู่ชุมชน และโครงการ
ด้านการศึกษาต่างๆ ของแนวร่วมฯ 


 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.