BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

สอบถามปัญหาแบบออนไลน
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat

top
Healthcare Natural Supplement News  
ข่าวความก้าวหน้าของของ
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจาก
ธรรมชาต

Skin and Acne 
    ศึกษาเรื่องของสิว


Skin and Acne 
    ศึกษาเรื่องของผิวหนัง

   

1. AHA (Alpha hydroxy
    acid) 
    Glycolic acid


2. BHA (Beta hydroxy 
    acid)
    Salicylic acid

3. Derma&Skin Roller
   
ลูกกลิ้งเข็มเพื่อใช้ในการ
    กระตุ้นและปรับสภาพผิว


4. Copper peptide 
    คอปเปอร์ เปปไทด์

5. Skin needling & 
    Facial Mesotherapy
    การใช้เทคนิค ลดริ้วรอย
    หน้าหมองคล้ำ จุดด่างดำ
    ลดปัญหาแผลหลุมสิว
    ด้วยตนเองที่บ้าน


Vitamin
วิตามิน
สารอินทรีย์ที่จำเป้นต่อ
การเจริญเติบโต สุขภาพ
สมบูรณ์


L- Glutathione
แอล-กลุตาไธโอน

skin whitening
ผลิตภัณฑ์ช่วยเสริมผิวขาว
อย่างธรรมชาติ

L- Carnitine
แอล คาร์นิทีน
ผลิตภัณฑ์ช่วยลดน้ำหนัก
อย่างธรรมชาติ

  Coemzyme Q10
โคเอ็มไซม์ คิวเท็น

ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต
หัวใจ ความดันโลหิต
ช่วยลดริ้วรอยคืนความ
อ่อนเยาวืให้กับผิวหนัง

Minerals
เกลือแร่

สารอาหารที่มีความจำเป็น
ต่อการเจริญเติบโต สุขภาพ
แข็งแรง เป็นปกติ
  

 

 

 

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 

 
Custom Search

 Skin and Acne
From Wikipedia, the free encyclopedia

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

Acne หรือสิว

สิวเป็นการอักเสบของระบบต่อมไขมัน (sebaceous) ในรูขุมขน ปกติไขมันที่สร้างจากต่อม
ไขมันจะออกมาตามเส้นขน
หากมีการอุดตันของทางเดินก็จะทำให้เกิดสิว สิวมีหลายชนิดที่พบ
บ่อยๆได้แก่
 สิวธรรมดาหรือที่เรียกว่า Acne vulgalis สิวหัวดำ สิวที่มีการอักเสบเป็นหนอง
บางรายมีตุ่มหนองด้วย

สาเหตุของสิว ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวได้แก่

  • ฮอร์โมน ร่างกายสร้างฮอร์โมน Androgen ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่ม 
    โดยมากฮอร์โมนจะเริ่มสร้างเมื่ออายุ
    11-14 ปีดังนั้นจึงพบสิวมากในวัยนี้
    และอาจจะอยู่ได้นานหลายปี
     
    1.เหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเซลล์สร้างไขมันมีโปรตีนตัวรับแอนโดรเจนอยู่ในนิวเคลียส 
      ความไวของโปรตีนตัวรับจึงเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้ป่วยบางรายเกิดสิวที่รุนแรง
      มากกว่าคนทั่วไป และมักจะรักษาไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก 
    2.เหตุที่สิวมักเกิดในวัยรุ่น เนื่องจากในวัยนี้จะมีระดับฮอร์โมนเพศสูง ทำให้กระตุ้น
       ต่อมสร้างไขมันบริเวณขุมขนให้ผลิตไขมันออกมามากขึ้น ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิดสิว
       ได้มากยิ่งขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดน้อยลงในช่วงท้ายๆ ของวัยรุ่น หรือในช่วงอายุ 
       20 ปีเศษ 
    3.ยาที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น norgestimate, 
       desogestrel ยาต้านแอนโดรเจน เช่น cyproterone acetate และ 
       spironolactone 
    4.การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ต่อมสร้างไขมัน พบว่า testosterone เปลี่ยนเป็น   
       dihydrotestosterone ซึ่งมีความแรงในการออกฤทธิ์มากกว่า เอนไซม์ที่มีส่วน
       เกี่ยวข้องชื่อ 5-reductase จากรายงานการศึกษาวิจัยระยะหลัง ยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้ง 
       type II reductase ไม่สามารถลดการสร้างไขมันได้ ทำให้เชื่อว่ากลไกสำคัญอยู่ที่ 
       type I isoenzyme มากกว่า
  • การผลิตไขมันมากขึ้นและร่วมกับเซลล์ผิวหนัง และเชื้อแบทีเรียทำให้เกิด
    การอุดตันจนเกิดสิว
     
    1.การอักเสบของต่อมสร้างไขมัน บริเวณของรูขุมขนที่มีอยู่ทั่วไปตามผิวหนังของคน
      เรา เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว ต่อมสร้างไขมันบริเวณรูขุมขนนี้ มีหน้าที่สร้าง
      ไขมันมาหล่อเลี้ยงผิวหนัง ทำให้ผิวหนังไม่แห้ง มีความชุ่มชื้น บางครั้งมีการสร้าง
      ไขมันมากเกินไป ทำให้คั่งค้างอยู่ในรูขุมขนและเกิดการอักเสบ ต่อมาเมื่อเชื้อแบคที
      เรียเข้ามา จะทำให้เกิดการติดเชื้อเป็นหัวสิว หรือตุ่มหนอง จากการศึกษาพบว่า
      ปริมาณของไขมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรุนแรงของสิว 
    2.ตำแหน่งต้นตอที่เกิดสิว คือ ต่อมไขมัน ต่อมไขมันมีหน้าที่ผลิตไขมัน และมีท่อเปิด
       ออกสู่รูขุมขน เพื่อให้ไขมันออกมาหล่อลื่นผิวหนังภายนอก ต่อมไขมันที่แต่ละตำ
       แหน่งของร่างกาย มีขนาดและความหนาแน่นไม่เท่ากัน บริเวณใบหน้าจะมีต่อม
       ไขมันขนาดใหญ่ และหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น เราจึงพบสิวบริเวณใบหน้าได้บ่อย 
       การสร้างไขมันขึ้นกับฮอร์โมนแอนโดรเจนและเอสโตรเจน 
       แอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศชายกระตุ้นให้มีการสร้างไขมัน โดยกระตุ้นเซลล์ที่
       เรียกว่า "ซีโบซัยท์" (sebocyte) ในขณะที่เอสโตรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิง
       ยับยั้งการสร้างไขมัน 
  • มีการเปลี่ยนแปลงของรากผม รากผมเจริญเร็วเซลล์มีการแบ่งตัวเร็ว และมี
    เซลล์ที่ตายมาก จึงเกิดการอุดตันของต่อมไขมัน
  • แบททีเรียโดยเฉพาะชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการ
    อักเสบของสิว
    1.ในระยะแรกที่เริ่มเกิดหัวสิวมักจะตรวจไม่พบเชื้อนี้ แต่ในระยะท้ายๆ หรือระยะที่มี
       การอักเสบจะตรวจพบเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้ทุกราย 
    2.เดิมทีเดียวเรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าเชื้อแบคทีเรีย P.acnes ทำ ให้เกิดสิวได้อย่างไร 
      แต่ผลการศึกษาวิจัยระยะหลังมานี้ เพิ่งจะพบว่าเชื้อแบคทีเรียกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือด
      ขาวสองชนิดคือ โมโนซัยท์และนิวโตรฟิล ให้หลั่งโปรตีนสามชนิด IL-12, IL-8, 
       และ TNF เป็นต้นเหตุให้เกิดการอักเสบขึ้น นอกนี้แต่ละคนยังมีความไวต่อเชื้อ
       แบคทีเรีย P.acnes ไม่เหมือนกัน คนที่ไวมากจะเกิดโรคที่มีความรุนแรงมาก 
    3.เชื้อแบคทีเรีย P.acnes ย้อม ติดสีแกรมบวก เป็นแบคทีเรียชนิดไม่พึ่งออกซิเจน   
      ผลิตเอนไซม์ไลเปสย่อยสารไตรกลีเซอไรด์ในไขมันที่ผลิตจากต่อมไขมัน ให้กลาย
      เป็นกลีเซอรอลและกรดไขมันอิสระ ช่วยให้แบคทีเรียเติบโตได้ดีขึ้น และกระตุ้น
      ปฏิกิริยาการอักเสบให้รุนแรงขึ้น 
    4.ยาปฏิชีวนะชนิดทาที่นิยมใช้ ได้แก่ erythromycin, clindamycin, metro
      nidazole, azelaic acid, และ benzoyl peroxide ส่วนชนิดรับประทาน 
      ได้แก่ tetracycline, erythromycin, minocycline, doxycycline, 
      clindamycin และ trimethoprim–sulfamethoxazole อย่างไรก็ตาม
      การรักษาสิวโดยใช้ยาปฎิชีวนะเพียงอย่างเดียวจะไม่ได้ผลดีในผู้ป่วยทุกราย 
  • ความผิดปกติของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า  
    1.โดยปกติเซลล์จะหลุดลอกจากเยื่อบุของรูขุมขน และต่อมไขมันจะช่วยเคลื่อนย้าย
       ไปที่ผิวหนังส่วนนอก หากกระบวนการเคลื่อนย้ายถูกอุดกั้น ก็จะทำให้เกิดสิวขึ้น 
       เรียกว่า
    retention hyperkeratosis
    2.จากการศึกษาวิจัยระยะหลังๆ นี้ พบว่าความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องมาจาก 
       โปรตีนสองชนิดที่ร่างกายผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก โปรตีนทั้งสองชนิดเป็นสาร
       เคอราติน มีชื่อเรียกว่า
    keratin 6 และ keratin 12
    3.
    ยารักษาสิวชนิดทาที่ช่วยรักษาความผิดปกติของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า ได้แก่ 
       tretinoin, isotretinoin และ salicylic acid รวมทั้งยาในกลุ่มเรตินอยด์
       ชนิดใหม่ๆ เช่น
    tazarotene และยาปฏิชีวนะ azelaic acid topical 
       tretinoin (Retin-A), adapalene (Differin), topical tazarotene 
       (Tazorac), isotretinoin (Accutane) และ acitretin (Soriatane) 
  • ความรุนแรงของปฎิกิริยาอักเสบที่เกิดขึ้น
    1.ความรุนแรงของสิวแต่ ละคนแตกต่างกันไป บางรายเป็นมาก บางรายเป็นน้อย 
      ขบวนการอักเสบจะกำเริบได้ในช่วงมีความเครียด เช่น อดนอน หรือในผู้หญิงช่วง
      ใกล้มีประจำเดือน นอกจากนี้การบีบแกะสิวจะกระทบกระเทือนและนำเชื้อโรคเกิด
      การอักเสบมากขึ้น และมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นเมื่อสิวหายแล้ว และที่พบได้บ่อยๆ 
    2.ยาบางอย่าง เช่น ยาที่มีสเตียรอยด์ผสมอยู่ หรือยาป้องกันการชักบางชนิด ก็ทำให้
      เกิดสิวได้เช่นกัน การรับประทานยาที่ได้รับมาหรือซื้อหามาเองต้องใช้ความระมัด
      ระวังเป็นพิเศษ หากยานั้นมีสเตียรอยด์อยู่ด้วยจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ 
    3.ถ้าสิวรุนแรงหรืออักเสบมากขึ้น อาจต้องใช้ยารับประทาน ร่วมกับยาทา   
      ยารับประทานในการรักษาสิว มีสามกลุ่มหลัก ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ ยากลุ่มกรด
      วิตามินเอ และยาในกลุ่มฮอร์โมน ยารับประทานทั้งสามกลุ่ม ต้องใช้เวลาหลาย
      สัปดาห์ กว่าจะได้ผลเต็มที่ และมักต้องให้ยาต่ออีกระยะ หลังได้ผลในการรักษา
      แล้ว จึงจำเป็นต้องใช้ในความควบคุมดูแลของแพทย์ เพราะการรับประทานยา
      เหล่านี้ในระยะเวลานานๆ มีความจำเป็นต้องตรวจเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา 
      เช่น ตรวจดูการทำงานของตับไต ไขมันในเส้นเลือด เป็นต้น นอกจากนั้น แพทย์
      จะช่วยประเมินให้ได้ว่า มีความเสี่ยงในการใช้ยาในกลุ่มดังกล่าวหรือไม่ เช่น คน
      ที่มีประวัติมะเร็งเต้านม หรือเส้นเลือดอุดตันในครอบครัว คนที่สูบบุหรี่ ไม่ควร
      ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด เป็นต้น 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวมากน้อยมีอะไรบ้าง  

  • กรรมพันธ์
  • การทำงานของต่อมไขมัน หากที่ใดที่มันและร่วมกับการดูแลรักษาความสะอาดไม่ทั่ว
    ถึงก็ทำให้เกิดสิว
  • อาหารโดยทั่วไปไม่มีผลต่อการเกิดสิว แต่ก็มีความเชื่อกันว่าการรับประทานอาหารที่
    มัน หรือหวานจะเกิดสิวได้ง่าย
  • อากาศ ขึ้นกับแต่ละคนบางคนเป็นมากในฤดูหนาว บางคนฤดูร้อน
  • อารมณ์ คนที่อารมณ์ดีจะเกิดสิวน้อยกว่าคนที่อารมณ์เสีย
  • การใช้เครื่องสำอางค์เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเกิดสิว การเลือกสบู่ที่เหมาะกับสภาพ
    ผิวหนัง คนที่มีแห้งควรจะใช้สบู่ที่เป็นด่างอ่อน
    คนที่ผิวมันก็อาจจะใช้สบู่ที่มีความ
    เป็นด่างมากขึ้นได้
    หรืออาจจะใช้สบู่ที่มีด่างอ่อนแต่ล้างหน้าบ่อยขึ้น
  • ครีมบำรุงผิวก็ต้องเลือกใหถูกกับผิวหน้า 
    คนที่ผิวแห้งไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอร์เป็นส่วนประกอบ
     
    คนที่ผิวมันก็หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีไขมันสูง
  • การระคายผิว เช่นการล้างหน้าที่มีการถูมาก หรือการบีบสิว
  • ยาบางชนิดทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น เช่น INH Iodides Bromide Steroid 
    Testosterone Gonadotropine Anabolic steroid
    ยาคุมกำเนิด

การรักษาสิว

  • งดใช้เครื่องสำอางที่ทำให้เกิดสิว หรือเลือกเครื่องสำอางที่ถูกกับผิวหน้า
  • ทายาหรือครีมทาก่อนนอน
  • ห้ามบีบหรือแกะสิวโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้สิวลุกลาม
  • อาหารสามารถรับประทานได้แต่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มัน และหวานและก็
    อย่ารับทานมากจนอ้วน
  • ห้ามถูหน้าแรงๆในขณะล้างหน้า ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งและใช้ผ้าซับเบาๆ
  • คนที่หน้ามันให้ล้างหน้าด้วยสบู่อย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง
  • การเลือกยาทาสิวขึ้นกับชนิดของสิวซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์
  • การเลือกรับประทานยาขึ้นกับแพทย์ที่ดูแล

การแบ่งชนิดของสิว

รูปตัดขวางของผิวหนัง

1

A = ผิวหนังปกติ   B=สิวหัวดำ   C=สิวหัวขาว   D= สิวที่เริ่มเป็นตุ่ม   E=สิวอักเสบและเป็นหนอง

 

 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิว

  • สิวเกิดจากความสกปรกของใบหน้าใช่หรือไม่ 
    หากคุณเชื่อว่าสิวเกิดจากความสกปรกคุณจะล้างหน้าบ่อยและล้างแรงซึ่งจะทำให้หน้า
    สูญเสียไขมัน
    และความชุ่มชื้น และเกิดระคายเคืองบนใบหน้าทำให้เกิดสิวมากขึ้น 
    สิวมิใช่เกิดจากความสกปรกแต่เกิดจากเซลล์ที่ตายของผิวหนัง และสิ่งสกปรกร่วมกับ
    ไขมัน
    วิธีที่ถูกต้องให้ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งและซับเบาๆด้วยผ้า
  • สาเหตุของสิวส่วนใหญ่เกิดจากเครื่องสำอางที่ใช้
  • การรักษาสิวต้องใช้เวลา ควรปรึกษาแพทย์มนรายที่เป็นมากหรือไม่หาย
  • ความเครียดอาจจะทำให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้น
  • สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนทำให้เกิสิว เช่นความสกปรก ละอองไขมันจากการปรุงอาหาร  
    น้ำมันเครื่องเป็นต้น

สิ่งที่ต้องระวังในการรักษาสิวสำหรับคนท้อง

  • อนุพันธ์ของวิตามินเอทั้งชนิดกินและทา เพราะอาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการตั้งครรภ์
  • ยาคุมกำเนิด
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่ม tetracyclin

สิว สิวมีหลายประเภทด้วยกัน แล้วก็เกิดจากสาเหตุต่างๆ กันไป

เราแบ่งประเภทสิวได้เป็น 4 ประเภทด้วยกัน 
สิวหัวดำ , สิวอุดตัน , สิวอักเสบ , สิวหัวช้าง  มีหนองรากลึก 
สิวสามตัวแรก ส่วนมากแล้วเกิดจากนิสัยของเราเอง ส่วนสิวประเภทสุดท้าย  อาจจะเกิด
ได้จากสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย เช่นพวก ฮอร์โมน สิวประเภทนี้ส่วนมากจะเกิดขึ้นที่คาง และ
ก็ลามไปที่แก้ม จะเป็นสิวที่มีรากลึก และเจ็บมาก อาจจะต้องปรึกษาหมอ หายามาฉีด 
หรือ มากิน รักษาตามอาการ

แต่พูดถึงสิว 3 ประเภทแรก  สาเหตุหลัก มาจากตัวเราเองวิธีป้องกันทำได้ไม่ยาก แต่หาก
เกิดขึ้นแล้วจะรักษา ก็ต้องใช้เวลากันหน่อย แต่มันป้องกันได้

comedone ที่ปลายไม่เปิด หรือเปิดเป็นรูเล็กมากเรียก close comedone ลักษณะ
เป็นตุ่มสีขาว ส่วน
open comedone ลักษณะเป็นสิวหัวเล็กๆเป็นสิวหัวดำ ทั้งสองชนิด
ไม่ควรบีบให้หัวสิวออก
เพราะเนื้อเยื่ออาจจะช้ำทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ

การรักษา ·   
ผู้ป่วยที่หน้ามันให้ใช้สบู่ล้างหน้าบ่อยๆ สบู่ผสมยา
ปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์
ใช้ยาละลายขุยเช่น
retinoic acid 0.025,0.05,0.1% cream 

หรือ Exfoliating serum AHA/BHA ทา
ก่อนนอน ถ้ามีอาการะคายเคืองหลังจากทายาให้
ทายาวันเว้นวัน
 ผิวที่ทายาไม่ควรถูกแสงเพราะจะ
ทำให้ผิวหนังเกิดระคายเคืองมาก
ระยะแรกของ
การใช้ยาสิวอาจจะเหอ หลังจากนั้น 
2 - 3
สัปดาห์ จึงจะดีขึ้น หรืออาจะใช้ 5% benzoyl 
peroxide[BP]
ทาสิวทิ้งไว้10-15นาทีแล้วล้าง
ออก ถ้าไม่มีอาการแพ้ให้เพิ่มเป็น
1-2 ชั่วโมงแล้วจึงล้างออก 1
 ถ้าหัวสิวขนาดใหญ่ ให้ผ้าชุบน้ำอุ่นปิดบริเวณที่
เป็น หลังจากนั้นใช้
Schamberg loop กดเอา
สิวออก

 



 สิวหัวดำ (สิวเสี้ยน)

คำว่า comedone หมายถึงต่อมขุมขนที่มีไขมันอุดตัน หากหัวสิวเปิดสู่
ผิวหนังเรียก
open comedone ลักษณะเป็นสิวหัวเล็กๆเป็นสิวหัวดำ เรียก 
open comedone
  ส่วน comedone ที่ปลายไม่เปิด หรือเปิดเป็นรูเล็ก
มากเรียก 
close comedone ลักษณะเป็นตุ่มสีขาว ไม่ว่าจะเป็นสิวชนิด
ไหนก็ไม่ควรจะบีบออก
 ที่เห็นเป็นสีดำๆคือเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ไขมัน สิวหัวดำ
มิใช่เกิดจากความสกปรก
ดังนั้นการอาบน้ำบ่อยๆหรือถูแรงๆอาจจะทำให้เกิด
ผลเสียต่อผิวหนัง
 

การรักษา

  • ผู้ป่วยที่หน้ามันให้ใช้สบู่ล้างหน้าหรืออาบน้ำวันละ 2 ครั้ง สบู่ที่ผสม
    ยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์และระคายต่อผิวหนัง อาจจะใช้ครีมที่มีส่วน
    ผสมของ
    salicylic (BHA) ทาเพื่อลอกเอาเซลล์ที่ตายออก  สำหรับ
    ท่านที่ผมมันให้สระผมวันละครั้ง
  • สำหรับเครื่องสำอางต้องเลือกชนิดที่ไม่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ ใช้ยา
    ละลายขุยเช่น 
    retinoic acid 0.025,0.05,0.1% cream ทาก่อน
    นอน
     หลังทายาถ้ามีอาการะคายเคืองให้ทายาวันเว้นวัน ผิวที่ทายาไม่
    ควรถูกแสงเพราะจะทำให้ระคายเคืองมาก ระยะแรกของการใช้ยาโรค
    อาจจะเหอ
    หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์ จึงจะดีขึ้น หรืออาจะใช้  5% 
    benzoyl peroxide[BP]
    ทา10-15 นาทีแล้วล้างออก ถ้าไม่มีอาการ
    แพ้ให้เพิ่มเป็น
    1-2 ชั่วโมงแล้วจึงล้างออก
  • ถ้าหัวสิวขนาดใหญ่ ให้ผ้าชุบน้ำอุ่นปิดบริเวณที่เป็นหลังจากนั้นใช้
    Schamberg loop 
    กดเอาสิวออก

สิวเป็นหนอง papulopustular

เป็นสิวที่มีการติดเชื้อจะเห็นลักษณะเป็นตุ่มและมีหนองอยู่ ถ้าเป็นสิวหนองชนิดตื้นก็จะ
หายได้เร็ว
 ส่วนชนิดลึกจะเป็นชนิดรุนแรงมักจะมีอาการเจ็บร่วมด้วย การรักษาเหมือน
papulonodular ใช้เวลารักษา 2-6 สัปดาห์ ยาปฏิชีวนะอาจจะเปลี่ยนเป็น
clotrimoxazole ,cephalosporin หรือ clindamycin ตุ่มหนองที่อยู่ตื้นจะไม่
เป็นแผลเป็น

สิวอักเสบ papulonodular acneac

คำ papule หมายถึงสิวที่เป็นตุ่มเล็กๆน้อยกว่า 5 มม.
nodule เหมือน papule แต่จะมีการอักเสบ และรอยโรคเป็นในผิวหนังระดับลึก เมื่อหายอาจจะเกิด
แผลเป็น พวกนี้สิวจะมีลักษณะเป็นสิวเม็ดเล็กๆแดงๆ
 
บางรายเป็นก้อนเล็กเมื่อคลำจะรู้สึกเหมือนกระดาษทราย

การรักษา

  • ผู้ป่วยที่หน้ามันให้ใช้สบู่ล้างหน้าบ่อยๆ สบู่ที่ผสมยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน
  • ใช้ยาละลายขุยเช่น retinoicacid 0.025,0.05,0.1% cream หรือใช้
    กลุ่ม Hydroxy acid ( AHA/BHA ) ทาก่อนนอน ถ้ามีอาการะคายเคืองให้
    ทายาวันเว้นวัน
    ผิวที่ทายาไม่ควรถูกแสงเพราะจะทำให้ผิวบริเวณนั้นระคายเคือง
    มาก
    ระยะแรกของการใช้ยาโรคอาจจะเหอ หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์จึงจะดีขึ้น 
    หรืออาจะใช้
    5% benzoyl peroxide[BP] ทา10-15นาทีแล้วล้างออก 
    ถ้าไม่มีอาการแพ้ให้เพิ่มเป็น
    1-2 ชั่วโมงแล้วจึงล้างออก
  • หลังจากล้างเอา BP ออกให้ทา clindamycin 0.1% วันละ 2-3 ครั้ง
  • ให้ยารับประทาน tetracyclin 250 mg ครั้งละ 2 เม็ดวันละ2 ครั้ง เมือดีขึ้น
    ค่อยลดยาลงไม่ควรใช้ยานี้ในคนท้อง

  blackhead.gif picture by skinkoko whitehead.gif picture by skinkoko
blackhead.gif picture by skinkoko    pustule.gif picture by skinkoko


แผลเป็นจากสิว ( Acne Scars )
 

การป้องกันรอยแผลสิว
ดังที่ได้กล่าวถึงในตอนที่แล้วเรื่อง เหตุที่ทำให้เกิดแผลสิว, ลักษณะของแผลความแตกต่าง
ในแต่ละคน เป็นการยากที่จะคาดเดาได้ว่าใครบ้างที่จะเป็นแผล ขนาดของแผล หรือความลึก
ของแผลที่จะเกิดขึ้น และระยะเวลาที่แผลเป็นนั้นจะอยู่ยาวนานเท่าใด 
การที่จะคาดเดาว่าการป้องกันรักษารอยแผลจะบรรลุเป้าหมายก็เป็นสิ่งที่ยากเช่นเดียวกัน  
อย่างไรก็ตามวิธีการเดียวที่จะป้องกันหรือกำหนดขนาดของแผลได้คือการรักษาสิวตั้งแต่เนิ่น ๆ 
และรักษาเท่าที่จำเป็น ยิ่งสามารถป้องกันการอักเสบ หรือลดปริมาณการอักเสบได้มากเท่าไร 
ก็ยิ่งจะป้องกันการเกิดแผลเป็นได้มากเท่านั้น คนที่เป็นสิวที่รู้ตัวว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นแผลเป็น
ควรคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ให้มาก

หากเป็นสิวธรรมดาหัวขาวหรือหัวดำ เมื่อหายจะไม่เป็นแผลเป็น แต่หากเป็นสิวที่มีการอักเสบ
ชนิด 
nodular หรือเป็นหนอง pustular เมื่อหายอาจจะทำให้เกิดแผลเป็นซึ่งพบได้หลาย
ลักษณะ

  • macule ลักษณะเป็นผื่นแดงไม่นูนซึ่งเกิดจากการอักเสบ  
    รอยแดงอาจจะเป็นอยู่นานหลายเดือนกว่าจะจางหาย
  • Post inflammatory hyperpigmentation 
    คือเป็นรอยด่างดำหลังจากสิวหายแล้วอาจจะอยู่ได้นาน 18 เดือน เกิดจากการอักเสบ
    ของผิวหนัง การป้องกันให้หลีกเลี่ยงแสงแดด
    อาจจะใช้ยาทาพวกวิตามินเอ หรือกรด
    ผลไม้ ( AHA / BHA )จะช่วยให้ผื่นจางลง

สาเหตุของการเกิดแผลเป็น
เมื่อผิวหนังเกิดการอักเสบ ร่างกายจะจัดการแก้ไขโดยเม็ดเลือดขาวจะมาเก็บพวกเชื้อโรคและ
เซลล์ที่ตายแล้ว
ร่วมกับปฏิกิริยาของการอักเสบ ทำให้เกิดพังผืดบริเวณแผล
แผลเป็นเกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ สามารถมองเห็นได้และเป็นสิ่งเตือนว่าบริเวณ
นั้น ๆ เกิดบาดแผลและมีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ  ในกรณีของสิว
, เกิดจากการอักเสบของร่างกาย 
ที่เกิดปฏิกิริยาต่อซีบั่ม
, แบคทีเรีย และเซลล์ผิวที่ตายแล้วที่อุดอยู่ในต่อมไขมัน  
ลักษณะของแผลเป็นที่แท้จริงมีอยู่
2 ประเภท ดังจะกล่าวถึงต่อไป 
1) แผลเป็นที่บุ๋มลงไปเป็นรอยหลุมลึก    2) เนื้อเยื่อของผิวหนาขึ้นเช่น คีลอยด์

เมื่อเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะส่งหน่วยซ่อมแซมไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ หน่วยซ่อม
แซมที่ว่าก็คือเซลล์เม็ดเลือดขาว และการจัดเรียงของโมเลกุลอักเสบซึ่งมีหน้าที่ซ่อมแซมเนื้อ
เยื่อและต่อต้านเชื้อโรค อย่างไรก็ดี เมื่อกระบวนการต่าง ๆ ได้ผ่านพ้นไปก็จะทิ้งร่องรอยบาง
อย่างของการซ่อมแซมบริเวณนั้น ๆ ไว้ในรูปแบบของ
fibrous scar tissue หรือ  
eroded tissue

เซลล์เม็ดเลือดขาวและโมเลกุลอักเสบอาจทิ้งร่องรอยไว้หลายวันถึงหลายสัปดาห์ ในผู้ที่เป็น
แผลได้ง่ายสุดท้ายอาจทำให้เป็นแผลสิว ทั้งนี้ลักษณะและอัตราการเกิดของรอยแผลสิวนั้น
ยังไม่เป็นที่เข้าใจแน่ชัด ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของแผลเป็นระหว่างผู้หนึ่งกับอีกผู้หนึ่ง 
ในการชี้ว่าคนผู้นั้นมีแนวโน้มว่าจะเป็นแผลมากกว่าคนอื่น ๆ 
ส่วนมากแล้วแผลเป็นมักมาจากการอักเสบรุนแรงของสิวหัวช้าง ซึ่งเกิดในชั้นลึกของผิว แต่
รอยแผลอาจจะเกิดขึ้นตื้น ๆ เท่านั้น สิวหัวช้างที่มักจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นดังที่เห็นในภาพ
เหล่านี้

ระยะเวลาของแผลเป็นก็ยังเป็นอีกประเด็นที่ยังไม่เป็นที่เข้าใจแน่ชัด บางคนเป็นแผลสิวนั้น
ตลอดชีวิตโดยมีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะที่คนอื่น ๆ อาจมีการสร้าง
ผิวใหม่และทำให้รอยแผลสิวนั้นมีขนาดเล็กลง ในบางคนมีความรู้สึกแตกต่างกันไปเกี่ยวกับ
แผลสิว แผลที่เป็นมากหรือน้อยในขนาดเดียวกันอาจสร้างความกังวลใจให้กับคนหนึ่ง ในขณะ
ที่อีกคนหนึ่งรับได้และรู้สึกว่าไม่ได้เลวร้ายมาก ดังนั้นในคนที่มีความกังวลเกี่ยวกับรอยแผล
มากกว่า ก็จะหาวิธีการรักษาเพื่อกำจัดรอยแผลนั้นออกไป

ชนิดของแผลเป็น
ชนิดของแผลเป็นแบ่งออกเป็นสองชนิดคือ

  1. ชนิดที่เป็นแผลนูนจากการสร้างเนื้อเยื่อมาก  
    เนื่องจากมีพังผืดปริมาณมากมาเกาะที่แผลทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่า keloid คีลอยด์ 
    หรือ แผลนูน
    hypertrophic คำว่า hypertrophic หมายถึง ใหญ่ขึ้น หรือโตมากเกิน
    ไป ทั้ง
    hypertrophic และ keloid นั้นเกิดขึ้นจากปริมาณการสร้างคอลลาเจนของ
    เซลล์มากเกินไป การผลิตคอลลาเจนมากเกินนั้นเกิดจากการตอบสนองของเซลล์ที่ได้
    รับบาดเจ็บ คอลลาเจนที่มากเกินจะทำให้ผิวบริเวณนั้นนูน
    , แข็ง, เรียบ, ปกติจะมี
    ลักษณะขรุขระ ดังรูปแผลสิวชนิดคีลอยด์ที่แสดงให้เห็นนี้

      ลักษณะของ คีลอยด์ หรือ hypertrophic คือเป็นแผลที่มีขนาด 1- 2 มม. แต่ก็มี
    บางจุดที่พบว่าขนาด
    1 ซ.ม. หรือ
    ใหญ่กว่า แผลเป็นคีลอยด์นั้นมีแนว
    โน้มว่าจะขึ้นเป็นกระจุก  การเจริญ
    เติบโตของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ มักเกิดกับ
    ผู้ที่มีผิวหนังตอบสนองได้ไวกว่าปกติ

    ผู้ที่มีแผลเป็นในลักษณะคล้าย ๆ กันนี้

    แผลเป็น
    Hypertrophic หรือคีลอยด์ 
    จะเป็นอยู่ได้นับปี แต่อาจมีขนาดเล็กลง

     

    คลิกที่ภาพเพื่อดู VDO Keloids

  2. ชนิดแผลเป็นที่เป็นรอยบุ๋มลง 
    ซึ่งมีได้หลายลักษณะ
    แผลเป็นชนิดนี้เกิดจากการขาดของเนื้อเยื่อ ลักษณะคล้ายกับแผลเป็น
    ที่เกิดจากโรคอีสุกอีใส ซึ่งแลดูไม่ผิดปกติมากเท่าคีลอยด์ และ
    hypertrophic แผลที่เกิด
    จากเนื้อเยื่อไม่เต็มคือ

    แผลเป็นหลุมลึก (Ice-pick scar)

    ส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นที่แก้ม เป็นรอยหลุมจิกลึก ขอบแคบ ขนาดมักไม่เกิน 0.5 มม.  
    แล้วอาจจะกว้างเล็กน้อยที่ฐานของหลุม สัมผัสดูจะเป็นได้ทั้งแข็ง และนิ่ม   ซึ่งแผล
    นิ่มจะดีขึ้นเมื่อผิวขยายออก แต่แผลที่แข็งจะไม่สามารถขยายออกได้ มักเกิดจากการ
    กดหรือบีบสิวอุดตันให้หลุดออก

    แผลหลุมลึก (Depressed fibrotic scar)

    มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ขอบเรียบ เมื่อสัมผัสดูจะกระด้าง แผลเป็นชนิด Ice-pick 
    เมื่อเป็นในระยะเวลาที่นาน ๆ ก็จะพัฒนาเป็น
    Depressed fibrotic scar ได้

    แผลนิ่ม, แผลตื้น หรือลึก (Soft scar)
    เมื่อสัมผัสดูจะนิ่ม ดูค่อนข้างจะกลืนไปกับผิวปกติ มีขนาดเล็ก มีทั้งแบบวงกลมและ
    แบบทางยาว

    Atrophic macules
    มีขนาดเล็กพอสมควรเมื่อเกิดบริเวณผิวหน้า แต่จะมีขนาดใหญ่ถึงเซ็นติเมตรหรือ
    ใหญ่กว่านั้นเมื่อเกิดขึ้นบริเวณลำตัว ลักษณะนิ่ม อาจมีริ้วรอยบาง ๆ ร่วมด้วย และ
    อาจมองเห็นเป็นสีออกน้ำเงินเนื่องจากหลอดเลือดที่อยู่ใต้แผลเป็นนี้ เมื่อนานเข้า
    แผลเป็นนี้จะเปลี่ยนจากสีออกน้ำเงินเป็นสีขาวงาช้างในผู้ที่มีผิวขาว และจะจางลง
    เรื่อย ๆ 


    Follicular macular atrophy

    ส่วนมากมักพบว่าเกิดบริเวณหน้าอก หรือแผ่นหลังของผู้ที่เป็นสิว มีขนาดเล็ก สีขาว 
    บางครั้งมีลักษณะคล้ายสิวหัวขาวที่ยังไม่สุกดี ลักษณะนี้บางครั้งเรียกว่า
     
    perifollicular elastolysis ซึ่งอยู่นานเป็นเดือนเป็นปี
     

    สรุปได้ว่า แผลเป็นสิวเกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายที่ต่อต้านเชื้อโรคทำให้เกิด
    การอักเสบขึ้นในลักษณะของสิว วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเกิดแผลเป็นก็คือ
    การรักษาสิวตั้งแต่เนิ่น ๆ และรักษาในระยะเวลาที่นานเพียงพอ กรณีที่เกิดแผล
    เป็นขึ้นแล้ว ก็มีวิธีรักษาที่ได้ผลหลายวิธี

การป้องกัน
การป้องกันที่ดีที่สุดคือลดการอักเสบของสิว โดยการรักษาสิวอย่างถูกต้อง ไม่บีบหัวสิวเอง

การรักษา
จดุประสงค์ของการรักษาคือทำให้ผิวหนังกลับสู่ปกติให้มากที่สุด การรักษาสามารถทำได้
หลายวิธี

รอยแดง-ดำคล้ำจากผิวอักเสบ 
เป็นอาการสีผิวไม่สม่ำเสมอที่เกิดขึ้นเมื่อผิวหายจากการอักเสบ และรวมถึงอาการเหล่านี้ด้วย

 
- การติดเชื้อที่ผิวหนัง
 
- อาการแพ้

  - อุบัติเหตุ

 
- ปฎิกิริยาจากการใช้ยา
 
- อาการแพ้ยาที่ผิวหนังโดยมีปฎิกิริยาจากแสงแดดร่วมด้วย
 
- แผลบาดเจ็บ (เช่นผิวไหม้)
  - ปฎิกิริยาจากการอักเสบ (เช่นสิว, ผิวหนังอักเสบ)

รอยแดง-ดำคล้ำที่เกิดขึ้นนี้จะอยู่ในบริเวณที่เกิดการบาดเจ็บที่รักษาหายแล้ว จะมีสีตั้งแต่
น้ำตาลอ่อนไปจนถึงดำ สีที่ดำคล้ำขึ้นเนื่องจากเผชิญกับแสงแดด
(รังสียูวี) 
การใช้ยารักษาบางอย่างก็อาจทำให้สีผิวคล้ำขึ้น เช่นยาต้านเชื้อมาลาเรีย
, ยารักษาโรค
เรื้อน
เตตร้าไซคลิน, ยาต้านมะเร็งเช่น bleomycin, doxorubicin, 5-fluorouracil 
และ
 busulfan

รอยดำคล้ำนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะเกิดได้มากกว่าในคนที่มีผิวคล้ำ อาการเหล่านี้
จะเห็นได้ขัดเจนมากขึ้นเมื่อสัมผัสกับแสงแดด ตัวอย่างของอาการเหล่านี้เช่น การสัมผัสกับ
พิษของพืชบางชนิดแล้วแพ้

สาเหตุของการเกิดรอยคล้ำจากผิวอักเสบ
เกิดจากการผลิตเม็ดสีในบริเวณที่เป็นแผลอักเสบซ้ำๆในขั้นตอนที่ผิวทำการรักษาแผลนั้น 
อธิบายกันอย่างละเอียดก็คือ เมลาโนไซท์ทำหน้าที่ผลิตเมลานินมากขึ้น
(เมลานินคือเม็ดสีผิว) 
ซึ่งจะแพร่ไปยังเคราติโนไซท์รอบ ๆ (เคราติโนไซท์ คือเซลล์ผิว) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่ม
ความผิดปกติของเม็ดสีผิว
(hypermelanosis) ชั้นหนังกำพร้า

อีกสาเหตุหนึ่งคือความผิดปกติของเม็ดสีผิวในชั้นหนังแท้ เม็ดสีผิวที่เกิดที่ชั้นลึกลงไป จะเกิด
ขึ้นเมื่อการอักเสบนั้นกระจายลงไปถึงขอบเขตสุดท้ายของชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิดเม็ดสีผิว
ขึ้นที่ชั้นผิวที่อยู่ติดกับหนังกำพร้า
(ชั้นบนสุดของชั้นหนังแท้)การเกิดภาวะอักเสบที่ชั้นผิวหนัง
กำพร้า
(ชั้นนอกสุดของผิวหนัง) ที่ตอบสนองจากการบาดเจ็บหรือเป็นแผล มีผลให้ผิวหลั่ง
และทำปฎิกิริยากับกรดอะราชิโดนิค
(arachidonic) ไปยัง prostaglandin

วิธีการรักษารอยดำคล้ำจากผิวอักเสบ
โดยปกติแล้วจุดด่างดำบนผิวจะค่อย ๆ จางลงและกลับเป็นสีผิวปกติได้ต้องใช้เวลา ซึ่งกระบวน
การต่าง ๆ นั้นอาจใช้เวลานานถึง
6-12 เดือน หรืออาจนานถึง 2 ปีในบางรายก็เป็นได้   ผู้ป่วย
ควรจะได้รับการแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีคุณภาพดีเป็นประจำทุกวันเมื่อต้องเผชิญแสงแดด
เพื่อ
ป้องกันจุดด่างดำนั้นไม่ให้คล้ำขึ้นกว่าเดิม

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รักษาภายนอกมีมากมายที่จะช่วยให้ขาวขึ้น หรือฟอกสีจุดด่างดำที่ชั้นหนัง
กำพร้าได้ ส่วนใหญ่แล้วให้ผลดี แต่หากรักษาร่วมกันกับวิธีการต่าง ๆ ที่แนะนำด้านล่างนี้ก็จะ
ให้ผลที่ชัดเจนมากขึ้น

- Hydroquinone
- Tretinoin Cream
- Corticosteroid creams
- AHA / BHA
- Azelaic acid
- Applecider Vinegar
- Laser
- Gylcolic acid peel
วิธีการรักษาต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถรักษาความผิดปกติของเม็ดสีผิวที่ชั้นหนังแท้ได้

 

ภาพ VDO แสดงให้เห็นพยาธิสภาพของ
เซลชั้นผิว ในบริเวณที่เกิดการอักเสบจากสิว 
ในภาพจะแสดงให้เห็นชั้นผิวหนังกำพร้า 
ชั้นหนังแท้

 

ใครที่เป็นแผลขรุขระบนใบหน้า และอยากลดรอยแผล มีวิธีช่วยลบรอยที่ใช้กันวันนี้

1. การใช้ยาทา แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาทา ในกรณีที่เป็นไม่มากนัก หรือใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ 
    ยาที่ใช้มักเป็นยาในกลุ่มวิตามิน
A โดยตัวยาจะไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้รอย
     แผลตื้นขึ้น

2. การจี้ด้วยน้ำยา TCA เพื่อกระตุ้นในรอยแผลมีการสร้างเซลล์ หลังการจี้จะเกิดสะเก็ดดำ ๆ 
     อยู่ประมาณสัปดาห์ แล้วจึงหลุดไปเอง
แต่ว่าห้ามแกะเด็ดขาด
3. การรักษาด้วย ไอออนโต (IONTO) เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าขับตัวยา ซึ่งนิยมใช้ คือ
      กลุ่มวิตามิน
A เข้าไปในผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างใยคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ เพื่อให้
      รอยบุ๋มตื้นขึ้น

4. การรักษาด้วย โฟโน (PHONO) เป็นการใช้คลื่นเสียงขับยาเข้าไปในผิวหนัง โดยใช้ยา
     ในกลุ่มวิตามิน
A บำรุงและสร้างใยคอลลาเจน
5. การรักษาด้วยวิธี MD (MICRODERMABRASION) เป็นการผลัดผิวใหม่โดยใช้
     เครื่องมือพ่นผงคริสตัลลงไปยังผิวหน้า เพื่อขัดผิว
ส่วนคราบไคล และหนังกำพร้าชั้นบน
      ออกไป แล้วจึงใช้ตัวยาเร่งการสร้างเซลล์ใหม่
ขึ้นมาทดแทน ช่วยให้รอยบุ๋มตื้นขึ้น
6. การรักษาด้วยวิธีการกรอแผลโดยใช้เครื่องเลเซอร์ ช่วยให้รอยบุ๋มตื้นขึ้น แต่ต้องใช้
      เวลาในการรักษาแผลค่อยข้างนาน

7. การฉีดสารสังเคราะห์โดยแพทย์ จะฉีดสารสังเคราะห์ เช่น อาติคอล หรือสาร HA 
      เข้าไปในรอยแผล เพื่อให้รอยแผลเต็มขึ้น

New การจัดการแผลเป็นด้วย AHA+CP ( Hydroxy acid & Copper Peptide)
เป็นอีกวิธีในการจัดการแผลเป็นให้เร็วขึ้นด้วยการใช้ AHA ร่วมกับ Copper peptide โดย 
AHAหรือ BHA
จะไปสกัดเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วหรือโปรตีนที่เสียแล้วหรือบางคนอาจจะเรียก
ว่าผังผืด
( Fibrous tissue) ที่เกาะอยู่ที่แผลเป็นให้หลุดออก แล้วใช้ Copper peptide 
ปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น
ลองดูรูปในบทความประกอบเพื่อความเข้าใจมากขึ้น

ลดเลือนรอยแผลและริ้วรอยด้วย AHA และผิวแข็งแรงด้วย Copper-peptide
วิธีการลดรอยแผลและสิวด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นปกติให้ผลอย่างมีขอบเขต, เจ็บ และแพง และ
บ่อยครั้งที่สร้างรอยแผลเพิ่มขึ้นอีก

การผสมรวมกันของ AHA/BHA และ copper-peptide ให้ผลที่น่าประหลาดใจในการกำจัด
รอยดำจากสิวและแผลต่าง ๆ บนผิว ขั้นตอนต่าง ๆ
นั้นมีค่าใช้จ่ายต่ำ, ไม่เจ็บ แต่ใช้เวลาระยะ
หนึ่งจึงจะเห็นผล
และไม่ทำให้เกิดแผลเป็นเพิ่มขึ้น

Copper peptide เมื่อใช้ร่วมกันกับ AHA ในการผลัดเซลล์ผิว จะเป็นวิธีที่ดีมาก ๆ ในการ
ลดรอยแผลเป็นและจุดด่างดำต่าง ๆ
, กระเนื้อ ความลับของ AHA คือช่วยให้ผิวสุขภาพดี
ผิวธรรมดานั้นจะมีความแข็งแรงและทนทานต่อกรดผลไม้เหล่านี้ ในทางตรงข้าม
ผิวที่มี
บาดแผลจะบอบบางและไม่ทนต่อกรดเหล่านี้ การใช้กรดผลไม้ซ้ำ
ๆในช่วงเดือนหรือนานกว่า
นั้นจะช่วยให้รอยต่างๆ ค่อยๆ  จางลงไป 
การใช้
copper peptide เข้มข้นหลังจากกรดผลไม้นั้น จะช่วยสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่ที่
แข็งแรงและสุขภาพดี ดังนั้นการใช้กรดผลไม้
AHA เพื่อให้รอยสิวและจุดด่างดำต่าง ๆ ค่อย
จางลงแล้วก็ใช้ 
copper peptide เพื่อช่วยสร้างผิวใหม่ที่ดีขึ้น เรียบเนียน ขั้นตอนต่าง ๆ
เหล่านี้ควรทำเป็นประจำทุกวัน วันละ
1-2 ครั้ง และจะเห็นผลภายใน 1 เดือน แต่หากเป็น
เครื่องสำอางที่ผสมสารเหล่านี้เพียงปริมาณเล็กน้อย
ก็อาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผล

หากว่าขั้นตอนเหล่านี้ยังให้ผลไม่เร็วพอ อาจต้องใช้ AHA/BHA ที่เข้มข้นขึ้น เนื่องจาก AHA
/BHA 
ที่เข้มข้นจะช่วยลดรอยแผลจุดด่างดำได้เร็วยิ่งขึ้น แต่กระนั้นก็อาจมีผลข้างเคียงคือ
ระคายเคือง
หรือผิวไหม้ได้หากใช้ในความเข้มข้นที่สูงขึ้น บางคนใช้ AHA 30-60% ร่วม
กันกับ
copper peptide เข้มข้น แต่ก็ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ผิวหนังหรือ
ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม  หากต้องการแก้ปัญหารอยแตกลาย
หรือแผลสิวขนาดใหญ่สามารถ
ใช้ครีม
15% ผสมกับ copper peptide เป็นครีมประจำวันแทนการลอกผิวบริเวณนั้นออก



การลดเลือนรอยด่างดำจากสิว
~ รอยสิวบุ๋ม
รอยสิวที่บุ๋มลงไปจะให้การตอบสนองที่ดี รอยแผลที่ยากต่อการรักษาด้วยกรรมวิธีของแพทย์
ผิวหนังแบบดั้งเดิม
วิธีการจัดการกับแผลรอยบุ๋มก็คือการถูนวดครีม (ครีม glycolic 15%) 
ในบริเวณที่เป็นทุก ๆ เช้าตามปกติ จะค่อย ๆ
ลดเนื้อเยื่อแผลเป็นออกไป และก่อนนอนใช้ 
Super copper peptide serum ทาเป็นประจำทุกวัน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างผิวใหม่
ขึ้นมาอย่างช้า ๆ
 เมื่อเนื้อเยื่อแผลเป็นถูกแทนที่ด้วยผิวใหม่ที่สุขภาพดีกว่า ชั้นผิวใหม่ก็จะดันขึ้น
มาแทนที่ชั้นเก่า มีหลายคนที่ใช้
AHA เป็นประจำทุกวันในตอนเช้า แล้วใช้ copper peptide 
ก่อนนอน บางคนใช้วิธีนี้ร่วมกับการใช้ glycolic 30% สัปดาห์ละสองครั้งเพื่อเร่งกระบวนการ
ให้เร็วขึ้น

หากว่าวิธีการนี้ไม่ได้ผลเท่าที่ต้องการ
การใช้ AHA/BHA ที่เข้มข้นขึ้นจะช่วยเร่งกระบวนการต่าง ๆ ให้เร็วขึ้น แต่ก็จะเพิ่มโอกาส
ของการเกิดระคายเคืองหรือผิวไหม้ได้มากขึ้นเช่นกัน
บางคนและบางคลินิกใช้ AHA 30-70% 
ในการเร่งให้เนื้อเยื่อแผลหลุดลอกออก
จากนั้นก็ใช้ผลิตภัณฑ์จาก copper peptide ตามหลัง

เรียงลำดับตามขั้นตอน
1. ทาผลิตภัณฑ์ AHA บริเวณที่เป็นแผลสิวในตอนเช้า
2. AHA นั้นสามารถทาเพิ่มได้ระหว่างวัน แต่ต้องทาบนใบหน้าที่สะอาด และควรลดปริมาณ
     ลงหากมีการระคายเคืองผิวจาก
AHA
3. ทาผลิตภัณฑ์ copper peptide บริเวณที่เป็นแผล ในตอนกลางคืน
4. หลักสำคัญอยู่ที่การทาอย่างต่อเนื่อง
5. หลังจากผ่านไปสองเดือนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น จากนั้นให้เพิ่มความเข้มข้นของ  
    AHA 
ให้มากขึ้น เพียงเท่านี้ก็ลดรอยแผลขรุขระบนใบหน้าได้แล้ว.


Reference
- skincarephysicians.com
-  Acnethai.com
- มูลนิธิหมอชาวบ้าน | สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


ในกรณีที่ปัญหาเรื่องแผลเป็น หรือแผลหลุมสิว หรือปัญหาฝ้า หน้าหมองคล้ำ 
ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เป็นปัญหาที่เร่งด่วน ต้องการเทคนิคการรักษาที่ให้
ความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม มาดูเทคนิคผสม เพื่อนำสารบำรุงผิวเข้าสู่ชั้น
ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น Mesotherapy - Skin Needlin
g  
คลิกเพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
    สามารถทำการดูแลได้ด้วยตนเองที่บ้าน 
Home Kits


สนใจผลิตภัณฑ์ลดการเกิดสิว ชุดลบรอยแผลเป็นจากหลุมสิว คลิกช็อปปิ้ง

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.