BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

  top

 
รู้เรื่องและเข้าใจเรื่องการลด
 ความอ้วน


กลไกการเกิดโรคอ้วน
การป้องกันและการรักษา
  โรคอ้วน
 

ความอ้วนกับโรคภัยไข้เจ็บ
สาเหตุของความอ้วน
แนวทางแก้ไขความอ้วน
   

การใช้ยาลดน้ำหนัก 
ผลเสียต่อร่างกาย จากการ
  ใช้ยาลดความอ้วน


โรคกลัวอ้วน 
 
ANOREXIA NERVOSA 

Facts About Weight-Loss
   Diets and Programs




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์


  รู้เรื่องและเข้าใจเรื่องการลดความอ้วน      

ในสมัยก่อน ความอ้วนมิได้ถูกมองว่าเป็นปัญหาด้านสุขภาพมากนัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อดอยากยากแค้น การเลี้ยงลูกให้อ้วนอาจถือว่าเป็น
ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง 

ในปัจจุบัน แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะรู้แล้วว่า ความอ้วนเป็นภัยต่อสุขภาพแต่
บางคนก็ห้าม ไม่ได้ที่ต้องปล่อยให้ตัวเองมีสภาพอ้วนจนขาดความสวยงาม 

คนบางกลุ่มจึงนึกสนุกจัดประกวด ราชินีช้าง คล้ายกับเป็นการประชดชีวิต
ไปเสียเลย บางคนอยากได้ตำแหน่งมาก ถึงกับพยายามเพิ่มน้ำหนัก ด้วยการ
ตั้งหน้าตั้งตากินกันขนาดใหญ่ ก่อนประกวดเพียงไม่กี่วัน ซึ่งนับว่าเป็นการ
กระทำที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

ในทางการแพทย์ถือว่าความอ้วนเป็นพยาธิสภาพอย่างหนึ่งและเรียกว่า โรคอ้วน (Obesity) 
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน เป็นเพราะพลังงานที่บริโภคเข้าสู่ร่างกายมีปริมาณมากกว่าพลังงานที่ใช้ออกไป 
พลังงานส่วนเกินนั้นจึงสะสมในร่างกายเป็นไขมันตามส่วนต่างๆ ถ้าเงินไหลเข้าแบบนี้ ก็เรียกได้ว่าเงินล้นคลัง
แต่นี่เป็นไขมัน ไม่ใช่เงิน จึงไม่ค่อยมีใครปรารถนา 

กลไกการเกิดโรคอ้วน จึงขึ้นจากปัจจัย 2 อย่างคือ 
1. กินอาหารมากเกินไป 
2. ใช้พลังงานน้อยเกินไป 
คนที่กินอาหารมากเกินไปโดยไม่สามารถยับยั้งความต้องการของตนเองได้นั้น ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ 
Sigmund Freud เชื่อว่าเป็นเพราะมีปมขัดแย้งในจิตใจที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วัยขวบแรกของชีวิต ซึ่งเป็นวัยที่มี
ความสุขอยู่ที่ปาก (Oral stage) 

เด็กที่ได้รับความสุขมากเกินไปหรือมีความกระทบกระเทือนทางจิตใจในวัยนี้ทำให้พัฒนาการชะงักงัน หรือ
ติดตรึงอยู่ในวัยนี้ บุคลิกภาพเมื่อโตขึ้นอาจมีความต้องการพึ่งพิงคนอื่นมาก และมีการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ
เช่น การติดสุรา ติดบุหรี่ 

อันที่จริงคนที่กินแล้วหยุดไม่ได้ ก็เป็นเสมือนเสพย์ติดอาหาร คนบางคนอาจมีพฤติกรรมการกิน ที่แตกต่างจาก
คนทั่วไป อย่างที่มีคำเรียกว่า "ยัด" หรือ "สวาปาม" พฤติกรรมแบบนี้ ย่อมทำให้เกิดโรคอ้วนได้แน่นอน 

สารอาหารที่เลือกกิน มีส่วนทำให้เกิดโรคอ้วนได้ คนที่มีแนวโน้มจะอ้วนมักชอบกินอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น
เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง ขนม เวลากินก๋วยเตี๋ยวก็ชอบใส่น้ำตาล ดื่มกาแฟก็ใส่ครีมใส่
น้ำตาลมาก 

อารมณ์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อพฤติกรรมการกินของคน บางคนเวลาเครียดหรือซึมเศร้า ก็กินอาการบ่อยขึ้น
มากขึ้น บางคนชอบกินจุบกินจิบ เพราะเหงาปาก ไม่รู้จะทำอย่างไร 

สารอาหารที่คนเรากินเข้าไป เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ส่วนหนึ่งจะต้องถูกนำมาใช้ ในการให้พลังงานแก่
ร่างกาย การใช้พลังงานให้พอดีกับอาหารที่ได้รับ เป็นกลไกสำคัญ ที่ทำให้ไม่เกิดโรคอ้วนคนที่ใช้พลังงานน้อย
จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อ้วน 

การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ช่วยเผาผลาญพลังงานได้รวดเร็วที่สุด แต่ในชีวิตจริง คนเราอาจไม่มีโอกาสออกกำลัง
กายเป็นกิจลักษณะได้ทุกคน การใช้พลังงานในการทำงาน เป็นทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรคอ้วน คนที่เป็น
กรรมกรแบกหาม กับสามล้อ หรือเกษตรกรจึงไม่ค่อยเป็นโรคอ้วน 

คนที่มีพฤติกรรมชอบความสะดวกสบาย ขี้เกียจแม้ในกิจวัตรประจำวันเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขึ้นลงตึกเพียง 1-2 ชั้น
 ก็ต้องใช้ลิฟต์ ระยะทางไม่กี่สิบเมตรก็ต้องขับรถไป พฤติกรรมแบบนี้ มีส่วนทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคอื่นๆ 
อีกหลายอย่าง 

การรักษาโรคอ้วน ต้องใช้หลักพลังงานใช้ไปมากกว่าพลังงานที่รับเข้าสู่ร่างกาย 

ต้องเลือกสารอาหารที่กินให้เป็นพวกพลังงานต่ำ มีเส้นใยอาหารมาก โดยไม่ขาดสารอาหารที่จำเป็น ต้อง
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินให้กินเป็นมื้อเป็นคราวที่เหมาะสม ไม่กินจุบกินจิบ ไม่ควรอดอาหาร เพราะจะยิ่ง
ทำให้เกิดการชดเชยและอยากอาหารมากขึ้น 

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ช่วยป้องกันและแก้ไขโรคอ้วนได้ คือ การลดการใช้เครื่องอำนวย ความสะดวก
ต่างๆ เช่น ลิฟต์ และรถยนต์ หันมาใช้การเดินหรือขี่จักรยานมากขึ้น ลดการใช้เครื่องซักผ้า และหันมาซักด้วย
มือ 

สิ่งหนึ่งที่มีคนสนใจมากคือ ยาลดความอ้วน หลายคนมีความเชื่อว่า มียาบางอย่างที่สามารถเนรมิต ให้ตนผอม
ลงได้เองโดยไม่ต้องปฏิบัติตัวอย่างใดเป็นพิเศษ คล้ายกับคนที่เชื่อว่ามียากินให้ฉลาด ยากินให้สวยให้หล่อ ยากิน
ให้สมองดี ความจำแม่น หรือยาอายุวัฒนะ ความเชื่อเหล่านี้ ไม่น่าจะเป็นความเชื่อที่ถูกต้อง 

ยาที่มีผู้นำไปใช้ลดความอ้วนนั้นส่วนใหญ่เป็นยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีอาการตื่นตัว ไม่ง่วง
นอน และมีผลข้างเคียงทำให้ความอยากอาหารลดลง 

สรรพคุณของยากลุ่มนี้จึงเหมือนกับยาบ้า ที่นิยมใช้เป็นสารเสพติด ยาอาจทำให้น้ำหนักลดลง ได้ค่อนข้างเร็ว
แต่ผลแทรกซ้อนมีมากมายเช่น ทำให้นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดปกติ หากใช้เกินขนาดอาจถึงตายได้ 

ผลข้างเคียงที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของยากลุ่มนี้ก็คือทำให้เกิดประสาทหลอน หลงผิดหรือเป็นโรคจิตได้ 
ผู้ป่วยที่เป็นโรคจิตภายหลังจากไปกินยาลดความอ้วน พบได้บ่อยพอสมควร บางคนที่เคยป่วยอยู่ก่อน และ
อาการทุเลาแล้วพอไปใช้ยาพวกนี้ เลยทำให้อาการกำเริบขึ้นมาอีก 

ผลเสียจากการใช้ยาลดความอ้วนมีมากมาย จนไม่คุ้มที่จะหวังพึ่งฤทธิ์ของมันในการช่วยลด ความอยากอาหาร
และช่วยลดน้ำหนัก 

การป้องกันและการรักษาโรคอ้วน 
จึงควรใช้วิธีปฏิบัติตัวในการควบคุมการกินอาหาร และเพิ่มการใช้พลังงานตามที่กล่าวตอนต้น น้ำหนักตัว
ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นสัญญาณอันตรายอย่างหนึ่ง หากไม่ทราบสาเหตุควรรีบไปพบแพทย์
ตรวจสุขภาพโดยด่วน คนที่เป็นโรคอ้วน ควรลดน้ำหนักลงอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป อย่าได้พยายามลด
ฮวบฮาบเป็นอันขาด เพราะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี 

หากพยายามลดความอ้วนอย่างไรก็ไม่เป็นผล ก็ควรทำใจยอมรับเสียเถิด คิดเสียว่า "อ้วนตายดีกว่าอดตาย" 
ก็แล้วกัน 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการมีหุ่นดีคุณไม่จำเป็นต้องไปเข้าคอร์สลดน้ำหนักตามศูนย์หรือ
คลินิกใดๆ ทั้งสิ้น 
เพียงแต่คุณต้องมีความตั้งใจจริงที่จะทำให้คิดว่าการควบคุมอาหารเป็นการใช้ชีวิตตาม
ปกติของคุณ พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหารด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้ 
- พยายามไม่ทานอะไรอีกหลัง 14.00 น. หรืออย่างช้าที่สุด 18.00 น.  
  นั่นคือถ้าคุณต้องทานอาหารเย็น จะต้องทานให้เสร็จก่อน 18.00 น.แล้วหลังจากนั้น
  ห้ามทานอะไรอีก นอกจากน้ำเปล่า 
- อย่าระบายความโกรธหรือความหงุดหงิดของคุณไปกับของขบเคี้ยว เพราะจะทำให้
  น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว 
- ตั้งปฏิญาณไว้ว่าจะไม่ทานช็อกโกแลตและไอศกรีมตลอดทั้งสัปดาห์และพยายามทำให้
  ได้ อย่าเผลอเด็ดขาด เพราะขนมที่หวานและเย็นอย่างไอศกรีมจะทำให้ทานได้เยอะ 
  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องทานเมื่อคุณหิวเท่านั้น ไม่ใช่ทานเพื่อตอบสนองความอยาก 

 


  ลดความอ้วน       

นพ.อมรชัย หาญผดุงธรรมะ 

"ความอ้วนเป็นปัญหาของผู้คนจำนวนมากในบ้านเรา ผู้ที่ให้ความสำคัญกับรูปร่างโดยเฉพาะผู้หญิง ดูจะ
ห่วงเรื่องนี้เป็นพิเศษ ความอ้วนทำให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลายอย่าง เช่น ความดัน
โลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน การรักษาความอ้วน มีหลายวิธี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การผ่าตัด 
และการใช้ยาเป็นวิธีหลักๆ ที่ใช้มากมียาใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเรื่อยๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึง การออก
กำลังกายและการรับประทานอาหารยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด สำหรับการลดความอ้วนระยะยาว 

ความอ้วนกับโรคภัยไข้เจ็บ 
การมีน้ำหนักมากเกินมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นครับ หมายความว่า คนอ้วนตายมากกว่า
คนผอมและยังสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ต่อการตายที่สูงขึ้นของโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง 
และโรคเบาหวานอีกด้วย 

ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่ไม่น้อย ที่เกี่ยวกับ น้ำหนักตัวมากเกินไป คนอ้วนมีโอกาสที่จะมีโคเลสเตอรอล
ในเลือด สูงกว่าคนผอมถึง 50% และยังมักมีไขมันชนิดอื่นสูงอีกด้วย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันก็ชอบคนอ้วน
ครับเป็นมากกว่าคนผอม หรือคนไม่อ้วนแยะทีเดียว โรคเบาหวานก็เป็นอีกโรคที่ชอบความอ้วน 
อ้วนปานกลางจะทำให้เป็นโรคเบาหวานสูงถึง 5 เท่า ถ้าอ้วนมาก จะเป็นเบาหวานสูงขึ้น 10 เท่าเลยล่ะ 

สำหรับผู้ชายอ้วนมีโอกาสตายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็ง ต่อมลูกหมากสูงกว่าคนไม่อ้วน ในผู้หญิงอ้วน
ก็มีโอกาสเสียชีวิตสูง จากมะเร็งของโพรงมดลูก, ถุงน้ำดี, ปากมดลูก, รังไข่ และมะเร็งเต้านมครับ 

คนอ้วนโดยทั่วไปจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดโรคของถุงน้ำดี, โรคปอด, โรคเกาต์, มะเร็ง และโรคข้อ
อักเสบ ครับ เรียกว่า รับเลอะเลยทีเดียว สิ่งที่ตามมาติดๆ ก็คือ การเสียเงินเสียทองเยียวยารักษา เป็นภาระอัน
หนักอึ้งแสนสาหัสของครอบครัวและของรัฐบาลด้วย

สาเหตุของความอ้วน 
คนอ้วนส่วนใหญ่อาจเรียกได้ว่า "อ้วนเอง" ครับคือ ไม่ได้มีโรค อันเป็นเหตุให้อ้วนโดยตรง นอกเหนือจากการ
กินเข้ามามากกว่า การใช้ออกไป มีน้อยมากครับที่อ้วนจากโรค เช่น โรคของต่อมไร้ท่อบางชนิด, โรคทาง
พันธุกรรม, อ้วนจากยาหรือจากโรคของระบบประสาท 
ปัจจุบันเราถือว่า การอ้วนเป็นภาวะอันเกิดจาก หลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธ์, วัฒนธรรม, สังคม, 
เศรษฐกิจ, พฤติกรรม และปัจจัยด้านสถานการณ์รอบด้านครับ 

แนวทางแก้ไขความอ้วน 
คงต้องยอมรับครับว่า การลดความอ้วนให้ได้ผลระยะยาวนั้น เป็นเรื่องยาก ตัวแปรหลักอยู่ที่ตัวผู้อ้วนเอง 
ไม่ใช่หมอ สำหรับหมอ เราก็ถือว่า ความอ้วนก็เช่นเดียวกับเบาหวานหรือความดันสูง คือ เป็นโรคเรื้อรัง หาย
ขาดยาก ได้แค่บรรเทา คือ คุมไว้อย่าให้กำเริบ และก็ยังเหมือนกับโรคเรื้อรังอื่น ตรงที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดย
รวดเร็ว จะว่าไปแล้วก็ยังไม่มีวิธีรักษาที่ถูกใจคนไข้เลย เพราะคนไข้จะพอใจก็ต่อเมื่อต้องได้ผลดี คือ ผอมเร็ว 
และผอมนานไม่กลับมาอ้วนอีก 

ในทางทฤษฎีแล้วจะต้องเผาผลาญพลังงานไปถึง 3500 กิโลแคลอรี่ จึงจะลดไขมันลงไปได้ 1 ปอนด์ ผู้เชี่ยว
ชาญแนะนำว่า ไม่ควรลดน้ำหนักลงเร็วกว่า 1-2 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เห็นไหมล่ะครับว่า จะลดน้ำหนักกันเร็วๆ 
ไม่ได้ไม่ควรทำ และโรคอ้วนนี่ก็ชอบกลับมา เป็นซ้ำเป็นซากอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมหายขาดซะที 



ใช้ยาลดน้ำหนัก 
ผู้หญิงดูจะใช้มากเป็นพิเศษ วิธีที่ใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นที่ยอมรับ ทางการแพทย์ แต่บางวิธีก็ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า 
ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพหรือไม่ครับ 

ในบรรดาวิธีต่างๆ ที่ใช้ควบคุมความอ้วน วิธีเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งรวมถึง การปรับเปลี่ยนการกินอาหาร
นับเป็นวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด วิธีใช้ยาดูเหมือนว่าตอนแรกจะลดน้ำหนักได้เร็ว แต่ในระยะยาวแล้ว 
สู้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้เพราะคุมความผอมไว้ได้นานกว่า 

การปรับเปลี่ยนอาหารเริ่มจาก การให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสารอาหาร พลังงานจากอาหารและชนิดของ
อาหารต่างๆ จุดประสงค์เพื่อให้สามารถเลือกรับประทานอาหารได้เหมาะสม, สามารถคิดปริมาณพลังงานจาก
สารอาหารได้ และรู้หลักของ การจัดอาหารให้สมดุล 

ผู้ที่ต้องการควบคุมอาหารมากๆ อาจจำกัดพลังงานอาหาร ให้เหลือเพียง 400-800 กิโลแคลอรีต่อวัน กิจกรรม
ออกกำลัง มีความสำคัญในการลดน้ำหนักมากครับ เพราะช่วยเร่งการใช้พลังงาน หรือเผาผลาญไขมันที่สะสม
ไว้ออกไปอีกทางหนึ่ง รวมแล้ว พลังงานแต่ละวันก็จะติดลบ คือ ใช้มากกว่ารับประทานเข้าไป น้ำหนักก็จะลดลง
เรื่อยๆ 
ตารางที่ 2 แสดงปริมาณพลังงานที่ใช้ในการออกกำลัง ด้วยกิจกรรมต่างๆ ไว้ 


พลังงานที่ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับผู้ที่หนัก 70 กิโลกรัม 

กิจกรรม

 พลังงานที่ใช้ (กิโลแคลอรี่ต่อนาที)

เดินช้า ๆ

 3-6

เดินเร็ว ๆ

 6-8

วิ่งช้า ๆ

 10-13

วิ่งเร็ว

 15-18

ปั่นจักรยานช้า ๆ

 4-8

ปั่นจักรยานเร็ว

 10-15

กายบริหารเบา ๆ

 4

เต้นรำ

 5-8

เล่นสเก็ตน้ำแข็ง

 6-11

ขึ้นบันไดปกติ

 6

ขึ้นบันไดเร็ว ๆ

 8-10

ทำความสะอาดบ้าน

 4 

ว่ายน้ำธรรมดา

 6

กวาดสนามหญ้า

 5

ตัดหญ้า

 5

ถือหลักง่ายๆ ว่า ยิ่งออกแรงมากก็ยิ่งใช้พลังงานมาก ถ้าทำกิจกรรมหลายๆ อย่างผสมกันจะช่วยให้ใช้พลังงาน
ออกไปมากขึ้น

การใช้ยาลดความอ้วน 
ยาลดน้ำหนัก เมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมอาหาร จะช่วยลดน้ำหนักได้ เมื่อใช้ยาแล้วอาจจะทำให้ไม่หิว หรือ
รู้สึกอิ่มเมื่อรับประทานอาหารเพียงเล็กน้อย ผู้ที่อ้วนมากๆ จึงควรใช้ยาลดน้ำหนักครับ อ้วนน้อยๆ ไม่จำเป็น 
ใช้แค่คุมอาหาร และออกกำลังกายก็พอ 

ยาลดน้ำหนัก เมื่อหยุดใช้อาจกลับมาอ้วนอย่างเดิมอีก จึงต้องเปลี่ยนการรับประทานอาหาร และการออกกำลัง
ด้วยเสมอ ต้องพยายามด้านนี้ให้มากครับ ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำตลอดไปเลย 

ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ของยา ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงครับ ยาบางชนิดอาจทำให้กระวนกระวาย 
หงุดหงิด ปวดศีรษะ ปากคอแห้ง คลื่นไส้ และท้องผูก บางชนิดก็ทำให้อารมณ์ซึมเศร้า ง่วงนอน ปวดท้อง 
ท้องเดิน นอนไม่หลับ หรือฝันมาก 
บางทียาพวกนี้อาจเพิ่มความดันโลหิตให้สูง หรือหัวใจ เต้นผิดปกติได้ครับ ที่ร้ายแรงคือ เกิดแรงดันเลือดใน
ปอดสูง การใช้ยาเหล่านี้จึงต้องอยู่ในความดูและของแพทย์อย่างใกล้ชิดครับ อย่าซื้อมากินเอง แล้วกินไปเรื่อยๆ 
เพราะอยากผอมจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

แพทย์จะคอยติดตามอาการ และเฝ้าระวังผลข้างเคียงจากยา วัดดูความดันโลหิต ดูการเต้นของหัวใจ และ
เฝ้าดูปัญหาทางหัวใจ ที่อาจแฝงเร้นอยู่โดยไม่ทราบมาก่อน ถ้าเกิดผลข้างเคียงหรือสงสัย ต้องหยุดยาทันทีครับ 



ผลเสียต่อร่างกาย จากการใช้ยาลดความอ้วน 
1.มีรายงานการเกิดภาวะความดันโลหิตในหัวใจห้องขวา และในระบบไหลเวียนของปอดสูงขึ้นได้จากยา
   ลดความอ้วน กลุ่ม anorexic drug(กลุ่มที่ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร) 
2.มีรายงานพบว่า การรรับประทานยาลดความอ้วน จะเกิดภาวะลิ้นหัวใจรั่วได้ 
3.อาการข้างเคียงอย่างอื่น เช่น ใจสั่น,หงุดหงิด เป็นลม หน้ามืด หรือ ท้องผูกได้ 

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับสูตรยาที่ใช้(regimens) ต้องสอบถามจากแพทย์ผู้นั้นโดยตรง เพราะว่าอาจมี
ยาอื่นเสริมมาด้วย เช่น ยาทัยรอยด์ฮอร์โมน,ยาขับปัสสาวะ,ยาระบาย ซึ่งอาจมีผลต่อระบบสรีรวิทยาของ
ร่างกาย (metabolism&physiology)ด้วย 
ยาลดความอ้วนเฉพาะส่วน เท่าที่ทราบยังไม่มี ยกเว้นการออกกำลังโดยวิธีที่ถูกต้อง อาจทำให้ลดไขมันจาก
บางแห่งได้ดี 
โดย นพ.ณัฐสกล ภวนะวิเชียร อายุรแพทย์ 

 

โรคนี้ภาษาแพทย์เรียกว่า ANOREXIA NERVOSA หรือ แอเนอะเร็กเซีย เนอร์โวซส ครับ คนที่เป็นโรค
นี้ จะเป็นคนที่กลัวอ้วน กลัวเอามากๆ เห็นน้ำหนักตัวเองเป็นศัตรู ปฏิเสธอาหารอย่างมากจนผ่ายผอมครับ 

ถ้าจะสังเกตดีๆ จะเห็นว่าสังคมปัจจุบันสนใจน้ำหนักตัว ไม่ต้องการอ้วน ไม่ต้องการหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน 
สื่อชนิดต่างๆ ไม่ว่า ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ จะพบข้อความหรือโฆษณาเกี่ยวข้อง กับการควบคุมน้ำหนักด้วย
กรรมวิธีต่างๆ เกี่ยวข้องกับผลเสียของความอ้วน หรือไขมันมากเกินอยู่เสมอ 

อาจเรียกว่าค่านิยมใหม่ได้รับการปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่ เยาวชนรุ่นใหม่รับไปเรียบร้อยแล้ว เชื่อไหมครับว่า 
ในอเมริกา สาววัยรุ่นอายุ 18 ปี กว่าครึ่งคิดว่าตัวเองอ้วน (น้ำหนักมากไป) ทั้งๆ ที่เมื่อชั่งแล้วน้ำหนักยังอยู่ใน
เกณฑ์มาตรฐาน ค่านิยมนี้ จะเห็นเด่นชัดในกลุ่มนักศึกษาหญิงครับ นิยมน้ำหนักตัวน้อย เคร่งครัดควบคุม
อาหารการกินมาก 

ระบาดวิทยา 
โรคกลัวอ้วนเสียจนผอมเกินไปนี้คาดว่ามีคนป่วยราว 0.2 ถึง 1.3 เปอร์เซ็นต์ของประชากร มีผู้ป่วยรายใหม่
เกิดขึ้นราว 5-10 รายต่อประชากร 1 แสนคน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า ในผู้ป่วยทั้งหมดจะเป็น
ผู้ชาย ไม่เกิน 5-10 เปอร์เซ็นต์ครับ 
อาการของโรคมักเริ่มตอนวัยรุ่น โดยเฉลี่ยจะเริ่มเป็นเมื่ออายุ 17 ปี มีบ้างที่เป็นตอนเรียนมัธยมต้นหรือตอนโต
เป็นผู้ใหญ่แล้ว พบมากในประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่เจริญแล้ว ประเทศด้อยพัฒนาจะพบน้อยกว่า 

อาการ 
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียน หรือนักศึกษาสาวที่ขยันเรียน มีความรับผิดชอบสูง ผลการเรียนดี เป็นคน
ค่อนข้าง "สมบูรณ์แบบ" บิดามารดามักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสูง ผู้ป่วยมักไม่ชอบงานสังคม
สังสรรค์นัก 
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานราว 15% เช่น ควรหนัก 60 กิโลกรัม ก็หนักเพียง 50 กก.หรือ
ควรหนัก 50 กก. ก็เหลือแค่ 42 กก. หรือน้อยกว่าเป็นต้น 

โรคนี้ถือเป็นความผิดปกติทางจิตใจชนิดหนึ่งครับ โดยมีความเชื่อผิดเกี่ยวกับน้ำหนักและรูปร่างตัวเอง บางคน
ยังเชื่อว่า น้ำหนักมากเกินไปทั้ง ๆ ที่ความจริงอยู่ในขั้นผอมแห้ง บางคนเชื่อว่าอวัยวะบางส่วนของตัวอ้วนไป 
ผู้ป่วยจะกลัวมากๆ เกี่ยวกับการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น และที่แปลกคือ เมื่อยิ่งผอม (น้ำหนักลด) กลับยิ่งกลัวมากขึ้น
ไปอีก ความกลัวน้ำหนักเพิ่มนั้น มากเสียยิ่งกว่ากลัวตายจากการปฏิเสธอาหาร แทนที่จะรู้สึกผ่อนคลายหรือ
เบาใจ เมื่อน้ำหนักลดลงได้เขากลับกลัวมากขึ้นไปอีก 

จะพบอาการไม่มีประจำเดือนได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนี้ สาเหตุเกิดจากความเครียดอย่างรุนแรงจากการอดอาหาร
ทำให้ฮอร์โมนของสมองที่ควบคุมการมีประจำเดือนลดลง 

พฤติกรรมของผู้ป่วยมีได้ 2 แบบครับ 
แบบจำกัด หมายถึงจะรับประทานอาหารน้อย และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง พวกนี้มักจะออกกำลังกาย
มากและหนัก 
แบบกินมาก / ออกมาก หมายถึงเมื่อรับประทานอาหารแล้วใช้วิธีทำให้ตัวเองอาเจียน ใช้ยาถ่าย ยาขับปัสสาวะ 
หรือสวนอุจจาระ 

ผู้ป่วยมักมีความประพฤติแบบย้ำคิด-ย้ำทำ ร่วมด้วย ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยพิธีรีตอง ส่วนตัวอาจนับเมล็ด
ข้าวที่รับประทาน คำนวณพลังงานที่ได้จากอาหาร ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วนของร่างกาย ฯลฯ 
ผู้ป่วยโรคนี้จะปฏิเสธความเจ็บป่วยของตัวเองไม่ยอมรับว่าป่วย ทำให้รักษาลำบาก เขาคิดว่าความคิดของเขา
ถูกต้อง และคนอื่น กำลังพยายามทำให้เขาอ้วน เขาคิดว่าตัวเองปกติ ส่วนคนอื่นทั้งโลก ต่างหากที่เพี้ยนไป 

การพัฒนาทางเพศจะล่าช้าในผู้ป่วยพวกนี้ สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น ผู้ป่วยมักแยกตัวจากสังคม 
เพราะขาดความเชื่อมั่น / นับถือตัวเองและกลัวว่าเมื่อเข้าสังคมแล้วจะดำเนินชีวิตอย่างที่ทำอยู่ไม่ได้ 

การอดอาหารยังไปกดการหลั่งของฮอร์โมนเพศ ทำให้ขาดความสนใจทางเพศ ที่ว่าคนเป็นโรคกลัวอ้วนไม่หิว
นั้น เป็นความเข้าใจผิดครับ เขายังหิว และหิวอยู่เสมอ แต่การเอาชนะความหิว ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีอำนาจ
เหนือร่างกายของเขาเอง 
ความคิดของเขาจะเต็มไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับอาหาร น้ำหนักตัว และการควบคุมอาหาร ในที่สุดเมื่อเขาสนใจแต่
เรื่องพวกนี้ เขาก็จะไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น ทำให้การเรียน การทำงาน และมนุษยสัมพันธ์แย่ลง ความซึมเศร้า
ก็จะตามมา 

โรคแทรกซ้อน 
โรคแทรกซ้อนส่วนใหญ่เกิดจากผลของการอดอาหารครับ เป็นความพยายามของร่างกายที่จะอนุรักษ์พลังงาน
ไว้ใช้ในภาวะที่ขาดแคลน ผู้ป่วยที่ใช้วิธีอาเจียน ถ่ายท้อง หรือขับปัสสาวะจะสูญเสียธาตุโปตัสเซียม เกิดหัวใจ
เต้นผิดจังหวะและกล้ามเนื้อเกร็งได้ 
โรคแทรกทางหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคนี้ อาจหัวใจเต้นช้าแค่ 40 ครั้งต่อนาที 
อาเจียนบ่อยๆ ทำให้เคลือบฟันสึกกร่อน และต่อมน้ำลายบวมคล้ายเป็นคางทูม 
กล้ามเนื้อกระเพาะและลำไส้จะลีบและอ่อนลงจาการที่ใช้งานน้อย ทำให้อาหารคงอยู่ในและท้องผูก 
ผิวหนังจะแห้ง ผมบนศีรษะบางลง มีขนอ่อนตามลำตัวและแขนขามากขึ้น  อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง 
กระดูกบางลง กระดูกหักง่าย  ไตทำงานปกติ อาจเกิดไตวายเรื้อรัง 
เม็ดโลหิตและเกร็ดเลือดลดน้อยลง 

ทำไมถึงเป็นโรคนี้ 
ยังไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมบางคนจึงเป็นโรคกลัวความอ้วน ขนาดสาหัสเช่นนี้ครับ เป็นความเบี่ยงเบนทางจิต 
ที่เกิดความพอใจจากการที่ผอมลง 

จะรักษาอย่างไร 
ก่อนรักษาแพทย์จะต้องประเมินว่าผู้ป่วยมีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่ และมีโรคแทรกซ้อนอะไรบ้าง เป้าหมาย
เบื้องต้นในการรักษาคือ ป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการอดอาหาร ผู้ป่วยและครอบครัว จะได้รับคำแนะนำ
และอธิบายถึงแผนการรักษา เพื่อนๆ ของผู้ป่วย ก็มีส่วนร่วมในการรักษาด้วย 

นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ ล้วนมีความสำคัญในการร่วมทีมรักษา เริ่มแรก
ต้องค่อยๆ เพิ่มอาหาร เพื่อป้องกันกระเพาะขยายตัว ป้องกันการบวมและหัวใจล้มเหลว 
บางกรณีต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล เช่น ผู้ป่วยที่น้ำหนักลดมากกว่า 30% ของน้ำหนักปกติ ผู้ป่วย
ที่มีความคิดฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยที่ติดยาระบาย หรือยาขับปัสสาวะและกรณีที่รักษาแบบผู้ป่วยนอกแล้วไม่ได้ผล 

การรักษาในโรงพยาบาลจะใช้เวลาประมาณ 10-12 สัปดาห์ จึงจะเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ 
ก่อนจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้าน ควรลองปล่อยผู้ป่วยกลับบ้านเฉพาะวันหยุดดูก่อน เพื่อปรับตัวสักระยะหนึ่ง 
เมื่อกลับบ้านได้แล้วยังต้องนัดกลับมาติดตามการรักษาไปอีกเป็นเดือน หรือเป็นปีทีเดียว เพื่อป้องกันการกลับ
เป็นซ้ำ 

การรักษาทางจิต มีความสำคัญมาก ต้องเริ่มตั้งแต่ก้าวแรกเลย และติดตามไปเรื่อยๆ จนผู้ป่วยปกติ 
พฤติกรรมบำบัด ก็มีส่วนในการรักษามากทั้งวิธีให้รางวัลและลงโทษ 
ในผู้ป่วยอายุน้อยการใช้วิธีครอบครัวบำบัดจะได้ผลดีมาก ต้องระลึกเสมอว่าโรคนี้มีผลกระทบต่อครอบครัว
ทั้งหมด การให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวเพื่อแก้ปัญหาในสิ่งแวดล้อมของครอบครัว จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้
เร็วขึ้น 

อาการเตือนล่วงหน้า 
มีอาการบางอย่างที่พอจะอาศัยเป็นสัญญาณเตือนได้สำหรับสังเกตว่า คนในครอบครัวของเราอาจเริ่มเป็น
โรคกลัวอ้วนอย่างหนักหรือไม่ครับ อาการที่ว่าได้แก่ 
 - ตั้งใจอดอาหารด้วยตัวเอง และน้ำหนักลดลง 
 - กลัวการเพิ่มน้ำหนักตัว 
 - ปฏิเสธการรับประทานอาหาร 
 - ปฏิเสธความหิว 
 - ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 
 - มีขนอ่อนมากขึ้นตามตัวแขนขา หรือใบหน้า 
 - ขี้หนาว 
 - ประจำเดือนไม่มาหรือไม่สม่ำเสมอ 
 - ผมบางลง 
 - มีความรู้สึกว่าตัวเองอ้วนทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงผอมมาก

ครับก็ลองใช้หลักการนี้สังเกตดู หากสงสัยให้รีบปรึกษาแพทย์ และหากโชคร้ายเป็นโรคนี้จริงก็ช่วยแพทย์
อย่างเต็มที่ในการรักษาด้วยครับ 

นพ.อมรชัย หาญผดุงธรรมะ 

ดูรายละเอียดเรื่องโรคกลัวอ้วน เพิ่มได้ที่

มินิซีรีย์เรื่องโรคกลัวอ้วน


  

 



















 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2004 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.