BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

top
  แนวทางการสืบค้นข้อมูลโรค
  Anthrax/แอนแทรกซ์ หรือ 
  Malignant edema or 
  Woolsorter's disease

โรค Anthrax ?
แอนแทรกซ์ โรคระบาดร้ายแรง
   จากสัตว์(วัว)สู่คน 
การกลับมาของ…แอนแทรกซ์ 

Clinical & Epidemiologic
   Principles of Anthrax 

  -
Background and 
    Epidemiology 

 
-The Disease 
  - Disease Management 




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์




   โรค Anthrax ?      

Anthrax หรือ 
Malignant edema or Woolsorter's disease

 



--------------------------------------------------------------------------------

โรค Anthrax ?
Anthrax เป็นโรคที่พบในสัตว์เลือดอุ่น รวมถึงมนุษย์ด้วย เกิดจากเชื้อโรค(แบคทีเรีย) ที่ชื่อว่า 
Bacillus Anthracis 

ใครบ้างมีโอกาสเป็นโรคนี้ ?
Anthrax เป็นโรคที่เกิดผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสัตว์ที่ตายแล้ว หรือ ทำงานเกี่ยวกับผลิตผลที่เกิดจากสัตว์ เช่น 
ขนสัตว์ ผม และอื่นๆ

Anthrax เข้าสู่คนได้อย่างไร ?
เช้อโรคอยู่ในดินได้นานหลายปี เข้าสู่มนุษย์โดยการสูดหายใจฝุ่นที่มีเชื้อโรคเข้าไป หรือัมผัสกับขน หรือ ผม
ของสัตวืที่เป็นโรค หรือ กินเนื้อสัตว์ที่เป็นโรคโดยไม่ได้ทำให้สุก

อาการ ความผิดปกติเมื่อเป็นโรคนี้ ?
ถ้าเชื้อเข้าทางผิวหนัง: มีแผลคล้ายน้ำร้อนลวก ต่อมาตรงกลางแผลจะดำ อาจพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณแขนโต
ถ้าเชื้อเข้าทางระบบางเดินหายใจ: จะมีอาการคล้ายหวัด เมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการหายใจผิดปกติอย่างรุนแรง 
บางรายอาจถึงตายได้

เมื่อรับเชื้อเข้าไปแล้ว นานเท่าไรจึงจะมีอาการ ?

อาการจะปรากฏภายในเจ็ดวัน

เมื่อไรผู้ป่วยจึงจะแพร่เชื้อ และ จะแพร่เชื้ออยู่นานเท่าไร ?
ยังไม่มีใครเคยพบว่ามีการกระจายจากคน สู่ คน

ผู้ที่เป็นโรคนี้แล้วจะเป็นอีกได้หรือไม่ ?
โอกาสจะเป็นครั้งที่สองแทบจะไม่มีเลย

จะรักษาโรคนี้ได้อย่างไร ?
ยาเพ็นนิซิลลิน ใช้ได้ผลดี ยาเทตราซัยคลินก็ใช้ได้ 

หากไม่รักษา หรือ รักษาไม่ทัน จะเป็นอย่างไร ?
หากไม่รักษา หรือ รักษาไม่ทัน ผู้ป่วยอาจถึงแก่ชีวิต

ควรจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันโรคนี้ ?
ใช้วัคซีนสำหรับผู้ที่ทำงานที่เสี่ยงต่อโรคนี้ เมื่อจะต้องจับต้องสัตว์ที่สงสัยจะเป็นโรคนี้จะต้องระวัง ให้มี
การระบายถ่ายเทอากาศที่ดีเมื่อจะต้องทำงานเกี่ยวกับ สัตว์ และ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หรือ ฉีดวัคซีนสัตว์ 

--------------------------------------------------------------------------------
Department of Communicable Disease Control
203.157.40.4 

 

 

จากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 21 ฉบับที่ 3 มีนาคม 2540 ]
พญ.เยาวเรศ นาคแจ้ง 

--------------------------------------------------------------------------------

หลังจากชาวบ้านชุมชนคลองสะแก เขตสวนหลวง กทม.นี้เอง ได้ป่วยเป็นโรคแอนแทรกซ์ 11 คน และเสีย
ชีวิตแล้ว 1 คน ได้ก่อให้เกิดความตระหนกตกใจแก่ผู้คนละแวกนั้น สื่อมวลชนได้ประโคมข่าวทั้งในเมืองไทย 
และกระจายข่าวไปยังสำนักข่าวต่างประเทศ ก็น่าตกใจอยู่หรอก เพราะเหตุเกิดในเมืองหลวง ประกอบกับ
การประชาสัมพันธ์ของ หน่วยราชการ ไม่ทั่วถึง จึงดูเสมือนว่าชาวบ้านและปศุสัตว์ถูกทอดทิ้งจากภาครัฐ 
แต่ถ้าติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจึงจะทราบว่า ทางการได้พยายามดูแลอยู่แล้ว แต่มิได้ ประชาสัมพันธ์ให้
กว้างขวางพอ

แอนแทรกซ์ เป็นโรคที่มีมานานแล้วนับร้อยปีก็ว่า จนกระทั่ง ท่านหลุยส์ ปาสเตอร์ ได้คิดค้นผลิตวัคซีนป้องกัน
โรคนี้ขึ้นมาได้และทำการฉีดให้สัตว์เลี้ยงเช่น วัว ควาย มานานจนดูเสมือนโรคนี้เกือบจะหายไปจากโลกกลม ๆ 
ใบนี้นานแล้ว แต่เมื่อนาน ๆ ไป เราพลั้งเผลอ รับซื้อวัวเถื่อนจากเขตพรมแดน เช่น พม่า กะเหรี่ยง หรือจาก
ประเทศ ที่ไม่มี การสาธารณสุขที่ดีพอ ก็จะได้โรคนี้ติดมาด้วย อย่างเช่นกรณีนี้ คนในชุมชนซื้อวัว มา 3 ตัว 
จาก อ.แม่สอด จ.ตาก ใกล้พรมแดนพม่า 1 ใน 3 ของวัวถึงแก่ความตาย โดยผู้เลี้ยง ก็ไม่ทราบสาเหตุ เหมือนกัน 
จึงทำการชำแหละเป็นอาหาร ชายเจ้าของวัว ลงมือชำแหละเอง และถูกมีดบาดที่มือ แต่ไม่ใช่บาดแผลธรรมดา 
เพราะวัวป่วยด้วยโรค แอนแทรกซ์โดยเจ้าของไม่ทราบ 3 วัน ต่อมาเมื่อเชื้อฟักตัวได้เต็มที่ ชายคนนั้นจึงมี 
อาการ ไข้ต่ำ ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว มีตุ่มที่มือ และนอกร่มผ้า ลักษณะเป็นตุ่มขนาด 1-2 ซม. คันเล็กน้อย เจ็บ ๆ 
ร้อน ๆ ต่อมามีอาการบวมแดง ตรงตุ่มบริเวณนั้นมากขึ้น แผลแตกออก ต่อมาเริ่มไอ หอบเหนื่อย ตัวมีสีเขียว
คล้ำ หายใจไม่ออก นอกจากนี้ยังโชคร้ายซ้ำ เข้าไปอีก คือถ่ายเป็นเลือด ความดันตกต่ำ และถึงแก่กรรมในที่สุด 
ส่วนวัวอีก 2 ตัว ได้แบ่งให้คนอื่นเอาไปฆ่าทำอาหารเช่นกัน จึงมีผู้ติดเชื้อแอนแทรกซ์ อีกหลายราย บางรายเ
ข้าทำการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว

โรคนี้เกิดจากเชื้อชนิดหนึ่งมีชื่อว่า Bacillus Anthracis เป็นแบคทีเรีย รูปร่างรี ๆ ถ้าย้อมด้วย สีย้อมเชื้อ
ฮีมาทอกซีลิน จะติดสีชมพูแดง ต้องส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ จึงจะเห็น ได้ชัดเจน โดยเฉพาะ ถ้าขยาย 
100-1000 เท่า จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สัตว์ที่เป็นโรคนี้มีหลายชนิด เช่น วัว ควาย สัตว์ป่าทุกชนิด 
เมื่อสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้ จะมีเชื้อโรคดังกล่าวทุกอวัยวะของสัตว์นั้น ๆ ตั้งแต่ ขนสัตว์ เขา งา หนัง ตับไตไส้พุง 
มันสมอง ดังนั้นถ้าคนไปสัมผัสอาจจะเป็นการเลี้ยงดู หรือนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของสัตว์ ไปใช้ในการทำ
อุตสาหกรรม รวมถึงการทำรองเท้ากระเป๋า จะมีโอกาสติดเชื้อโรคชนิดนี้ ได้ทุกขั้นตอน การทำเนื้อสัตว์และ
เครื่องในวัวมาประกอบอาหาร ถ้าไม่ใช้ความร้อน สูงพอที่จะทำให้เนื้อสุกและเชื้อโรคตาย ก็จะก่อให้เกิด
โรคแอนแทรกซ์ ในคนได้เช่นกัน 

นอกจากนี้การหายใจหรือสูดดมในบริเวณที่มีสัตว์เหล่านี้อาศัยอยู่ หรือในโรงฆ่าสัตว์ ที่ติดเชื้อเหล่านี้อยู่บ้าง 
จะทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายคนที่โชคร้ายเหล่านั้น ทำให้มีอาการ หายใจติดขัดหอบเหนื่อย ถ้าไม่ได้รับการรักษา
อย่างถูกต้องก็จะเสียชีวิต 

เมื่อชุมชนใดเกิดมีวัวหรือความล้มตายด้วยโรคนี้ สัตวแพทย์จากกรมควบคุมโรคติดต่อ จะต้องรีบเข้าไปดำเนิน
การจัดการกับการแพร่กระจายของโรค โดยจัดให้เขตนั้น เป็นเขตของโรคระบาดร้ายแรง ห้ามเคลื่อนย้าย
สัตว์ที่เป็นโรคออกจากพื้นที่ และขณะเดียวกันก็ห้ามนำสัตว์ตัวใหม่ ๆ เข้าไปในเขตนั้น ฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้
ให้แก่ สัตว์ที่มีขนาดใหญ่ทุกตัว เช่น วัว ควาย หมู แพะ แกะบริเวณทุ่งหญ้าที่เคยเลี้ยงสัตว์หรือโรงฆ่าสัตว์ต้อง
ทำการล้างทำความสะอาดและโรยปูนขาว หรือสารเคมีอื่น ๆ เพื่อทำการฆ่าเชื้อให้ตายหมด 
นอกจากนี้ต้องพยายามสืบค้นหาสัตว์ หรือคนที่ป่วยด้วยโรคนี้เพื่อนำมารักษา ที่สำคัญที่สุดต้องบอกให้ผู้นำ
ชุมชนแจ้งให้ลูกบ้านทราบว่า ได้มีการระบาดของโรคนี้แล้ว ทุกคนต้องระวังดูแลตัวเอง 
ในกรณีที่จะซื้อหาเนื้อหรือเครื่องในสัตว์มารับประทานต้องทำให้สุกเสียก่อน โดยต้มเดือดอย่างน้อย 15-30 
นาทีขึ้นไป ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ในสภาพสุก ๆ ดิบ ๆ แม้จะอร่อยเพียงใดก็ควรงด เพื่อความปลอดภัย
ของตนเอง

เมื่อพลาดพลั้งเกิดป่วยเป็นโรคนี้แล้ว ก็อย่าท้อถอย ยังมียาที่ได้ผลดีในการฆ่าเชื้อ และทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิตได้ 
แม้โรคนี้ในอดีตจะเป็นโรคร้ายแรงเพราะเมื่อมีการล้มป่วยแล้ว มักระบาดรวดเร็ว จะมีผู้คนล้มตายกันมาก
เป็นร้อยเป็นพัน จึงมีสมญาอีกชื่อว่า โรคกาลี แต่ปัจจุบันการสาธารณสุขดีมากขึ้นเรื่อย ๆ การระบาดของโรค
ลดลงมาก จนกระทั่ง แพทย์รุ่นใหม่ ๆ อาจไม่เคยพบโรคนี้ในคนจนกระทั่งวันนี้จึงได้เห็นอาการของโรคอีกครั้ง 

พญ.เยาวเรศ นาคแจ้ง 

การกลับมาของ…แอนแทรกซ์ 
จารุณี ชัยชาญชีพ 
--------------------------------------------------------------------------------

ข่าวการระบาดของโรคแอนแทรกซ์หรือโรคกาลีที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้หลายคน เกิดความ
หวาดกลัว เนื่องจากเป็นโรคร้ายที่ทำให้ถึงตายได้ บางคนถึงขนาดเลิกกินเนื้อวัว กันเลยเพราะคิดว่าเป็นหนทาง
เดียวที่จะป้องกันโรคชนิดนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์จำพวก โค กระบือ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ บาซิลลัส 
แอนทราซิส (Bacillus anthracis) เชื้อนี้สามารถทำลายได้ง่าย เช่นเดียวกับแบคทีเรียทั่วไป แต่ถ้าเชื้อ
ถูกกับอากาศ จะสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มป้องกันตัวเอง เรียกว่า สปอร์ ซึ่งทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี 
คุณสมบัตินี้เอง ที่ทำให้เชื้อมีชีวิตอยู่ได้นานหลายสิบปี ในพื้นดิน หนังสัตว์ ขนสัตว์ 
การระบาดมักเกิดขึ้นภายหลังจากภาวะอากาศแห้งแล้ง ร้อนจัด เมื่อมีฝนตกลงมาชะล้าง หน้าดินเชื้อที่อยู่ในดิน
จะโผล่มา และติดอยู่ เมื่อสัตว์มากินหญ้าอ่อน ทำให้ได้รับเชื้อนี้ เข้าไปในร่างกาย

การติดต่อมาสู่คนเกิดได้หลายทาง ส่วนใหญ่มักติดจากการชำแหละซากสัตว์ที่ป่วย ด้วยโรคแอนแทรกซ์ หรือ
ผิวหนังสัมผัสกับเชื้อที่ติดมากับผลิตภัณฑ์หนังสัตว์หรือขนสัตว์ แต่ในประเทศไทย สาเหตุของการติดเชื้อ
มักเกิดจากการชำแหละซากสัตว์ที่ป่วย และการกินอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ที่ป่วยตายด้วยโรคนี้ โดยปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ลาบ ลู่ และจากการรายงานยังไม่เคยพบว่ามีการติดเชื้อจากคนไปสู่คน
 - การติดต่อโดยการสัมผัสผ่านทางบาดแผล
 - การติดต่อโดยการหายใจสูดเอาเชื้อเข้าไป
 - การติดต่อโดยการกินเนื้อที่ติดโรคและปรุงไม่สุกดีพอ


อาการ หลังจากได้รับเชื้อแล้วจะมีอาการอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 1-7 วัน มักจะพบว่า เกิดอาการภายใน
เวลา 48 ชั่วโมง เริ่มด้วยอาการคันบริเวณที่สัมผัสเชื้อมาเป็นตุ่มบวม แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใสภายใน 2-6 วัน 
ตรงกลางตุ่มนี้จะยุบลงเป็นเนื้อตายสีดำ คล้ายแผลที่ถูกบหรี่ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ มักไม่ปวดแผล 
ถ้าไม่ได้รับการรักษา ที่ถูกต้อง อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ ทำให้ตาย
ได้ ผู้ที่ได้รับเชื้อโดยการกิน กระเพาะ และลำไส้จะอักเสบ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด 
มีไข้ ถ้าหลอดอาหารอักเสบจะทำให้กลืนอาหารลำบากร่วมด้วย

สาเหตุของการระบาด ส่วนใหญ่เกิดจากการลักลอบนำโค กระบือจากชายแดนเข้ามาขาย ดังนั้นทางที่ดีควร
เลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแหล่งที่เชื้อถือได้ เช่น จากร้านที่ซื้อเป็นประจำ หรือในซุปเปอร์มาเก็ต ไม่กินอาหารปรุง
สุก ๆ ดิบ ๆ ถ้าสงสัยว่าได้รับเชื้อ หรือมีอาการ ของการติดเชื้อ ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคนี้ เช่น ผู้ที่ทำงานห้องปฏิบัติการเชื้อแอนแทรกซ์ คนงานโรงงาน ผลิตภัณฑ์สัตว์ เกษตรกร
ผู้เลี้ยงสัตว์ สัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับสัตว์ป่า ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยใส่ถุงมือสวมรอง
เท้าบู๊ต

เกษตรกรหรือผู้ที่เลี้ยงสัตว์ ควรสังเกตลักษณะอาการสำคัญในโค กระบือ สัตว์ที่เป็นโรคนี้มักแสดงอาการ
ป่วยเฉียบพลันและตายกระทันหัน มีเลือดสีดำคล้ำ ออกทางทวารต่าง ๆ เลือดไม่แข็งตัว ซากเน่าเร็ว เมื่อพบ
สัตว์มีอาการเช่นนี้ ให้รีบแจ้ง เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือสัตวแพทย์ และห้ามผ่าซากสัตว์หรือห้ามเคลื่อน
ย้าย โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อถูกอากาศแพร่กระจายได้เร็วขึ้น ดังนั้น การทำลายซากสัตว์ ที่ปลอดภัย
ที่สุด คือ การเผาซากตรงที่สัตว์ตาย หรือฝังดินให้ลึกอย่างน้อย 1.5 เมตร แล้วโรยหน้าดินหลุมฝังด้วยปูนขาว
อีกครั้งหนึ่ง ส่วนวิธีทำลายเชื้อโดยวิธีอื่น ๆ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ จะให้คำแนะนำอย่างละเอียด 
สำหรับพื้นที่ที่มีการระบาด ต้องนำโค กระบือ ไปรับการฉีดวัคซีนทุก ๆ 6 เดือนติดต่อกันอย่างน้อย 5 ปี ในพื้นที่ทั่วไปฉีดปีละครั้ง

การช่วยกันสอดส่องดูแลพ่อค้าที่ลักลอบนำโค กระบือ เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ผู้จำหน่ายเนื้อโค กระบือ ต้องมี
ความรู้และดูแลกันเอง เพราะหากเกิดการระบาดของโรคนี้จะส่งผลกระทบไปทั่วทุกพื้นที่ ทั้งเกษตรกร
ผู้เลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงผู้ขาย ผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งหลาย สุดท้ายคือ ประชาชนผู้บริโภคที่จะรับเคราะห์ 
กลายเป็นผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์โดยไม่รู้ตัว 

--------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลจาก: สัตวแพทย์หญิงอภิรมย์ พวงหัตถ์ กรมควบคุมโรคติดต่อกระทรวงสาธารณสุข 

 

  Clinical and Epidemiologic Principles of Anthrax       

Theodore J. Cieslak and Edward M. Eitzen, Jr.
U.S. Army Medical Research Institute of Infectious Diseases, Ft. Detrick, Maryland, USA 

Background and Epidemiology 
Anthrax is one of the great infectious diseases of antiquity. The fifth and sixth plagues in the Bible's book of Exodus (1) may have been outbreaks of anthrax in cattle and humans, respectively. The "Black Bane," a disease that swept through Europe in the 1600s causing large numbers of human and animal deaths, was likely anthrax. In 1876, anthrax became the first disease to fulfill Koch's postulates (i.e., the first disease for which a microbial etiology was firmly established), and 5 years later, in 1881, the first bacterial disease for which immunization was available (2). Large anthrax outbreaks in humans have occurred throughout the modern era—more than 6,000 (mostly cutaneous) cases occurred in Zimbabwe between October 1979 and March 1980 (3), and 25 cutaneous cases occurred in Paraguay in 1987 after the slaughter of a single infected cow (4). 

Anthrax, in the minds of most military and counterterrorism planners, represents the single greatest biological warfare threat. A World Health Organization report estimated that 3 days after the release of 50 kg of anthrax spores along a 2-km line upwind of a city of 500,000 population, 125,000 infections would occur, producing 95,000 deaths (5). This number represents far more deaths than predicted in any other scenario of agent release. Moreover, it has been estimated (6) that an aerial spray of anthrax along a 100-km line under ideal meteorologic conditions could produce 50% lethality rates as far as 160 km downwind. Finally, the United States chose to include anthrax in the now-defunct offensive biological weapons program of the 1950s, and the Soviet Union and Iraq also admitted to possessing anthrax weapons. An accident at a Soviet military compound in Sverdlovsk in 1979 resulted in at least 66 deaths due to inhalational anthrax, an inadvertent demonstration of the viability of this weapon. The epidemiology of this inadvertent release was unusual and unexpected. None of the persons affected were children (7). Whether this is due to differences in susceptibility between children and adults or purely to epidemiologic factors (children may not have been outdoors at the time of release) is unclear. 

Anthrax is caused by infection with Bacillus anthracis, a gram-positive spore-forming rod. The spore form of this organism can survive in the environment for many decades. Certain environmental conditions appear to produce "anthrax zones," areas wherein the soil is heavily contaminated with anthrax spores. Such conditions include soil rich in organic matter (pH <6.0) and dramatic changes in climate, such as abundant rainfall following a prolonged drought. Partly because of its persistence in soil, anthrax is a rather important veterinary disease, especially of domestic herbivores. In addition to encountering anthrax while grazing in areas of high soil contamination, these herbivores may also acquire the disease from the bite of certain flies (8). Vultures may mechanically spread the organism in the environment (9). Anthrax zones in the United States closely parallel the cattle drive trails of the 1800s (10). 

Anthrax spores lend themselves well to aerosolization and resist environmental degradation. Moreover, these spores, at 2-6 microns in diameter, are the ideal size for impinging on human lower respiratory mucosa, optimizing the chance for infection. It is the manufacture and delivery of anthrax spores in this particular size range (avoiding clumping in larger particles) that presents a substantial challenge to the terrorist attempting to use the agent as a weapon. The milling process imparts a static charge to small anthrax particles, making them more difficult to work with and, perhaps, enabling them to bind to soil particles (11). This, in part, may account for the relatively low secondary aerosolization potential of anthrax, as released spores bind to soil, now clumping in particles substantially in excess of 6 microns. This clumping tendency, together with a high estimated ID50 of 8,000-10,000 spores may help explain the rarity of human anthrax in most of the Western world, even in areas of high soil contamination. Other potential bioweapons, such as Q fever and tularemia, have ID50 values as low as 1 and 10 organisms, respectively. 

The Disease 
Most endemic anthrax cases are cutaneous and are contracted by close contact of abraded skin with products derived from infected herbivores, principally cattle, sheep, and goats. Such products might include hides, hair, wool, bone, and meal. Cutaneous anthrax is readily recognizable, presents a limited differential diagnosis, is amenable to therapy with any number of antibiotics, and is rarely fatal. While common in parts of Asia and sub-Saharan Africa, cutaneous anthrax is very rare in the United States; the last case was reported in 1992 (12). Inhalational anthrax, also known as woolsorters' disease, has been an occupational hazard of slaughterhouse and textile workers; immunization of such workers has all but eliminated this hazard in Western nations. As a weapon, however, anthrax would likely be delivered by aerosol and, consequently, be acquired by inhalation. A third type of anthrax, acquired through the gastrointestinal route (e.g., consuming contaminated meat) is exceedingly rare but was initially offered by Soviet scientists as an explanation for the Sverdlovsk outbreak. 

Inhalational anthrax begins after exposure to the necessary inoculum, with the uptake of spores by pulmonary macrophages. These macrophages carry the spores to tracheobronchial or mediastinal lymph nodes. Here, B. anthracis finds a favorable milieu for growth and is induced to vegetate. The organism begins to produce an antiphagocytic capsule and at least three proteins, which appear to play a major role in virulence. These proteins are known as edema factor (EF), lethal factor (LF), and protective antigen (PA). Following the A-B model of toxicity (13), PA serves as a necessary carrier molecule for EF and LF and permits penetration into cells. Edema toxin results from the combination of EF + PA, lethal toxin results from the combination of LF + PA. These toxins result in necrosis of the lymphatic tissue, which in turn causes the release of large numbers of B. anthracis. The organisms gain access to the circulation, and an overwhelming fatal septicemia rapidly ensues. At autopsy, widespread hemorrhage and necrosis involving multiple organs is seen. 

Inhalational anthrax generally occurs after an incubation period of 1 to 6 days (14). During the Sverdlovsk outbreak, however, spontaneous cases appeared to arise as late as 43 days after the assumed release date (7). Such late cases are unexplained but have potentially serious implications for postexposure management of victims of aerosol exposure. After the incubation period, a nonspecific flulike illness ensues, characterized by fever, myalgia, headache, a nonproductive cough, and mild chest discomfort. A brief intervening period of improvement sometimes follows 1 to 3 days of these prodromal symptoms, but rapid deterioration follows; this second phase is marked by high fever, dyspnea, stridor, cyanosis, and shock. In many cases, chest wall edema and hemorrhagic meningitis (present in up to 50% of cases [15]) may be seen late in the course of disease. Chest radiographs may show pleural effusions and a widened mediastinum, although true pneumonitis is not typically present. Blood smears in the later stages of illness may contain the characteristic gram-positive spore-forming bacilli. Death is universal in untreated cases and may occur in as many as 95% of treated cases if therapy is begun more than 48 hours after the onset of symptoms. 

While early recognition of anthrax is likely to require a heightened degree of suspicion, the diagnosis is supported by gram-positive bacilli in skin biopsy material (in the case of cutaneous disease) or in blood smears. A preponderance of gram-positive bacilli in swabs of the nares or in appropriate environmental samples might support a diagnosis of anthrax where intentional release is suspected. Chest radiographs exhibiting a widened mediastinum in the proper setting of fever and constitutional signs and in the absence of another obvious explanation (such as blunt trauma, deceleration injury, or postsurgical infection) should also lead to a diagnosis of anthrax. This finding is only likely to occur late in the course of disease. Confirmation is obtained by culturing B. anthracis from blood. 

Disease Management 
While endemic strains of B. anthracis are typically sensitive to various antibiotics, including penicillin G, antibiotic-resistant strains do (on rare occasion) occur naturally (16) and can be readily isolated in laboratories. For this reason, as well as the convenience of twice-daily dosing, many experts consider ciprofloxacin (400 mg intravenously (i.v.) q 12 h) the drug of choice for treating victims of terrorism or warfare. Doxycycline (100 mg i.v. q 12 h) is an acceptable alternative, although rare doxycycline-resistant strains of B. anthracis are known. Conversely, however, the much lower cost of tetracyclines compared to quinolones may factor into therapeutic decisions, especially where large numbers of patients are involved. These recommendations are based solely on in vitro data and data from animal models (17); no human clinical experience with these regimens exists. In cases of endemic anthrax, or where organisms are known to be susceptible, penicillin G (2 million units i.v. q 2 h or 4 million units i.v. q 4 h) is recommended. 

Postexposure prophylaxis against anthrax may be achieved with oral ciprofloxacin (500 mg orally q 12 h) or doxycycline (100 mg orally q 12 h), and all persons exposed to a bioterrorist incident involving anthrax should be administered one of these regimens at the earliest possible opportunity. In cases of threatened or suspected release of anthrax, chemoprophylaxis can be delayed 24 to 48 hours, until the threat is verified. Chemoprophylaxis can be discontinued if the threat is found to be false. Levofloxacin and ofloxacin would be acceptable alternatives to ciprofloxacin. In addition to receiving chemoprophylaxis, exposed persons should be immunized. On the basis of animal data (wherein an appreciable number of unvaccinated primates died when antibiotics were withdrawn after 30 days of therapy) (18), chemoprophylaxis is best continued until the exposed persons has received at least three doses of vaccine (thus, for a minimum of 4 weeks). If vaccine is unavailable, some recommend that chemoprophylaxis be continued for 8 weeks (19). The available vaccine was licensed (for preexposure prophylaxis) by the U.S. Food and Drug Administration in 1970 and is prepared from a formalin-treated culture supernatent of an avirulent B. anthracis strain. It is given in a preexposure regimen at 0, 2, and 4 weeks, and at 6, 12, and 18 months. Persons at continuing risk for exposure should receive yearly boosters. Exposed persons should receive at least three doses (at 0, 2, and 4 weeks), assuming no further exposure is likely, before discontinuing chemoprohylaxis. 

Recently, a number of hoaxes involving a threatened release of anthrax have been promulgated (19,20), and guidelines have now been published to assist in the management of such threats (19). When evaluating a threatened release of anthrax, the lack of volatility of the disease, as well as its inability to penetrate intact skin, should be taken into account. These factors make it unlikely, in most cases, that persons coming in contact with letters, packages, and other devices purported to contain anthrax will be at risk for aerosol exposure. Moreover, because energy is required to aerosolize anthrax spores, opening a letter, even if it contained anthrax, would be unlikely to place a person at substantial risk. For these reasons, postexposure prophylaxis may not be necessary in many cases of threatened anthrax dissemination. 

Anthrax has little potential for person-to-person transmission; standard precautions are thus adequate for health-care workers treating anthrax patients. Anthrax, as well as other bacteriologic and viral weapons, has an incubation period of >24 hours. This characteristic is not shared by conventional, chemical, and nuclear weapons and makes decontamination of infected persons admitted to hospitals days after exposure unnecessary in most cases. However, in certain cases, such as exposure to a threat letter involving an unidentified substance, where anthrax cannot readily be ruled out by Gram stain or other rapid diagnostic procedures, decontamination may be warranted. In such cases, decontamination may be accomplished by removing clothing, sealing it in a plastic bag, and showering with copious amounts of soap and water. Environmental surfaces and personal effects may be treated with 0.5% hypochlorite after the area in which the agent was released is investigated (19). 

In summary, even though anthrax may be among the most viable of biological weapons, it is also a weapon for which a licensed vaccine and good antimicrobial therapy and postexposure prophylaxis exist. Given the relatively short incubation period, and rapid progression of disease, however, identification of the exposed population within 24 to 48 hours and employment of therapeutic and prophylactic strategies are likely to present a challenge. Good intelligence regarding the capabilities of terrorist groups, as well as heightened awareness of the threat on the part of clinicians, first responders, and public health personnel remains a cornerstone of bioterrorism defense. 


--------------------------------------------------------------------------------

Dr. Cieslak is chief of Field Operations Department in the Division of Operational Medicine at the U.S. Army Medical Research Institute of Infectious Diseases at Ft Detrick, MD. Dr. Cieslak is working in the area of medical defense against biological warfare and terrorism. 

Dr. Eitzen is chief of the Division of Operational Medicine at the U.S. Army Medical Research Institute of Infectious Diseases and adjunct associate professor of pediatrics and of military and emergency medicine at the Uniformed Services University of the Health Sciences in Bethesda, Maryland. He has worked in the area of medical defense against biological warfare and terrorism for the past 8 years. 

Address for correspondence: Theodore J. Cieslak, Operational Medicine Division, USAMRIID, 1425 Porter Street, Ft. Detrick, MD 21702, USA; fax: 301-619-2312, e-mail: Ted_Cieslak@Detrick.Army.Mil. 

References 
Exodus 9:1-12. 
Pasteur L, Chamberlain C-E, Roux E. Compte rendu sommaire des experiences faites a Pouilly-le-Fort, pres Melun, sur la vaccination charbonneuse [French]. Comptes Rendus des seances De L'Academie des Sciences 1881;92:1378-83. 
Turner M. Anthrax in humans in Zimbabwe. Cent Afr J Med 1980;26:160-1. 
Harrison LH, Ezzell JW, Abshire TG, Kidd S, Kaufmann AF. Evaluation of serologic tests for diagnosis of anthrax after an outbreak of cutaneous anthrax in Paraguay. J Infect Dis 1989;160:706-10. 
Report of a WHO group of consultants. Health aspects of chemical and biological weapons. Geneva: World Health Organization; 1970. p. 97-9. 
Science Applications International Corporation. Effectiveness of medical intervention against battlefield levels of Bacillus anthracis. 1993. 
Meselson M, Guillemin J, Hugh-Jones M, Langmuir A, Popova I, Shelokov A, Yampolskaya O, et al. The Sverdlovsk anthrax outbreak of 1979. Science 1994;266:1202-7. 
Turell MJ, Knudson GB. Mechanical transmission of Bacillus anthracis by stable flies and mosquitoes. Infect Immun 1987;55:1859-61. 
Titball RW, Turnbull PCB, Hutson RA. The monitoring and detection of Bacillus anthracis in the environment. Journal of Applied Bacteriology 1991; Suppl 70:9S-18. 
Coker PR, Smith KL, Hugh-Jones ME. Anthrax in the USA. Proceedings of the Third International Conference on Anthrax, Plymouth, England, September 7-10, 1998:44 [abstract]. 
Sidell FR, Patrick WC, Dashiell TR, editors. Jane's chem-bio handbook. Alexandria (VA): Jane's Information Group; 1998. p. 229-44. 
Centers for Disease Control and Prevention. Summary of notifiable diseases, United States, 1997. MMWR Morb Mortal Wkly Rep 1998;46:74. 
Gill DM. Seven toxic peptides that cross cell membranes. In: Jeljaszewicz J, Walstrom T, editors. Bacterial toxins and cell membranes. New York: Academic Press; 1978. p. 291-332. 
Brachman PS, Friedlander AM. Anthrax. In: Plotkin & Mortimer, editors. Vaccines. Philadelphia (PA): W.B. Saunders; 1994. p. 730. 
Abramova FA, Grinberg LM, Yampolskaya OV, Walker DH. Pathology of inhalational anthrax in 42 cases from the Sverdlovsk outbreak of 1979. Proc Natl Acad Sci U S A 1993;90:2291-4. 
Lightfoot NF, Scott RJD, Turnbull PCB. Antimicrobial susceptibility of Bacillus anthracis. Salisbury Medical Bulletin Suppl 1990;68:95-8. 
Kelly DJ, Chulay JD, Mikesell P, Friedlander AM. Serum concentrations of penicillin, doxycycline, and ciprofloxacin during prolonged therapy in rhesus monkeys. J Infect Dis 1992;166:1184-7. 
Friedlander AM, Welkos SL, Pitt MLM, Ezzell JW, Worsham PL, Rose KJ, et al. Postexposure prophylaxis against experimental inhalation anthrax. J Infect Dis 1993;167:1239-42. 
Centers for Disease Control and Prevention. Bioterrorism alleging use of anthrax and interim guidelines for management-United States, 1998. MMWR Morb Mortal Wkly Rep 1999;48:69-74. 
Sanchez R. California anthrax threats spawn costly wave of fear. Washington Post, January 11, 1999, section A, page 1.